การพัฒนาคุณภาพชีวิต

การเคหะฯ ชูโครงการเช่าเริ่มต้น 2,000 บาท รองรับแรงงาน EEC

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีมาฝากสำหรับพี่น้องชาวแรงงานในพื้นที่ภาคตะวันออกครับ เมื่อเร็วๆ นี้ การเคหะแห่งชาติได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร นำโดยท่านผู้ว่าการฯ พาไปเยี่ยมชมโครงการอาคารเช่าราคาประหยัดที่ตอบโจทย์ชีวิตคนทำงานสุดๆ ภายใต้หัวข้อ การเคหะฯ ชูโครงการเช่าเริ่มต้น 2,000 บาท รองรับแรงงาน EEC ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้มีรายได้น้อยมีบ้านที่มั่นคงและราคาที่จับต้องได้ครับ

การเคหะฯ ชูโครงการเช่าเริ่มต้น 2,000 บาท รองรับแรงงาน EEC

สำหรับใครที่กำลังมองหาที่พักในจังหวัดชลบุรี บอกเลยว่าพลาดไม่ได้ครับ เพราะโครงการนี้ตั้งอยู่ในทำเลทองย่านแหลมฉบัง อำเภอบางละมุง ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงมาก การที่ การเคหะฯ ชูโครงการเช่าเริ่มต้น 2,000 บาท รองรับแรงงาน EEC จะเข้ามาช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเรื่องที่พักอาศัยให้กับพี่น้องแรงงานได้เป็นอย่างดี ช่วยให้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น และเดินทางไปทำงานได้สะดวกสบายยิ่งขึ้นครับ

จุดเด่นของโครงการอาคารเช่าจังหวัดชลบุรี

โครงการนี้ไม่ได้มีดีแค่ราคาเช่าที่เริ่มต้นเพียง 2,000-2,400 บาทต่อเดือนเท่านั้น แต่ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ดังนี้ครับ:

  • ห้องพักขนาด 28 ตารางเมตร แบ่งเป็น 1 ห้องนอน 1 ห้องอเนกประสงค์ และ 1 ห้องน้ำ
  • ทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง นิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง และท่าเรือแหลมฉบัง
  • ใกล้สถานศึกษา โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า และสถานีตำรวจ
  • มีกิจกรรมส่งเสริมอาชีพให้กับผู้พักอาศัย เช่น การเพาะเห็ด การสานตะกร้า และการทำน้ำยาอเนกประสงค์
  • มีความปลอดภัยสูงด้วยระบบป้องกันและระงับอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน

ด้วยความตั้งใจของการเคหะแห่งชาติที่มุ่งมั่นยกระดับความเป็นอยู่ภายใต้แนวคิด “สร้างบ้าน สร้างสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี” ทำให้โครงการนี้ไม่ใช่แค่ที่พัก แต่เป็นชุมชนที่ใส่ใจเรื่องความยั่งยืนของผู้อยู่อาศัยในทุกมิติ ทั้งเรื่องการหารายได้เสริมและการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยครับ

หากเพื่อนๆ หรือคนที่กำลังทำงานในพื้นที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือเช็กคุณสมบัติผู้เช่าได้ที่ Call Center 1615 หรือติดต่อสำนักงานเคหะจังหวัดชลบุรี สาขา 3 ได้เลยครับ การมีบ้านที่ดีในราคาที่เหมาะสม จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เรามีกำลังใจในการสร้างชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป ใครที่ยังเช่าหอพักราคาแพงอยู่ ลองพิจารณาโครงการดีๆ จากภาครัฐดูนะครับ แล้วชีวิตการทำงานที่ชลบุรีของคุณจะง่ายขึ้นอีกเยอะเลย!

ที่มา – การเคหะฯ เปิดบ้านชลบุรี ต้อนรับสื่อฯ ชูโครงการเช่าเริ่มต้น 2,000 บาท รองรับแรงงาน EEC

รมช.กลาโหม ลุยสุรินทร์ ห่วงใยคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า สั่งเพิ่มเงินพิเศษสู้รบ

เชื่อว่าพี่น้องประชาชนหลายท่านคงได้ติดตามข่าวสารการลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ล่าสุดได้ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อตรวจเยี่ยมกำลังพล ซึ่งหัวข้อสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ รมช.กลาโหม ลุยสุรินทร์ ห่วงใยคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า สั่งเพิ่มเงินพิเศษสู้รบ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่เสียสละเพื่อชาติอย่างแท้จริง

รมช.กลาโหม ลุยสุรินทร์ ห่วงใยคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า สั่งเพิ่มเงินพิเศษสู้รบ

การลงพื้นที่ของพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ ในครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่ไปตรวจงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการลงไปรับฟังถึงปัญหาของทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยโครงการที่มุ่งเน้นคือ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณ” ซึ่งถือเป็นการยกระดับสวัสดิภาพขั้นพื้นฐานที่ทหารควรได้รับเพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญมาก คำตอบคือเพราะ รมช.กลาโหม ลุยสุรินทร์ ห่วงใยคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า สั่งเพิ่มเงินพิเศษสู้รบ ไปพร้อมกับการพัฒนาสาธารณูปโภค ทำให้ทหารรู้สึกมั่นใจว่ารัฐบาลมองเห็นความเหน็ดเหนื่อยของพวกเขา

สรุปไฮไลท์การลงพื้นที่และเป้าหมายโครงการ

ในการเดินทางครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของกำลังพลดังนี้:

  • เร่งขับเคลื่อนโครงการ “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีสัญญาณ” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของทหารและคนในพื้นที่
  • กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลเรื่องการจ่ายเงินเพิ่มพิเศษสำหรับการสู้รบ (พสร.) ให้โปร่งใสและรวดเร็ว
  • สร้างขวัญกำลังใจให้กำลังพลผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย
  • ย้ำถึงความมั่นคงของประเทศที่ต้องเติบโตไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ ในมุมมองของการบริหารจัดการ การสั่งการให้ผู้เกี่ยวข้องเร่งจ่ายเงินสู้รบถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะทหารที่อยู่แนวหน้าต้องการสวัสดิการที่เหมาะสมและรวดเร็ว การที่ รมช.กลาโหม ลุยสุรินทร์ ห่วงใยคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า สั่งเพิ่มเงินพิเศษสู้รบ จึงเป็นข่าวดีที่สะท้อนถึงการใส่ใจในสิทธิประโยชน์ของกำลังพลอย่างแท้จริง งานนี้ไม่เพียงแต่ทหารจะได้รับประโยชน์ แต่ชาวบ้านในพื้นที่ตามแนวชายแดนยังได้อานิสงส์จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลตั้งใจผลักดันให้สำเร็จเป็นรูปธรรมอีกด้วย

โดยส่วนตัวเชื่อว่าเมื่อสวัสดิการดีและโครงสร้างพื้นฐานทั่วถึง ความมั่นคงตามแนวชายแดนก็จะเข้มแข็งมากขึ้นตามไปด้วย การดูแลทหารให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี คือรากฐานที่สำคัญที่สุดของการปกป้องอธิปไตยของชาติ หากเราสามารถทำโครงการเหล่านี้ให้ยั่งยืนได้ ประเทศไทยของเราจะมีความสงบสุขและมั่นคงในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – รมช.กลาโหม ลุยสุรินทร์ ห่วงใยคุณภาพชีวิตทหารแนวหน้า สั่งเพิ่มเงินพิเศษสู้รบ

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำมันแพง

ในยุคที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง คำถามสำคัญที่ประชาชนต่างเฝ้ารอคำตอบคือ ทำไมเมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ราคาหน้าปั๊มในบ้านเรากลับไม่ยอมปรับลดลงตามอย่างที่ควรจะเป็น ล่าสุด นายพร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้โครงสร้างราคาเกิดความเป็นธรรมและสะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด

พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ให้เป็นธรรม

การออกมาเคลื่อนไหวของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ครั้งนี้ ถือเป็นการสะท้อนความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงเกินจริง โดยมองว่าหากรัฐบาลมีการจัดการโครงสร้างราคาที่เหมาะสม ผลก็น่าจะตกมาถึงประชาชนในรูปแบบของค่าใช้จ่ายที่ลดลง ดังนั้นการที่ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ จึงเป็นข้อเสนอที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมในขณะนี้

ข้อเสนอเร่งด่วนเมื่อ พร้อมพงศ์ จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม นายพร้อมพงศ์ได้นำเสนอ 3 วาระเร่งด่วนที่รัฐบาลควรนำไปพิจารณาดังนี้:

  • การจัดทำมาตรการเชิงรุก: เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลดลง ต้องมีกลไกที่ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวตามได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: ปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • การผูกงบประมาณกับปากท้อง: การพิจารณางบประมาณต้องมุ่งเน้นการลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก ไม่ใช่แค่เพียงตัวเลขในเอกสารทางราชการ

ท้ายที่สุด การเมืองที่ดีไม่ได้วัดกันที่วาทกรรมหรือการโต้ตอบกันไปมา แต่วัดกันที่ผลงานในการลดภาระค่าใช้จ่ายและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง การเข้าถึงพลังงานในราคาที่เป็นธรรมคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนควรได้รับ และรัฐบาลมีหน้าที่โดยตรงในการเข้าไปปลดล็อกปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “พร้อมพงศ์” จี้รัฐบาลรื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ตั้งคำถาม ราคาน้ำมันไทยทำไมไม่ลดตามตลาดโลก

ดร.โจ ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนต้องรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับปัญหาเดิมๆ ที่วนเวียนอยู่คู่กับเมืองหลวงมานานนับหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วมขัง รถติดมหาโหด หรือปัญหาขยะล้นเมือง หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่ชีวิตคนเมืองจะดีขึ้นเสียที ล่าสุด “ดร.โจ” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่สะเทือนวงการการเมืองท้องถิ่น โดยเจ้าตัวประกาศชัดว่า ดร.โจ ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก ได้เพียงลำพัง แต่ต้องใช้การบริหารแบบรื้อโครงสร้าง

ดร.โจ ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก

ในการปราศรัยใหญ่ที่สวนเบญจกิตติ ดร.โจ ย้ำชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือนที่ผ่านมาไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคตของคนกรุงเทพฯ เขาชี้ให้เห็นว่าการลอกท่อเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่กทม. ต้องกล้าที่จะลงทุนเพื่อแยกท่อน้ำฝนออกจากท่อน้ำเสียอย่างเด็ดขาด นี่คือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน

เปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อพี่น้องชาวกรุง

นอกจากนี้ ดร.โจยังเน้นย้ำถึงเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจสอบการทำงาน เพื่อป้องกันปัญหาการฮั้วประมูลและการล็อกสเปก ซึ่งเป็นต้นตอของการทุจริตในกทม. มายาวนาน ดร.โจ ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก ได้หากขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ดังนั้นเขาจึงขอโอกาสจากประชาชนที่เคยเชื่อมั่นในอุดมการณ์ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่และก้าวไกล ให้หันมาสนับสนุนพรรคประชาชนเพื่อเปลี่ยนเมืองหลวงให้ดีขึ้นด้วยนวัตกรรมและระบบที่ตรวจสอบได้จริง

สิ่งที่ดร.โจนำเสนอ ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายขายฝัน แต่เป็นการตั้งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้พร้อมรับความรับผิดชอบในฐานะผู้ว่าฯ กทม. โดยเน้นหลักการสำคัญดังนี้:

  • การบริหารที่โปร่งใส: ประชาชนต้องตรวจสอบได้ว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้ไปเพื่ออะไร
  • แก้ปัญหาที่โครงสร้าง: ไม่ใช่แค่ซ่อมแซมจุดเดิม แต่ต้องวางรากฐานเมืองใหม่
  • ใช้เทคโนโลยีนำทาง: ยกระดับการป้องกันคอร์รัปชันด้วยระบบ AI ที่แม่นยำ

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ชาวกรุงเทพฯ จะได้แสดงพลังว่าเราต้องการเห็นผู้นำที่ทำงานด้วยเจตจำนงและแผนงานที่จับต้องได้มากกว่าแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ หากเป้าหมายคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมืองอย่างแท้จริง การเลือกคนที่กล้าชนกับโครงสร้างเก่าคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันตัดสินใจเพื่ออนาคตของเมืองที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

ที่มา – “ดร.โจ” ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก ปลุกคนเคยเชื่อมั่น “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” กา ปชน.

คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย

คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับสุขภาพของคนไทยมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา คณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ได้มีการประชุมครั้งสำคัญเพื่อเดินหน้านโยบายที่จะเปลี่ยนชีวิตคนไทยให้ดีขึ้น โดยเน้นไปที่การผลักดัน คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย อย่างจริงจังครับ

ในปัจจุบัน เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือกลุ่มโรค NCDs อย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง กำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่กัดกินสุขภาพคนไทย ข้อมูลน่าตกใจคือคนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไปป่วยเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นจนน่ากลัว และภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขส่วนใหญ่ก็เทไปกับโรคเหล่านี้มหาศาลครับ

เปลี่ยนพฤติกรรม “ลดจิ้ม ลดเค็ม” สู่สุขภาพที่ดีกว่า

นโยบาย คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย จึงมุ่งเน้นไปที่การสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะแคมเปญกระตุ้นให้ทุกคน “ลดจิ้ม ลดเค็ม” เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง ไม่ว่าจะเป็นการกินอาหารที่มีโซเดียมสูง หรือการกินหวานเกินความจำเป็น ซึ่งนี่คือจุดเริ่มต้นง่ายๆ ที่เราทุกคนทำได้ที่บ้านครับ

ทางด้าน นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองประธาน คมส. กล่าวว่า นโยบาย MOPH PLUS+ ไม่ได้ทำแค่การรักษา แต่เน้นการป้องกันเชิงรุก โดยใช้เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาช่วย เพื่อยกระดับมาตรฐานสาธารณสุขไทยให้เทียบเท่าระดับสากล ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีการดึง อปท. และภาคีเครือข่ายระดับท้องถิ่นมาร่วมด้วย เพื่อให้การแก้ปัญหา NCDs เข้าไปอยู่ในชุมชนอย่างแท้จริง

  • ลดกินเค็ม ลดการปรุงเพิ่ม เพื่อไตที่แข็งแรง
  • ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยติดตามการดูแลสุขภาพ
  • ดึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ร่วมสร้างมาตรการทางสังคม
  • ส่งเสริมการเกิดและการเติบโตอย่างมีคุณภาพในเด็ก

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการพูดคุยถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 เพื่อรองรับสังคมสูงวัยและปัญหาจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลง การขับเคลื่อน คมส. ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ลดป่วยทุกช่วงวัย ครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนก้าวสำคัญที่จะปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือการบูรณาการระหว่างกระทรวง

ผมเชื่อว่าหากทุกคนร่วมมือกัน ตั้งแต่ระดับครอบครัวไปจนถึงระดับนโยบายอย่างที่ทาง คมส. กำลังทำอยู่ เราจะเห็นประเทศไทยที่คนมีสุขภาพดีขึ้นอย่างแน่นอน การดูแลตัวเองตั้งแต่วันนี้ถือเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตของเราและคนที่เรารักครับ มาร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดีไปพร้อมกันนะครับ

ที่มา – คมส. นัดแรกปี 69 ลุย “MOPH PLUS+” พลิกวิกฤต NCDs ดันบิ๊กโปรเจกต์ลดป่วยทุกช่วงวัย

หม่อมกร ชูนโยบาย ชุมชนอาสา ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

ช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กลายเป็นที่จับตามองอย่างมาก เมื่อ หม่อมกร ชูนโยบาย ชุมชนอาสา ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป โดย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ผู้สมัครหมายเลข 1 ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนย่านอิสรภาพและตลาดโพธิ์สามต้นเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นนี้

เจาะลึกนโยบาย หม่อมกร ชูนโยบาย ชุมชนอาสา ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

ปัญหาของครอบครัวยุคใหม่ในกรุงเทพฯ คือการแบกรับภาระดูแลคนในบ้านพร้อมกับการทำงาน หม่อมกรจึงมองเห็นว่าเราต้องเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองแห่งการเกื้อกูล โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนดังนี้:

รายละเอียด หม่อมกร ชูนโยบาย ชุมชนอาสา ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียง

  • สร้างเครือข่ายชุมชนเข้มแข็ง: ใช้พลังของคนในพื้นที่และอาสาสมัครสาธารณสุข ร่วมกันสำรวจและดูแลกลุ่มเปราะบางอย่างใกล้ชิด
  • กิจกรรมเชื่อมสัมพันธ์ต่างวัย: จัดพื้นที่เรียนรู้ให้เด็กและผู้สูงอายุได้ใช้เวลาร่วมกัน เพื่อลดความเหงาและสร้างความอบอุ่นในครอบครัว
  • ยกระดับการรักษาเชิงรุก: เชื่อมต่อระบบโรงพยาบาลและศูนย์บริการสาธารณสุขเข้าถึงบ้านผู้ป่วยติดเตียงผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

การเดินหน้าในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นการเสนอแนวทางที่ใช้ใจทำ เพื่อให้คนกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะอยู่ในซอยเล็กหรือชุมชนใหญ่ได้รับสวัสดิการที่ทั่วถึง หม่อมกรเชื่อมั่นว่าหากเราใช้ความร่วมมือของคนในชุมชนเป็นฐานราก คุณภาพชีวิตของคนทุกช่วงวัยจะถูกยกระดับขึ้นอย่างยั่งยืนแน่นอน

ในฐานะคนกรุงเทพฯ คุณคิดว่านโยบายที่เน้นการลงมือทำผ่านกลไกชุมชนเช่นนี้ จะเป็นทางออกที่ช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้จริงหรือไม่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นและเตรียมตัวไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อกำหนดทิศทางเมืองของเราให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนกันครับ

ที่มา – “หม่อมกร” ลุยโค้งสุดท้าย ชูนโยบาย “ชุมชนอาสา” ดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยติดเตียงครบวงจร

รวมพลังจิตอาสา พัฒนาผืนป่า “เขาขยาย” สร้างความยั่งยืน

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ จากจังหวัดชัยนาทมาฝากกัน เป็นกิจกรรมที่น่าประทับใจมากเกี่ยวกับการรวมพลังจิตอาสา พัฒนาผืนป่า “เขาขยาย” สร้างความตระหนักรู้ ดูแลทรัพยากรของท้องถิ่น โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท (สพป.ชัยนาท) ที่ได้นัดรวมตัวกันพลิกฟื้นผืนป่าให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งครับ

รวมพลังจิตอาสา พัฒนาผืนป่า “เขาขยาย” สร้างความตระหนักรู้ ดูแลทรัพยากรของท้องถิ่น

เมื่อกิจกรรมดีๆ แบบนี้เกิดขึ้น ภาพที่เห็นคือคณะผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมแรงร่วมใจกันลงพื้นที่เพื่อดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติ สิ่งนี้ไม่ใช่แค่การทำงาน แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงพลังแห่งความร่วมมือในการรวมพลังจิตอาสา พัฒนาผืนป่า “เขาขยาย” สร้างความตระหนักรู้ ดูแลทรัพยากรของท้องถิ่น ที่คนในชุมชนสามารถทำร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรมครับ

จากเขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์ด้วยมือเรา

เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เกิดจากแนวคิดที่มุ่งมั่นเปลี่ยนพื้นที่ที่เคยถูกเรียกว่า “เขาทะเลทราย” ให้กลายเป็น “เขาสวรรค์” ซึ่งกิจกรรมการรวมพลังจิตอาสา พัฒนาผืนป่า “เขาขยาย” สร้างความตระหนักรู้ ดูแลทรัพยากรของท้องถิ่นในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่ยังรวมถึง:

  • การฝึกฝนให้บุคลากรการศึกษาและนักเรียนเห็นคุณค่าของสิ่งแวดล้อม
  • การสร้างแหล่งเรียนรู้ตามธรรมชาติที่จับต้องได้จริง
  • การสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อเป็นปอดและสถานที่ออกกำลังกายของคนจังหวัดชัยนาท

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนี้ สพป.ชัยนาทได้ตั้งเป้าหมายที่จะจัดกิจกรรมจิตอาสาทุกวันศุกร์ โดยให้ทั้ง 12 ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหมุนเวียนกันมาดูแลและพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสานต่อพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรให้ยั่งยืน

ผมเชื่อเหลือเกินว่า การที่พวกเราทุกคนร่วมมือกันดูแลผืนป่าใกล้บ้าน ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบนิเวศดีขึ้น แต่ยังสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชนรุ่นหลัง การที่ทุกคนหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้ครับ มาร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาธรรมชาติของเราให้คงอยู่ตลอดไปนะครับ

ที่มา – รวมพลังจิตอาสา พัฒนาผืนป่า “เขาขยาย” สร้างความตระหนักรู้ ดูแลทรัพยากรของท้องถิ่น

รัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.

ข่าวดีที่หลายคนรอคอยมาถึงแล้วครับ! เพราะล่าสุดรัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.-ลูกจ้าง สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เริ่ม 1 ต.ค. นี้ถือเป็นการปรับปรุงสวัสดิการครั้งใหญ่เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเหล่าฮีโร่ชุดขาวที่เป็นด่านหน้าในการดูแลสุขภาพของพวกเราทุกคน

รัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.

การปรับโครงสร้างค่าจ้างครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) และลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน ที่จะได้รับค่าตอบแทนเริ่มต้นที่ 10,520 บาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 457 บาทต่อวัน ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำปกติ สะท้อนให้เห็นว่าในวันที่ 1 ต.ค. 2569 นี้ ภาครัฐให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของคนทำงานสายนี้อย่างแท้จริง

รายละเอียดการปรับเปลี่ยนเพื่อความมั่นคงในอาชีพ

นอกจากเรื่องเงินเดือนแล้ว นโยบายของรัฐบาลยังมุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงในระยะยาว ดังนี้ครับ:

  • ปรับปรุงโครงสร้างบัญชีค่าจ้างใหม่ให้มีความเป็นธรรม
  • มีมาตรการเยียวยาชดเชยสำหรับผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการปรับฐานเงินเดือน
  • เตรียมเสนอเพิ่มกรอบการจ้างงานใหม่ถึง 93,000 อัตรา
  • มุ่งเน้นเปลี่ยนสถานะลูกจ้างรายวันให้เข้าสู่รูปแบบที่มั่นคงขึ้น

การที่รัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.-ลูกจ้าง สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เริ่ม 1 ต.ค. ยังเป็นการดึงดูดบุคลากรเก่งๆ ให้ยังคงอยู่ในระบบสาธารณสุขของรัฐต่อไปได้ ไม่ต้องย้ายไปทำงานที่อื่น ช่วยให้ระบบสาธารณสุขไทยมีความเข้มแข็งและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นครับ

ในส่วนของขั้นตอนการดำเนินงาน ขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งเตรียมความพร้อมด้านงบประมาณ เพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อถึงเวลาประกาศใช้จริง ทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนที่วางไว้ การลงทุนกับทรัพยากรบุคคลด้านสาธารณสุขคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะผลลัพธ์คือคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทั้งประเทศ หากมองในมุมมองของประชาชนทั่วไป นี่ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากว่าบริการสุขภาพในอนาคตจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ผมมองว่าการที่รัฐบาลแสดงออกถึงความใส่ใจในสวัสดิการเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้บุคลากรมีความสุขขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลทางอ้อมให้การบริการผู้ป่วยเป็นไปอย่างอบอุ่นและมีพลังมากขึ้นด้วยครับ ใครที่เป็นบุคลากรอยู่ในกลุ่มนี้ เตรียมรับข่าวดีกันได้เลยครับ!

ที่มา – รัฐบาลยกระดับชีวิตบุคลากรสาธารณสุข ปรับค่าจ้าง พกส.-ลูกจ้าง สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ เริ่ม 1 ต.ค.

“นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

“นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ล่าสุด นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ออกนโยบายเร่งด่วน โดยการ “นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประจำปี 2569 เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับสิทธิสวัสดิการอย่างครบถ้วนและไม่มีใครต้องตกหล่นจากฐานข้อมูลสำคัญ

บทบาทสำคัญของกระทรวง พม. ในการขับเคลื่อนสวัสดิการแห่งรัฐ

โครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 นี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้มีรายได้น้อย โดยนายนิกร โสมกลาง ได้กำชับให้หน่วยงาน พม. จังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมรับมือและอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและยืนยันสิทธิ ทั้งช่องทางปกติและระบบออนไลน์ เพื่อให้การเข้าถึงสิทธิเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นธรรมมากที่สุด

นอกเหนือจากการลงทะเบียนแล้ว ยังมีการนำระบบ MSO-LOGBOOK (สมุดพกครอบครัวอิเล็กทรอนิกส์) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการตรวจสอบข้อมูล ประสานความร่วมมือกับฐานข้อมูลของกระทรวงมหาดไทย เพื่อลดปัญหาความซ้ำซ้อนและป้องกันไม่ให้เกิดการตกหล่นของกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง โดย “นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยมาตรฐานการทำงานที่เข้มงวดและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

แนวทางการปฏิบัติงานเพื่อกลุ่มเปราะบาง

  • เพิ่มศักยภาพศูนย์ พมจ. ในการรับลงทะเบียนและยืนยันตัวตน
  • ใช้ระบบ MSO-LOGBOOK ในการบันทึกข้อมูลครัวเรือนอย่างแม่นยำ
  • อำนวยความสะดวกกรณีประชาชนมีปัญหาเข้าไม่ถึงสิทธิออนไลน์
  • ประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

ความตั้งใจจริงของกระทรวง พม. ในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าภาครัฐไม่เคยนิ่งนอนใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน และด้วยการที่ “นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ อย่างจริงจังเช่นนี้ เชื่อมั่นได้เลยว่า พี่น้องประชาชนกลุ่มเปราะบางจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสามารถเข้าถึงสิทธิพื้นฐานจากภาครัฐได้อย่างเท่าเทียมกันแน่นอนครับ

เราขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ พม. ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ใครที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ อย่าลืมตรวจสอบช่องทางและระยะเวลาการลงทะเบียนให้ดี เพื่อรักษาสิทธิของตนเองนะครับ

ที่มา – “นิกร โสมกลาง” กำชับ พม. ทั่วประเทศ ช่วยกลุ่มเปราะบาง ลงทะเบียน-ยืนยันสิทธิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

Scroll to top