การพัฒนาเศรษฐกิจ

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าคิดเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย โดยเน้นย้ำว่าเรากำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนกว่าในอดีตมาก การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ในครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องทหารหรือความมั่นคงชายแดนแบบเดิมๆ แต่ครอบคลุมไปถึงมิติเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสังคมที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

รับมือภัยคุกคามในโลกที่เปลี่ยนแปลง

โลกยุคใหม่เต็มไปด้วยภัยคุกคามที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่จ้องเล่นงานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ระบบพลังงานที่ยังคงติดกับดักการผูกขาด หรือการมาถึงของ AI ที่จะเข้ามาเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานไปอย่างสิ้นเชิง ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง ไม่ว่าจะเป็นการนำโดรนมาใช้ในงานด้านความมั่นคง หรือการปรับระบบราชการให้กะทัดรัดและฉับไวขึ้นด้วยการนำ AI มาใช้แทนที่งานซ้ำซาก

  • เศรษฐกิจดิจิทัล: การสร้างทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดโลก
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์: การปกป้องระบบไฟฟ้า ประปา และระบบสื่อสารหลัก
  • พลังงานสะอาดและเสรี: การปรับโครงสร้างให้ไฟฟ้ามีราคาถูกลงเพื่อดึงดูดการลงทุน
  • สังคมผู้สูงวัย: การวางแผนรองรับระบบบำนาญและที่อยู่อาศัยในอนาคต

หัวใจสำคัญคือความเชื่อมั่นและนิติธรรม

นอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว สิ่งที่คุณทักษิณเน้นย้ำว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดในการฟื้นฟูประเทศคือเรื่องของ “Rule of Law” หรือหลักนิติธรรม หากประเทศไทยต้องการเดินหน้าในระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เราจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนให้ได้ การมีกฎหมายที่ล้นเกินและระบบราชการที่อุ้ยอ้ายถือเป็นอุปสรรคใหญ่ การจะก้าวไปข้างหน้าได้ เราต้องกล้าที่จะรื้อโครงสร้างเพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้กับคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วย

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับตัวในโลกยุคนี้ไม่ได้เป็นทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดที่ประเทศต้องทำ การที่ ทักษิณแนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เป็นเสมือนสัญญาณเตือนให้ทุกภาคส่วนต้องขยับตัวและหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานความน่าเชื่อถือให้กับประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถแข่งขันและยืนหยัดในเวทีโลกได้อย่างสง่างามในอนาคต

ที่มา – “ทักษิณ” แนะไทยเร่งปรับตัวรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เตือนต้องสร้างความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวการเตรียมขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ไปยังจังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งล่าสุด “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี โดยระบุว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของนายกรัฐมนตรี

“พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีกลุ่มชาวบ้านในจังหวัดปราจีนบุรีออกมาคัดค้าน และแสดงความต้องการให้มีการทบทวนการนำจังหวัดเข้าสู่เขตเศรษฐกิจพิเศษดังกล่าว นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนยังไม่ขอแสดงความคิดเห็นใดๆ ในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นนโยบายหลักที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลและพิจารณาตัดสินใจ

เบื้องลึกและเหตุผลของการพิจารณา

การตัดสินใจที่ยังคงคลุมเครือในเรื่องนี้มีความน่าสนใจหลายประการ โดยมีประเด็นหลักที่ต้องติดตามดังนี้:

  • การจัดการปัญหาขยะและมลพิษในพื้นที่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เตรียมลงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาด่วน
  • การพิจารณาถึงความเหมาะสมของสภาพัฒน์ ที่ได้มีการเสนอให้ขยายขอบเขตจาก 3 จังหวัดหลัก (ระยอง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา) ไปยังปราจีนบุรี
  • การคาดการณ์เรื่องการเชื่อมต่อแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อาจทำได้สะดวกมากขึ้นหากมีการขยายเขตดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคำถามที่ว่าเหตุใดการตัดสินใจครั้งนี้ถึงกลายเป็นข้อถกเถียง นายพิพัฒน์ย้ำว่า ในอดีตเมื่อครั้งที่ท่านดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการนโยบาย EEC ได้เคยมีการพูดคุยเรื่องนี้จริง แต่เป็นการพิจารณาในมิติของเศรษฐกิจและแรงงาน โดยยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดเนื่องจากผลการศึกษายังไม่แล้วเสร็จ และในปัจจุบัน “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี อีกต่อไป เพื่อรอความชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี

ท้ายที่สุดนี้ ไม่ว่าผลสรุปของการขยายเขต EEC จะออกมาในรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่และการแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมต่อทุกคนในสังคม

ที่มา – “พิพัฒน์” ไม่ขอออกความเห็นปมขยาย EEC สู่ปราจีนบุรี ชี้ อยู่ในความรับผิดชอบนายกฯ

เลขาฯสภาพัฒน์ เผยนายกฯ เร่งดันโครงการชลประทานขนาดใหญ่เข้า ครม.

เลขาฯสภาพัฒน์ เผยนายกฯ เร่งดันโครงการชลประทานขนาดใหญ่เข้า ครม.

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญหลังจากเข้าพบนายกรัฐมนตรี โดยมีการหารือในหลายประเด็นเร่งด่วน โดยเฉพาะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในขณะนี้

สาเหตุหลักที่ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องเรียกเลขาฯ สภาพัฒน์มาหารือ ก็เนื่องมาจากความล่าช้าของ เลขาฯสภาพัฒน์ เผยนายกฯ เร่งดันโครงการชลประทานขนาดใหญ่เข้า ครม. ซึ่งปัจจุบันโครงการสำคัญอย่างโครงการเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก โครงการชัยนาท-ป่าสัก และโครงการป่าสัก-อ่าวไทย ยังคงค้างอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเตรียมประมวลเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด

ความจำเป็นของโครงการชลประทานขนาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจ

การผลักดันโครงการเหล่านี้ไม่ได้ทำเพียงเพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยในระยะยาวเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานให้กับภาคเกษตรและอุตสาหกรรมด้วย งบประมาณรวมกว่า 2 แสนล้านบาทจะถูกนำมาใช้เพื่อปรับปรุงระบบการจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะมีการพิจารณาแหล่งเงินกู้จากทั้งธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ เลขาฯสภาพัฒน์ เผยนายกฯ เร่งดันโครงการชลประทานขนาดใหญ่เข้า ครม. เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับโครงการอ่างเก็บน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นการดึงน้ำไปใช้ให้กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งนายดนุชาได้ออกมาปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าไม่เป็นความจริง โดยย้ำว่าเรื่องน้ำในภาคตะวันออกเป็นเรื่องของการจัดการเพื่อเกษตรกร ครัวเรือน และอุตสาหกรรมในภาพรวม ไม่ใช่เพื่อโครงการใดโครงการหนึ่ง

  • การเร่งรัดโครงการชลประทานเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้ง
  • การสร้างสมดุลระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร
  • การตรวจสอบมาตรการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างรอบคอบ

ท้ายที่สุดแล้ว เราคงต้องเฝ้าติดตามกันต่อไปว่าเมื่อ เลขาฯสภาพัฒน์ เผยนายกฯ เร่งดันโครงการชลประทานขนาดใหญ่เข้า ครม. อย่างเป็นทางการแล้ว ผลลัพธ์ที่จะออกมาจะเป็นอย่างไร การบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนถือเป็นความท้าทายระดับชาติที่รัฐบาลต้องเร่งพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า สามารถจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกภาคส่วนได้อย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “เลขาฯสภาพัฒน์” เผย นายกฯเรียกคุยหลายเรื่อง เร่งดันโครงการชลประทานขนาดใหญ่เข้า ครม.

ลุยพัฒนา Missing Link เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์เศรษฐกิจและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยที่น่าสนใจกันหน่อยครับ ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาพูดถึงทิศทางการพัฒนาภาคใต้ที่น่าจับตามอง โดยเน้นไปที่การ ลุยพัฒนา “Missing Link” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน แทนที่จะผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ในทันที ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่น่าสนใจและดูมีความยืดหยุ่นในการบริหารงานมากครับ

ลุยพัฒนา “Missing Link” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ก่อนเริ่มแลนด์บริดจ์

ท่านนายกฯ อนุทิน ได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจมากว่า ในตอนนี้โครงการแลนด์บริดจ์ขนาดใหญ่อาจจะยังไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ การรีบดึงดันสร้างอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกที่จะ ลุยพัฒนา “Missing Link” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน ให้เกิดขึ้นจริงก่อน เพื่อเป็นการวางรากฐานและสร้างความสะดวกในการขนส่งสินค้าผ่านจังหวัดระนอง ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนก้าวไปสู่โปรเจกต์ขนาดใหญ่ในอนาคต

เหตุผลที่ต้องเริ่มจาก Missing Link ก่อน

การที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการนี้ เพราะต้องการสร้างหัวเชื้อหรือจุดเริ่มต้นที่จับต้องได้ก่อนครับ โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้:

  • เพิ่มขีดความสามารถท่าเรือระนอง: พัฒนาให้สามารถรองรับตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าได้มากขึ้น
  • เชื่อมโยงเส้นทางใหม่: ขนส่งสินค้าจากฝั่งอันดามันสู่อ่าวไทยโดยตรง ไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ
  • เพิ่มศักยภาพการส่งออก: เชื่อมต่อไปยังตลาดอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรปได้สะดวก

นอกจากนี้ ท่านนายกฯ ยังย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนเสมอ หากคนในพื้นที่ระนองหรือชุมพรไม่ต้องการก็จะไม่สร้าง เพราะโครงการที่ดีต้องเกิดจากความเห็นพ้องของคนในพื้นที่จริงๆ ไม่ใช่การสั่งการจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวครับ

ส่วนตัวผมมองว่า แนวคิดนี้มีความเป็นไปได้สูงและตอบโจทย์สถานการณ์ปัจจุบันได้ดีครับ การเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไปเหมือนการเปิดร้านค้าที่ค่อยๆ ขยายกิจการ น่าจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างประโยชน์ให้คนในพื้นที่ได้จริงมากกว่าการใช้งบมหาศาลไปกับโครงการที่ยังไม่พร้อม สำหรับใครที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการนี้ สามารถติดตามข่าวสารอัปเดตจากหน่วยงานภาครัฐได้ตลอดครับ แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนมาเน้นพัฒนาเส้นทางเชื่อมต่อแทนแลนด์บริดจ์ในตอนนี้ มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ

ที่มา – ลุยพัฒนา “Missing Link” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน นายกฯ บอกแลนด์บริดจ์ค่อยว่ากัน

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ โดยได้เดินทางไปดูการดำเนินงานโครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรและกำลังคนของกรมเจ้าท่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบัน “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ไหลผ่านคลองอู่ตะเภาได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดจุดตื้นเขินที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนชาวสงขลาได้

แผนงานระยะยาวเพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ นายสรรเพชญยังได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการวางแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อสานต่อโครงการสำคัญอีก 3 โครงการ ดังนี้:

  • โครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา: เน้นการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.1: พัฒนาร่องชายฝั่งทะเลเพื่อเสริมระบบระบายน้ำให้ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยง
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.3: ขยายขีดความสามารถการไหลเวียนของน้ำ เพื่อสนับสนุนทั้งภาคการเกษตรและการสัญจรทางน้ำ

ด้วยงบประมาณกว่า 28 ล้านบาทต่อโครงการ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อน สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากช่วยระบายน้ำแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินเรือของชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ของกรมเจ้าท่า จะช่วยให้โครงการเหล่านี้สำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ การเตรียมพร้อมก่อนที่ปัญหาจะมาถึง คือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐที่ยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของนายสรรเพชญในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสงขลาได้อย่างแท้จริง การที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก

นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 หรือรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นประจำปี 2569 ซึ่งงานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการธุรกิจไทยที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในเวทีโลก โดยในงานมีการมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการยอดเยี่ยมถึง 44 ราย เพื่อเป็นเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจต่อไป

รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำชัดเจนว่า นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก เพราะเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายใหญ่ไปจนถึงธุรกิจ SME คือหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลพร้อมจะทำหน้าที่เป็น “พาหนะ” ที่จะช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการให้ไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้อย่างราบรื่นและมั่นคง

ศักยภาพของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

ปัจจุบันการแข่งขันในระดับสากลไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ประเทศไทยเรามีความพร้อมอย่างมาก ทั้งในด้านการผลิตและนวัตกรรม รัฐบาลจึงมีแผนงานชัดเจนที่จะลดอุปสรรคทางกฎระเบียบและเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากประเทศไทยสามารถขยายตลาดออกไปได้อย่างกว้างขวางขึ้น การสนับสนุนให้ นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงที่จะยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

ภายในงานมีการจำแนกรางวัลออกเป็น 7 ประเภท เพื่อครอบคลุมความหลากหลายของธุรกิจ ได้แก่:

  • รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter)
  • รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)
  • รางวัลธุรกิจผู้ส่งออกยอดเยี่ยมด้านความยั่งยืน (Best Green & Sustainable Exporter)
  • รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design)
  • รางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Services Enterprise)
  • รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Best OTOP)
  • รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังฝากข้อคิดไว้ว่า นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือคนไทยต้องร่วมกันสนับสนุนสินค้าไทย เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ การใช้เทคโนโลยี AI และแนวคิดความยั่งยืน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในระยะยาว

ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะจับมือกันเดินหน้า เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการไทยทุกคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ที่มา – นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก รัฐบาลจะเป็นพาหนะให้ผู้ประกอบการ

“สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน

“สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน

ข่าวดีที่หลายคนรอคอยมานานกว่า 3 ปี ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง เมื่อ นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดย “สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน อย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับพี่น้องเกษตรกรและคนในชุมชนทั่วประเทศ

การประชุมคณะอนุกรรมการ “อนุฯ SML พลัส” ครั้งที่ 4/2569 ที่ผ่านมา ได้มีมติเห็นชอบการอนุมัติงบประมาณในโครงการนำร่องจำนวน 349 โครงการ วงเงินรวมกว่า 99.5 ล้านบาท โดยเน้นย้ำว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกที่ช่วยปลดล็อกโครงการที่ค้างคามาอย่างยาวนาน เพื่อให้เงินทุนเหล่านี้ไปถึงมือชาวบ้านและสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง

ผลลัพธ์เชิงบวกจากการผลักดันในครั้งนี้

นอกจากตัวเลขงบประมาณเกือบร้อยล้านบาทแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือความตั้งใจที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยโครงการ “สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน นี้ มุ่งเน้นไปที่:

  • การกระตุ้นเม็ดเงินหมุนเวียนในระดับฐานรากให้เกิดความคล่องตัว
  • การส่งเสริมโครงการที่ผ่านการคัดกรองแล้วว่ามีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่จริงๆ
  • การเร่งรัดกระบวนการทำงานเพื่อให้งบประมาณส่วนที่เหลือเข้าถึงมือประชาชนให้เร็วที่สุด

รัฐบาลตั้งเป้าหมายที่จะขยายขอบเขตการพิจารณาคำขอในช่วงเดือนสิงหาคมถึงกันยายน 2569 นี้ เพื่อให้วงเงินสนับสนุนรวมพุ่งแตะหลักพันล้านบาทให้ได้ ซึ่งนับเป็นความพยายามอย่างยิ่งที่จะสร้างเศรษฐกิจชุมชนให้มั่นคงผ่านกลไกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติครับ

ในมุมมองของผม โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเติมเงินเข้าสู่ระบบ แต่มันคือการสร้างโอกาสให้กับชาวบ้านในการลงทุนและต่อยอดอาชีพดั้งเดิมของตนเอง หากมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิดและโปร่งใส เชื่อว่าพลังของกองทุนหมู่บ้านจะเป็นกลไกสำคัญในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างยั่งยืนแน่นอน เรามาร่วมติดตามกันต่อไปว่าโครงการอื่นๆ ในรอบถัดไปจะสามารถผลักดันได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่

ที่มา – “สุขสำรวย” ทำคลอด SML ครั้งแรก ในรอบ 3 ปี 349 โครงการ ดันเศรษฐกิจฐานรากกองทุนหมู่บ้าน

“พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย

“พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย

การลงพื้นที่เพื่อติดตามงานและรับฟังปัญหาของประชาชนถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำงานเชิงรุก ล่าสุด พลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางลงพื้นที่อำเภอนาหว้าและอำเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม เพื่อขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการพัฒนาความเป็นอยู่ของชาวบ้านให้ดียิ่งขึ้น โดยเน้นย้ำเรื่องการบริการสาธารณะที่ต้องเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน “พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่นายพลพีร์เน้นย้ำคือ การทำงานเชิงรุกของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยสั่งการให้เร่งสำรวจความต้องการใช้งานไฟฟ้าในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรโดยไม่ต้องรอคำร้อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโครงสร้างพื้นฐานจะเพียงพอต่อการเติบโตของจังหวัด ซึ่งโครงการนี้ถือว่า “พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย ได้อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่กำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

นอกจากการพัฒนาด้านพลังงานแล้ว นายพลพีร์ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับสินค้าชุมชน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในท้องถิ่น ผ่านแนวทางการแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและขาดช่องทางการจำหน่าย ดังนี้:

  • ส่งเสริมการเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มพัฒนาชุมชนและกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี
  • สร้างห่วงโซ่มูลค่าตั้งแต่การผลิต การสร้างแบรนด์ ไปจนถึงการตลาด
  • นำนวัตกรรมการตลาดออนไลน์และคนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยพัฒนาสินค้า
  • ยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐานและพร้อมส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดเอเชีย

ความพยายามในการผลักดันให้เศรษฐกิจฐานรากมีความเข้มแข็ง คือเป้าหมายสูงสุดที่กระทรวงมหาดไทยมุ่งหวัง การสร้างแบรนด์สินค้าท้องถิ่นให้มีมาตรฐานสากลจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์จากนครพนมเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเสื้อผ้า งานหัตถกรรม หรือสินค้าเกษตรแปรรูป นอกจากนี้ นายพลพีร์ยังเตรียมเดินหน้าโครงการอบรมเพื่อศักยภาพกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ซึ่งจะกลายเป็นกลไกหลักในการสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนให้โตไปพร้อมกับเศรษฐกิจโลก

นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่ผู้นำระดับนโยบายลงมาคลุกคลีกับปัญหาในระดับพื้นที่ด้วยตนเอง ซึ่งคาดหวังว่าการดำเนินงานตามนโยบายนี้จะส่งผลให้คุณภาพชีวิตของชาวนครพนมดีขึ้นอย่างยั่งยืน และเป็นโมเดลต้นแบบให้จังหวัดอื่นๆ นำไปปรับใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นต่อไป

ที่มา – “พลพีร์” ลุยนครพนมต่อเนื่อง ขยายไฟฟ้าถึงประชาชน ดันสินค้าชุมชนสู่ตลาดเอเชีย

นายกฯ พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน ดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงธุรกิจ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศจุดยืนชัดเจนผ่านกิจกรรม “Prime Minister-Thai Private Sector Luncheon” ณ นครเฉิงตู ประเทศจีน โดยย้ำว่า นายกฯ พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุนดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน ลุยปราบพ่อทิพย์-นอมินี อย่างจริงจัง เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก

นายกฯ พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุนดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน ลุยปราบพ่อทิพย์-นอมินี

การเยือนจีนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการกระชับความสัมพันธ์ “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” แต่ยังเป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้ภาคเอกชนไทย โดยมีซีอีโอระดับแถวหน้าของประเทศร่วมเดินทางกว่า 140 คน ทั้งในกลุ่มธุรกิจการเงิน อาหาร พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลยืนยันว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในทุกด้านเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า

ก้าวสำคัญสู่ตลาดโลกด้วยกฎหมายที่โปร่งใส

ในการแถลงวิสัยทัศน์ นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ทั้งนี้ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะปรับแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อสนับสนุนให้สินค้าและบริการของไทยสามารถบุกตลาดจีนและตลาดโลกได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการเจรจา FTA กับคู่ค้าทั่วโลก เพื่อสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่เพิ่มขึ้น

  • ผลักดันการเชื่อมต่อระบบขนส่งทางรางและทางเรือ
  • สร้างมาตรการปราบปราม นายกฯ พร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุนดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน ลุยปราบพ่อทิพย์-นอมินี
  • ยกระดับมาตรฐานสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นคือการจัดการปัญหา “พ่อทิพย์” และ “นอมินี” ที่เข้ามาสวมสิทธิ์ทำธุรกิจในไทย ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการท้องถิ่น รัฐบาลพร้อมใช้มาตรการเด็ดขาดเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนไทยให้ถึงที่สุด เพื่อให้การค้าขายเป็นไปอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

ในฐานะทีมไทยแลนด์ รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็นคนเปิดทาง ส่วนภาคเอกชนคือพลังสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จ หากทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันภายใต้เป้าหมายเดียว ประเทศไทยจะก้าวสู่ความเป็นมหาอำนาจด้านการส่งออกและดึงดูดการลงทุนได้อย่างยั่งยืน นับเป็นสัญญาณบวกสำหรับนักลงทุนและผู้ผลิตไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่นานาชาติ

ที่มา – นายกฯ ลั่นรัฐบาลพร้อมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน เปิดทางลงทุนดันสินค้าไทยบุกตลาดจีน ลุยปราบพ่อทิพย์-นอมินี

Scroll to top