การประชุมคณะรัฐมนตรี

“อนุทิน” ลั่นคนละครึ่งพลัสมาแน่ จัดเต็ม

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวออนไลน์ทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีมาบอกสำหรับคนที่กำลังรอคอยมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาลเลยนะครับ ล่าสุด “อนุทิน” ลั่น “คนละครึ่งพลัส” มาแน่-จัดเต็มกว่าเดิม เตรียมชงคลังสรุปรายละเอียดเร็วๆ นี้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2567 ทำให้หลายคนตื่นเต้นกันมาก เพราะโครงการนี้เคยช่วยเหลือประชาชนได้อย่างดีในอดีต

“อนุทิน” ลั่น “คนละครึ่งพลัส” มาแน่-จัดเต็มกว่าเดิม เตรียมชงคลังสรุปรายละเอียดเร็วๆ นี้

ในงานแถลงข่าว นายอนุทินย้ำชัดเจนว่ารายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ใกล้เสร็จสิ้น จะทูลเกล้าฯ ต้นสัปดาห์หน้า และที่สำคัญคือโครงการ “อนุทิน” ลั่น “คนละครึ่งพลัส” มาแน่-จัดเต็มกว่าเดิม เตรียมชงคลังสรุปรายละเอียดเร็วๆ นี้ จะเดินหน้าเต็มสูบแน่นอน ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตน้ำมันหรือตะวันออกกลาง แต่เป็นนโยบายเรือธงของพรรคภูมิใจไทยที่ให้สัญญากับประชาชนไว้ตั้งแต่เลือกตั้ง

คนละครึ่งพลัสคืออะไร? ทำไมถึงฮิตขนาดนี้

หลายคนอาจยังจำโครงการคนละครึ่งเฟสเก่าๆ ได้ มันคือมาตรการที่รัฐช่วยจ่ายเงินให้ประชาชนนำไปซื้อของกินของใช้ ร้านค้าปลีกรับประโยชน์เต็มๆ เงินหมุนเวียนในชุมชน ไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ จากข้อมูลปีที่แล้ว ประชาชนพึงพอใจสูงมาก เรียกร้องให้มีต่อเพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้จริง รัฐยังได้ภาษี VAT กลับคืนแบบวิน-วินทุกฝ่าย

สำหรับเวอร์ชั่น “พลัส” นี้ อนุทินบอกว่าจัดเต็มกว่าเดิม! อาจได้เงิน 2,000 บาท หรือมากกว่านั้น รูปแบบชัดเจน ครอบคลุมมากขึ้น แม้แต่กลุ่มผู้เสียภาษีที่เคยบ่นว่าถูกละเลยจาก 7 มาตรการก่อนหน้า ก็มีโอกาสได้รับด้วย รอกระทรวงการคลังสรุปรายละเอียดอีกสักพัก

กำหนดการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งพลัส

หลังรัฐบาลใหม่เข้ามา จะเร่งผลักดันทันที ชงครม.ผ่านเร็วๆ นี้ ไม่มีพลิกผัน เพราะเป็นสัญญาประชาคม อนุทินย้ำว่าโครงการนี้พิสูจน์แล้วว่าประชาชนชื่นชอบ ไม่รั่วไหล ช่วยให้เงินไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย 100% ถ้าถึงคิวคุณแล้ว ลุ้นเลยครับ!

  • ประโยชน์หลัก: ลดค่าครองชีพ กระตุ้นซื้อขายท้องถิ่น
  • ครอบคลุม: ประชาชนทั่วไปและผู้เสียภาษี
  • จำนวนเงิน: พลัสจากเดิม อาจ 2,000+ บาท
  • เวลา: รัฐบาลใหม่ เร่งด่วน

นอกจากนี้ อนุทินยังพูดถึงโผ ครม. ว่าทุกคนผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยจาก สลค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีปัญหาอะไร รัฐบาลชุดนี้พร้อมลุยนโยบายช่วยประชาชนทันที

ในมุมมองของผม โครงการนี้เจ๋งมากครับ เพราะไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่สร้างวงจรเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ร้านเล็กๆ ในชุมชนได้ลูกค้า ประชาชนประหยัดได้ ของกินถูกขึ้น ถ้าคุณเคยใช้คนละครึ่งเก่า คงรู้ว่าสะดวกแค่ไหน ผ่านแอปเป๋าตังค์ สแกนจ่ายปุ๊บ ได้เลย

แต่ก็อยากให้รัฐเพิ่มการประชาสัมพันธ์ให้ชัดเจนกว่านี้ เช่น ใครได้บ้าง ลงทะเบียนยังไง วงเงินเท่าไหร่ เพื่อไม่ให้พลาด ลุ้นกันต่อไปนะครับ!

คำแนะนำ: เตรียมโทรศัพท์และเป๋าตังค์ไว้เลย ติดตามข่าวอัปเดตจากช่องทาง官方 และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ไม่พลาดสิทธิ์ กระตุ้นเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน!

ที่มา – “อนุทิน” ลั่น “คนละครึ่งพลัส” มาแน่-จัดเต็มกว่าเดิม เตรียมชงคลังสรุปรายละเอียดเร็วๆ นี้

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเร่งหามาตรการรับมือเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ล่าสุด เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. ซึ่งเป็นข่าวดีที่ช่วยให้การดำเนินการรวดเร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอขั้นตอนที่ยุ่งยาก

เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

วันที่ 9 มีนาคม 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เปิดเผยหลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล รักษาการนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมหารือแนวทางบริหารจัดการสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยมีการพูดถึงการจัดหาน้ำมันเพิ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย แต่ไม่ได้เจาะจงที่ใดที่หนึ่ง

ประเด็นสำคัญคือ ในส่วนของสัญญาการค้าน้ำมันนั้น สามารถดำเนินการได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งช่วยย่นระยะเวลาและเพิ่มความคล่องตัวในการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงแนวคิดการแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาฯกฤษฎีกายืนยันว่าไม่ได้มีการหารือเรื่องนี้เลย มีเพียงประเด็นน้ำมันเท่านั้นที่ถูกพูดถึง

บริบทราคาน้ำมันโลกและผลกระทบต่อไทย

ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ เกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินในไทยปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อผู้ประกอบการขนส่งและประชาชนทั่วไป

  • ราคาน้ำมันดีเซลเกิน 30 บาทต่อลิตร
  • ค่าขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น 10-20%
  • ค่าครองชีพครัวเรือนสูงขึ้น ส่งผลต่อเงินเฟ้อ

การที่ เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. จึงเป็นทางออกที่ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน สามารถเจรจาและทำสัญญานำเข้าน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูปได้รวดเร็ว ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา

ขั้นตอนการทำสัญญาค้าน้ำมันแบบเร่งด่วน

ตามคำชี้แจงของเลขาฯกฤษฎีกา การทำสัญญานี้ยึดตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิบัติราชการทางปกครองและพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยหน่วยงานสามารถใช้อำนาจตามกฎหมายเพื่อความเร่งด่วนได้ โดยไม่ต้องรอครม. อนุมัติ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาได้หลายสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม ต้องมีการตรวจสอบความโปร่งใสและยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันการทุจริต นอกจากนี้ รัฐบาลยังพิจารณามาตรการอื่นๆ เช่น การลดภาษีน้ำมันชั่วคราว การอุดหนุนกองทุนน้ำมัน และการส่งเสริมพลังงานทางเลือก

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและผลกระทบระยะยาว

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมองว่า การตัดสินใจนี้เป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤตพลังงาน แต่ควรมีแผนสำรองระยะยาว เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน LNG หรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญ

สำหรับประเด็นแยกกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ที่ถูกปัดตกในการประชุมครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งดึงมาก่อน ซึ่งเป็นแนวทางที่สมเหตุสมผลในสถานการณ์ปัจจุบัน

สรุปแล้ว เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม. เป็นข่าวดีที่ช่วยให้รัฐบาลไทยตอบสนองต่อวิกฤตได้อย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการและประชาชนควรติดตามการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันในช่วงสัปดาห์หน้า หากราคาลดลง ค่าครองชีพก็จะผ่อนคลายลงตามไปด้วย

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – เลขาฯกฤษฎีกาชี้ทำสัญญาค้าน้ำมันได้ไม่ต้องผ่าน ครม.

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ

“อนุทิน” เดินเท้าเข้าทำเนียบฯ หลังพาภริยาทำบุญวันเกิด บอกเวลาที่เหลือช่วยลูกพรรคหาเสียง ลั่นไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ ย้ำต้องปรับปรุงการข่าว หลังเหตุการณ์ป่วนใต้

เมื่อเวลา 08.20 น. วันที่ 13 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินเท้าจากย่านโรงแรมรอยัลปริ๊นเซส หลานหลวง กรุงเทพฯ มายังทำเนียบรัฐบาล ภายหลังไปรับประทานอาหารเช้ากับ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา โดยนายอนุทิน เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เดินมาเพื่อย่อยอาหาร หลังแวะไปรับประทานข้าวแกงมา วันนี้ข่าวไม่มีอะไร สบายๆ วาระการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็มีไม่มาก เมื่อถามว่า วันนี้ทำไมถึงมาแต่เช้าตรู่ นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของ น.ส.ธนนนท์ นิรามิษ ภริยา เมื่อเช้าจึงไปทำบุญตักบาตรที่วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร

นายอนุทิน ยังให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมเวที “ทิศทางโลกทิศทางไทย” Global Dynamics and Thailand’s Future หัวข้อ Thailand Vision 2035 เมื่อวันที่ 12 มกราคม ว่า ก็โอเค พยายามพูดให้อยู่ภายใน 20 นาที ซึ่งก็ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด เมื่อถามกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) บอกว่านายกฯ โหนกระแสรัฐมนตรีกัมพูชา นายอนุทิน หัวเราะไม่ตอบคำถาม ก่อนยกแก้วกาแฟขึ้นมาดื่ม เมื่อถามว่าบรรยากาศที่เหลืออีก 26 วัน จะเป็นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ดีนะครับ ตอนนี้พยายามหาเวลาลงไปช่วยลูกพรรค กรุงเทพฯ บ้าง ต่างจังหวัดบ้างแล้วแต่เวลาที่มี จะไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และวันที่ 14 มกราคม อาจจะแวะไปสงขลา แต่ผู้ใหญ่ ผู้บังคับบัญชาอยู่ในพื้นที่แล้ว

หวัง สส. ทุกที่แต่ต้องรอฟัง ปชช.

เมื่อถามว่าเห็นโพลแล้วใจชื้นหรือไม่เพราะบางโพลมีคะแนนนำและตัวเลข สส. ได้เยอะกว่าพรรคอื่น นายอนุทิน กล่าวว่า จะบอกว่าใจชื้นก็ไม่ได้ จะใจชื้นหรือใจแห้งก็ต้องรู้ผลเราก็ไม่ประมาท เห็นผลโพลที่ดีขึ้น ถามว่ากำลังใจดีขึ้นไหมก็เป็นธรรมดาก็มีกำลังใจดีขึ้น ลูกพรรคก็มีความคึกคักขึ้น เมื่อถามว่าอย่าง กทม. เหมือนเสียงตอบรับจะดี โอกาสที่จะได้ สส. ครั้งแรกมีหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราก็คาดหวังทุกที่ อยู่ที่ประชาชน เชื่อประชาชนตัดสินใจถูกต้องเสมอ เมื่อถามว่าก่อนเลือกตั้ง 2 สัปดาห์คาดว่าจะมีปรากฏการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็เห็นเริ่มเทศกาลสาดโคลนกัน แต่ละคนควรใช้เวลาผลักดันนโยบายพรรคตัวเองสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ไม่ใช่พอรู้สึกว่าตัวเองอ่อนแอลงหรืออาจจะตาม แล้วเที่ยวไปนั่งซัดใส่ความคนนั้นคนนี้ เมื่อถามว่าโค้งสุดท้ายพรรคจะมีไม้เด็ดนโยบายอะไรดึงดูดประชาชน นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำงานสม่ำเสมอ ไม่สาดโคลนใคร เมื่อถามว่า ช่วงนี้เริ่มมีบางพรรคประกาศว่าจะจับมือกับพรรคนั้นไม่จับมือกับพรรคนี้ พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าสามารถทำงานกับทุกพรรคใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ผ่านมามันเป็นอย่างนั้นไหมล่ะ เรารอให้ประชาชนเขาตัดสินใจ บางทีพูดปากไวไป ซึ่งวันนี้มีดิจิทัลฟุตพรินต์ พูดไปก็ต้องมานั่งแก้เก้อ พูดให้น้อยดีกว่า ห่วงเรื่องของตัวเองให้มากๆ อย่าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นเขา

นายกฯ ย้ำต้องปรับปรุงการข่าว หลังเหตุป่วนใต้

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าทั้งฝ่ายความมั่นคงและการทหารต้องทำหน้าที่ของเขาไปอย่างเต็มที่ ตนกำชับเรื่องของการข่าว สิ่งที่มันเกิดขึ้นจะบอกว่าการข่าวไม่ล้มเหลวมันก็ไม่ได้ต้องปรับปรุง มันเกิดขึ้นไปแล้ว ตอนนี้สิ่งที่ได้ย้ำในสิ่งที่เป็นฝ่ายขึ้นตรงกับการสั่งงานของตนคือ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ไปเร่งร่วมมือกับทางจังหวัดในการช่วยเหลือผู้ที่ประสบเหตุ ทั้งผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและทรัพย์สินเสียหาย ต้องช่วยเหลืออย่างเต็มที่ ซึ่งในพื้นที่ได้ส่งรายละเอียดมาแล้วเดี๋ยวตนจะขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปอ่าน โดยมีมาตรการ ระเบียบ และมติจากที่ประชุมในการที่จะช่วยเหลือว่าการเกิดเหตุร้ายแบบนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง ตนจะต้องเร่งให้มันเร็วขึ้น ส่วนใหญ่ต้องใช้งบประมาณจากงบกลาง ซึ่งงบกลางที่จะนำไปใช้สำหรับสถานการณ์ที่เร่งด่วนฉุกเฉิน และช่วยเหลือประชาชนโดยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับทางราชการปกติ ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาให้อยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า กรณีนี้ทางการข่าวไม่ได้มีการรายงานมาก่อนใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าแจ้งก็คงไม่เกิด

“อนุทิน” บอกปมกัมพูชายึดฟังระดับผู้นำ

ส่วนปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกัมพูชาไม่ค่อยจะเคารพข้อตกลงที่ทำกันเท่าไหร่ นายอนุทิน ระบุว่า เรามีเอกสารที่เรายืนยันเจตนารมณ์มาทั้งคู่ คือเราต้องฟังผู้นำประเทศ ขืนไปนั่งใส่ใจกับคนทุกระดับมันก็ไม่ใช่

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ

สถานการณ์การเมืองยังคงร้อนระอุ แม้ว่าผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน (โพล) บางสำนักจะชี้ว่าพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนำ แต่ อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ อย่างรอบคอบและพร้อมรับฟังเสียงของประชาชนเสมอ

อนุทินย้ำ! ไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แม้ว่าผลโพลบางแห่งจะแสดงให้เห็นว่าพรรคมีคะแนนนำอยู่ก็ตาม เขากล่าวว่าพรรคจะไม่ประมาทและจะมุ่งมั่นทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมาถึง โดยเน้นย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมือง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

การที่นายอนุทินออกมาแสดงความเห็นในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคภูมิใจไทยที่จะเป็นปากเสียงให้กับประชาชน และทำงานเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และการทำงานอย่างหนักเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน

ดังนั้น การที่นายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และให้คำมั่นว่าจะไม่ประมาทและทำงานอย่างหนักต่อไป จึงเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้การสนับสนุน

การเลือกตั้งครั้งต่อไป ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้แสดงออกถึงเจตนารมณ์ของตนเอง และเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นปากเสียงและทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนได้อย่างแท้จริง ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิด ศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองอย่างถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจเลือกผู้แทนที่ตนเองเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

อนุทินไม่ประมาท! ฟังปชช.หลังโพลชี้คะแนนนำ สะท้อนความตั้งใจทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ลั่นไม่ประมาทหลังผลโพลบางที่มีคะแนนนำ หวังได้ สส. ทุกที่แต่ต้องรอฟัง ปชช.

นายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

โฆษกรัฐบาล เผย “นายกฯ อนุทิน” เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ จากเหตุปะทะชายแดน พร้อมพิจารณาระเบียบบรรจุทายาทกำลังพลที่เสียชีวิต ให้เข้าทำงานราชการได้

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริงพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี 

โดยนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวก่อนการประชุมว่า ได้เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงกลาโหม และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตในทุกกรณีให้กับครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิต บาดเจ็บ รวมทั้งการจ่ายเงินเยียวยาให้กับประชาชนที่อพยพมาอยู่ที่ศูนย์พักพิง โดยจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่ยังต้องมีการปฏิบัติการทางทหารอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีกำลังพลเสียชีวิตและบาดเจ็บ ในขณะที่ประชาชนยังคงต้องอพยพและอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการอนุมัติหลักเกณฑ์และงบประมาณในการเยียวยาผู้เสียชีวิต ทุพพลภาพ บาดเจ็บ รวมทั้งการเยียวยาให้กับประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย และควรใช้โอกาสนี้รวบรวมข้อมูลที่ต้องใช้จากประชาชนที่มารวมกันที่ศูนย์ฯ เพื่อทำเรื่องเบิกจ่ายไว้ได้เลย เพื่อไม่ให้เสียเวลาและลดขั้นตอน เนื่องจากมีงบประมาณอยู่แล้ว และเมื่อตรวจสอบเรียบร้อย ก็สามารถโอนได้เลย และหากงบประมาณไม่เพียงพอ ทั้งกระทรวงกลาโหม สมช. และ ปภ. สามารถทำเรื่องขอเพิ่มได้ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เนื่องจากต้องขออนุมัติจาก กกต. ด้วย

นายสิริงพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับกระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณาว่าจะสามารถปรับระเบียบต่างๆ ให้มีความยืดหยุ่น เพื่อบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตให้เข้าทำงานราชการ เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อจำกัดเกี่ยวกับการบรรจุตำแหน่งของกองทัพบก ซึ่งบางทีไม่ตรงตามวุฒิ หรือไม่อยู่ในภูมิลำเนาตามที่กำหนด ให้สามารถบรรจุทายาทเข้าเป็นราชการทดแทนทหารที่เสียสละเพื่อชาติ โดยสามารถบรรจุในงานที่ตรงตามวุฒิ และอยู่ในพื้นที่ภูมิลำเนาเดิม ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน

นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต

ทำไมการเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตถึงสำคัญ

การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยาให้กับครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • บรรเทาความเดือดร้อนทางการเงิน: การสูญเสียเสาหลักของครอบครัวย่อมนำมาซึ่งความเดือดร้อนทางการเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เงินเยียวยาจะเป็นส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น ค่าอาหาร ค่าที่พัก ค่าเล่าเรียนบุตร และค่ารักษาพยาบาล
  • สร้างขวัญและกำลังใจ: การได้รับเงินเยียวยาแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลและสังคมไม่ได้ทอดทิ้งครอบครัวของวีรชนที่เสียสละเพื่อชาติ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ครอบครัวที่กำลังเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่
  • แสดงความรับผิดชอบของรัฐ: รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ การจ่ายเงินเยียวยาจึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐต่อประชาชน
  • ส่งเสริมความยุติธรรม: การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ถูกต้องและเป็นธรรม เงินเยียวยาเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความปรองดองและความสมานฉันท์ในสังคม

นอกจากนี้ การพิจารณาบรรจุทายาทของกำลังพลที่เสียชีวิตเข้าทำงานราชการยังเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ เป็นการเปิดโอกาสให้ทายาทได้มีงานทำที่มั่นคงและสามารถเลี้ยงดูครอบครัวต่อไปได้

การดำเนินการดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือทางการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงความเคารพและความขอบคุณต่อความเสียสละของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติอีกด้วย

รัฐบาลควรดำเนินการอย่างโปร่งใสและรวดเร็วในการเบิกจ่ายเงินเยียวยาและพิจารณามาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ที่เหมาะสม เพื่อให้ครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติ และเป็นการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีความเป็นธรรม

ที่มา – โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ เร่งรัดเบิกจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวกำลังพลที่เสียชีวิต-บาดเจ็บ เหตุปะทะชายแดน

“อนุทิน” เผย คนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลปกติ

“อนุทิน” เผยยุบสภาใช้งบกลางไม่ได้ บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ 

เมื่อเวลา 13.41น. วันที่ 16 ธ.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าในรอบ 4 ปี ได้ให้นโยบายอย่างไรบ้าง เนื่องจากกระทบการส่งออกและการท่องเที่ยวของประเทศ ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)อยู่ 

เมื่อถามต่อว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณรองนายกรัฐมนตรี ได้รายงานผลการหารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เกี่ยวกับการดำเนินการโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง แล้วหรือไม่ว่าทำได้หรือไม่ได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่า เราทำตามกติกา ตอนนี้เรายุบสภาแล้ว เราก็ไม่สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ ต้องรอให้กลับมาเป็นรัฐบาลปกติก่อน

คนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ “คนละครึ่ง” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการช่วยเหลือผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย การชะลอโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เงื่อนไขและข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการยุบสภา ทำให้การอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการใหม่ๆ เป็นไปได้ยาก แต่ความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจยังคงมีอยู่สูง

การกลับมาของรัฐบาลปกติจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพิจารณาโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงความเป็นไปได้ของโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รัฐบาลใหม่จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและความจำเป็นของโครงการ รวมถึงประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างรอบคอบ การเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคธุรกิจมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงการ จะช่วยให้โครงการสามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความคาดหวังต่อคนละครึ่งพลัสเฟสสอง

ประชาชนจำนวนมากยังคงคาดหวังว่ารัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการที่เคยประสบความสำเร็จมาแล้วอย่าง “คนละครึ่ง” โครงการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น การปรับปรุงและพัฒนาโครงการให้มีความครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนมากขึ้น จะช่วยให้โครงการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาโครงการใหม่ๆ จะต้องคำนึงถึงความยั่งยืนทางการคลังและผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รัฐบาลจะต้องสร้างสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการพัฒนาเศรษฐกิจ จะช่วยลดภาระของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของโครงการต่างๆ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ จะช่วยดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ

การรอรัฐบาลใหม่เพื่อพิจารณาโครงการต่างๆ อาจเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสที่ดีในการทบทวนและปรับปรุงนโยบายต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากที่สุด

ดังนั้น การติดตามความคืบหน้าของสถานการณ์ทางการเมืองและการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถือเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนและผู้ประกอบการทุกคน การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ๆ และการแสวงหาโอกาสในวิกฤต จะเป็นกุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จในยุคที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

การตัดสินใจเกี่ยวกับคนละครึ่งพลัสเฟสสอง จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมและความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” บอกคนละครึ่งพลัสเฟสสอง รอรัฐบาลปกติ

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อม 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงให้ประชาชนได้ทราบว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. โดยจะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น พร้อมมอบหมาย

1. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

2. ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณ

ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา

3. ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กำชับเร่งแก้ปัญหา โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมโดยเร็ว

นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า เรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ในช่วงท้ายของการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัด

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

ความสำคัญของการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การดูแลอย่างเต็มที่ครอบคลุมทั้งด้านความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม และการบริการทางการแพทย์ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อมยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงินเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและจ่ายเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

สำหรับการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยกำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองที่รัดกุมมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

โดยรวมแล้ว การดำเนินการของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามศูนย์พักพิงต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี การดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทักษะของประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน

การสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบเยียวยาให้พร้อม

นายกฯ ทบทวน เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

สถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง สร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนเป็นจำนวนมาก รัฐบาลตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนและพยายามหามาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หนึ่งในมาตรการที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางคือการเยียวยาผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์น้ำท่วม โดยมีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการจ่ายเงินเยียวยาเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท

นายกฯ อนุทิน ขอดูรายละเอียด เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงประเด็นการเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท ว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการขยายขอบเขตการเยียวยาไปยังพื้นที่ที่ไม่ได้ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน)

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเยียวยาไม่ได้จำกัดเฉพาะพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่จะครอบคลุมผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้เสียชีวิตนอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกรัฐมนตรีขอตรวจสอบรายละเอียดและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องก่อน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม

ประเด็นที่ต้องพิจารณาในการเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน

การพิจารณาเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท มีหลายประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ได้แก่

  • ขอบเขตพื้นที่: การกำหนดขอบเขตพื้นที่ที่จะได้รับการเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือพื้นที่ประสบภัยพิบัติอื่นๆ
  • เงื่อนไขการรับเงินเยียวยา: การกำหนดเงื่อนไขของผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา เช่น หลักฐานการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วม
  • แหล่งเงินทุน: การจัดหาแหล่งเงินทุนที่เพียงพอสำหรับการเยียวยาผู้เสียชีวิตทั้งหมด
  • ความเหมาะสมของจำนวนเงินเยียวยา: การพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนเงินเยียวยา 2 ล้านบาท ว่าเพียงพอต่อการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตหรือไม่

นอกจากประเด็นการเยียวยาผู้เสียชีวิตแล้ว รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว การสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค และการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับความเสียหาย

การเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด การพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกๆ ด้าน รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน จะช่วยให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างเหมาะสมและยั่งยืน

ถึงแม้ว่าการเยียวยาผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติจะไม่สามารถชดเชยการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ และเป็นกำลังใจให้ทุกคนก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รัฐบาลควรเร่งพิจารณาและให้ความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์การเยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักได้อย่างทันท่วงที

ที่มา – นายกฯ ขอดูรายละเอียด เยียวยาเสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้าน นอกพื้นที่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

นายกฯ สั่ง! หาดใหญ่ต้องสะอาดใน 14 วัน

นายกรัฐมนตรี ประกาศ 7 วันประชาชนต้องกลับเข้าบ้านได้ ขีดเส้น 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด เดินหน้ามาตรการเยียวยา ฟื้นฟูเศรษฐกิจแบบเร่งด่วน

วันที่ 30 พ.ย. 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานการณ์หลังอุทกภัยในจังหวัดสงขลา โดยระบุว่า วันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญที่ได้พบกับผู้แทนภาคเศรษฐกิจในพื้นที่ ทั้งภาคการค้า การท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งได้สะท้อนสภาพความเสียหายที่ประชาชนและผู้ประกอบการกำลังเผชิญ พร้อมทั้งร่วมเสนอแนวทางฟื้นฟูในหลายด้าน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้ระดับน้ำในเขตเมืองลดลงเกือบทั้งหมดแล้ว ต้องฟื้นฟูทันที โดยมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพและสาธารณูปโภคเป็นอันดับแรก ซึ่งเริ่มทยอยดำเนินการแล้ว ทั้งการป้องกันสารปนเปื้อน การควบคุมโรค การจ่ายไฟฟ้า และการฟื้นฟูระบบน้ำประปา ส่วนการทำความสะอาดเมือง นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด และนายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ระดมกำลังจากทุกภาคส่วน ทั้งกองทัพ หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เพื่อเร่งเก็บขนสิ่งของเสียหายและขยะมูลฝอยออกจากพื้นที่ โดยตั้งเป้าหมายว่า “ภายใน 7 วันประชาชนต้องได้กลับบ้าน และภายใน 14 วันเมืองหาดใหญ่ต้องสะอาด

เคาะมาตรการเร่งด่วน

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ได้รับข้อมูลจำนวนมาก ทั้งจากสภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการท่องเที่ยว ซึ่งหลายประเด็นสามารถสั่งการได้ทันที และบางประเด็นจะมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการต่อ โดยย้ำว่าการฟื้นฟูครั้งนี้ให้ความสำคัญสูงสุดกับ “ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน” พร้อมทั้งครอบคลุมพื้นที่ประสบภัยอื่น ๆ ในภาคใต้ด้วย

ด้านมาตรการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลเตรียมมาตรการเร่งด่วนหลายส่วน ทั้งการเยียวยาตามระเบียบ 90,000 บาทต่อครัวเรือน การช่วยเหลือซ่อมบ้านผู้สูงอายุไม่เกิน 49,000 บาท และเงินช่วยเหลือผู้เสียชีวิตรายละ 2,000,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะเร่งเปิดให้ประชาชนกู้เงินฟื้นฟูครัวเรือนละ 100,000 บาท รวมถึงสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยที่ผ่อนชำระภายในหนึ่งปี เพื่อช่วยเริ่มต้นซ่อมแซมทรัพย์สินและกิจการ ขณะที่สำนักงานประกันสังคมจะออกมาตรการสนับสนุนในลักษณะ “คนละครึ่ง” เป็นเวลา 6 เดือนสำหรับผู้ประกันตนกลุ่มต่าง ๆ

ไม่มีปัญหาติดขัดด้านงบประมาณ

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า งบประมาณหลักสำหรับการเยียวยาได้รับการอนุมัติแล้ว และได้หารือกับสำนักงบประมาณเพื่อจัดสรรงบเพิ่มเติมในส่วนที่จำเป็น โดยยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีปัญหาติดขัดด้านงบประมาณ โดยในวันนี้เจ้าหน้าที่จากสำนักงบประมาณ สภาพัฒน์ฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยได้ร่วมลงพื้นที่ ต่างเห็นภาพความจำเป็นเร่งด่วนตรงกันทั้งหมด มาตรการที่สามารถอนุมัติได้ภายในวันอังคารที่ 2 ธ.ค.นี้ จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้เงินช่วยเหลือและการฟื้นฟูเดินหน้าโดยทันทีเพื่อให้พี่น้องประชาชนชาวหาดใหญ่–สงขลา และพื้นที่อื่นที่ได้รับผลกระทบ กลับมามีชีวิตปกติได้โดยเร็วที่สุด

จัดหาคนขนของเร็วที่สุด

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สิ่งที่เรามุ่งเน้นคือการคืนชีวิต คืนความเป็นปกติสุขให้กับประชาชน ส่วนสิ่งที่เป็นอุปสรรคคืองานเปิดกว้างมาก น้ำท่วมไม่มีแล้ว ไฟมาแล้ว น้ำประปาก็เริ่มเข้ามาแล้ว แต่ติดปัญหาคือเรื่องไฟช็อตภายในบ้านเรือน ต้องเร่งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคซ่อมแซมเพื่อจ่ายไฟได้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องขยะมูลฝอยต้องเร่งดำเนินการ เราระดมยานพาหนะและเครื่องจักร จากฝั่งกองทัพ หน่วยงานราชการ และภาคเอกชน พร้อมทั้งอนุญาตให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายก อบจ. และนายกเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดหาผู้รับจ้างมาขนของออกจากหาดใหญ่ เพื่อให้สิ่งของพ้นจากเมืองหาดใหญ่โดยเร็วที่สุด

ประชุมครม. เศรษฐกิจวางงบประมาณ

นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า เงินเยียวยา 9,000 บาทไม่เพียงพออย่างแน่นอน หรือแม้แต่ 9 หมื่นบาทก็ แต่เราต้องทำตามกฎหมายก่อน ทุกหลังหลังคาเรือนจะได้รับเงินเยียวยา โดยในกฎหมายปภ. มีงบซ่อมแซมบ้านเรือน ไม่เกิน 49,000 บาท แต่ต้องทำการสำรวจและตีมูลค่า สิ่งที่กระทรวงการคลังจะเร่งทำ คือ การหาเงินยืม ให้กับประชาชนครัวเรือนละ 1 แสนบาท โดยงบประมาณเยียวยาได้อนุมัติไปเรียบร้อยแล้ว และในวันพรุ่งนี้ (1 ธ.ค.68) จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ และวางตัวเลขงบประมาณ ส่วนไหนที่สามารถภายในวันอังคาร (2ธ.ค.68) ก็จะอนุมัติผ่านการประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเรื่องเงินงบประมาณได้มีการพูดคุยกับผู้อำนวยการสำนักงบประมาณแล้ว ไม่มีอะไรติดขัด

ยอมรับหนักกว่า สึนามิ

“ เมื่อเห็นสภาพเมืองหาดใหญ่แล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุด ผมคิดว่ายิ่งกว่าสึนามิ ต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ส่วนค่าเยียวยาผู้เสียชีวิต รายละ 2 ล้านบาท เป็นไปตามระเบียบอยู่ และพยายามจัดให้ได้มากที่สุด พร้อมปฏิเสธว่าเงินเยียวยาไม่ได้สูงกว่าในอดีตที่ผ่านมา เพราะเคยมีการเยียวยาผู้เสียชีวิต 7 ล้านบาท” นายอนุทินกล่าว

ไม่สน ดราม่า แชทไลน์

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามนายอนุทิน ถึงประเด็นดราม่าแชท LINE ผู้บริหารภายในกระทรวงสาธารณสุขที่ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือ บิ๊กโจ๊กนำมาเปิดเผย ว่านายกฯ มองเรื่องคนตายจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่เป็นเรื่องตลก นายอนุทิน ส่ายหน้า พร้อมย้ำว่า “ผมมาทำงาน ผมมาทำงาน” มาทำงานมาช่วยเหลือประชาชน ไม่มีดราม่าอะไร

รอคำยืนยันจากแพทย์ชัดเจนสุด

ผู้สื่อข่าวย้ำถามต่อว่ากรณีที่บิ๊กโจ๊กออกมาเปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 1000 คน นั้น นายอนุทิน บอกว่า เรื่องนี้มีแพทย์ออกมาพูดแล้วว่าจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดเท่าไหร่ คำยืนยันจากแพทย์จะถูกต้องและชัดเจนที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าที่มีคนออกมาโจมตีอาศัยช่วงที่สถานการณ์เป็นแบบนี้มองอย่างไร นายอนุทินบอกว่า “ไม่มองๆ ผมทำงาน”

ส่วนมีอะไรจะฝากไปถึง “บิ๊กโจ๊ก” หรือไม่ นายอนุทินส่ายหน้าก่อนบอกว่า ตนทำงานการเมืองมานาน เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องปกติ ผู้สื่อข่าวย้ำถามว่าแต่ก็ยังมีคนมาจ้องโจมตีแบบนี้ นายอนุทินตอบกลับทันทีว่า “แล้วมาถามอะไรกับผม” ก่อนทิ้งท้ายว่า “นี่คือคนทำงาน ทำงานกันหมด”

นายกฯ สั่ง 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด

มาตรการเร่งด่วนฟื้นฟู หาดใหญ่ต้องสะอาด

จากเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในหาดใหญ่ รัฐบาลได้เร่งดำเนินการช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายให้เมืองกลับสู่สภาพปกติโดยเร็วที่สุด การที่นายกรัฐมนตรีขีดเส้นตาย 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเอาใจใส่ในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

ที่มา – นายกรัฐมนตรี ขีดเส้น 14 วัน หาดใหญ่ต้องสะอาด ชงมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมเข้า ครม.เศรษฐกิจ พรุ่งนี้

อนุทิน ฟิตนัดถกครม. ลุ้นอนุมัติคนละครึ่ง

หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่รอช้า ได้สั่งการให้จัดประชุมครม. นัดแรกทันที ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพื่อเร่งรัดนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะการพิจารณาอนุมัติโครงการคนละครึ่งที่ทุกคนกำลังจับตามอง

อนุทิน ฟิตนัดถก ครม. นัดแรกหลังจบแถลงนโยบาย ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่ง

การประชุมครม. นัดแรกนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น โดยสถานที่จะอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นห้องประชุมเดียวกันกับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญใช้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเร่งรีบและเข้มข้น ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองต่างพากันคาดการณ์ว่า หนึ่งในวาระสำคัญที่จะถูกนำมาพูดคุยคือการอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการคนละครึ่ง

โครงการคนละครึ่งถือเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าเคยใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 โครงการนี้ช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมได้ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง โดยรัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าในชุมชนและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากยอดขายตกต่ำ

ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่งก่อนปีงบประมาณสิ้นสุด

เหตุผลที่ทุกคนลุ้นกันอย่างยิ่งคือ ปีงบประมาณ 2568 กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2568 หากครม. ไม่สามารถอนุมัติงบสำหรับโครงการคนละครึ่งได้ทัน อาจต้องรอให้งบประมาณปี 2569 เริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องว่างในการดำเนินโครงการ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังฟื้นตัว การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่อนุทินจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายช่วยเหลือประชาชน

นอกจากนี้ การฟิตนัดถกครม. ของอนุทินยังสะท้อนถึงสไตล์การบริหารที่เด็ดขาดและเน้นผลลัพธ์ เขาเคยประกาศชัดเจนในการหาเสียงว่าประชาชนคือศูนย์กลางของนโยบายทั้งหมด โครงการคนละครึ่งจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกรุงเทพฯ ที่ยังมีปัญหาการว่างงานและรายได้ไม่แน่นอน

หากย้อนดูประวัติโครงการคนละครึ่ง จะพบว่ามันประสบความสำเร็จอย่างมากในเฟสก่อนหน้า โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 ล้านคน และช่วยหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจได้หลายหมื่นล้านบาท รัฐบาลชุดใหม่จึงมองว่าการต่อยอดโครงการนี้จะช่วยให้ GDP เติบโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี

  • ประโยชน์หลักของโครงการ: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
  • กระตุ้นยอดขายร้านค้าท้องถิ่น
  • สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง
  • ลดความเสี่ยงจากการล็อกดาวน์ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคนกังวลว่าการอนุมัติงบกะทันหันอาจกระทบสมดุลงบประมาณโดยรวม แต่ฝั่งรัฐบาลมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความยั่งยืน นอกจากวาระคนละครึ่งแล้ว ประชุมนัดนี้ยังอาจครอบคลุมประเด็นอื่นๆ เช่น การปรับโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยและนโยบายท้องถิ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของอนุทินแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากโครงการคนละครึ่งได้รับอนุมัติ จะเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือประชาชนทั่วไป อย่าลืมติดตามผลการประชุมนี้ เพราะมันอาจส่งผลโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของคุณ

ติดตามข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ฟิตนัดถก ครม. นัดแรกหลังจบแถลงนโยบาย ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่ง

Scroll to top