การพัฒนาท้องถิ่น

ยศชนัน ชู นครพนมโมเดล ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวความเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดนครพนม เมื่อคุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ลงพื้นที่พร้อมประกาศก้องถึงวิสัยทัศน์ที่เรียกว่า “ยศชนัน” ชู “นครพนมโมเดล” ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน เพื่อพลิกโฉมเศรษฐกิจฐานรากและยกระดับการศึกษาไทยให้ก้าวไกลในทุกมิติ

ยศชนัน ชู นครพนมโมเดล ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน อย่างยั่งยืน

เป้าหมายหลักของโครงการนี้ไม่ใช่แค่การสร้างอาคารหรือคณะแพทยศาสตร์แห่งใหม่ที่มหาวิทยาลัยนครพนมเท่านั้น แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศน์ทางเศรษฐกิจที่มั่นคง โดยการนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาปรับใช้ เพื่อให้เมืองที่เคยเป็นเพียงจุดเชื่อมต่อ กลายเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพครบวงจรระดับสากล ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้งจีนตอนใต้ เวียดนาม ลาว และพม่า เข้าด้วยกัน

ทำไม นครพนมโมเดล ถึงเป็นจิ๊กซอว์สำคัญของภาคอีสาน?

นโยบาย “ยศชนัน” ชู “นครพนมโมเดล” ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน ได้เปลี่ยนบทบาทของมหาวิทยาลัยให้เป็นมากกว่าสถานศึกษา แต่เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” ดังนี้:

  • เศรษฐกิจฐานรากต้องมาก่อน: เน้นการนำองค์ความรู้ไปยกระดับสินค้าท้องถิ่น เพื่อให้คนในพื้นที่อยู่รอดและเติบโตได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจโลกจะผันผวนแค่ไหนก็ตาม
  • สร้างรายได้ระหว่างเรียน: ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้ให้เป็น Space of Opportunity ที่นักศึกษาไม่ต้องรอจบปริญญาก็สามารถมีรายได้จาก Local Enterprise ได้ทันที
  • นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ: ใช้ความเชี่ยวชาญจากทั้งคณะพยาบาลศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ ในรูปแบบ Living Lab เพื่อสร้างศูนย์สุขภาพที่ตอบโจทย์ระดับภูมิภาค

ความสำเร็จนี้จะไม่เป็นเพียงแค่ทฤษฎี แต่สะท้อนให้เห็นจากการลงมือทำจริงในหลายพื้นที่ เช่น โครงการพัฒนาหัตถกรรมพื้นบ้าน ที่เปลี่ยนมูลค่าวัสดุจากหลักสิบสู่หลักร้อย หรือการช่วยให้กลุ่มสตรีในพื้นที่นราธิวาสมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นายยศชนันเชื่อมั่นว่า หากเรากระจายนักวิจัยและบุคลากรลงไปคลุกคลีกับชุมชน มากกว่า 47,000 แห่งเป้าหมายใน 4 ปี จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านสำคัญที่กระจายรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง

ในมุมมองของผม โครงการนี้คือการมองข้ามช็อตจากการเป็นเมืองผ่านไปสู่เมืองแห่งโอกาสอย่างแท้จริง การนำภูมิรัฐศาสตร์มาเป็นจุดแข็งผสานกับการศึกษาแบบประยุกต์ จะทำให้จังหวัดนครพนมและมหาวิทยาลัยนครพนมกลายเป็นหมุดหมายใหม่ที่ทั้งนักลงทุนและคนรุ่นใหม่จะต้องหันมามอง เราต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการผลักดันครั้งนี้จะสร้างแรงกระเพื่อมได้มหาศาลขนาดไหน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประโยชน์สูงสุดย่อมตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

ที่มา – “ยศชนัน” ชู “นครพนมโมเดล” ดันเป็น Wellness Hub ศูนย์กลางอินโดจีน

ดร.โจ ไม่หวั่นโพลหนุนอิสระ มั่นใจฐานเสียง ปชน. แน่น

ดร.โจ ไม่หวั่นโพลหนุนอิสระ มั่นใจฐานเสียง ปชน. แน่น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองกรุงเทพมหานคร เมื่อ ดร.โจ หรือ นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังนิด้าโพลเผยผลสำรวจว่าชาวกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่อาจเทใจให้ผู้สมัครอิสระ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่า ดร.โจ ไม่หวั่นกระแสโพลหนุนผู้สมัครอิสระ มั่นใจฐานเสียง ปชน. แน่นจากเวที สส. ที่เคยทำผลงานไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมจากการเลือกตั้งระดับชาติที่ผ่านมา

นายชัยวัฒน์มองว่าผลโพลดังกล่าวสามารถตีความได้หลากหลายมุม โดยเฉพาะเรื่องความเข้าใจในระบบการทำงานระหว่าง สก. และผู้ว่าฯ กทม. การที่ประชาชนกว่า 38% ต้องการเลือกผู้ว่าฯ และ สก. จากพรรคเดียวกัน สะท้อนให้เห็นว่าคนเมืองหลวงเริ่มตระหนักถึงความสอดคล้องของการใช้อำนาจบริหารและการออกกฎหมายท้องถิ่น

ทำไมต้องเลือกคนจากพรรคเดียวกัน?

ดร.โจ อธิบายเพิ่มเติมว่ากุญแจสำคัญคือการขับเคลื่อนนโยบายให้เป็นรูปธรรม หากผู้ว่าฯ และ สก. มีอุดมการณ์เดียวกัน จะช่วยให้การอนุมัติงบประมาณและการผลักดันข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งต่างจากอดีตที่นโยบายหลายอย่างมักจะสะดุดเพราะขาดแรงสนับสนุนในสภากรุงเทพมหานคร

สาเหตุที่ ดร.โจ ไม่หวั่นกระแสโพลหนุนผู้สมัครอิสระ มั่นใจฐานเสียง ปชน. แน่นจากเวที สส. นั้นมาจากปัจจัยหลักดังนี้:

  • ฐานเสียงเดิมจากการเลือกตั้ง ส.ส. ที่พรรคประชาชนกวาดไปถึง 33 เขตทั่วกรุงเทพฯ
  • ความเชื่อมั่นในผลงานการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้
  • กระแสตอบรับที่ดีจากพื้นที่จากการลงพื้นที่ต่อเนื่องของเหล่าว่าที่ สก.
  • ความชัดเจนทางการเมืองที่ประชาชนชื่นชอบมากกว่าการเมืองแบบซ่อนเร้น

ในมุมมองของคุณชัยวัฒน์ การเมืองระดับท้องถิ่นต้องการความโปร่งใสที่จับต้องได้มากกว่าเดิม ประชาชนอยากเห็นตัวแทนที่เป็นคนธรรมดาเข้ามาแก้ปัญหาจริง ไม่ใช่แค่การฝากความหวังไว้กับกลุ่มทุนหรือบ้านใหญ่ ดังนั้นจุดยืนของพรรคประชาชนที่เน้นความซื่อสัตย์จึงกลายเป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุดในศึกเลือกตั้งครั้งนี้

นอกจากนี้ ดร.โจยังได้ฝากข้อคิดถึงเรื่องดรามาต่างๆ ในช่วงหาเสียงว่า ประชาชนชาวกรุงเทพฯ มีวิจารณญาณสูง พวกเขาสามารถแยกแยะการแสดงออกที่จริงใจกับการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่หวังผลทางการเมืองได้ดี ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าโพลจะออกมาเป็นอย่างไร การลงพื้นที่จริงและนำเสนอวาระก้าวหน้ายังคงเป็นหัวใจสำคัญที่พรรคประชาชนยึดมั่นเสมอมา

ท้ายที่สุดนี้ สังคมไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคที่การเลือกตัวแทนต้องดูที่ความชัดเจนและทีมงานที่มีศักยภาพ หากคุณกำลังหาคำตอบว่าพรรคการเมืองที่มีฐานแนวร่วมเข้มแข็งอย่างพรรคประชาชนจะสามารถเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้จริงหรือไม่ วันที่ 28 มิถุนายนนี้ คือคำตอบสุดท้ายจากปลายปากกาของพี่น้องชาวกรุงเทพมหานครทุกคน

ที่มา – “ดร.โจ” ไม่หวั่นกระแสโพลหนุนผู้สมัครอิสระ มั่นใจฐานเสียง ปชน. แน่นจากเวที สส.

“อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

“อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

กลายเป็นภาพที่สร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้านได้ไม่น้อยเลยครับ เมื่อ “อ.เชน” หรือคุณยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้ใช้เวลาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ พาครอบครัวเดินทางไปร่วมงานประเพณี “บุญบั้งไฟบ้านโพน (บุญบั้งไฟแพรวา) ประจำปี 2569” ณ จังหวัดกาฬสินธุ์ งานนี้บอกเลยว่าเป็นกันเองสุดๆ เพราะท่านรองนายกฯ พร้อมครอบครัวได้สวมชุดผ้าไหมแพรวาที่งดงามมาร่วมงาน ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนผ้าไทยท้องถิ่นให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เปิดมุมมองพัฒนาเศรษฐกิจผ่านงานบุญบั้งไฟแพรวา

นอกจากจะได้เห็นบรรยากาศความสนุกสนานแล้ว “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์ ยังแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจว่า ประเพณีบุญบั้งไฟไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องความเชื่อหรือศรัทธาของเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็น “เครื่องจักรทางเศรษฐกิจ” ที่สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ให้เข้ามาจับจ่ายใช้สอยในชุมชน ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้กับพี่น้องในท้องถิ่นได้อย่างมหาศาล โดยรัฐบาลพร้อมที่จะจับมือกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อผลักดันผ้าไหมแพรวาให้โด่งดังไปไกลในระดับโลกอีกด้วย

บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก โดยหลังจากลั่นฆ้องเปิดงาน “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์ ยังจัดเต็มด้วยการลงไปร่วมฟ้อนรำกับชาวผู้ไทยบ้านโพน สร้างความประทับใจให้กับผู้ที่มาร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง

ทัวร์พิพิธภัณฑ์สิรินธร อัปเกรดความรู้สายวิทย์

หลังจากเสร็จภารกิจงานบุญ อ.เชน ยังเปลี่ยนโหมดคุณพ่อพาลูกๆ ไปตะลุย “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อสัมผัสซากดึกดำบรรพ์และเรียนรู้เรื่องราวของไดโนเสาร์ยักษ์ โดยมีดร.ศิตะ มานิตกุล นักบรรพชีวินวิทยาชื่อดังมาให้ความรู้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ทั้งเรื่องการค้นพบ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอ็นซิส” ซึ่งเป็นไดโนเสาร์คอยาวที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับเป็นกิจกรรมครอบครัวที่ส่งเสริมด้านการศึกษาได้ดีเยี่ยมจริงๆ ครับ

  • ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในไทย
  • ผลักดันสินค้าท้องถิ่นสู่ระดับสากล
  • ใช้กิจกรรมเชิงครอบครัวสร้างแรงบันดาลใจ

ถือเป็นทริปวันหยุดที่ครบเครื่องทั้งเรื่องงานและการสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวผ่านการเรียนรู้จริงๆ ครับ ใครที่มีโอกาสได้ไปเที่ยวกาฬสินธุ์ ลองแวะไปสัมผัสเสน่ห์ของผ้าไหมแพรวาและชมพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์กันดูนะครับ รับรองว่าคุณจะได้ทั้งความสุขและความรู้อย่างแน่นอน

ที่มา – “อ.เชน” ควงครอบครัวแต่งผ้าไหมไทย ลุยเปิดงาน “บุญบั้งไฟแพรวา” กาฬสินธุ์

“เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัวชิงนายกพัทยา

ข่าวการเมืองท้องถิ่นเมืองพัทยาสั่นสะเทือนอีกครั้ง เมื่อ “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ สร้างความประหลาดใจให้กับประชาชนและนักการเมืองในพื้นที่ โดยเอิงได้โพสต์แจ้งผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ระบุเหตุผลส่วนตัวที่ทำให้ไม่สามารถทุ่มเททำงานได้เต็มที่

“เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน

ในข้อความที่เอิง นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก “เอิง – นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ” ระบุชัดเจนว่า “เอิงขอใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบค่ะ ก่อนอื่น เอิงขอแจ้งทุกท่านว่า เอิงได้ถอนตัวจากการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่” นอกจากนี้ เอิงยังแสดงความขอบคุณต่อประชาชนเมืองพัทยาและทีมงานทุกคนที่ให้การสนับสนุน พูดคุย แนะนำ ติชม และสะท้อนปัญหาต่างๆ ตลอดมา

การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่เอิงเคยประกาศความตั้งใจชิงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาอย่างชัดเจน โดยมีพรรคประชาชนหนุนหลัง ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่พัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อช่วยหาเสียงให้เอิง พร้อมเปิดแคมเปญหลัก “พัทยาเพื่อทุกคน” เอิงตั้งเป้าจะเป็นนายกเมืองพัทยาผู้หญิงคนแรกที่เป็นตัวแทนของทุกคน ไม่ยึดติดกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เน้นกระจายการพัฒนาให้ทั่วถึงทุกชุมชน ไม่จำกัดเฉพาะแหล่งท่องเที่ยว โดยวางวิสัยทัศน์ให้พัทยาเป็นเมืองน่าอยู่ น่าเที่ยว และน่าลงทุน

ประวัติและวิสัยทัศน์ของเอิง นิศามาศ

นางสาวนิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือเอิง เป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติโดดเด่น จบการศึกษาปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยบูรพา มีประสบการณ์หลากหลายในวงการต่างๆ ดังนี้

  • งานในแวดวงโรงแรมและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดแข็งของพัทยา
  • การศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
  • งานนิติบัญญัติในฐานะเลขานุการกรรมาธิการการท่องเที่ยว สภาผู้แทนราษฎร
  • เลขานุการกรรมาธิการปราบปรามการฟอกเงิน สภาผู้แทนราษฎร

ด้วย背景ที่แข็งแกร่ง เอิงเคยได้รับการตอบรับดีจากประชาชนในพื้นที่ ที่ชื่นชอบแนวคิดกระจายโอกาสและพัฒนาที่ยั่งยืน แต่สุดท้ายเหตุผลส่วนตัวทำให้ต้องถอนตัว สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้สนับสนุน

ผลกระทบจากการถอนตัวของเอิง นิศามาศ

การประกาศ “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน ส่งผลให้พรรคประชาชนต้องปรับแผนด่วนในการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาครั้งนี้ ซึ่งกำลังเป็นที่จับตาของนักการเมืองท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก พัทยาในฐานะเมืองท่องเที่ยวชั้นนำของไทย กำลังเผชิญปัญหาหลายประการ เช่น การจัดการขยะ การจราจร และการกระจายรายได้ให้ชุมชนรอบนอก หากไม่มีเอิง ผู้สมัครอื่นๆ อาจได้เปรียบในแง่การหาเสียง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของเอิงแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และไม่เห็นแก่ตัว หากเธอไม่มั่นใจว่าจะทำงานเต็มที่ ก็เลือกถอนตัวเพื่อเปิดทางให้บุคคลอื่นที่พร้อมกว่า นี่คือตัวอย่างที่ดีของนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาครั้งนี้ยังคงน่าติดตาม เพราะพัทยาต้องการผู้นำที่เข้าใจปัญหาจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูหลังโควิด การดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ หรือการพัฒนาชุมชนยั่งยืน คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของเอิง? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองท้องถิ่นจากเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – “เอิง นิศามาศ” ประกาศถอนตัว ลงสมัครเลือกตั้ง ชิงนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ติดตามการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ประกาศแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรอย่างชัดเจน โดยตั้งใจจะครอบคลุมตั้งแต่ภาคเหนือไปจนถึงภาคใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่อย่างทันท่วงที

“นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.55 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวถึงแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ หรือที่เรียกกันว่า ครม.สัญจร ว่า ได้แจ้งที่ประชุมคณะรัฐมนตรีไปแล้ว โดยเดิมทีจะเริ่มจากภาคเหนือไปยังภาคใต้ เนื่องจากใกล้เข้าสู่ฤดูน้ำหลาก ซึ่งเป็นช่วงที่ต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน

ที่น่าสนใจคือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้รวม “หาดใหญ่” เข้าไปด้วย นายกฯ จึงตอบกลับแบบขำ ๆ ว่า “First come, first served” หรือจังหวัดไหนพร้อมก่อนก็ไปก่อน จังหวัดใดที่เตรียมพร้อมดี ก็จะได้รับการพิจารณาเป็นลำดับแรก

แนวทางใหม่ของ “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดว่าการประชุม ครม.สัญจร ในสมัยที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล จะไม่ใช่แค่เปลี่ยนสถานที่ประชุมแบบขอไปที แต่ต้องลงพื้นที่อย่างจริงจัง หากสังเกตจากที่ผ่านมา การประชุมแต่ละครั้งจะใช้เวลานานกว่าปกติ เพราะไม่ใช่ประชุมแบบพิธีการหรือทำตามมอบหมายเท่านั้น แต่จะแก้ไขปัญหาได้ทันที

สิ่งสำคัญคือ ต้อง “ได้น้ำได้เนื้อ” เยอะ มีการลงพื้นที่ร่วมกัน ทำกิจกรรมรวมกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างไป ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลก่อนหน้า การประชุมครม.สัญจรครั้งนี้จึงเน้นการบูรณาการทุกฝ่าย เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนทั่วประเทศ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจังหวัดภาคเหนือว่าจะเป็นเชียงใหม่หรือไม่ นายกฯ ตอบว่า พื้นที่ไหนพร้อมก็ไปก่อน โดยให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล เป็นผู้พิจารณาและกำหนด

  • ประโยชน์ของครม.สัญจร: แก้ปัญหาเฉพาะพื้นที่ได้รวดเร็ว
  • เน้นลงพื้นที่จริง: ไม่ใช่ประชุมพิธี แต่ลงมือทำจริง
  • ครอบคลุมทุกภาค: จากเหนือจรดใต้ รวมหาดใหญ่
  • บูรณาการทีม: ไม่ต่างคนต่างทำ สร้างความร่วมมือ

นโยบายนี้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูน้ำหลากที่เสี่ยงต่อน้ำท่วมฉับพลัน การปัดฝุ่นครม.สัญจรจึงเป็นกลไกสำคัญในการเร่งรัดโครงการ基础设施และบรรเทาสาธารณภัย

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หากรัฐบาลทำได้ตามสัญญา จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน คุณคิดอย่างไรกับแผน “ครม.สัญจร” นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – “นายกฯ” ปัดฝุ่น “ครม.สัญจร” ตั้งใจเหนือจรดใต้

สุรเดช ไทยสร้างไทย ชงโมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค

สุรเดช ไทยสร้างไทย ชงโมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค เพื่อแก้ปัญหาความจน ดันตลาดทุน และเพิ่ม GDP ให้ประชาชนทั่วประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งการขยายเพดานหนี้สาธารณะแบบเดิมๆ นี่คือแนวคิดที่น่าสนใจจากนายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ ที่เสนอทางออกใหม่ให้รัฐบาลพิจารณา

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 นายสุรเดชได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสัญญาณจากรัฐบาลที่ต้องการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% เพื่อกู้เงินเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท เขาเตือนว่าการกู้เงินแบบนี้หากยังใช้กลไกเดิมๆ เม็ดเงินจะไม่กระจายสู่ภูมิภาค และไม่สามารถแก้โครงสร้างเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน ประเทศไทยเคยปรับเพดานจาก 60% เป็น 70% ในช่วงโควิด แต่ปัญหาความเหลื่อมล้ำยังคงอยู่

สุรเดช ไทยสร้างไทย ชงโมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค

แทนที่จะกู้เงินเพิ่ม นายสุรเดช สุรเดช ไทยสร้างไทย ชงโมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค ในรูปแบบ “โมเดล 3 in 1” ที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล แต่ใช้บทบาทสนับสนุนโครงสร้าง เช่น ที่ดินรัฐและสถาบันการเงินของรัฐ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนให้ไหลสู่ท้องถิ่น โมเดลนี้มุ่ง 3 เป้าหมายหลัก:

  • สร้างโอกาสให้ประชาชนรายได้น้อยเข้าถึงการลงทุน
  • เพิ่มสินทรัพย์ใหม่สู่ตลาดทุน
  • กระตุ้น GDP ระดับจังหวัดให้เติบโต

โมเดล 3 in 1 ทำงานอย่างไร

โมเดลนี้เริ่มจากนำโครงการที่อนุมัติแล้วมาพัฒนาเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ในพื้นที่ โดยรัฐช่วยปลดล็อกอุปสรรค เช่น การใช้ที่ดินราชพัสดุและรับประกันความน่าเชื่อถือ ทำให้เอกชนกล้าลงทุน สิ่งนี้จะช่วยให้เงินไหลลงภูมิภาคแทนที่จะค้างในกรุงเทพฯ เท่านั้น

แผนนำร่องคือจังหวัดขอนแก่นภายใน 1 ปี ก่อนขยายไป 10 จังหวัดใหญ่ใน 2 ปี เช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ อุดรธานี เป็นต้น การนี้จะกระจายความเจริญ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ชาวบ้าน และลดความเหลื่อมล้ำ

ทำไมโมเดลนี้ดีกว่า? เพราะไม่เพิ่มหนี้รัฐ ลดความเสี่ยง财政 และสร้างการเติบโตยั่งยืน ตัวอย่างเช่น ในขอนแก่น สามารถพัฒนาเขตอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป โดยดึงทุนจากกองทุนรวมและนักลงทุนต่างชาติ รัฐแค่ช่วยโครงสร้าง ผลคือ GDP จังหวัดพุ่ง ประชาชนมีรายได้เพิ่ม

นอกจากนี้ ยังช่วยดันตลาดทุนไทยให้มีสินทรัพย์ใหม่ๆ เช่น พันธบัตรโครงการภูมิภาค หรือ REITs สำหรับอสังหาฯ ท้องถิ่น ทำให้ประชาชนรายย่อยลงทุนได้ง่าย

ปัญหาเศรษฐกิจไทยวันนี้คือเงินไม่กระจาย การลงทุนติดขัดด้วยกฎระเบียบมากมาย โมเดลนี้ตอบโจทย์โดยตรง หากรัฐทดลองควบคู่กับนโยบายอื่น จะเห็นผลชัดภายใน 2-3 ปี

สุดท้าย นี่คือ insight สำคัญ: ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกกู้หรือไม่กู้ แต่ควรลองโมเดลใหม่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ลองติดตามและสนับสนุนแนวคิดนี้ เพื่อเศรษฐกิจที่ทุกคนมีส่วนร่วม

ที่มา – “สุรเดช” ไทยสร้างไทย ชง โมเดลใหม่ปลดล็อกลงทุนภูมิภาค เชื่อ แก้จน-ดันตลาดทุน-เพิ่ม GDP ประชาชน

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” ฟื้นหนองหาร

ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายสิรภพ สมผล ส.ส.สกลนคร พรรคกล้า ได้อภิปรายวิจารณ์นโยบายการเกษตรของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยย้ำว่ารัฐบาลนำเสนอแต่เรื่องสวยหรูอย่าง AI บิ๊กดาต้า สมาร์ทฟาร์มมิ่ง แต่ละเลยปัญหาพื้นฐานของเกษตรกรรายย่อย ท่ามกลางกระแสที่“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

นายสิรภพแสดงความผิดหวังต่อนโยบายเกษตรที่รัฐบาลประกาศ โดยชี้ว่าปัญหาหลักของเกษตรกรคือขาดที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ ทุนทรัพย์ และติดหนี้สิน รัฐบาลแก้ปัญหาแค่พักหนี้ ยืดหนี้ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ยั่งยืน “คำถามคือรัฐบาลกล้าทำจริงหรือไม่ เพราะต้องแตะโครงสร้างและเผชิญหน้ากับกลุ่มทุน” เขากล่าว

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย น้ำมัน แต่รัฐบาลเน้นราคาขายมากกว่าต้นทุนชีวิตชาวบ้าน การช่วยเหลือแบบเหมาเข่งทั่วประเทศก็ล้มเหลว เพราะแต่ละพื้นที่ต่างเงื่อนไขกัน

ปัญหาหนองหาร: ตัวอย่างความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

นายสิรภพยกตัวอย่างจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะพื้นที่รอบหนองหาร ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้ตั้งถิ่นฐานมานาน พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ควรแก้ใน 5 ปี แต่ 85 ปีผ่านไป ปัญหายังค้างคา ชาวบ้านจากเจ้าของกลายเป็นผู้บุกรุก “ชาวบ้านรอเอกสารสิทธิ์จนตาย 2 รอบ ปัญหานี้เกิดทั่วประเทศ รัฐต้องจริงใจ”

ปัญหาวัชพืชในหนองหารกว่า 77,000 ไร่ รัฐใช้งบกำจัดปีละหลายสิบล้าน แต่ไม่สร้างมูลค่า เขาเสนอปลดล็อกผังเมือง สร้างโรงงานปุ๋ยจากวัชพืช ลดต้นทุนเกษตรกร

ยังเรียกร้องเร่งโครงการ “ชีวธรรมเวทย์นคร” พัฒนาหนองหารน้อยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หลังได้งบ 50 ล้านแต่ถูกแช่แข็งจากปัญหาการเมือง

กว๊านพะเยาโมเดล: แนวทางแก้ปัญหาที่พิสูจน์แล้ว

ทางออกที่นายสิรภพเสนอคือ“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร โดยให้รัฐบาลปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เคยพัฒนากว๊านพะเยาจนสร้างรายได้และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง โมเดลนี้สามารถนำมาปรับใช้ฟื้นฟูหนองหารได้ทันที

  • ข้อดีของกว๊านพะเยาโมเดล: สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน
  • แก้ปัญหาน้ำและที่ดิน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
  • ลดการใช้งบกำจัดวัชพืชโดยเปลี่ยนเป็นทรัพยากร

นโยบายเกษตรต้องมองรากเหง้า ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู การนำกว๊านพะเยาโมเดลมาฟื้นหนองหารจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สรุปแล้ว รัฐบาลต้องกล้าทำจริงเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่พูดแล้วทำ แต่ทำแล้วได้ผล เพราะผู้รับผลคือเกษตรกรและชาวบ้าน

ความเห็นของเรา: แนวคิดนี้สมเหตุสมผล หากรัฐนำไปปฏิบัติ จะช่วยพลิกโฉมภาคเกษตรอีสานได้ คุณคิดอย่างไรกับ “กว๊านพะเยาโมเดล” ในการฟื้นหนองหาร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ ต่อไป!

ที่มา – “สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลโคราช

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองชื่อดังแห่งโคราช หรือนครราชสีมา ที่กำลังจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย สานต่อเจตนารมณ์ของบิดาได้อย่างงดงาม หลังจากประสบความสำเร็จในการเป็น ส.ส. เขต 9 อย่างต่อเนื่องมาหลายสมัย วันนี้เราจะพาคุณไปส่องประวัติศาสตร์ชีวิต การศึกษา และเส้นทางทางการเมืองของ “เต้ย” นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ที่อายุเพียง 25 ปีก็แจ้งเกิดในวงการเมืองแล้ว!

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองโคราช

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เต้ย” เกิดเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2525 เป็นบุตรชายคนโตของว่าที่ร้อยตรี ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ผู้ล่วงลับ และร้อยตรีหญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงอดีตนายก อบจ.นครราชสีมา ตระกูลสุวรรณฉวีถือเป็นตระกูลการเมืองรุ่นเก๋าแห่งโคราช โดยหลังจากที่ว่าที่ ร.ต. ไพโรจน์ เสียชีวิตในปี 2554 แม่ของนายพลพีร์ ซึ่งขณะนั้นเป็น ส.ส.นครราชสีมา ได้ประกาศสานต่อเจตนารมณ์ของสามี โดยส่งบุตรชายทั้ง 3 คนลงสู่สนามเลือกตั้ง ได้แก่ นายพลพีร์, นายพีรพร และนายณัฐวัชร์ สุวรรณฉวี แต่สุดท้ายคนที่ฝ่าฟันและยืนหยัดเคียงข้างประชาชนได้คือ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี เพียงคนเดียวเท่านั้น

เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ในด้านการศึกษา

นายพลพีร์ สุวรรณฉวี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาศิลปศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำของไทย ต่อด้วยปริญญาโท Master of Arts in Marketing Communications จาก London College of Communication ประเทศสหราชอาณาจักร การศึกษาต่างประเทศช่วยให้เขาเปิดมุมมองกว้างไกล นำความรู้สมัยใหม่มาปรับใช้ในการเมือง โดยเฉพาะด้านการสื่อสารและการตลาดที่ช่วยให้เขาเชื่อมโยงกับประชาชนได้ดีเยี่ยม

ประวัติการทำงานการเมืองของ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี

เส้นทางทางการเมืองของนายพลพีร์เริ่มต้นอย่างโดดเด่นในปี พ.ศ. 2550 เมื่ออายุเพียง 25 ปี เขาได้รับเลือกเป็นผู้แทนราษฎร จังหวัดนครราชสีมา สังกัดพรรคเพื่อแผ่นดิน ถือเป็น ส.ส.รุ่นเยาว์ที่สร้างเซอร์ไพรส์ให้วงการ จากนั้นก็คว้าชัยชนะต่อเนื่องในปี 2554 (พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน), 2556 (เลือกตั้งโมฆะแต่ลงแข่ง), 2562, 2566 และล่าสุดปี 2569 สังกัดพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความนิยมจากชาวโคราชที่มอบความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง

  • พ.ศ. 2550: ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อแผ่นดิน
  • พ.ศ. 2554: ส.ส.นครราชสีมา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน
  • พ.ศ. 2562-2569: ส.ส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย (ต่อเนื่องหลายสมัย)

ตำแหน่งสำคัญในสภาผู้แทนราษฎร

ตลอดการทำงานในสภา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญมากมายที่สะท้อนความสามารถหลากหลายด้าน:

  • รองประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ (พ.ศ. 2551-2554)
  • ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมาธิการงบประมาณครุภัณฑ์และสิ่งก่อสร้าง
  • กรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2555
  • รองประธานคณะกรรมาธิการการกีฬาและการท่องเที่ยว
  • รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปี 2562
  • รองประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร ปี 2566
  • รองประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของรัฐสภา
  • ประธานคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาและสร้างระบบการจัดการประปาหมู่บ้านอย่างยั่งยืน
  • ประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาและติดตามนโยบายสำคัญของกระทรวงมหาดไทย
  • โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญ พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2568
  • รองประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ 2567-2568

จากตำแหน่งเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่านายพลพีร์ สุวรรณฉวี มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านต่างประเทศ กีฬา ท่องเที่ยว งบประมาณ และโดยเฉพาะนโยบายท้องถิ่นของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับบทบาทว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในอนาคต

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งว่าที่ รมช.มหาดไทย ของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการทำงานหนัก สานต่อมรดกตระกูล และได้รับความไว้วางใจจากพรรคภูมิใจไทยและประชาชนชาวโคราช มันสะท้อนถึงยุคใหม่ของนักการเมืองรุ่นลูกที่ผสมผสานประสบการณ์ตระกูลเข้ากับวิสัยทัศน์สมัยใหม่ หากคุณกำลังตามข่าวการเมืองไทย ลองคิดดูสิว่าการเข้ามาของทายาทอย่างเขาจะนำพาการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในกระทรวงมหาดไทย?

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตและบทวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว!

ที่มา – เปิดประวัติ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ทายาทตระกูลการเมืองโคราช ขึ้นชั้นว่าที่รมช.มหาดไทย

“อภิสิทธิ์” หนุนคุมเข้ม สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

“อภิสิทธิ์” ลุยหาเสียงเมืองกรุงเก่า ชูโมเดลปลดล็อกท้องถิ่น พัฒนาระบบขนส่งทางราง ลดปัญหาจราจร ดันการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ หนุน แบงก์ชาติคุมเข้มเบิกเงินสดสกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 29 มกราคม 2569 ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมนายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ สามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค ร่วมลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนชาวอยุธยา ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น โดยมีไฮไลท์สำคัญคือภาพความประทับใจเมื่อ น้องแทนไท เยาวชนวัย 16 ปี นำภาพถ่ายคู่กับนายอภิสิทธิ์เมื่อครั้งตนเองอายุเพียง 3 ขวบมาให้ชม พร้อมเล่าอย่างภูมิใจว่าเคยได้พบกับนายอภิสิทธิ์ ในงานสัปดาห์หนังสือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พอทราบข่าวว่านายอภิสิทธิ์จะมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เลยมารอพบให้กำลังใจที่นี่

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงวิสัยทัศน์การพัฒนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า พรรคต้องการดึงศักยภาพด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์มาสร้างรายได้ให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยเสนอแนวทางกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเพื่อให้คนในพื้นที่ซึ่งมีความเข้าใจปัญหาดีที่สุดสามารถบริหารจัดการงบประมาณและการพัฒนาการท่องเที่ยวได้แบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ได้อย่างตอบโจทย์ของคนพื้นที่เองเพื่อลดความซ้ำซ้อนงานระหว่างกระทรวงต่างๆได้ด้วย ในส่วนของรัฐบาลกลาง ถ้าได้เป็นรัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการขนส่ง “ระบบราง” เพื่อการเดินทางที่สะดวกสบาย และการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปวางแผนต่อยอดธุรกิจการท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อถูกถามถึงการซื้อสิทธิขายเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนลงพื้นที่ภาคใต้ไปเมื่อต้นสัปดาห์ พี่น้องชาวใต้ให้คำมั่นอย่างชัดเจนถึงจุดยืนการเมืองสุจริต ที่รับปากแล้วว่า เราประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียงอย่างจริงจัง โดยตั้งเป้าหมายนำพรรคประชาธิปัตย์เข้ามากำกับทิศทางรัฐบาลให้เป็น รัฐบาลแห่งความซื่อสัตย์ที่ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง และไม่สร้างความขัดแย้ง แตกแยกในสังคม นี่คือสิ่งที่เราจะผลักดันนโยบายสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่ได้

จากนั้น เวลา 11.00 น. นายอภิสิทธิ์ พร้อมด้วย นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรค และนายอภิมุข ฉันทวานิช ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 3 (บางคอแหลม-ยานนาวา) เบอร์ 3 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน บริเวณตลาดเสรี 2 เจริญกรุง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

“อภิสิทธิ์” หนุนแบงก์ชาติใช้มาตรการเชิงรุกคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสตอบรับของพรรคในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่าจากการติดตามข้อมูลโพลเชิงลึกรายเขต พบว่าคะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์กระเตื้องขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หลายพื้นที่เขตเลือกตั้งมีโอกาสลุ้นชัยชนะได้อย่างชัดเจน ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกจากการลงพื้นที่จริงที่สัมผัสได้ถึงความเชื่อมั่นของประชาชน แม้การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาสัดส่วนคะแนนจะมีความท้าทาย แต่ปัจจุบันฐานเสียงเดิมเริ่มกลับมาและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ส่วนประเด็นเรื่องยุทธศาสตร์การเลือกตั้งที่บางฝ่ายพยายามรณรงค์ให้เลือกเพื่อสกัดกั้นพรรคใดพรรคหนึ่งนั้น นายอภิสิทธิ์มองว่าหากวิเคราะห์ตามข้อเท็จจริงรายเขต การตัดสินใจเลือกตามธรรมชาติของฐานเสียงประชาธิปัตย์ที่มีความเข้มแข็งอยู่แล้ว จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดผลลัพธ์การเลือกตั้งให้สะท้อนเจตนารมณ์ที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ ได้ดีที่สุด

ส่วนที่บางพรรคมีการเปิดตัวแคนดิเดตฯ ที่บอกว่าเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่เอาคนกลุ่มนั้นมาใช้ มันสะท้อนถึงอะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละพรรคในการวางตัวบุคลากรหาเสียง อย่างไรก็ตาม พรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดมั่นในแนวทางที่เน้นบุคลากรที่มีประสบการณ์ทางการเมืองควบคู่กับความเชี่ยวชาญ เนื่องจากเชื่อว่าการผลักดันนโยบายให้สำเร็จในภาคบริหาร จำเป็นต้องมีคนที่เข้าใจกระบวนการทำงานทางการเมืองตั้งแต่ต้น เพื่อให้การบริหารจัดการราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด “สำหรับประชาธิปัตย์แนวทางของเรา เราเอาบุคลากรที่พูดง่ายๆ คือทำงานการเมือง และก็ร่วมทำนโยบายมา เราคิดว่าเป็นวิธีการที่จะทำให้การทำงานเมื่อเข้าไปเป็นฝ่ายบริหาร มันราบรื่นกว่า หลายครั้งผู้เชี่ยวชาญที่เข้ามา ถ้าไม่ได้เข้ามาสู่กระบวนการทางการเมืองตั้งแต่ต้น มักจะมีปัญหาในการที่ต้องไปบริหารจัดการในเรื่องการเมือง เพราะมันหลีกเลี่ยงไม่ได้ในการผลักดันนโยบายต่างๆ ก็เป็นแนวคิดซึ่งแต่ละฝ่ายก็สามารถทำได้ ประชาธิปัตย์ก็เคยมีครับคนนอก แต่ว่าจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะมีบทบาทที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับพรรคก่อนครับ”

หนุน ธปท. สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยับเข้ามามีบทบาทในการกำหนดเพดานการเบิกถอนเงินสดเพื่อป้องกันการทุจริต โดยย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการปราบปราม “ทุนเทา” และธุรกรรมที่ผิดปกติมาโดยตลอด เพราะเป็นตัวทำลายเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

“ผมดีใจที่แบงก์ชาติขยับมาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ การจัดการกับเส้นทางการเงินคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการปราบทุจริตเลือกตั้ง”

พร้อมกันนี้ นายอภิสิทธิ์ ได้เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำงานในเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะการประสานความร่วมมือกับ ธปท. เพื่อตรวจสอบธุรกรรมเงินสดที่ผิดปกติในช่วงเลือกตั้ง พร้อมเตือนว่าหากรอตรวจสอบเพียงแค่หลังการเลือกตั้ง อาจเป็นเรื่องยากในการหาพยานหลักฐาน กกต. จึงต้องกล้าใช้อำนาจที่มีอยู่เพื่อรักษาความสุจริตและเที่ยงธรรมให้กับการเลือกตั้งครั้งนี้

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาสนับสนุนให้มีการคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง” นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนควรให้การสนับสนุน

ที่มา – “อภิสิทธิ์” หนุนแบงก์ชาติใช้มาตรการเชิงรุกคุมเข้มเบิกเงินสด สกัด “ทุนเทา-ซื้อเสียง”

Scroll to top