การประเมินความเสี่ยง

รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉิน

สถานการณ์สภาพอากาศในปัจจุบันมีความแปรปรวนสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือที่ต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งสลับกันไป ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที เพื่อยกระดับการช่วยเหลือให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที

การปรับตัวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกจังหวัดปรับรูปแบบการทำงานสู่เชิงรุกเต็มรูปแบบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ย่อยที่พร้อมปฏิบัติงานตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีการเตรียมความพร้อมทั้งกำลังคนและเครื่องจักรกลหนักให้พร้อมสแตนด์บายในจุดเสี่ยงภัยทุกพื้นที่

ปลดล็อกงบฉุกเฉินเพื่อการช่วยเหลือที่คล่องตัว

ปัญหาที่ผ่านมามักติดขัดเรื่องขั้นตอนทางราชการที่ล่าช้า แต่ด้วยนโยบายใหม่นี้ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถตัดสินใจใช้เงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินได้ทันทีเมื่อประเมินความเสี่ยงแล้วว่ามีอันตรายสูง โดยไม่ต้องรอเอกสารหรือขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพื่อให้การบรรเทาความเสียหายหน้างานทำได้อย่างรวดเร็วที่สุด

แนวทางปฏิบัติที่รัฐบาลเน้นย้ำมีดังนี้:

  • การสำรวจพื้นที่เสี่ยงภัยและการวางแผนอพยพกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก
  • การบูรณาการกำลังทหารและศูนย์ ปภ. เขต เพื่อเข้าถึงพื้นที่เข้าถึงยาก
  • การจัดทำฐานข้อมูลน้ำต้นทุนเพื่อป้องกันปัญหาภัยแล้งในระยะยาว
  • การเร่งสำรวจความเสียหายหลังน้ำลดเพื่อจ่ายเงินเยียวยาให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการลดขั้นตอนและเน้นการทำงานเชิงรุก เพราะภัยพิบัติเป็นสิ่งที่รอไม่ได้ การมีงบประมาณที่คล่องตัวและศูนย์ปฏิบัติการที่พร้อมลุย 24 ชั่วโมง จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้พี่น้องชาวเหนือมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อเกิดภัยพิบัติครับ

หวังว่ามาตรการ รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที นี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนได้จริง และเป็นโมเดลต้นแบบในการบริหารจัดการภัยพิบัติทั่วประเทศต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลตั้งวอร์รูม 24 ชม. รับมือน้ำท่วมภาคเหนือ ปลดล็อกงบฉุกเฉินให้ผู้ว่าฯ ช่วยประชาชนได้ทันที

ไทย-ญี่ปุ่น หารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

เชื่อว่าหลายคนคงทราบข่าวดีกันแล้วนะครับ สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไทย ที่ได้เดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นเพื่อหารือถึงแนวทางการขยายความร่วมมือในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่และสร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทยในแต่ละปี

ไทย-ญี่ปุ่น หารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

การพูดคุยเจรจาในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการแสดงศักยภาพของไทยในด้านมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยมีเป้าหมายหลักในการเปิดตลาดเพิ่มและลดอุปสรรคทางการค้าในกลุ่มสินค้าปศุสัตว์ต่างๆ ทั้งเนื้อสัตว์ปีก เนื้อสุกร และเนื้อโค เพื่อช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถส่งออกสินค้าได้ง่ายขึ้นภายใต้มาตรฐานสากล

ความคืบหน้าในการหารือระดับนโยบาย

สำหรับประเด็นที่น่าจับตามองที่สุดคือการที่ฝ่ายญี่ปุ่นเห็นชอบในหลักการเรื่องการรับรองระบบพื้นที่ปลอดโรคไข้หวัดนก (AI Zoning) ของไทย ซึ่งเรื่องนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะหากญี่ปุ่นรับรองระบบนี้อย่างเป็นทางการ เมื่อเกิดสถานการณ์โรคระบาดในบางพื้นที่ เราก็จะยังสามารถคงการส่งออกสินค้าจากพื้นที่ส่วนที่ปลอดภัยได้ตามปกติ

นอกจากการดูแลเรื่องโรคระบาดแล้ว ทางคณะผู้แทนไทยยังได้เสนอในประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • การขยายขอบข่ายการส่งออกเนื้อสัตว์กีบคู่ปรุงสุก รวมถึงเนื้อติดกระดูกและเครื่องใน
  • การผลักดันการยอมรับระบบคอมพาร์ทเมนต์สำหรับเนื้อสุกร เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขัน
  • การหารือเรื่องสินค้าผลพลอยได้จากสัตว์ปีก เพื่อนำไปต่อยอดเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์

ไทย-ญี่ปุ่น หารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์ อย่างต่อเนื่อง นับว่าเป็นโอกาสทองของผู้ประกอบการไทย เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยและมาตรฐานสินค้าสูงมาก หากเราสามารถผ่านเงื่อนไขการประเมินความเสี่ยงต่างๆ ไปได้ นั่นย่อมหมายถึงเส้นทางธุรกิจที่จะเปิดกว้างอีกมหาศาล

อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้ย้ำปิดท้ายว่า ทางหน่วยงานพร้อมสนับสนุนเกษตรกรทุกภาคส่วนในการยกระดับมาตรฐานการผลิตให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก เพื่อให้สินค้าปศุสัตว์ไทยแบรนด์ต่างๆ สามารถเข้าไปครองใจผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นได้มากขึ้นในอนาคต

ในมุมมองของผม การที่ ไทย-ญี่ปุ่น หารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์ ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเรื่องรายได้เข้าประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความสำเร็จของระบบสาธารณสุขสัตว์ของไทยที่พัฒนามาไกลมาก จนได้รับความไว้วางใจจากประเทศที่มีมาตรฐานเข้มงวดที่สุดอย่างญี่ปุ่น หากการเจรจาครั้งนี้จบลงด้วยดี เราน่าจะได้เห็นสินค้าไทยวางจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ไทย-ญี่ปุ่น หารือขยายการค้าปศุสัตว์ เดินหน้าความร่วมมือป้องกันโรคสัตว์

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้ม จี้มาตรการความปลอดภัยก่อสร้าง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาพูดคุยกันเรื่องข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสในวงการโครงสร้างพื้นฐานของไทยกันครับ นั่นคือกรณี ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง หลังจากเกิดอุบัติเหตุเครนถล่มซ้ำซากหลายครั้ง โดยเฉพาะที่พระราม 2 และสีคิ้ว ที่ทำให้มีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก สร้างความกังวลให้ประชาชนเป็นอย่างยิ่ง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง

เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายทรงศักดิ์ สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เรียกประชุมด่วนกับหน่วยงานรัฐต่างๆ ณ ห้องประชุม 901-902 ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ โซนซี เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการตามคำวินิจฉัยเมื่อ 29 กันยายน 2568 ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาโศกนาฏกรรมจากงานก่อสร้างของรัฐ ผู้เข้าร่วมมีทั้งรองปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมทางหลวง กรมบัญชีกลาง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้าง และหน่วยงานอื่นๆ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย การทางพิเศษฯ สภาวิศวกร ฯลฯ

ปัญหาอุบัติเหตุในไซต์งานก่อสร้างไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ ในไทยเรามีสถิติอุบัติเหตุงานก่อสร้างสูงกว่ามาตรฐานสากลมาก โดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ ของรัฐที่ใช้เครื่องจักรหนักอย่างเครน รถบรรทุก หรือโครงสร้างยกระดับ หากขาดมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวด ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินมหาศาล การประชุมครั้งนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ภาครัฐเริ่มจริงจังมากขึ้น

สรุปผลการประชุม: 4 ประเด็นหลักที่หน่วยงานรัฐกำลังดำเนินการ

จากการประชุม พบว่าหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินใน 4 ด้านหลักแล้ว ดังนี้

  • 1. การจัดสรรงบประมาณด้านความปลอดภัย: กรมทางหลวงปรับสัญญาโครงการใหญ่ปี 2569 เพิ่มงบความปลอดภัยเป็น 2.5% ของมูลค่าโครงการ รวมถึงอุปกรณ์ตรวจวัดโครงสร้าง (Structural Health Monitoring) ค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญ และประกันภัย กำลังหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อขยายไปปี 2570 เรื่องนี้ดีมากครับ เพราะก่อนหน้านี้หลายโครงการงบส่วนนี้มักถูกมองข้าม
  • 2. มาตรการและแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัย: กรมทางหลวงเพิ่มเงื่อนไข Construction Safety และ Traffic Work Zone Safety ในสัญญา มีค่าปรับรายวัน หยุดงานหากไม่ปฏิบัติตาม ผู้รับเหมาจะโดนกำชับหนักแน่น ช่วยลดความเสี่ยงจากจราจรและการทำงานหนักได้จริง
  • 3. กลไกการตรวจสอบและกำกับดูแล: กระทรวงคมนาคมตั้งคณะกรรมการติดตามตามคำสั่ง 121/2569 กรมทางหลวงตั้งคณะทำงาน RSA และ CSA สำหรับโครงการเล็กและใหญ่ โดยจะประเมินความเสี่ยง 360 โครงการ หากเสี่ยงสูงใช้ Third Party ตรวจสอบ นี่คือก้าวสำคัญสู่การกำกับที่โปร่งใส
  • 4. สมุดพกผู้รับเหมา: กรมบัญชีกลางออกกฎกระทรวง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2569 ติดตามผลงาน หากประมาทเลินเล่อ ลดชั้น ระงับ หรือเพิกถอนทะเบียน กำลังร่างระเบียบเพิ่มเพื่อให้ระบบนี้มีพลังมากขึ้น

นอกจากนี้ สำหรับอุบัติเหตุที่เกิด ทั้งการรถไฟฯ และกรมทางหลวงได้ชดเชยเยียวยาตามกฎหมาย และสั่งงดงานชั่วคราว ปิดจราจรเพื่อปกป้องประชาชน

ในมุมมองของผม การเคลื่อนไหวแบบ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง ครั้งนี้ เป็นสัญญาณบวกที่ภาครัฐตื่นตัว หากทำต่อเนื่อง จะช่วยลดอุบัติเหตุได้มาก คุณที่ทำงานในสายก่อสร้างหรือขับรถผ่านไซต์งานบ่อยๆ ลองเช็คมาตรการในโครงการใกล้ตัวดูนะครับ มันอาจช่วยชีวิตคุณได้! ถ้าชอบบทความนี้ แชร์ต่อและคอมเมนต์ความเห็นของคุณด้านล่างเลยครับ อย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตมาตรการความปลอดภัยเพิ่มเติม

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ถกเข้มหน่วยงานรัฐ จี้มาตรการความปลอดภัยไซต์งานก่อสร้าง-บำรุงทาง

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ คุมเข้มสนามบิน

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ พร้อมกำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินอย่างเข้มงวด

วันนี้ 27 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 มกราคม นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah Virus) อย่างใกล้ชิด ภายหลังมีรายงานพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 5 ราย และผู้สัมผัสใกล้ชิดกว่า 180 คน ในรัฐเบงกอลตะวันตก สาธารณรัฐอินเดีย เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ปัจจุบันสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศ อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการเฝ้าระวังและการคัดกรองผู้เดินทาง ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในสนามบินนานาชาติ 3 แห่ง ได้แก่ ท่าอากาศยานดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในประเทศ

นายสิริพงศ์ ยังเน้นย้ำว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเฝ้าระวังโรคและการประเมินความเสี่ยงเชิงรุก โดยสั่งการให้กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและท่าอากาศยาน ดำเนินมาตรการตั้งจุดคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากประเทศอินเดีย ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมความพร้อมด้านระบบสาธารณสุขของประเทศไทย ทั้งด้านบุคลากร เวชภัณฑ์ และแนวทางการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พร้อมทั้งประสานติดตามข้อมูลสถานการณ์อย่างใกล้ชิดกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และหน่วยงานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ในการประเมินความเสี่ยงและยกระดับมาตรการเฝ้าระวังอย่างเหมาะสม

“ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังผู้เดินทางอย่างต่อเนื่อง หากพบผู้ที่มีอาการเข้าได้กับโรค จะมีการคัดกรองเพิ่มเติม ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และดำเนินการตามแนวทางที่กำหนดทันที ทั้งนี้ โรคดังกล่าวยังไม่มียารักษาและวัคซีนป้องกัน รัฐบาลจึงขอความร่วมมือประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์พาหะหรือการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาด”

อนึ่ง โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เป็นหนึ่งในโรคติดต่ออันตรายตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ซึ่งกำหนดให้ต้องรายงานทันทีเมื่อพบผู้ป่วยต้องสงสัย เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน โดยมีพาหะสำคัญคือค้างคาว และสามารถติดต่อจากคนสู่คนได้จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น เลือดและน้ำลาย ผู้ป่วยมักมีอาการไข้สูง ปอดอักเสบ สมองอักเสบ ชัก และพบอัตราการเสียชีวิตสูงร้อยละ 40–75 ซึ่งถือว่าสูงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่า

นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์

มาตรการเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ที่สนามบิน

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ในต่างประเทศ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้โดยสารที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะที่สนามบินนานาชาติหลักของประเทศ ได้แก่ ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และภูเก็ต มาตรการดังกล่าวรวมถึงการติดตั้งจุดคัดกรอง การตรวจวัดอุณหภูมิ และการสอบถามประวัติการเดินทางของผู้โดยสาร

หากพบผู้ที่มีอาการต้องสงสัย จะมีการส่งตัวเข้ารับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม และดำเนินการตามแนวทางการป้องกันและควบคุมโรคที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในประเทศไทย

รัฐบาลยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชนเกี่ยวกับโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงอาการของโรค ช่องทางการติดต่อ และวิธีการป้องกัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้เตรียมความพร้อมด้านการรักษาพยาบาล หากเกิดกรณีพบผู้ป่วยในประเทศ โดยมีการเตรียมสำรองเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในประเทศไทยยังไม่น่ากังวล แต่การเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ และปกป้องสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อร่วมกันป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว

ที่มา – นายกฯ สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ กำชับมาตรการคัดกรองผู้โดยสารที่สนามบินเข้มงวด

เปิดสาเหตุ! พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน

คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนียตัดสินใจปฏิเสธคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนดของพี่น้องเมเนนเดซ ฆาตกรชื่อดังซึ่งก่อเหตุสังหารบิดาและมารดาของตัวเองเมื่อ 36 ปีก่อน เรื่องราวของ พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง

เดิมทีพี่น้องคู่นี้ถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิต แต่มีการตัดสินโทษใหม่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ลดโทษให้พวกเขาเหลือจำคุก 50 ปี และสามารถขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนดได้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนบกเหตุผลหลายข้อระหว่างการพิจารณา ที่ทำให้พวกเขาตัดสินใจปฏิเสธ รวมถึงพฤติกรรมการแหกกฎหลายครั้งของพี่น้องคู่นี้ขณะอยู่ในเรือนจำ

เอริก กับ ไลล์ เมเนนเดซ สองพี่น้องผู้ก่อเหตุสังหารพ่อแม่ของตัวเองด้วยการใช้อาวุธปืนกระหน่ำยิงพวกเขาหลายนัดในระยะประชิด ที่บ้านของพวกเขาในเมืองเบเวอร์ลี ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย เมื่อปี 2532 ถูกปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนเพื่อปล่อยตัวก่อนกำหนด หลังจากมีการตัดสินโทษใหม่เมื่อไม่กี่เดือนก่อน ทำให้พวกเขาได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนมา

ระหว่างการพิจารณา 2 วันของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนรัฐแคลิฟอร์เนีย สองพี่น้องถูกซักหลายข้อ และเจ้าหน้าที่ขอให้พวกเขาพูดอย่างตรงๆ เรื่องการทารุณที่พวกเขาได้รับในตอนเป็นเด็ก, ความเชื่อของพวกเขาที่นำไปสู่การฆาตกรรม กับความคิดหลังจากนั้น และการกระทำผิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างถูกจองจำ

พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตในปี 2539 จากการสังหารนายโฮเซ กับนางคิตตี เมเนนเดซ จนกลายเป็นคดีโด่งดังของสหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน กระทั่งพวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสังคมมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา หลังจากเรื่องราวของพวกเขาถูกนำไปทำเป็นสารคดีบนเน็ตฟลิกซ์ นำไปสู่การตัดสินโทษใหม่ในเดือนพฤษภาคม

การพิจารณาของคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนนี้คือโอกาสใกล้เคียงที่สุดที่พวกเขาจะได้ออกจากคุก และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการพิจารณาก็ช่วยอธิบายว่าเหตุใด คณะกรรมาธิการจึงปฏิเสธการให้ทัณฑ์บนแก่พี่น้องคู่นี้

เปิดสาเหตุ พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน

การแอบใช้โทรศัพท์มือถือขณะถูกคุมขังไม่ใช่เรื่องเล็ก นายโรเบิร์ต บาร์ตัน หนึ่งในกรรมาธิการทัณฑ์บนเน้นย้ำเรื่องนี้กับพี่น้องเมเนนเดซ ว่าการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างผิดกฎหมายของพวกเขา ทำลายภาพลักษณ์การเป็นนักโทษชั้นดีที่พวกเขาพยายามสร้างขึ้นมา

มือถือที่ว่าอาจถูกใช้เพื่อสั่งการโจมตี, เคลื่อนย้ายยาเสพติดจากในคุก และประสานการโจมตีเจ้าหน้าที่ และการที่มีมือถืออยู่ในคุกหมายความว่า เจ้าหน้าที่ทัณฑสถานต้องมีลักลอบนำเข้าไป และกลุ่มแก๊งในเรือนจำก็อาจได้รับประโยชน์จากการเก็บค่าใช้โทรศัพท์

“สิ่งที่ผมได้จากการใช้โทรศัพท์และการเชื่อมต่อผมกับโลกภายนอกนั้น มีค่ามากกว่าผลที่ตามมาจากการถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์” นายเอริก เมเนนเดซกล่าว โดยเขาบอกกับคณะกรรมาธิการว่า เขาใช้มือถือเพื่อพูดคุยกับภรรยา, ดูยูทูป, ฟังเพลง และดูหนังโป๊

ในการตัดสินปฏิเสธการขอทำทัณฑ์บนของเอริก นายบาร์ตันอธิบายว่า พฤติกรรมของเอริกนั้นคือการ “เห็นแก่ตัว” และเป็นสัญญาณว่า เขาเชื่อว่ากฎไม่ได้บังคับใช้กับเขา และเชื่อว่าผลลัพธ์จะสร้างความชอบธรรมให้แก่วิธีการ

ส่วนไลล์ เมเนนเดซ เพิ่งถูกจับได้ว่าใช้โทรศัพท์มือถือ 2 ครั้งเมื่อไม่นานมานี้ โดยครั้งล่าสุดคือในเดือนมีนาคม โดยไลล์อ้างว่า เขาให้ผู้คุมดูตลอดเวลาที่เขาคุยโทรศัพท์กับภรรยาและครอบครัว และขายเรื่องราวของพวกเขาแก่หนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ เขาจึงมองว่าโทรศัพท์มือถือคืออุปกรณ์ส่วนตัว

ไลล์อ้างอีกว่า ในช่วงที่เขาถูกย้ายไปยังเรือนจำที่ซานดิเอโก ชีวิตแต่งงานของเขาอยู่ภาวะตึงเครียดมาก และเขาไม่อยากขาดการติดต่อกับภรรยา

“ผมกล่อมตัวเองให้เชื่อว่า การทำแบบนี้ไม่ได้ทำร้ายใคร มีแค่ตัวผมเองที่ละเมิดกฎ” ไลล์ เมเนนเดซกล่าว “ผมไม่คิดว่ามันจะส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการเรือนจำมากนัก”

ทำไม พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน?

ในบรรดาพี่น้องสองคน เอริก เมเนนเดซ ละเมิดกฎร้ายแรงมากกว่าไลล์ โดยคณะกรรมาธิการถามเอริกว่า เหตุใดเขาเอาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องกับกลุ่มแก๊งในเรือนจำที่ชื่อว่า “ทู ไฟเฟอส์” (Two Fivers) และช่วยพวกเขาในแผนการฉ้อโกงภาษีเมื่อช่วงประมาณปี 2556

เอริกอ้างว่า เขาเพียงพยายามเอาชีวิตรอดจากความรุนแรงอย่างยิ่งยวดในเรือนจำ ที่เพื่อนสนิทสามารถถูกแทงหรือถูกข่มขืนได้ “ผมตกอยู่ในความกลัวอย่างใหญ่หลวง ตอนที่ทูไฟเฟอส์มา และขอให้ผมช่วย ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่จะเข้ากับพวกเขาและเพื่อเอาชีวิตรอด”

เอริกบอกอีกว่า เขาให้ความสำคัญกับการปกป้องตัวเองมากกว่ารักษากฎ เพราะในตอนนั้น เขาไม่มีความหวังจะได้ออกมา อนึ่ง พี่น้องเมเนนเดซถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิตตั้งแต่ปี 2539 และเพิ่งได้รับการตัดสินโทษใหม่เมื่อ 13 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา ลดโทษเหลือจำคุก 50 ปี และได้สิทธิ์ในการขอทำทัณฑ์บนเพื่อออกจากคุกก่อนกำหนด

เอริกบอกด้วยว่า เขาเสพยาและแอลกอฮอล์ตลอดในช่วงแรกๆ ของการถูกจองจำ แต่เริ่มบรรเทาลงในปี 2556 ในวันเกิดของผู้เป็นมารดา

ส่วนไลล์ละเมิดกฎน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม กรรมาธิการ จูเลีย มาร์แลนด์ ระบุว่า ไลล์ก็ยังแสดงให้เห็นบุคลิกภาพต่อต้านสังคมเช่น การหลอกลวง, การลดทอนความสำคัญของการกระทำผิด และการแหกกฎ ซึ่งซุกซ่อนอยู่ภายใต้ภาพลักษณ์ที่ดูดีของเขา และนักโทษที่แหกกฎ ก็มีโอกาสมากที่จะทำแบบเดียวกันในสังคมเช่นกัน

กรรมาธิการทั้งสองคนแสดงความกังวลในประเด็นการฆาตกรรมนางคิตตี เมเนนเดซ ซึ่งนายบาร์ตันกล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ณ ตอนนั้น เอริก เมเนนเดซ ขาดความเห็นอกเห็นใจในฐานะมนุษย์

“ผมไม่สามารถเอาตัวเองไปแทนที่คุณได้ ผมไม่รู้ว่าผมเคยโกรธใครถึงขั้นนั้นหรือเปล่า” บาร์ตันกล่าว “แต่นั่นก็ยังเป็นเรื่องน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันดูเหมือนว่า ผู้เป็นมารดาก็เป็นเหยื่อในการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเช่นเดียวกัน”

นายบาร์ตันบอกอีกว่า ในตอนก่อเหตุพี่น้องเมเนนเดซไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตรายต่อชีวิตอย่างปัจจุบันทันด่วน และสามารถขอความช่วยเหลือจากสมาชิกครอบครัวคนอื่นหรือไปหาตำรวจได้

ในส่วนของไลล์ น.ส.การ์แลนด์กล่าวว่า การยิงนางคิตตี เมเนนเดซ ปิดท้ายอีก 1 นัด คือความไร้หัวใจอย่างยิ่ง เธอยังเน้นย้ำพฤติกรรมของเขาที่พยายามปกปิดการกระทำผิด เช่น โกหกตำรวจและพยายามหลบเลี่ยงการดำเนินคดี ว่าเป็นเรื่องที่น่ากังวลเช่นกัน

ก่อนหน้านี้ นายเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย เคยออกคำสั่งให้คณะกรรมาธิการทัณฑ์บนประเมินความเสี่ยงของพี่น้องเมเนนเดซ เพื่อประกอบการพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวก่อนกำหนด

ผลการประเมินไม่มีการเปิดเผยให้สาธารณชนได้รับรู้ แต่นายนาธาน ฮอชแมน อัยการเขตลอส แอนเจลิส เคาน์ตี บอกในเดือนพฤษภาคมว่า พี่น้องเมเนนเดซถูกประเมินว่า เป็นนักโทษ “ความเสี่ยงระดับกลาง”

องค์กรนโยบายเรือนจำ (Prison Policy Initiative) เปิดเผยผลการวิเคราะห์ในปี 2565 ซึ่งชี้ว่า นักโทษความเสี่ยงระดับกลางในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น มีโอกาสได้รับทัณฑ์บนเพียง 22% ทำให้แคลิฟอร์เนียกลายเป็นหนึ่งในรัฐที่นักโทษได้ทัณฑ์บนยากที่สุด

ญาติของพี่น้องเมเนนเดซมากกว่า 10 คน พูดในการพิจารณาทัณฑ์บนเมื่อวันที่ 21-22 ส.ค.ที่ผ่านมา ว่า พวกเขาสนับสนุนให้ปล่อยตัวเอริกกับไลล์

นางเทเรซิตา บารอลต์ พี่สาวของโฮเซ เมเนนเดซ กล่าวว่า เธอกำลังจะตายจากมะเร็งระยะที่ 4 และอยากต้อนรับหลานๆ กลับบ้าน

“ฉันอยากพูดให้ชัดเจนว่า ถึงแม้ฉันจะรักน้องชายของฉัน แต่ฉันก็ให้อภัยเอริก” นางบารอลต์กล่าว “เอริกวางตัวด้วยความเมตตา, ซื่อสัตย์ และเข้มแข็ง ซึ่งมีจากความอดทนและความสุภาพ”

ด้านนาตาชา เลโอนาร์โด หลานของคิตตี เมเนนเดซ ให้คำมั่นกับคณะกรรมาธิการทัณฑ์บนว่า เธอจะมอบบ้านที่มอบความรักและความมั่นคงอย่างไม่มีเงื่อนไขให้แก่เขาที่โคโลราโด ที่เขาจะได้ใช้เวลากับครอบครัวและธรรมชาติ

หลังจากคณะกรรมาธิการมีคำตัดสิน สมาชิกครอบครัวของเมเนนเดซก็ออกแถลงการณ์แสดงความผิดหวัง แต่ก็ยังไม่หมดกำลังใจ “เรารู้ว่าพวกเขาเป็นคนดีที่ได้พยายามฟื้นฟูตัวเองและสำนึกผิด เรารักพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไข และจะยืนหยัดเคียงข้างพวกเขาตลอดการเดินทางข้างหน้านี้”

ถึงแม้ว่า พี่น้องเมเนนเดซ ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน ในครั้งนี้ แต่เรื่องราวของพวกเขายังคงเป็นที่สนใจของผู้คน และแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของกระบวนการยุติธรรม

ที่มา – เปิดสาเหตุ “พี่น้องเมเนนเดซ” ถูกปฏิเสธทัณฑ์บน แม้ได้ตัดสินโทษใหม่

Scroll to top