การพัฒนาคุณภาพชีวิต

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู ขับเคลื่อนสังคมทุกวัย

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู เพื่อขับเคลื่อนสังคมทุกช่วงวัยในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นับเป็นข่าวดีที่สะท้อนบทบาทสำคัญของไทยบนเวทีระหว่างประเทศ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากูว่าด้วยการส่งเสริมการพัฒนามนุษย์เพื่อขับเคลื่อนสังคมสำหรับทุกช่วงวัยในเอเชียและแปซิฟิก” ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ

ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู

มติ ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู นี้เกิดขึ้นทันเวลาก่อนการประชุมใหญ่ โดยครม. มอบหมายให้หัวหน้าคณะผู้แทนไทย ซึ่งประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี (นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย หรือผู้แทน เข้าร่วมรับรองปฏิญญาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) สมัยที่ 82 ระหว่างวันที่ 20-24 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดยกำหนดรับรองอย่างเป็นทางการในวันที่ 24 เมษายน 2569

สาระสำคัญของปฏิญญาบากู

ปฏิญญาบากูนี้มุ่งเน้นการพัฒนามนุษย์อย่างครอบคลุม ภายใต้แนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยมีประเด็นหลักดังนี้

  • สร้างโอกาสการจ้างงานที่มีคุณค่าและยั่งยืน
  • พัฒนาทักษะแรงงาน โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและนวัตกรรม เพื่อรับมือยุค 4.0
  • ส่งเสริมบทบาทของสตรีและเยาวชนให้มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจมากขึ้น
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เนื่องจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย
  • ขยายโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง เช่น คนพิการ สามารถเข้าถึงการจ้างงานและอาชีพได้เท่าเทียม
  • พัฒนาระบบสาธารณสุขแบบบูรณาการที่เข้าถึงง่าย ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
  • ส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาคในการแลกเปลี่ยนความรู้และแนวปฏิบัติที่ดี

สาระเหล่านี้ไม่เพียงช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม แต่ยังเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภูมิภาค โดยไทยซึ่งเป็นเจ้าภาพประชุม จะได้แสดงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการพัฒนาสังคม

ประโยชน์ต่อประเทศไทย

การที่ ครม. เห็นชอบร่าง ปฏิญญาบากู จะช่วยให้ไทยนำแนวทางเหล่านี้ไปปรับใช้ในนโยบายภายใน เช่น การผลักดันไทยแลนด์ 4.0 การดูแลผู้สูงอายุตามนโยบายชาติ และการส่งเสริมอาชีพดิจิทัลสำหรับเยาวชน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและประสบการณ์จากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ญี่ปุ่นที่เชี่ยวชาญด้านสังคมสูงวัย หรือสิงคโปร์ในด้านนวัตกรรม

ที่น่าสนใจคือ ร่างปฏิญญานี้ไม่ใช่สนธิสัญญาที่ผูกพันทางกฎหมายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 178 หากมีการปรับแก้สาระรองที่ไม่กระทบผลประโยชน์ชาติ สามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องนำกลับครม. อีก ทำให้มีความยืดหยุ่นสูง

การเข้าร่วมครั้งนี้ยืนยันบทบาทเชิงรุกของไทยในการขับเคลื่อนความร่วมมือระหว่างประเทศ สร้างสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับทุกช่วงวัย ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน การรับรองปฏิญญาบากูนี้เป็นก้าวสำคัญที่ไทยจะได้ประโยชน์ทั้งในระดับภูมิภาคและภายในประเทศ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่กำลังมาแรง ลองนึกภาพสังคมที่ทุกวัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข มีงานทำ มีสุขภาพดี นี่คืออนาคตที่เราควรผลักดัน

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข่าวดีนี้ด้วยนะ!

ที่มา – ครม. เห็นชอบร่าง “ปฏิญญาบากู” ขับเคลื่อนสังคมทุกช่วงวัยในเอเชีย–แปซิฟิก เตรียมรับรอง 24 เม.ย.นี้

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ สงกรานต์ 2569

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 เป็นกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลและกำลังใจจากผู้นำบ้านเมือง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคูเมือง อำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธิ์ และอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ รวมกว่า 2,600 คน

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ ย้ำชีวิตสุขในครอบครัวอบอุ่น

ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย นายโสภณ ได้กล่าวให้กำลังใจผู้สูงอายุ โดยย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ การดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในครอบครัวที่อบอุ่น รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานของสังคมไทย นี่คือตัวอย่างของการนำหลักธรรมคำสอนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าและได้รับความรักจากคนรุ่นใหม่

กิจกรรมที่เกิดขึ้นในการเยี่ยมเยียน

  • พบปะพูดคุยส่วนตัวกับผู้สูงอายุแต่ละคน
  • มอบของขวัญและสิ่งของจำเป็น
  • ตรวจสุขภาพเบื้องต้นร่วมกับทีมแพทย์
  • หารือกับผู้นำท้องถิ่นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังได้ประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สมาชิกสภาจังหวัด นายอำเภอ นายก อบต. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ การส่งเสริมอาชีพเสริม และการดูแลสุขภาพป้องกัน

นายโสภณ ซารัมย์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ โดยเรียกร้องให้ผู้นำทุกภาคส่วนเป็นแบบอย่างที่ดี ยึดมั่นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง ในยุคที่ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น การเยี่ยมเยียนเช่นนี้ไม่เพียงสร้างความสุข แต่ยังเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน ทำให้ครอบครัวไทยคงความอบอุ่นไว้ได้

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ ในครั้งนี้ ยังรวมถึงการอวยพรประชาชนชาวไทยทุกคนให้มีความสุข เจริญรุ่งเรือง สุขภาพแข็งแรง เดินทางปลอดภัย และใช้เวลาสงกรานต์ร่วมกับครอบครัวอย่างมีความหมาย ขอให้ทุกคนร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรค สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นรากฐานของชาติ ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุไม่ใช่แค่ผู้รับการดูแล แต่เป็นแหล่งปัญญาและประสบการณ์ที่ควรค่าแก่การถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลาน การเยี่ยมเยียนครั้งนี้ยังเป็นการรณรงค์ให้เยาวชนตระหนักถึงหน้าที่ลูกกตัญญู ช่วยลดปัญหาสังคม เช่น การทิ้งผู้สูงอายุ หรือขาดการดูแล

เพื่อเสริมสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ เราควรมีนโยบายสนับสนุน เช่น เพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงอายุชุมชน ส่งเสริมการออกกำลังกาย และกิจกรรมสร้างสุขภาพจิต นอกจากนี้ ครอบครัวควรจัดสรรเวลาร่วมกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเทศกาลอย่างสงกรานต์ที่เป็นโอกาสชี้ชะตาความสัมพันธ์

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านนำหลักคำสอนดังกล่าวไปปฏิบัติ ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวให้ชีวิตมีความสุขในครอบครัวอบอุ่น สร้างสังคมไทยให้ยั่งยืน ติดตามข่าวสารการเมืองและสังคมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ

ที่มา – ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ ย้ำดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในครอบครัวที่อบอุ่น

“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในแวดวงการเมืองและสังคมกันค่ะ เมื่อนายนิกร โสมกลาง หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นิกร” เริ่มปฏิบัติหน้าที่“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง ก็ลุยงานทันทีด้วยนโยบายเร่งด่วน 3 ด้านหลัก เพื่อช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่กำลังเผชิญปัญหาค่าครองชีพสูงและวิกฤตฝุ่น PM2.5 ในช่วงนี้

นิกร โสมกลาง ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

นโยบายเหล่านี้ไม่เพียงตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบัน แต่ยังสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เน้นการประหยัดพลังงานและดูแลสุขภาพประชาชนท่ามกลางปัญหาโลกร้อนและมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปู ที่ฝุ่น PM2.5 กลับมาวิกฤตหนักทุกปี

“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

หลังจากประชุมร่วมกับนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัด พม. และทีมผู้บริหาร “นิกร” ได้มอบนโยบายชัดเจนเพื่อขับเคลื่อนงานพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยเริ่มจากมาตรการที่ทำได้ทันทีและเห็นผลชัดเจน นี่คือรายละเอียดที่น่าสนใจ

นโยบายลดใช้พลังงานตาม “นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5

เรื่องแรกคือการประหยัดพลังงานตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งกระทรวง พม. จะนำร่อง โดยอนุญาตให้ข้าราชการและบุคลากรทั้งส่วนกลางและภูมิภาคWork from Home หรือ Work from Anywhere สลับกันทำงาน ลดการเดินทางและใช้ไฟฟ้าในสำนักงาน คาดลดการใช้พลังงานได้ถึง 30% แต่ยังคงคุณภาพการบริการประชาชนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล อย่าง Zoom หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ที่ผ่านมา กระทรวงเริ่มดำเนินการตั้งแต่ 6 มีนาคม 2569 แล้ว และจะเร่งเต็มรูปแบบ

ประโยชน์ของมาตรการนี้ชัดเจนมาก ไม่เพียงช่วยลดค่าไฟ ค่าเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่จากวิกฤตพลังงาน แต่ยังลดการจราจรติดขัด ลดมลพิษ และเพิ่ม work-life balance ให้บุคลากร โดยเฉพาะคุณแม่ที่เลี้ยงลูกเล็กหรือผู้สูงอายุในครอบครัว

เร่งสร้างห้องป้องกันฝุ่น PM2.5 ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เรื่องที่สอง จัดการวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเร่งขยายห้องป้องกันฝุ่น PM2.5ในสถานสงเคราะห์ต่างๆ ของกระทรวง พม. เริ่มจากภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง แล้วขยายไปพื้นที่อื่น ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นำนวัตกรรมกรองอากาศมาสร้างสถานที่ปลอดภัยสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ และคนไร้ที่พึ่ง

  • ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศมาตรฐาน HEPA
  • สร้างห้อง Clean Room ในศูนย์ช่วยเหลือ
  • จัดหน่วยเคลื่อนที่เร็ว (RRU) ส่งอุปกรณ์ป้องกันสุขภาพไปพื้นที่ห่างไกล

PM2.5 เป็นภัยร้ายที่เข้าปอดได้ง่าย ส่งผลรุนแรงต่อกลุ่มเปราะบาง หากไม่แก้ไขจะเพิ่มภาระโรงพยาบาล นโยบายนี้จึงเป็นการป้องกันเชิงรุกที่ชาญฉลาด

มาตรการช่วยค่าครองชีพเร่งด่วน

เรื่องที่สาม ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพจากวิกฤตพลังงาน โดยเร่งจ่ายเงินอุดหนุน ส่งเครื่องอุปโภคบริโภคจำเป็นให้กลุ่มเปราะบาง พิจารณาลดค่าเช่าบ้านการเคหะแห่งชาติ (กคช.) และลดดอกเบี้ยสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำหรับผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ ผลักดันสิทธิสวัสดิการสำหรับเด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ ให้ช่วยเหลือตัวเองได้ ปรับปรุงที่อยู่อาศัยด้วย Universal Design รองรับทุกเพศวัยและภาวะโลกร้อน รวมถึงดึงคนตกหล่นเข้าสู่ระบบฐานข้อมูล เพื่อช่วยเหลือทันท่วงที

นโยบาย“นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน PM2.5เหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวง พม. ในการดูแลประชาชนอย่างครอบคลุม หากดำเนินการได้จริง จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้มาก คุณคิดว่านโยบายไหนน่าจะเห็นผลเร็วที่สุด? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลดีๆ นะคะ!

ที่มา – “นิกร” ประเดิมงานแรก ลดใช้พลังงาน เร่งทำห้องป้องกันฝุ่น PM2.5 ช่วยกลุ่มเปราะบาง

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ เป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวงการสาธารณสุขชุมชน โดยเฉพาะในวันที่ 21 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวัน อสม. แห่งชาติ นางมนพร เจริญศรี ส.ส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่พบปะสมาชิก อสม. ในอำเภอต่างๆ ของจังหวัดนครพนม เพื่อร่วมกิจกรรมและให้กำลังใจในการทำงานหนักด้วยจิตอาสา

“มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

นางมนพร ได้กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจแก่พี่น้อง อสม. ที่ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชนในชุมชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา อสม. คือหมอด่านหน้าที่สำคัญที่สุด ช่วยให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตได้ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้จะไม่ได้ค่าตอบแทนสูง แต่ความตั้งใจเพื่อชุมชนคือแรงผลักดันหลัก นอกจากนี้ อสม. ยังมีบทบาทในการแก้ปัญหายาเสพติดและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ นางมนพร ได้มอบเงินสนับสนุนกิจกรรมวัน อสม. เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ และย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. ซึ่งพรรคเพื่อไทยได้ริเริ่มไว้ตั้งแต่สมัยเป็นรัฐบาล โดยผ่านมติคณะรัฐมนตรีแล้วในปี 2568 แต่ติดขัดเพราะการยุบสภา หลังรัฐบาลชุดใหม่ พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าจะผลักดันให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน

ประโยชน์จาก พ.ร.บ. อสม. ที่ “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน

หาก พ.ร.บ. อสม. มีผลบังคับใช้ จะนำมาซึ่งสวัสดิการที่ชัดเจน เช่น ค่าป่วยการ กองทุนกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ ฌาปนกิจสงเคราะห์ ไม่มีเกษียณอายุราชการ และโอกาสบรรจุเป็นผู้ช่วยพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สิ่งเหล่านี้จะเป็นแรงจูงใจให้ อสม. ทำงานได้เต็มศักยภาพ ส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตคนในชุมชนทั้งหมด

  • เพิ่มสวัสดิการ: ค่าป่วยการและสิทธิประกันสังคมที่ครอบคลุมมากขึ้น
  • กองทุนสนับสนุน: กู้ยืมดอกเบี้ยต่ำสำหรับพัฒนาชุมชน
  • โอกาส职业: บรรจุเป็นพนักงานราชการสำหรับผู้มีคุณสมบัติ
  • แก้ปัญหายาเสพติด: เสริมบทบาท อสม. เป็นเครือข่ายชุมชน

อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เป็นกำลังหลักในการเฝ้าระวังโรค ส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันปัญหาสังคมในระดับรากหญ้า ทั่วประเทศมีอสม. กว่า 1 ล้านคน ที่ทำงานโดยไม่หวังผลตอบแทนมากนัก การมีกฎหมายรองรับจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความยั่งยืน

บทบาทสำคัญของ อสม. ในชุมชนไทย

จากประสบการณ์ของนางมนพร อสม. ไม่เพียงดูแลสุขภาพกาย แต่ยังช่วยเหลือด้านจิตใจและสังคม เช่น การรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะนครพนม การผลักดัน พ.ร.บ. อสม. จึงไม่ใช่แค่เพิ่มสิทธิ แต่เป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพชาติในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนพัฒนาการฝึกอบรมอสม. ให้มีทักษะสูงขึ้น เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่และปัญหาสุขภาพสูงวัย สิ่งเหล่านี้จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง รัฐบาลชุดปัจจุบันควรให้ความสำคัญ เพื่อให้ “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ สำเร็จลุล่วง

ในฐานะประชาชน เราควรสนับสนุนอสม. ในพื้นที่ของตนเอง ด้วยการให้กำลังใจและมีส่วนร่วมกิจกรรมชุมชน หากคุณเป็นอสม. หรือรู้จักอสม. ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ สามารถแจ้งผ่าน ส.ส. ท้องถิ่นเพื่อขอสนับสนุนต่อไป สุขภาพดีเริ่มต้นจากชุมชนที่เข้มแข็ง!

ที่มา – “มนพร” เสนอรัฐบาลเร่งผลักดัน พ.ร.บ. อสม. เพิ่มสวัสดิการ ค่าป่วยการ

ประชาชนพบนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใส

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น เสนอวิสัยทัศน์รัฐบาลประชาชน สร้างเศรษฐกิจมั่นคง มีงานคุณภาพให้คนไทย หวังญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรร่วมลงทุนเทคโนโลยีอนาคต

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุธ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 1 พร้อมด้วยศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายนโยบาย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ร่วมด้วย ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายยุทธศาสตร์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 3 เข้าหารือกับ Keidanren หรือ สหพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Japan Business Federation) ซึ่งเป็นองค์กรเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของภาคเอกชนญี่ปุ่น ประกอบด้วยบริษัทเอกชนชั้นนำกว่า 1,500 บริษัท สมาคมเฉพาะอุตสาหกรรม และสมาคมเศรษฐกิจระดับภูมิภาคของญี่ปุ่น โดยเคย์ดันเร็นเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเสนอแนะแนวนโยบายเศรษฐกิจและการค้าต่อรัฐบาลญี่ปุ่น 

ยัน ปชน.ตั้งใจจัดตั้งรัฐบาล

นายณัฐพงษ์กล่าวทักทายคณะนักธุรกิจญี่ปุ่นและแนะนำตัวสั้นๆ เป็นภาษาญี่ปุ่น เรียกเสียงปรบมือชื่นชมจากคณะนักธุรกิจกว่า 40 คน ก่อนที่จะกล่าวว่าพรรคประชาชนตระหนักดีว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่สำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในด้านการค้าการลงทุน สร้างงานและรายได้ที่มั่นคงให้กับคนไทย ในโอกาสที่ประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า พรรคประชาชนในฐานะพรรคอันดับหนึ่งของประเทศ มีความตั้งใจจะจัดตั้งรัฐบาล เข้าสู่การบริหารประเทศให้ได้ในต้นปีหน้า โดยหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคจะทำ คือการนำประเทศไทยไปอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของ Global Supply Chain ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่เราจะร่วมมือในการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ผลิตสินค้ามูลค่าสูง และสร้างงานที่มีคุณภาพให้กับคนไทย 

ชูนโยบายบริหารโปร่งใส

นอกจากนี้พรรคยังมีนโยบายในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ โดยมุ่งเน้นการบริหารที่โปร่งใส ปลดล็อกกฎระเบียบที่ล้าสมัย หรือสร้างความยุ่งยากต่อการประกอบธุรกิจ ทั้งนี้ พรรคประชาชนตั้งเป้าว่าจะแสวงหาอุตสาหกรรมใหม่ๆ และเพิ่มนักลงทุนต่างชาติ ให้เข้ามาประกอบกิจการและแบ่งปันนวัตกรรมกับไทย 

ต้องโปร่งใส สิ่งสำคัญตัดสินใจลงทุน

ด้านนายซูซูกิ จุน ผู้แทนสมาคมเคย์ดันเร็น ยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ประกอบการญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือการรักษาซัพพลายเชนของญี่ปุ่นในไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในระบบอุตสาหกรรมโลก และสำหรับนักธุรกิจญี่ปุ่น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการตัดสินใจลงทุน คือการมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ได้แก่ความเปิดกว้างและโปร่งใส จึงต้องการคำมั่นสัญญาว่ารัฐบาลไทยจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ 

แนะร่วมมืออุตสาหกรรมใหม่

นายซูซูกิ ยังกล่าวว่าญี่ปุ่นและไทยควรเพิ่มความร่วมมือทวิภาคีในอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมสีเขียว และอุตสาหกรรมดิจิทัล โดยซูซูกิระบุว่า สิ่งที่ญี่ปุ่นมั่นใจว่าเป็นผู้มีนวัตกรรมดีที่สุดในโลก และสามารถมาลงทุนในไทยได้แน่นอน คือ BESS (Battery Energy Storage System) หรือ ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นระบบที่ใช้แบตเตอรี่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าไว้ใช้ในเวลาที่ต้องการ ระบบนี้ทำงานโดยการเก็บพลังงานส่วนเกินไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงที่มีการผลิตไฟฟ้าสูงหรือความต้องการใช้น้อย แล้วนำมาจ่ายออกในช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นหรือเมื่อแหล่งพลังงานไม่เพียงพอ  และเห็นว่าไทยควรใช้กรอบความร่วมมือที่มีอยู่แล้วกับญี่ปุ่น เช่น EPA (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ) และ RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ให้เกิดประโยชน์กว้างขวางมากขึ้น 

ขอญี่ปุ่นมั่นใจ นโยบายปชน.

ด้านนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า การบริหารประเทศแบบโปร่งใส Lean and Clean Thailand เป็นนโยบายหลักของพรรค จึงขอให้ผู้ประกอบการญี่ปุ่นมั่นใจได้ว่าหากพรรคประชาชนบริหารประเทศ จะมีการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่โปร่งใส เปิดกว้าง เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ 

จากนั้นนาย วีระยุทธ ได้เสนอนโยบายเศรษฐกิจของพรรคประชาชน ที่มุ่งเน้น “Look North” หรือการมองหาพันธมิตรด้านการลงทุนและการแบ่งปันนวัตกรรมจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก รวมถึงญี่ปุ่น พรรคมีนโยบาย Orange Megaprojects ซึ่งมุ่งเน้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ในขณะเดียวกันก็กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนโดยภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุน Smart grid หรือระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ ระบบจัดการขยะ และระบบขนส่งมวลชนทั่วถึงทั้งประเทศ ซึ่งพรรคประชาชนเชื่อว่าจะสามารถเชิญชวนผู้ประกอบการญี่ปุ่นมาสร้างซัพพลายเชนใหม่ผ่านการลงทุนเหล่านี้ได้ 

แผนดี แต่จะปฏิบัติได้ผลจริงหรือ

ทั้งนี้ ผู้แทนญี่ปุ่นได้ชื่นชมว่ายุทธศาสตร์นโยบายเศรษฐกิจดังกล่าวเป็นแผนการที่เยี่ยมยอด แต่ญี่ปุ่นยังมีความกังวลว่าจะสามารถปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้หรือไม่ โดยความกังวลของญี่ปุ่นคือเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองไทย และบทบาทของไทยในระยะหลังที่ไม่ค่อยรักษาสมดุลระหว่างชาติมหาอำนาจอย่างระมัดระวัง ในประเด็นนี้ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคฝ่ายต่างประเทศ ได้ให้คำมั่นว่าหากพรรคประชาชนได้บริหารประเทศ จะบริหารบนหลักความโปร่งใส ยึดมั่นในธรรมาภิบาล ให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทุกประเทศ และปรับความสัมพันธ์กับพันธมิตรแต่ละประเทศให้มีความสมดุลมากขึ้นอย่างแน่นอน 

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล

โดยรวมแล้ว การหารือระหว่างพรรคประชาชนและสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่นเป็นไปในทิศทางบวก โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความสนใจที่จะร่วมมือกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายบางประการที่ต้องแก้ไข เช่น ความกังวลของญี่ปุ่นเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมืองไทย และความสมดุลระหว่างประเทศมหาอำนาจ หากพรรคประชาชนสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ก็มีโอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้

ทำไมนโยบายโปร่งใสถึงสำคัญต่อนักลงทุนญี่ปุ่น?

นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงและความไม่แน่นอนในการลงทุน หากรัฐบาลมีความโปร่งใส จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและส่งเสริมให้เกิดการลงทุนมากขึ้น นอกจากนี้ การมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาลยังเป็นเเรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น

แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล เป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ และผลักดันเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาชนพบสมาคมนักธุรกิจญี่ปุ่น ย้ำนโยบายโปร่งใสหากได้เป็นรัฐบาล

สส. โวย! โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์

สส.ปชน. 3 จังหวัด ประสานเสียงโยกย้ายผวจ.รอบล่าสุด สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ย้ำต้องกระจายอำนาจ แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้ประชาชนในพื้นที่

วันที่ 15 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา สส.พรรคประชาชนจาก 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และภูเก็ต ได้สะท้อนปัญหาของการโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผวจ.ที่เร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากปกติผวจ. มีวาระเฉลี่ยประมาณ 2 ปี ซึ่งถือว่าสั้นมาก ย้ายบ่อยจนคนในพื้นที่จำชื่อผวจ. ไม่ได้ มาครั้งนี้คนในพื้นที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผวจ.เปลี่ยนไปอีกแล้ว

โวยเปลี่ยน ผวจ. ต้องนับหนึ่งใหม่

เริ่มจาก น.ส.เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สส.เชียงใหม่ เขต 1 พรรคประชาชน กล่าวว่าการโยกย้ายครั้งนี้เป็นการตอกย้ำอย่างชัดเจนว่าเชียงใหม่ต้องมีผวจ.ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาและการจัดทำบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและตอบโจทย์ประชาชนอย่างทันท่วงที ขณะที่เชียงใหม่กำลังวางแผนระดับจังหวัดร่วมกันทุกภาคส่วน เพื่อเตรียมพร้อมเผชิญปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 รัฐบาลจะเปลี่ยนผวจ.เพื่ออะไร เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาส่วยสัญชาติ ที่มีเครือข่ายในการเรียกรับผลประโยชน์จากประชาชนที่มีสิทธิได้รับสัญชาติไทย จะจัดการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร รวมไปถึงการจัดทำระบบขนส่งสาธารณะที่ภาคประชาสังคมและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพยายามผลักดัน จะดำเนินการอย่างไรต่อ “เมื่อ ผวจ. ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการขนส่งทางบกระดับจังหวัดถูกสั่งย้าย ผวจ.คนใหม่ที่จะมาดำรงตำแหน่ง จะสานต่อเรื่องนี้ได้อย่างไร จะต้องนับหนึ่งอีกหรือไม่” น.ส.เพชรรัตน์ กล่าวและว่า

การโยกย้าย ผวจ.ในครั้งนี้สะท้อนว่า รัฐบาลไม่ได้คำนึงถึงการแก้ไขปัญหาของประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่เป็นที่ตั้ง แต่เป็นการโยกย้ายด้วยเหตุผลทางการเมือง ซึ่งอาจทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวเชียงใหม่อาจต้องสะดุดหยุดลง

เชียงราย แก้สารพิษน้ำกกชะงัก

ด้าน น.ส.จุฬาลักษณ์ ขันสุธรรม สส.เชียงราย เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวด้วยว่า จังหวัดเชียงรายเคยประสบสถานการณ์ที่มีผวจ. รอเกษียณในช่วงภัยพิบัติน้ำท่วมใหญ่ปี 2567 ทำให้เกิดปัญหาการสั่งการล่าช้า ไม่ทันกับการรับมือภัยพิบัติ ครั้งนี้ก็เจอการเปลี่ยนผวจ.ในช่วงสถานการณ์ภัยพิบัติสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง ทั้งที่ในระดับจังหวัดนั้นได้มีการประชุมขับเคลื่อนในเชิงประเด็นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนกลางและภายในจังหวัด จนตกผลึกเรื่องแนวทางการรับมือกับปัญหา กำลังจะเริ่มดำเนินการ กลับมีการเปลี่ยนผู้ว่า ซึ่งคนใหม่ก็ต้องทำความรู้จักพื้นที่และปัญหากันใหม่

ซัดย้ายตามอำเภอใจ

และล่าสุดที่ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดเชียงราย ได้ประกาศอย่างชัดเจนบนเวที ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนใหม่เป็นญาติของภรรยาของร้อยเอกธรรมนัส ซึ่งมาเป็นผวจ. ได้ 2 สัปดาห์ก็จะย้ายไปแล้ว พร้อมกับกล่าวว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายคนใหม่ที่จะย้ายมา ต้องเป็นคนที่ตัวเองสั่งการได้

“ตกลงการโยกย้ายตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดในแต่ละจังหวัด มีประชาชนอยู่ในสมการของการโยกย้ายหรือไม่ คำสั่งโยกย้ายนั้นมองถึงความรู้ความสามารถของผู้ว่าราชการคนดังกล่าวที่จะมาประจำในแต่ละจังหวัดหรือไม่ หรือเป็นเพียงการโยกย้ายตามอำเภอใจโดยที่ปัญหาของพ่อแม่พี่น้องถูกเตะถ่วงไว้ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง การโยกย้ายตำแหน่งแบบนี้เพื่อประชาชนหรือเพื่อประโยชน์ตนเองกันแน่” น.ส.จุฬาลักษณ์ กล่าว

ผวจ.ภูเก็ต อยู่ 14 วันโดนย้าย

ส่วนนาย ฐิติกันต์ ฐิติพฤฒิกุล สส.ภูเก็ต เขต 3 พรรคประชาชน กล่าวว่า ภายในเวลาเพียง 14 วัน จังหวัดภูเก็ตเปลี่ยนผวจ.ใหม่ เนื่องจากความต้องการของผู้มีอำนาจ ทั้งที่ผวจ.คนที่ผ่านมา เพิ่งจะมาทำความเข้าใจปัญหาต่างๆ ของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ การจัดการพื้นที่สาธารณะเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชน หรือการแก้ไขปัญหาจราจรแบบบูรณาการ โดยการเร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมครบทุกระบบ เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก และยังมีการแก้ไขปัญหาที่รอดำเนินการอีกหลายเรื่อง เช่น การจัดการพื้นที่สาธารณประโยชน์ประเภทชายหาด ที่ต้องจัดการให้พ่อค้าแม่ค้าควบคู่ไปกับการบริหารจัดการพื้นที่ หรือการแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนระหว่างรัฐกับประชาชน

ลั่นกระจายอำนาจดีที่สุด

พรรคประชาชนขอยืนยันว่า การกระจายอำนาจคือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ดีที่สุดสำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ต้องเอาการแก้ปัญหาให้กับประชาชนและการพัฒนาที่ตรงความต้องการของประชาชนเป็นตัวตั้ง พิจารณาคุณสมบัติของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับภารกิจดังกล่าวเป็นสำคัญ ไม่ใช่โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถจากระบบอุปถัมภ์และเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายในกลุ่มของตน

โยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ

การโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถเป็นสิ่งที่ สส. จากพรรคประชาชนหลายจังหวัดออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก พวกเขามองว่าการโยกย้ายที่ไม่โปร่งใสและรวดเร็วเกินไป ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาท้องถิ่นและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง

ทำไมการโยกย้ายผู้ว่าฯ ถึงส่งผลกระทบ?

  • ความไม่ต่อเนื่องของโครงการพัฒนา
  • ความล่าช้าในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน
  • การขาดความเข้าใจในบริบทของพื้นที่
  • การเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้อง

การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องมีการพิจารณาถึงการกระจายอำนาจอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเลือกผู้ว่าราชการจังหวัดที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองอย่างแท้จริง

การโยกย้ายผวจ. สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – สส.ปชน. 3 จังหวัด ประสานเสียงโยกย้ายผวจ.สะท้อนระบบอุปถัมภ์เอื้อพวกพ้อง ไม่ได้ยึดความรู้ความสามารถ

“พีระพันธุ์” รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากเดินหน้าติดตามแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคพื้นฐาน และผลกระทบจากแผ่นดินไหว ขาดพื้นที่สันทนาการ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ลงพื้นที่พบปะและรับฟังปัญหาของพี่น้องประชาชน ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 โดยมี นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต และนางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติร่วมลงพื้นที่เพื่อพบปะพี่น้องประชาชนด้วย

อุ่นใจทุกครั้งเจอชาวดินแดง

นายพีระพันธุ์เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ตนได้ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในเขตดินแดง และได้เข้ามาทำงานการเมืองจนถึงวันนี้ก็นับเป็นเวลาเกือบ 30 ปีแล้ว รู้สึกอบอุ่นใจทุกครั้งที่ได้มาร่วมกิจกรรมกับพี่น้องประชาชนชาวดินแดง ซึ่งในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็ได้มอบหมายให้ นางสาวอรพินทร์ เพชรทัต มาประสานงานการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาโดยตลอด และแม้ในวันนี้ตนจะไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตดินแดง แต่ตนยังคงรักและเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในเขตดินแดงเหมือนเดิม และพร้อมที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ชาวบ้านร้องซ่อมแซมล่าช้า

ในโอกาสนี้ ทางด้านตัวแทนประชาชนผู้อยู่อาศัย ณ โครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดงได้นำปัญหาที่เกิดขึ้นมาร้องเรียนต่อนายพีระพันธุ์ ได้แก่ ปัญหาการซ่อมแซมอาคารหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวซึ่งเป็นไปด้วยความล่าช้า และทุกวันนี้หลายห้องพักก็ยังไม่สามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้ ทำให้ผู้พักอาศัยได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก รวมทั้งปัญหาการขาดการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้เกิดปัญหาลักขโมย และอุบัติเหตุตามมา

ร้องขอพื้นที่สันทนาการ

นอกจากนี้ ทางผู้อยู่อาศัยในโครงการดังกล่าวยังได้ร้องขอพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงวัย เพื่อให้มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ส่วนกลางของโครงการได้ โดยขอให้มีการร่วมมือระหว่างการเคหะแห่งชาติและผู้อยู่อาศัยในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย

รับปากตามเรื่องแก้ไข

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนทั้งหมดนี้ ตนจะดำเนินการตรวจสอบและประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ โดยจะติดตามการดำเนินการแก้ไขปัญหาพร้อมทั้งแจ้งถึงผลการดำเนินงานให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะ ๆ

“ผมดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดินแดงมาตั้งแต่ปี 2539 ทุกเรื่องที่ผมรับปาก ผมทำให้ทุกเรื่อง ผมไม่รับรองว่าจะทำได้สำเร็จทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็ทำได้หมด ขอให้พวกเรามั่นใจว่าปัญหาทั้งหมดของพี่น้องประชาชน ผมจะเป็นปากเสียงให้ และจะไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติในการดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป” นายพีระพันธุ์กล่าว

จากนั้น นายพีระพันธุ์ได้ลงพื้นที่สำรวจโครงสร้างอาคารที่เสียหายจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สาธารณูปโภคพื้นฐานของอาคาร และพื้นที่ส่วนกลางของโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 อาคาร D1 พร้อมพบปะพูดคุย ให้กำลังใจชาวบ้านชุมชนแฟลต 8 ชั้นดินแดง โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในโครงการฟื้นฟูเมืองชุมชนดินแดง ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ความสำคัญของการลงพื้นที่รับฟังปัญหาชาวแฟลตดินแดงใหม่

การลงพื้นที่ของนายพีระพันธุ์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ดินแดง ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายและความต้องการที่แตกต่างกัน การรับฟังโดยตรงจากประชาชน ช่วยให้นักการเมืองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าใจถึงปัญหาที่แท้จริงและความต้องการของประชาชนได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ปัญหาที่ชาวแฟลตดินแดงใหม่ร้องเรียนนั้น มีทั้งปัญหาการซ่อมแซมที่ล่าช้าหลังเหตุแผ่นดินไหว ปัญหาการขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐาน และความต้องการพื้นที่สันทนาการสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

นายพีระพันธุ์รับปากที่จะนำเรื่องร้องเรียนทั้งหมดไปประสานงานกับการเคหะแห่งชาติ เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดินแดงให้ดีขึ้น การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อภาครัฐอีกด้วย

การแก้ไขปัญหา “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและวางแผนการพัฒนา จะช่วยให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 เป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองที่ใส่ใจประชาชน และมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง หวังว่าการดำเนินการแก้ไขปัญหาของนายพีระพันธุ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะเป็นไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนในพื้นที่ดินแดงต่อไป

“พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการช่วยเหลือเเละดูเเลประชาชนอย่างเเท้จริง

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลงพื้นที่รับเรื่องร้องเรียนชาวแฟลตดินแดงใหม่ เฟส 2 รับปากช่วยแก้ปัญหาให้ชาวบ้าน

Scroll to top