การพิจารณากฎหมาย

ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนมาโดยตลอด ซึ่งล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากพรรคภูมิใจไทยที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมีการเปิดเผยว่า ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา เพื่อเตรียมนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร หวังยกระดับความปลอดภัยให้กับสังคมไทยในระยะยาว

ทำไมต้องเร่งเครื่อง ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา

นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ทางคณะทำงานได้ดำเนินการยกร่างกฎหมายฉบับนี้เสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อย โดยเป้าหมายหลักคือการอุดช่องโหว่ทางกฎหมายเดิมที่ใช้มานานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490 ซึ่งถือว่าล้าสมัยอย่างมากเมื่อเทียบกับสถานการณ์ปัจจุบัน การที่ ภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา ในครั้งนี้ จึงเป็นการยกเครื่องกฎหมายครั้งใหญ่เพื่อให้เท่าทันเทคโนโลยีและวิวัฒนาการของอาวุธในยุคปัจจุบัน

รายละเอียดการปรับปรุงภายใต้ร่างกฎหมายฉบับใหม่

ในการปรับปรุงครั้งนี้มีการกำหนดประเด็นสำคัญไว้ถึง 24 ประเด็น เพื่อให้ครอบคลุมทั้งเรื่องการครอบครอง การซื้อขาย และการควบคุมวัตถุระเบิดรวมถึงสิ่งเทียมอาวุธปืน ดังนี้:

  • การควบคุมการเข้าถึงอาวุธปืนที่เข้มงวดมากขึ้น
  • การปรับปรุงบทลงโทษให้สอดคล้องกับภัยคุกคามในปัจจุบัน
  • การนำระบบดิจิทัลมาช่วยในการตรวจสอบและติดตามทะเบียนอาวุธปืน
  • การจำกัดการเข้าถึงอาวุธปืนของบุคคลที่มีความเสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อย

การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ไม่ใช่แค่การแก้กฎหมายเพื่อความสวยงาม แต่เป็นความมุ่งมั่นที่จะลดโอกาสในการเกิดเหตุรุนแรงและสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนว่าผู้มีอำนาจหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว ร่างกฎหมายฉบับนี้จะได้รับการตอบรับอย่างไร และจะมีมาตรการไหนเพิ่มเติมที่จะช่วยให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้นกว่าเดิม หากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้สำเร็จเชื่อว่าจะช่วยลดจำนวนอาวุธปืนผิดกฎหมายและป้องกันโศกนาฏกรรมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ที่มา – “ศุภชัย” เผยภูมิใจไทยยกร่าง พ.ร.บ.อาวุธปืน ฉบับใหม่กว่า 100 มาตรา เตรียมชงสภาแก้ไข

อนุทิน พอใจรัฐมนตรีปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ ทำงานเป็นทีม

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกัน โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวจากทำเนียบรัฐบาล เมื่อท่านนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาเผยถึงทิศทางการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่หลายคนจับตามองกันอย่างใกล้ชิดครับ

อนุทิน พอใจรัฐมนตรีปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ ทำงานเป็นทีม

เป็นที่ทราบกันดีว่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ท่านนายกฯ ได้กำชับเรื่องการสื่อสารและการทำหน้าที่ของเหล่ารัฐมนตรีให้มีความกระชับและมุ่งเน้นผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ซึ่งล่าสุด อนุทิน พอใจรัฐมนตรีปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ ทำงานเป็นทีม อย่างเห็นได้ชัด โดยท่านกล่าวว่าเมื่อดูภาพรวมแล้วทุกอย่างดูดีขึ้นมาก รัฐมนตรีแต่ละท่านเริ่มปรับตัวในการสื่อสารเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากขึ้น และลดการพูดในสิ่งที่ไม่เกิดประโยชน์ออกไปได้ดีทีเดียวครับ

บทบาททีมโฆษกและการทำงานแบบบูรณาการ

นอกจากรัฐมนตรีแล้ว ทีมโฆษกของกระทรวงต่างๆ ก็ได้รับคำชมไปด้วยครับ ท่านนายกฯ เน้นย้ำว่าหัวใจสำคัญของการทำงานในยุคนี้คือความสามัคคี การสื่อสารต้องมุ่งเน้นที่ผลงาน (Result-oriented) โดยทุกคนต้องทำงานกันเป็นทีม เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เป็นเรื่องดีๆ และการพัฒนาประเทศอย่างแท้จริงครับ

  • เน้นสื่อสารเฉพาะเรื่องที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์
  • ทำงานเป็นทีมเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาล
  • แสดงความมุ่งมั่นในการนำเสนอผลงานสู่ประชาชน

ในอีกประเด็นสำคัญที่หลายคนกังวล คือเรื่องการคัดเลือกหรือการสอบทุจริตท้องถิ่น ซึ่งท่านอนุทินก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่า กฎต้องเป็นกฎ การตัดสินใจของคณะกรรมการกลางฯ ต้องเป็นไปตามมติและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด จะใช้ความพอใจส่วนตัวมาตัดสินไม่ได้ โดยท่านมั่นใจว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของ OECD แต่อย่างใด เพราะเรามีระบบตรวจสอบที่ดำเนินการรวดเร็วและเป็นธรรมครับ

โดยสรุปแล้ว การปรับตัวของรัฐบาลในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ หากรัฐมนตรีทุกท่านยังคงยึดมั่นในการทำงานเป็นทีมและเน้นสื่อสารสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนจริงๆ เชื่อว่าความเชื่อมั่นของรัฐบาลจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างแน่นอนครับ เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรกับการทำงานของรัฐบาลในชุดนี้บ้าง ลองคอมเมนต์มาแลกเปลี่ยนกันได้เลยนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” พอใจรัฐมนตรีปรับปรุงงานประชาสัมพันธ์ ชม ดูดี ทำงานเป็นทีม

วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตเรื่องราวแวดวงการเมืองไทยกันสักหน่อยครับ เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการจัดงานแถลงผลงานที่น่าสนใจมาก นั่นคือ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการทำงานอย่างหนักหน่วงเพื่อพี่น้องประชาชนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาครับ

สรุปภาพรวมการทำงานและความสำเร็จของ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

ภายในงานนำทีมโดย นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ร่วมกับรองประธานวุฒิสภาทั้งสองท่าน ได้ร่วมกันชี้แจงถึงบทบาทหน้าที่ที่ทำมาตลอด 2 ปีเต็ม ทั้งเรื่องการประชุมสภา การขับเคลื่อนนโยบายรัฐสภาสีเขียว (Green Parliament) เพื่อสิ่งแวดล้อม และการเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีโอกาสเรียนรู้การเมืองการปกครองมากขึ้นครับ

รายละเอียดผลงานด้านนิติบัญญัติที่โดดเด่น

สำหรับไฮไลท์สำคัญของการทำงานที่ต้องพูดถึงเลยคือ:

  • พิจารณาร่างพระราชบัญญัติจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วถึง 47 ฉบับ และประกาศใช้เป็นกฎหมายสำเร็จถึง 32 ฉบับ
  • อนุมัติพระราชกำหนดจำนวน 3 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ
  • เปิดพื้นที่สำหรับการตั้งกระทู้ถามถึง 443 กระทู้ เพื่อตรวจสอบและหาคำตอบให้กับสังคม
  • พิจารณาญัตติสำคัญๆ อีกกว่า 54 เรื่อง

นอกจากงานด้านกฎหมายแล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญจากการที่ วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ คือการลงพื้นที่พบปะประชาชนครับ โดยตลอดสองปีที่ผ่านมามีเรื่องร้องเรียนเข้ามามากกว่า 1,370 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหาเรื่องแหล่งน้ำ ที่ดินทำกิน และปัญหาภาคการเกษตร ซึ่งทุกภาคส่วนได้ร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง

บทสรุปและการดำเนินงานในอนาคต

การทำงานของวุฒิสภานั้นไม่ใช่เพียงแค่การผ่านกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเป็นตัวกลางในการรับฟังเสียงของประชาชนจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน สิ่งที่น่าชื่นชมคือความพยายามในการสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอนการพิจารณาครับ

ในมุมมองของผม การที่สภามีการสรุปผลการทำงานให้ประชาชนได้รับทราบแบบครบถ้วนเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะแสดงถึงความรับผิดชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ หวังว่าในอนาคตวุฒิสภาจะยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าแก้ปัญหาที่คั่งค้างและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์โดยยึดความต้องการของประชาชนเป็นศูนย์กลางต่อไปครับ

ที่มา – วุฒิสภาแถลงผลงานครบรอบ 2 ปี ผ่านร่าง พ.ร.บ.สส. ประกาศเป็นกฎหมาย 32 ฉบับ

“อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” ช่วยคนรากหญ้า

ในยุคที่เศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความท้าทาย ปัญหาหนี้สินครัวเรือนกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรากหญ้าและผู้ประกอบการรายย่อย ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนไปยังสภาผู้แทนราษฎร โดยเรียกร้องให้เร่งผ่านร่างกฎหมายสำคัญอย่าง “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้ เพื่อเป็นทางรอดให้ผู้ที่มีภาระหนี้สินได้มีโอกาสตั้งหลักและเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

“อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

การเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถือเป็นการเร่งเร้าให้กรรมาธิการร่วมของทั้งสองสภาหาจุดร่วมเพื่อยุตอุปสรรคที่ค้างคามานาน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องกรอบเวลาชำระหนี้หรือสถานะของข้าราชการที่ตกอยู่ในภาวะล้มละลาย โดยนายอภิสิทธิ์เน้นย้ำว่า ความล่าช้าคือศัตรูตัวร้ายที่ทำให้คนรากหญ้าเสียโอกาสในการแก้ไขปัญหาหนี้สินอย่างแท้จริง

เหตุผลที่ต้องเร่งผ่าน “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกฎหมายฉบับนี้ถึงมีความสำคัญนัก เหตุผลหลักมีดังนี้ครับ:

  • โอกาสในการฟื้นตัว: กฎหมายนี้เปรียบเสมือนแสงสว่างที่ช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู แทนที่จะจมอยู่ในวังวนของการถูกฟ้องร้องจนไม่สามารถลุกขึ้นทำมาหากินได้
  • ลดปัญหาเหลื่อมล้ำ: มีการถกเถียงเรื่องสถานะข้าราชการอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดภาพลักษณ์ของ “สองมาตรฐาน” ในสังคม
  • ความชัดเจนของมูลหนี้: การกำหนดเพดานหนี้ขั้นต่ำให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะช่วยลดภาระและป้องกันไม่ให้คนจนถูกตัดโอกาสเพียงเพราะยอดหนี้ไม่ถึงเกณฑ์

นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับเงื่อนไขในร่างกฎหมาย โดยมองว่าอะไรที่สามารถถอยคนละก้าวเพื่อให้กฎหมายบังคับใช้ได้เร็วที่สุด ควรเป็นสิ่งที่ฝ่ายการเมืองต้องรีบดำเนินการ เพราะเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การเอาชนะกันในรายละเอียด แต่คือการช่วยให้ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจส่วนบุคคลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม กฎหมายที่ดีต้องมีไว้เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน การที่ “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้ ถือเป็นการตอกย้ำว่านักการเมืองต้องไม่ลืมหัวใจสำคัญของการทำงาน คือการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและเร่งคลี่คลายทุกข์ร้อนให้ถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด หวังว่าสภาฯ จะเร่งหาข้อยุติเพื่อให้กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ได้โดยเร็วครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้สภาฯ เร่งคลอด “พ.ร.บ.ล้มละลาย” หวั่นยืดเยื้อทำคนรากหญ้าเสียโอกาสแก้หนี้

ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจมาอัปเดตให้อ่านกันครับ ล่าสุดมีประเด็นเรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวงครั้งใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ นั่นคือเรื่อง ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา เข้า ครม. ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างที่เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยเลยทีเดียวครับ

สถานะล่าสุด ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายเพื่อปรับโครงสร้างกระทรวงได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว โดยทาง ก.พ.ร. ได้นำเสนอเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อสอบถามความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยครับ การที่ ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญคือการดึงภารกิจด้านการท่องเที่ยวไปรวมกับกระทรวงวัฒนธรรมเพื่อสร้างพลังซอฟต์พาวเวอร์อย่างเต็มสูบ

รายละเอียดสำคัญและไทม์ไลน์ที่ควรทราบ

สำหรับแผนการดำเนินงานของ ปกรณ์ เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา ครั้งนี้ มีประเด็นที่น่าจับตามองดังนี้ครับ:

  • การรวมกระทรวง: นำภารกิจด้านการท่องเที่ยวไปบูรณาการร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
  • กรอบเวลา: คาดว่าจะนำเสนอเข้าที่ประชุม ครม. ได้ไม่เกินเดือนสิงหาคม 2569 นี้
  • ความละเอียดรอบคอบ: สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือเรื่องการจัดสรรบุคลากรและโครงสร้างองค์กรในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องแยก? การปรับโครงสร้างครั้งนี้มองว่าจะช่วยให้การบริหารจัดการด้านการท่องเที่ยวมีความคล่องตัวและตรงจุดมากขึ้น โดยเฉพาะการนำมิติด้านวัฒนธรรมเข้ามาเสริมทัพ ซึ่งถ้าทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราวางไว้ เราคาดว่าจะได้เห็นการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ภายในปี 2569 อย่างแน่นอนครับ

ในมุมมองของผม การเปลี่ยนแปลงนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงยุทธศาสตร์ที่น่าตื่นเต้นครับ เพราะการแยกส่วนงานออกจะช่วยให้หน่วยงานบริหารจัดการได้โฟกัสกับเป้าหมายของตัวเองได้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬาหรือการท่องเที่ยวเองก็ตาม หากสามารถจัดสรรบุคลากรได้เหมาะสมและไร้รอยต่อ ประเทศไทยจะมีโอกาสเติบโตเชิงการท่องเที่ยวผ่านวัฒนธรรมได้อย่างก้าวกระโดดทีเดียวครับ

ที่มา – “ปกรณ์” เผย ชงกฎหมายแยกกระทรวงท่องเที่ยว ออกจากกีฬา เข้า ครม. ไม่เกิน ส.ค. ประกาศใช้ได้ในปีนี้

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีเรื่องสำคัญมาอัปเดตกันนะครับ เรื่อง ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองเลยทีเดียว จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวรัชดา ธนาดิเรก เผยออกมาว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติรับทราบร่างพระราชบัญญัติที่ค้างอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รวมทั้งหมด 24 ฉบับ และสั่งการให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงและหัวหน้าส่วนราชการเร่งทบทวน พิจารณาให้เสร็จ แล้วแจ้งสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อนำเสนอครม. อีกครั้ง ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อก่อนครบกำหนด 12 พฤษภาคม 2569 นี่คือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วมากๆ เลยครับ เพราะถ้าพลาดกรอบเวลาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 147 ร่างกฎหมายเหล่านี้จะ “ตกไป” ทันทีหลังยุบสภา

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

ทำไมถึงต้องเร่งขนาดนี้? เพราะหลังเลือกตั้งใหม่ คณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีเวลาแค่ 60 วันในการยื่นขอให้สภานำร่างกฎหมายที่ตกไปกลับมาพิจารณา ถ้าช้าไปนิดเดียว โครงการสำคัญๆ หลายอย่างอาจสะดุดได้ครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิ รถไฟฟ้าสายสีชมพู หรือกฎหมายปราบฟอกเงินที่ค้างอยู่ ถ้าตกไปหมด จะกระทบประชาชนยังไงบ้าง รัฐบาลเลยไม่รอช้า มอบหมายให้แต่ละกระทรวงลงมือทันที

ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ: รายชื่อกฎหมายค้างจากหน่วยงานต่างๆ

มาดูกันครับว่าร่างกฎหมาย 24 ฉบับนี้มาจากไหนบ้าง แบ่งเป็นค้างสภาผู้แทนฯ 20 ฉบับ และวุฒิสภา 4 ฉบับ ดังนี้

  • กระทรวงกลาโหม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงการคลัง (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (หลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์)
    • ร่างพระราชบัญญัติโอนที่ราชพัสดุ… ในท้องที่ตำบลดงเย็น อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี พ.ศ. ….
  • กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. ….
    • ร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงคมนาคม (5 ฉบับ) ที่น่าสนใจมากเพราะเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน
    • ร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. (เพิ่มเรื่องค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหา… โครงการรถไฟฟ้ามหานครสายนครราพิพัฒน์…
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืน… รถไฟฟ้าสายสีชมพูช่วงแคราย-มีนบุรี…
    • ร่างพระราชบัญญัติกำหนดภาระ… รถไฟฟ้าสายสีชมพู…
    • ร่างพระราชบัญญัติการท่าเรือแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….
  • กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. (เรื่องสิ่งแวดล้อมที่เราต้องการมากในยุคนี้)
  • กระทรวงยุติธรรม (3 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติยกเลิก พ.ร.บ.เช็ค พ.ศ. 2534
    • ร่างพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย… (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ..)
  • กระทรวงสาธารณสุข (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..)
    • ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน
  • สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติเวนคืนและการได้มาซึ่งอสังหา (ฉบับที่ ..)
  • สำนักงาน ก.พ.ร. (1 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต
  • สำนักงาน ปปง. (2 ฉบับ)
    • ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..)
    • ร่างยกเลิกบทบัญญัติมูลฐานฟอกเงิน
  • สำนักงานศาลยุติธรรม (2 ฉบับ)
    • ร่างแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เจ้าพนักงานคดี)
    • ร่างระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ (เจ้าพนักงานคดีประจำศาล)

เห็นรายชื่อแล้วรู้สึกว่ามีเรื่องสำคัญเยอะแยะเลยครับ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานอย่างรถไฟฟ้า ที่จะช่วยแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ ไปจนถึงกฎหมายสิ่งแวดล้อมอากาศสะอาด ปราบฟอกเงิน หรือแม้แต่แพทย์แผนไทยที่เป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน ถ้ากฎหมายเหล่านี้ผ่าน จะช่วยพัฒนาประเทศได้มาก การที่ ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ แบบนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจังกับการผลักดันนโยบายให้ทันเวลา

ในมุมมองของผมนะครับ นี่เป็นโอกาสดีที่จะเห็นการทำงานร่วมมือระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกัน เราน่าจะเห็นความคืบหน้าหลายเรื่องในเร็วๆ นี้ เพื่อนๆ คิดยังไงบ้าง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิครับ หรือถ้าอยากติดตามข่าวการเมืองอัปเดตแบบเรียลไทม์ สมัครรับข่าวสารจากบล็อกเราได้เลย รับรองไม่พลาดทุกมติครม.!

ที่มา – ครม. เร่งเครื่องกฎหมายค้างท่อ 24 ฉบับ มอบเจ้ากระทรวงเร่งเคลียร์ ก่อนส่งสภาฯ พิจารณา

พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

สวัสดีครับทุกท่านที่สนใจการเมืองไทย ในวันที่ 24 มีนาคม 2569 พรรคประชาชนได้มีการประชุม สส. ประจำสัปดาห์ เพื่อหารือแนวทางการทำงานในสภาผู้แทนราษฎร และมีข้อสรุปที่น่าสนใจมากมาย โดยเฉพาะ พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นให้สภาทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และเปิดโอกาสให้ สส. กับประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน สภาผู้แทนราษฎรประชุมเพียง 2 วันต่อสัปดาห์ คือวันพุธและพฤหัสบดี ซึ่งบางครั้งทำให้วาระการประชุมค้างคาเยอะแยะ โดยเฉพาะร่างกฎหมายที่ สส. หรือภาคประชาชนเสนอเข้ามา พรรคประชาชนจึงเห็นด้วยกับการเพิ่มวันประชุมเป็น 3 วันต่อสัปดาห์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อเดือน โดยวันศุกร์จะเน้นพิจารณากฎหมายจาก สส. และประชาชนเป็นหลัก นอกจากนี้ ยังเสนอยกเลิกสวัสดิการอาหารฟรีสำหรับ สส. ในวันประชุม ให้ สส. จ่ายค่าใช้จ่ายเองแทน เพื่อประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

รายละเอียดข้อเสนอของพรรคประชาชน

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยนะครับ ข้อเสนอหลักมี 2 ประการใหญ่ๆ:

  • เพิ่มวันประชุมสภา: จากเดิม 2 วัน (พุธ-พฤหัสบดี) เป็น 3 วัน (พุธ-ศุกร์) ในบางสัปดาห์ โดยวันพุธพิจารณากฎหมายทั่วไป วันพฤหัสจัดการกระทู้ ญัตติ และรายงาน ส่วนวันศุกร์專สำหรับร่างกฎหมายจาก สส. และประชาชนที่ค้างอยู่ เพื่อให้สภามีพื้นที่มากขึ้น สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประธานสภาใหม่ โสภณ ซารัมย์ ที่เคยอภิปรายว่าต้องการให้ สส. มีบทบาทในการเสนอกฎหมายมากกว่าแค่รอจากรัฐบาล
  • ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.: สวัสดิการนี้เคยถูกเรียกร้องให้ลดมาตั้งแต่สมัยพรรคอนาคตใหม่และก้าวไกล พรรคประชาชนเห็นด้วยเต็มที่ หากสภาจำเป็นต้องจัดอาหาร ก็ให้ สส. หักจากเงินเดือนตัวเอง ถัดไปจะผลักดันผ่านกรรมาธิการกิจการสภาและ พ.ร.บ. งบประมาณประจำปี โดยให้ทุกพรรคร่วมออกแบบ

แนวคิดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากสิ่งที่ สส. พรรคประชาชนผลักดันมาตลอด เพื่อให้สภาทำงานตอบโจทย์ประชาชนจริงๆ ลดความเหลื่อมล้ำในการใช้เงินภาษี และเพิ่มประสิทธิภาพการ立法

ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ

หากข้อเสนอ พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส. ผ่านไป จะช่วยให้กฎหมายที่มาจากเสียงประชาชนเดินหน้าได้เร็วขึ้น เช่น กฎหมายช่วยเหลือคนจน ลดค่าครองชีพ หรือคุ้มครองสิทธิพลเมืองต่างๆ ที่มักค้างเพราะเวลาน้อย นอกจากนี้ การยกเลิกอาหารฟรียังช่วยประหยัดงบได้ปีละหลายล้านบาท เอาเงินนั้นไปพัฒนาสังคมดีกว่า

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าพรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยังคงยึดมั่นหลักการประหยัด อดทน และทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่สวัสดิการตัวเอง สภาชุดใหม่นี้น่าจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าทุกพรรคร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้การเมืองไทยดีขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา – พรรคประชาชน เสนอเพิ่มวันประชุมสภา ยกเลิกอาหารฟรีสำหรับ สส.

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงาน! สภาฯ เห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

“สว.พิสิษฐ์” ตีปี๊บผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ ยังไม่พิจารณาพ.ร.บ.ประชามติเหตุต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา แถลงถึงภาพรวมการทำงานของวุฒิสภา ว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 วุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำคัญรวม 5 ฉบับ โดยมี 4 ฉบับเป็นร่างเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งวุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน นี้ คือ 1. ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตัวร่วม, 2. ร่าง พ.ร.บ. การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, 3. ร่าง พ.ร.บ. ท่าเรือแห่งประเทศไทย, 4. ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน และ 5. ร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งมีสาระสำคัญเพื่อให้อำนาจกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สามารถออกและจำหน่าย สลาก กอช. หรือ หวยเกษียณได้ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับประชาชนในการออมทรัพย์มากขึ้น

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

การที่ สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ นี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันกฎหมายที่มีความจำเป็นต่อประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปคือ ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งยังคงต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน

สำหรับร่าง พ.ร.บ. ที่ได้รับการเห็นชอบทั้ง 5 ฉบับนั้น ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการระบบตัวร่วม การขนส่งมวลชน การท่าเรือ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และการออมแห่งชาติ ซึ่งแต่ละฉบับล้วนมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

กฎหมายสำคัญที่ สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

  • ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตัวร่วม: มุ่งเน้นการบริหารจัดการระบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ร่าง พ.ร.บ. การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย: ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งมวลชน
  • ร่าง พ.ร.บ. ท่าเรือแห่งประเทศไทย: เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าเรือไทย
  • ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน: ลดขั้นตอนและอุปสรรคในการติดต่อราชการ
  • ร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ: ส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณของประชาชน

รอศาลรธน.ชัดเจนเรื่องประชามติ

ส่วนการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมามีวาระสำคัญการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แก่ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. โดยที่ประชุมให้ความเห็นชอบ 135 งดออกเสียง 21 ไม่ลงคะแนน 1 ซึ่งเป็นคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จึงถือว่าที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแก่ พล.ต.ท.สรายุทธ เป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่ในวันที่ 16 ก.ย. 2568 นี้ วุฒิสภาจะมีการพิจารณาเรื่องด่วนคือร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง 2568 ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมของทั้ง 2 สภาพิจารณาแล้วเสร็จ พร้อมเข้าบรรจุในที่ประชุม

เมื่อถามว่า วุฒิสภาได้พูดคุยเรื่องประชามติหรือไม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยว่า ควรทำประชามติกี่ครั้ง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ทางกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภายังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ ต้องรอทางศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดออกมาก่อน แล้วค่อยมาคุยกันอีกที

การทำงานของวุฒิสภาชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพิจารณาและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แม้ว่าจะมีประเด็นที่ต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานอื่น แต่ก็ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของวุฒิสภาในการกลั่นกรองกฎหมายและพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้กฎหมายที่ออกมามีความสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ รอศาลรธน.ก่อนถกพ.ร.บ.ประชามติ

วิปฝ่ายค้านเผย เพื่อไทยยังไม่แบ่งงาน เชื่อไม่มีร่างกม.ครม.

ประธานวิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา ฝ่ายค้านไม่ต้องแบกองค์ประชุม ย้ำขอแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนพิจารณาเปิดศึกซักฟอกหรือไม่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 9 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการทำงานร่วมกันกับพรรคเพื่อไทย ว่า มีการพูดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการบ้างแล้ว วันนี้จึงเชิญตัวแทนจากพรรคเพื่อไทยเข้าร่วมประชุมวิปฝ่ายค้านด้วย และยังไม่ได้มีการแต่งตั้งตัวแทนวิปฝ่ายค้านจากพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการ ต้องรอพูดคุยกันก่อน เวลา 4 เดือนที่เหลือ ครม. ที่มีเวลาไม่มาก คงไม่ยื่นร่างกฎหมายเข้ามา ดังนั้น 4 เดือนที่เหลือจะเป็นเวลาที่สำคัญ นับถอยหลังจากวันแถลงนโยบาย คาดว่าอาจจะเป็นปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า ก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่ร่างของสส.จะได้รับการพิจารณา จึงชวนเพื่อไทยว่า อยากจะผลักดันร่างใหม่ให้จบ ภายใน 4 เดือนนี้ก็อยากจะให้ร่วม พูดคุยกันให้ชัดเจน ยังมีหลายนโยบายที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนเห็นตรงกัน 

วิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายค้านคุมเสียงข้างมากในสภา ดังนั้นร่างกฎหมายใดที่พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยเห็นตรงกัน รัฐบาลก็ไม่สามารถคัดค้านได้ เพราะเสียงข้างมากในสภาจะเห็นชอบกับกฎหมายนั้น จึงเชิญชวนให้มาผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์และกฎหมายที่เป็นนโยบาย ที่ได้สัญญากับประชาชนไว้ให้สำเร็จ

เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

นายปกรณ์วุฒิ ยังกล่าวถึง ปัญหาองค์ประชุม ที่ขณะนี้ฝ่ายค้านจะต้องเป็นองค์ประชุมให้ฝ่ายรัฐบาล ว่า ที่ผ่านมาเวลาเรานับองค์ประชุม ต้องดูว่าวาระนั้นเป็นวาระอะไร ไม่ว่าพรรคไหนจะมาเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน เพราะมีพรรคร่วมฝ่ายค้านสลับสับเปลี่ยนหน้ากันมามาก หลักการที่ตนพูดกับพรรคร่วมฝ่ายค้านยังคงเดิม หากร่างกฎหมายใด หรือวาระใดที่พรรคประชาชนเห็นด้วย พรรคประชาชนพร้อมเป็นองค์ประชุมให้เสมอ แต่หากเรื่องใดที่ ครม. เสนอมา แล้วเราไม่ได้เห็นด้วย ร่างบางร่างเสนอมาอย่างเร่งรีบ ไม่รอบคอบ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เสนอกฎหมายมา ที่จะต้องรักษาองค์ประชุม ซึ่งถ้าหากเป็นร่างของพรรคประชาชน เราไม่นับองค์ประชุมแน่นอน และหลังจากนี้คงจะมีการพิจารณาร่างกฎหมายที่สส.เสนอเข้ามาเท่านั้น และก่อนที่จะเสนอร่างเข้ามาในระเบียบวาระก็คงมีการพูดคุยกันมาในระดับหนึ่งแล้ว ดังนั้นร่างของพรรคเพื่อไทย เราพร้อมที่จะพูดคุยให้สภาบรรจุวาระ และคิดว่าคงไม่มีเหตุการณ์ที่พรรคเพื่อไทยขอนับองค์ประชุมในขณะที่พิจารณาร่างของพรรคเพื่อไทยอยู่

ส่วนเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเสนอจะขอเปิดในอีก 1 เดือนนั้น นายปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นสิทธิของท่าน แต่อยากให้มีการพูดคุย พิจารณาให้ดีก่อน อย่างน้อยพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากช่วงเวลา 1 เดือนหลังจากที่รัฐบาลได้ทำงานแล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีการขยับไปข้างหน้า ก็ต้องมาคุยกันว่า ควรจะเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จดีหรือไม่ แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิทธิของพรรคเพื่อไทย ส่วนของพรรคประชาชนเองเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงที่ทำกับพรรคภูมิใจไทยว่า เราจำเป็นจะต้องประคอง หากหลักฐานข้อมูลที่มีการอภิปรายมีความหนักแน่นและมีความชัดเจน เราก็พร้อมลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ไม่ว่าคนใดก็ตาม ถ้าถึงเวลาที่สุกงอมแล้วเหมาะสมจริงๆ พรรคประชาชนเองก็พร้อมที่จะยื่นบางรายชื่อที่เราไม่ไว้วางใจ ในครม.ชุดนี้เช่นกัน

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำงานร่วมกันของพรรคร่วมฝ่ายค้าน และการผลักดันกฎหมายต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน การที่ประธานวิปฝ่ายค้านออกมาให้ความเห็นเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอน และความท้าทายในการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล

การที่วิปฝ่ายค้านเผย เพื่อไทยยังไม่แบ่งงาน และเชื่อว่าไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา อาจส่งผลต่อการพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ ในสภา หวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – ประธานวิปฝ่ายค้านเผยยังไม่แบ่งงาน “เพื่อไทย” เชื่อ ไม่มีร่างกฎหมายครม.เข้าสภา

Scroll to top