การปราบปรามอาชญากรรม

ชัยชนะ จี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สวมรอยอาจารย์หลอกเงินสด

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวเรื่องมิจฉาชีพกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ล่าสุดเหตุการณ์ ชัยชนะ จี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังสวมรอยอาจารย์ หลอกผู้ปกครอง ขับรถรับเงินสดถึงหน้าคอนโดมิเนียม กลายเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่ง เพราะมิจฉาชีพยุคนี้มีการพัฒนาวิธีการที่ซับซ้อนและแนบเนียนจนน่ากลัว โดยเฉพาะการใช้จิตวิทยาบีบบังคับเหยื่อให้กลายเป็นเครื่องมือในการหลอกคนใกล้ชิด

ชัยชนะ จี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังสวมรอยอาจารย์ หลอกผู้ปกครอง ขับรถรับเงินสดถึงหน้าคอนโดมิเนียม

กรณีศึกษานี้เกิดขึ้นกับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ที่ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อ้างเรื่องคดีความเกี่ยวกับยาเสพติด จนเหยื่อเกิดความกลัวและทำตามคำสั่งของคนร้ายทุกอย่าง โดยคนร้ายได้เปลี่ยนกลยุทธ์มาสวมรอยเป็นอาจารย์ผ่านทางแอปพลิเคชัน LINE เพื่อหลอกลวงผู้ปกครองว่าลูกสาวได้รับทุนไปศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้ผู้ปกครองยอมโอนเงินและถอนเงินสดจำนวนมหาศาลกว่า 2.6 ล้านบาท เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการทำวีซ่า

ภัยเงียบที่น่ากลัวกว่าเดิมเมื่อ ชัยชนะ จี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังสวมรอยอาจารย์ หลอกผู้ปกครอง ขับรถรับเงินสดถึงหน้าคอนโดมิเนียม

ความน่ากลัวของเคสนี้ไม่ได้อยู่ที่การโอนเงินออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่คนร้ายถึงขั้นกล้าเดินทางมารับเงินสดด้วยตัวเองถึงหน้าคอนโดมิเนียม นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญว่าพวกมิจฉาชีพเริ่มไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย และมีการจัดตั้งขบวนการที่เข้าถึงตัวเหยื่อได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งคุณชัยชนะ เดชเดโช ได้ออกมาเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอย่างเร่งด่วน

หากเรามาวิเคราะห์พฤติกรรมของมิจฉาชีพในปัจจุบัน จะพบว่าพวกเขามีกลยุทธ์ที่น่าจับตามองดังนี้:

  • การสวมรอยบุคคลที่น่าเชื่อถือ: ปลอมโปรไฟล์เป็นอาจารย์หรือเจ้าหน้าที่กงสุล
  • การสร้างสถานการณ์บีบคั้น: อ้างเรื่องคดีความเพื่อให้เหยื่อเกิดความตื่นตระหนก
  • การรับเงินสดแบบถึงที่: ลดการตรวจสอบจากธนาคารโดยการนัดรับเงินสด

ในฐานะประชาชน เราควรป้องกันตัวอย่างไรให้ปลอดภัยจาก ชัยชนะ จี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังสวมรอยอาจารย์ หลอกผู้ปกครอง ขับรถรับเงินสดถึงหน้าคอนโดมิเนียม กรณีนี้สอนให้รู้ว่าอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่ได้รับผ่านแอปพลิเคชันง่ายๆ แม้โปรไฟล์จะดูเป็นอาจารย์หรือคนใกล้ชิด หากมีการร้องขอเงินจำนวนมาก ควรตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งต้นทางหรือคนใกล้ชิดโดยตรงเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการสูญเสียทรัพย์สินครั้งใหญ่เช่นนี้

ที่มา – “ชัยชนะ” จี้ปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังสวมรอยอาจารย์ หลอกผู้ปกครอง ขับรถรับเงินสดถึงหน้าคอนโดมิเนียม

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากครับ เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อติดตามการทำงานของตำรวจภูธรภาค 8 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและระเบียบวินัยในพื้นที่ หลังพบว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติและขบวนการผิดกฎหมายเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นฐานการก่อเหตุ ซึ่งทางภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับมาตรการ **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** เพื่อรักษาภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศให้ยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว พบว่าปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การบุกรุกที่ดิน แต่คือภัยเงียบจากกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ นายชัยชนะได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบการเข้ามาของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วกลับมาตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในขณะนี้

เปิดกลยุทธ์ปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปมาก จากที่เคยโฟกัสแค่กลุ่มทุนจีนสีเทา ตอนนี้ยังพบกลุ่มบุคคลจากหลายสัญชาติที่เข้ามาเช่าบ้านหรูหรือที่พักในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่เพื่อใช้เป็นฐานสแกมเมอร์ ดังนั้นนโยบายที่ว่า **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังทุกหน่วยงานว่าต้องร่วมมือกันปิดช่องว่างกฎหมายอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง ‘นอมินี’ หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินหรือทำธุรกิจ ยังคงเป็นสิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้อาคารสถานที่ของไทยทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว

  • ตรวจสอบการเช่าที่พักของชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด
  • บังคับใช้กฎหมายกับนอมินีที่ผิดเจตนารมณ์
  • เพิ่มความร่วมมือระหว่าง ตม. และตำรวจภาค 8
  • เร่งคดีคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะเพื่อให้เกิดความเกรงขาม

ความสำเร็จล่าสุดที่น่ายินดีคือกรณีคดีบุกรุกหาดบางเทา ที่ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกจำเลย 1 ปี ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมากในการบังคับใช้กฎหมายครับ ผมมองว่าการที่ภาครัฐออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไทยและนักลงทุนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตได้เป็นอย่างดี เพราะการท่องเที่ยวภูเก็ตจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่นี้มีความปลอดภัยและโปร่งใสที่สุดครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” กำชับตำรวจภาค 8 คุมเข้ม นอมินี-สแกมเมอร์ จับตากลุ่มต่างชาติใช้ภูเก็ตเป็นฐานก่ออาชญากรรม

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ และอาชญากรรมแบบถอนรากถอนโคน

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ และอาชญากรรมแบบถอนรากถอนโคน

ข่าวดีสำหรับคนไทยเมื่อล่าสุดมีการเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อแสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่เอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานระดับโลกให้การยอมรับและพร้อมจะร่วมมือกันเพื่อทำให้สังคมออนไลน์ของเรามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือระหว่างไทยและ FBI ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อมีการเริ่มภารกิจ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน ไปแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องเป็นการกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การจับกุมรายย่อยแล้วปล่อยผ่านไป

ความคืบหน้าความร่วมมือ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน

ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พัฒนาระบบพิเศษที่เรียกว่า ‘ระบบ Shield’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมระดับสากล เพื่อแชร์ข้อมูลเชิงลึกกับนานาชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การทำงานร่วมกับต่างประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน ดังนี้:

  • การขยายความร่วมมือไม่เพียงแค่เรื่องสแกมเมอร์ แต่ครอบคลุมถึงขบวนการค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์
  • การแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลสืบสวนเพื่อติดตามตัวอาชญากรข้ามชาติ
  • การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ในระดับภูมิภาค

รัฐบาลไทยยืนยันว่าการเดินหน้าปราบปรามมิจฉาชีพถือเป็นวาระแห่งชาติ และการที่ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน ในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินทางมาถูกทางในการปิดช่องโหว่ของผู้กระทำผิดกฎหมายไซเบอร์

เราเชื่อว่าความร่วมมือที่เหนียวแน่นและการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นเครื่องมือสำคัญ จะช่วยให้ประชาชนคนไทยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เราเองก็ต้องไม่ประมาทและคอยอัปเดตข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพอยู่เสมอครับ

ที่มา – FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน

“พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง-ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุกทุก 30 วัน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาขีดเส้นตายให้การทำงานของหน่วยงานในสังกัดเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ โดยมุ่งเน้นการปราบปรามสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ภายใต้โจทย์สำคัญที่ว่า “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน เพื่อสร้างความอุ่นใจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วประเทศ

“พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน

แนวทางการทำงานครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่เป็นการบูรณาการชุดเฉพาะกิจถึง 5 ชุด เพื่อลุยจัดระเบียบสังคมในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด การหลอกลวงทางไซเบอร์ ไปจนถึงปัญหาโรงแรมเถื่อนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 80,000 แห่ง ซึ่งท่านรัฐมนตรีก็ได้ย้ำชัดว่าต้อง Reform, Reset และ Enforce เพื่อให้การทำงานในพื้นที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ยุทธศาสตร์การทำงานเชิงรุกที่ต้องเห็นผลจริง

  • การสแกนพื้นที่: ฝ่ายปกครองต้องทำงานเชิงรุก ไม่รอให้แจ้งเบาะแส เพื่อขจัดปัญหาอาชญากรรมตั้งแต่ต้นตอ
  • การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้: ยกระดับการบริการประชาชนผ่านระบบออนไลน์และ Social Listening เพื่อให้เข้าถึงง่ายและทันสมัย
  • ตรวจสอบสัญชาติและสิทธิ: เข้มงวดกับปัญหาการสวมสิทธิบัตรประชาชนหรือเอกสารสิทธิที่เอื้อประโยชน์ให้ต่างชาติมาเอาเปรียบคนไทย

นอกจากมาตรการปราบปรามแล้ว ยังเน้นย้ำถึงการปรับปรุงระบบหลังบ้านให้มีความรวดเร็ว “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน โดยกำหนดให้มีการประชุมติดตามผลทุกวันพุธที่ 2 ของเดือน นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความจริงจังของกระทรวงมหาดไทยในการกวาดล้างสิ่งไม่ถูกต้องออกจากสังคมไทยอย่างเป็นระบบ

หากเรามองในมุมของประชาชน นโยบายนี้เปรียบเสมือนการคืนความมั่นใจให้ผู้บริสุทธิ์ การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและมีการรายงานผลแบบรายเดือน ไม่เพียงแต่ช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยให้ช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชนลดน้อยลง หวังว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและนำไปสู่ความสงบสุขที่ยั่งยืนในสังคมไทยอย่างแท้จริง

ที่มา – “พลพีร์” ตั้งเป้า ฝ่ายปกครอง -ชุดเฉพาะกิจ มท. ทำงานเชิงรุก ต้องเห็นผลรูปธรรมทุก 30 วัน

ไทยเปิดตัว “SHIELD” เทคโนโลยีแรกของโลก ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ

ไทยเปิดตัว “SHIELD” เทคโนโลยีแรกของโลก ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ

ข่าวดีสำหรับคนไทยและประชาคมโลก เมื่อล่าสุดประเทศไทยได้ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมความปลอดภัยยุคใหม่ ด้วยการไทยเปิดตัว “SHIELD” เทคโนโลยีแรกของโลก ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดที่สำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการตัดวงจรอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายระดับมหาศาล ระบบนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ซอฟต์แวร์ทั่วไป แต่เป็นโครงข่ายอัจฉริยะที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับแก๊งมิจฉาชีพที่ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือโดยเฉพาะ

ศักยภาพของ SHIELD ในการกวาดล้างอาชญากรรม

ระบบ SHIELD ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพในระดับสากล ไม่เพียงแต่ไทยเปิดตัว “SHIELD” เทคโนโลยีแรกของโลก ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ เท่านั้น แต่ระบบนี้ยังเชื่อมโยงฐานข้อมูลสำคัญระหว่างประเทศเพื่อเป้าหมายดังนี้:

  • ระบุพิกัดฐานที่ตั้ง: ตรวจสอบจุดกำเนิดของสัญญาณจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างแม่นยำ
  • ติดตามเส้นทางการเงิน: แกะรอยบัญชีม้าและการฟอกเงินของอาชญากรข้ามชาติ
  • ฐานข้อมูลเครือข่าย: รวบรวมข้อมูลผู้กระทำผิดเพื่อกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคน
  • ช่วยเหลือเหยื่อ: ระบุตัวตนผู้เสียหายเพื่อเข้าให้ความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ความสำเร็จของ SHIELD ได้รับการพิสูจน์แล้วจากการที่มีพันธมิตรระดับโลกร่วมใช้งานถึง 10 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย รวมถึงองค์กรระดับโลกอย่าง UNODC และ FBI ซึ่งการที่ไทยเปิดตัว “SHIELD” เทคโนโลยีแรกของโลก ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ ทำให้วงการตำรวจทั่วโลกต้องหันมาจับตามองความเข้มแข็งของไทยในการปราบปรามอาชญากรรมในศตวรรษที่ 21

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยกระดับเรื่องนี้ให้เป็นวาระสำคัญของชาติ การมีเทคโนโลยีนี้เปรียบเสมือนการเพิ่มเกราะป้องกันให้กับประชาชน ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงหรือการลักลอบค้ามนุษย์ หากระบบนี้ได้รับความร่วมมืออย่างเหนียวแน่นจากทุกภาคส่วน เรามั่นใจว่าแก๊งเหล่านี้จะไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไป

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชมที่หน่วยงานไทยสามารถพัฒนานวัตกรรมระดับโลกได้สำเร็จ ถือเป็นการพลิกบทบาทจากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นทางผ่าน ให้กลายเป็นศูนย์กลางการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับภูมิภาค

ที่มา – ไทยเปิดตัว “SHIELD” เทคโนโลยีแรกของโลก ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์-ค้ามนุษย์ข้ามชาติ

นายกฯ มอบ ปกรณ์ แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับความปลอดภัยในบ้านเรามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลได้ขยับตัวครั้งใหญ่ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี โดย นายกฯ มอบ ปกรณ์ แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด เพื่อเป็นการจัดระเบียบและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจังครับ

นายกฯ มอบ ปกรณ์ แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด

หลายคนคงเคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในบ้านเรา ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีการจับกุมได้บ้าง แต่ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลมองเห็นคือเรื่องของกระบวนการส่งตัวกลับหรือ Deportation ที่ยังล่าช้าอยู่ครับ นายกรัฐมนตรีจึงได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งดำเนินการเรื่องนี้ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

กฎหมายที่ต้องปรับเพื่อความปลอดภัยของประเทศ

การที่ นายกฯ มอบ ปกรณ์ แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด ในครั้งนี้ มีเป้าหมายชัดเจนครับ คือต้องการให้กระบวนการทางกฎหมายมีความคล่องตัว หากต่างชาติคนไหนเข้ามาทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนอมินี การลักลอบทำงาน หรือทำอาชญากรรม จะต้องไม่สามารถอาศัยช่องว่างทางกฎหมายลอยนวลอยู่ในไทยได้อีกต่อไป

โดยแนวทางการดำเนินการที่สำคัญประกอบด้วย:

  • การทบทวนระเบียบการตรวจคนเข้าเมืองให้รัดกุมกว่าเดิม
  • การเพิ่มความรวดเร็วในขั้นตอนการพิจารณาส่งตัวกลับ
  • การบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างกระทรวงมหาดไทยและตำรวจ
  • การเพิ่มมาตรการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

รัฐบาลยังย้ำชัดเจนครับว่า ประเทศไทยเรายินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนที่เข้ามาอย่างสุจริตเสมอ แต่ใครที่คิดจะเข้ามาสร้างความเสียหายหรือฝ่าฝืนกฎหมายบ้านเมือง เราจะไม่ยอมให้เป็นภาระต่อความมั่นคงของประเทศเด็ดขาด การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้กับคนไทยทุกคน ว่าเราจะมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นครับ ถือเป็นก้าวย่างที่น่าจับตามองมากจริงๆ ว่าหลังจากนี้บ้านเราจะจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติได้เด็ดขาดเพียงใด

ที่มา – นายกฯ มอบ “ปกรณ์” และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้กฎหมายต่างชาติทำผิด ส่งกลับให้ไวที่สุด

รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน

รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน

ในยุคที่อาชญากรรมทางเทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว กองทัพมิจฉาชีพไม่ได้มาในรูปแบบของการหลอกโอนเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความพยายามแฝงตัวมาในรูปแบบของภาคธุรกิจ หนึ่งในภัยเงียบที่น่ากลัวที่สุดในตอนนี้คือการที่รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน ซึ่งถือเป็นการตัดตอนเครือข่ายฟอกเงินที่สำคัญที่สุดแหล่งหนึ่งในปัจจุบัน

หากคุณเคยได้รับการชักชวนให้ “ขายชื่อ” เพื่อไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน หรือถูกจ้างให้เป็นกรรมการบริษัทโดยที่ไม่มีการทำธุรกิจจริง โปรดพึงระลึกไว้เสมอว่านี่คือกับดักครั้งใหญ่ คุณอาจจะตื่นเต้นกับเงินค่าจ้างเพียงเล็กน้อย แต่สิ่งที่ต้องแลกมาคือคดีความทางกฎหมายที่อาจติดตัวไปตลอดชีวิต เพราะชื่อของคุณจะถูกนำไปอ้างอิงในการทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายของเหล่ามิจฉาชีพ

ผลงานความสำเร็จของการสกัดกั้นบัญชีม้านิติบุคคล

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่มาตรการของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เริ่มส่งผลสัมฤทธิ์อย่างชัดเจน โดยจากข้อมูลพบว่าการที่รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน ได้ช่วยลดจำนวนตัวเลขบัญชีม้าลงจาก 549 รายในปี 2568 เหลือเพียง 19 รายในช่วงครึ่งปีแรกของ 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเข้มงวดในการตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลนั้นได้ผลจริง

ทำไมเราถึงต้องระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษ? เพราะปัจจุบันมิจฉาชีพเปลี่ยนวิธีจากการใช้ชื่อบุคคลธรรมดา มาเป็นการใช้ “นิติบุคคล” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงประชาชน การที่รัฐบาลประกาศเดินหน้าปราบปรามเรื่องนี้อย่างเข้มข้น ไม่เพียงแต่เป็นการปกป้องประชาชน แต่ยังเป็นการรักษาภาพลักษณ์และเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมด้วย

  • อย่าหลงเชื่อคำชวน “ขายชื่อ” จดทะเบียนบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
  • การเป็นนอมินีมีความผิดตามกฎหมาย ทั้งทางแพ่งและอาญา
  • การตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลมีความเข้มงวดมากขึ้น
  • รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน อย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า ไม่มีสิ่งไหนที่ได้มาง่ายโดยไม่ต้องลงแรง หากใครกำลังคิดจะหารายได้เสริมด้วยวิธีการที่แฝงมากับความไม่โปร่งใส ขอให้หยุดคิดให้ดี เพราะความเสี่ยงที่ตามมานั้นไม่คุ้มกับรายได้เพียงเล็กน้อย การสร้างระบบธุรกิจให้มีความโปร่งใสและปลอดภัยเป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคม หากเห็นความผิดปกติหรือการชักชวนที่ดูน่าสงสัย ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีเพื่อป้องกันตัวคุณเองและผู้อื่นจากการตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยสกัดบัญชีม้านิติบุคคล เตือนอย่าหลงเชื่อแก๊งซื้อขาย “หัวนิติบุคคล” นำชื่อไปใช้จดทะเบียน

นายกฯ ยันรัฐบาลปกป้องประชาชนจากสแกมเมอร์และนอมินี

นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนให้ความสนใจกันอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ยกระดับมาตรการจัดการกับกลุ่มอาชญากรไซเบอร์และขบวนการผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้ออกมาประกาศกร้าวว่า นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องคนไทยทุกคนครับ

ในการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและอาชญากรรมข้ามชาติครั้งล่าสุด ท่านนายกฯ ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยาเสพติด การฉ้อโกงออนไลน์ หรือการฟอกเงิน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง

จัดการเด็ดขาด ภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ พร้อมปราบปรามนอมินีต่างชาติ

นอกจากเรื่องของสแกมเมอร์ที่ระบาดหนักแล้ว ปัญหาที่น่าจับตามองในขณะนี้คือเรื่องของ ‘ต่างชาตินอมินี’ หรือการที่ชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในไทยโดยการใช้ชื่อคนไทยบังหน้า ท่านนายกฯ ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ปล่อยให้ปัญหานี้ลุกลามจนกลายเป็นภัยความมั่นคง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นดีอี, ตำรวจไซเบอร์ หรือ ปปง. ต่างก็กำลังทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้นเพื่อระงับยับยั้งวงจรเหล่านี้

  • เร่งปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั่วประเทศ
  • ตรวจสอบเข้มงวดการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติ เพื่อป้องกันการใช้คนไทยเป็นนอมินี
  • บูรณาการทุกหน่วยงานรัฐเพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมาย
  • สร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติในการรับมืออาชญากรรมข้ามชาติ

รัฐบาลต้องการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มผู้ที่คิดจะทำผิดกฎหมายว่า ประเทศไทยไม่ใช่ที่อยู่ของคนเหล่านี้ และเราพร้อมที่จะปกป้องตลาดธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้ประกอบการชาวไทยไม่ต้องถูกแย่งอาชีพด้วยวิธีที่ผิด การดำเนินการอย่างเด็ดขาดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจอย่างสุจริต และช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้อย่างมั่นคง

สุดท้ายนี้ ในฐานะคนไทยเราคงต้องเอาใจช่วยภาครัฐให้ปฏิบัติภารกิจนี้ให้สำเร็จลุล่วง ไม่เพียงแค่เพื่อความปลอดภัยของตัวเราเอง แต่เพื่ออนาคตที่มั่นคงของลูกหลานเราทุกคนครับ หากท่านพบเบาะแสอาชญากรรม อย่าละเลยที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมไทยน่าอยู่ยิ่งขึ้น นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะทำให้ประเทศไทยของเรากลับมาเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าลงทุนสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ที่มา – นายกฯ ยันรัฐบาลพร้อมปกป้องประชาชนจากภัยสแกมเมอร์-อาชญากรรมทุกรูปแบบ ลั่นไม่ปล่อยต่างชาติใช้นอมินี

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์

วันนี้เรามา เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ กันครับ รัฐบาลไทยเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสแกมเมอร์ที่แฝงตัวในโลกออนไลน์ ตามข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569 หรือ 120 วันแรก พบคดีถึง 121,921 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,480 ล้านบาท! แม้ตัวเลขจะน่าตกใจ แต่ที่น่ายินดีคือยอดคดีเริ่มมีแนวโน้มลดลง สะท้อนผลจากการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย โซเชียลมีเดีย และเพจมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง

ทำไมสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ ถึงสำคัญ? เพราะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมสแกมเมอร์ รู้จุดอ่อน และป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายของปลอม ลูกโซ่ลงทุน หรือแฮกเกอร์โจมตีระบบ หากคุณเป็นคนชอบช้อปปิ้งออนไลน์หรือลงทุน ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ทีม ACSC วิเคราะห์คดีทั้งหมด แบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรงและมูลค่าต่างกันไป เรามาดูรายละเอียดกัน

ประเภทที่ 1: หลอกลวงสินค้าและบริการ – คดีสูงสุดแต่ค่าเสียหายต่อคดีต่ำ

ประเภทนี้ครองแชมป์จำนวนคดีมากที่สุด 85,215 คดี หรือ 69.9% ของทั้งหมด มูลค่าความเสียหายรวมราว 1,340 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคดี 15,727 บาท สแกมเมอร์มักใช้กลยุทธ์ขายของราคาถูกในช่วงเทศกาล เช่น เดือนมีนาคมพุ่งสูงสุด 22,908 คดี เสียหาย 353.3 ล้าน แต่เดือนเมษายนลดลงเหลือ 20,823 คดี (288.3 ล้าน) มาจากฤดูกาลและการเตือนภัยที่ได้ผล

  • ตัวอย่าง: ขายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังราคาถูกเกินจริง ส่งของปลอมหรือไม่ส่งเลย
  • เคล็ดลับป้องกัน: เช็ครีวิวร้านค้า อย่ากดรีบซื้อ ใช้แพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อถือได้

ประเภทที่ 2: หลอกลงทุน-ผลประโยชน์ – เสียหายหนักสุด 80.2%

แม้คดีน้อยกว่า แต่สร้างความเดือดร้อนมหาศาล 36,033 คดี (จากข้อมูลรวม) มูลค่า 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของทั้งหมด เฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท สูงกว่ารูปแบบแรก 10 เท่า! ดีใจที่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีมกราคม เหลือ 6,642 คดีเมษายน ลด 34.5% ผลจาก ACSC, AOC และบังคับใช้กฎหมาย

  • ตัวอย่าง: ชวนลงทุนคริปโต ลูกโซ่ แอปลงทุนปลอม สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • เคล็ดลับ: เช็ค SEC Check First ก่อนลงทุน อย่าเชื่อโฆษณาในโซเชียล

ประเภทที่ 3: โจมตีทางเทคนิค – น้อยแต่รุนแรงที่สุด

คดีน้อยสุด 673 คดี (0.55%) แต่เฉลี่ยเสียหายต่อคดีสูงสุด 211,686 บาท เดือนมีนาคมพุ่ง 385 คดี (87.7 ล้าน) จาก Phishing, Hacking ขนาดใหญ่ และ Ransomware ที่เรียกค่าไถ่แพง

  • ตัวอย่าง: ส่งลิงก์ปลอมให้กรอกรหัส ไวรัสล็อกข้อมูล
  • เคล็ดลับ: อย่ากดลิงก์ lạ ติดตั้งแอนตี้ไวรัส อัพเดทซอฟต์แวร์

จากสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการลดคดีลงทุน แต่เรายังต้องระวังภัยเทคนิคที่กำลังขยายตัว สแกมเมอร์ฉลาดขึ้นใช้ AI และ deepfake มากขึ้นในอนาคต

คำเตือนจากรัฐบาล: อย่าหลงเชื่อลิงก์จากแอปหรือแพลตฟอร์มใดๆ อย่าโอนเงินให้คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ติดต่อต้นสังกัดจริงก่อน เช็คบัญชีปลายทาง และใช้สติ “ไม่เชื่อ ไม่โอน” เสมอ!

สรุป insight: แม้เสียหายมหาศาล แต่การลดลงของคดีแสดงว่านโยบายรัฐบาลได้ผล ผู้ใช้อย่างเราต้องศึกษาและแชร์ข้อมูลเพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือศูนย์

CTA: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งศูนย์ ACSC ทางโทร 1441 หรือเว็บไซต์ www.acsc.or.th ปกป้องตัวเองและช่วยสังคมได้ทันที!

ที่มา – เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี เสียหาย 7.48 พันล้าน

Scroll to top