การพิจารณาคดี

คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงฟอกเงิน-ยาเสพติด

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อมีการพูดถึงกรณีของนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.กทม. พรรคประชาชน ที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินเชื่อมโยงขบวนการค้าสารเสพติด ล่าสุดทางประธาน กมธ.ตำรวจ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญว่า คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด นี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดแต่อย่างใด

สถานะล่าสุด: คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด

นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานะของคดีดังกล่าว หลังจากที่มีข่าวว่าอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา แม้ว่าทางพรรคประชาชนจะพยายามออกมาเคลื่อนไหวขอความเป็นธรรมให้แก่ผู้เกี่ยวข้อง แต่ในมุมของกฎหมายและการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการต่อตามกระบวนการยุติธรรม

เหตุผลที่คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด ยังไม่จบ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเมื่ออัยการสั่งไม่ฟ้องแล้ว คดีถึงยังเดินหน้าต่อได้ ซึ่งข้อมูลจาก กมธ.ตำรวจ ได้ชี้แจงเหตุผลสำคัญดังนี้:

  • กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทำความเห็นแย้งต่อคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 145/1
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับสำนวนกลับมาพิจารณาแล้ว และคาดว่าจะมีการทำความเห็นแย้งเพื่อส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย
  • คดีนี้เริ่มต้นจากการขยายผลของ บก.ปส.2 ในคดียาเสพติดรายใหญ่ถึง 10 คดี จนพบเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงผู้ต้องหา 11 ราย

ความคืบหน้าของกรณีนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า กระบวนการยุติธรรมจะสามารถจัดการกับคดีที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับนักการเมืองได้อย่างไร ความหวังของประชาชนคือการได้เห็นความจริงปรากฏโดยปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าผู้ที่ถูกกล่าวหาจะมีสถานะเป็นอดีตผู้สมัคร สส. หรือบุคคลทั่วไป ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการที่ตรวจสอบได้เสมอ

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า สรุปแล้วการทำความเห็นแย้งของตำรวจจะนำไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความยุติธรรมต้องโปร่งใสและเป็นบรรทัดฐานให้กับสังคมไทยในอนาคต

ที่มา – ประธาน กมธ.ตำรวจ ชี้คดีอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เชื่อมโยงคดีฟอกเงิน-ยาเสพติด ยังไม่สิ้นสุด

ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง

ในสถานการณ์การเมืองที่หลายคนกำลังจับตามอง คดีเรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ถือเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง เพื่อพิจารณารายละเอียดต่างๆ อย่างถี่ถ้วน โดยหวังคลายข้อสงสัยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ากระบวนตรวจสอบครั้งนี้จะดำเนินการอย่างโปร่งใสที่สุด

ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญ โดยระบุว่า กกต. ได้เริ่มกระบวนการพิจารณาคดีอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา การพิจารณาครั้งนี้ไม่ได้เน้นความรวดเร็วเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความละเอียดรอบคอบเป็นลำดับแรก ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง เพื่อตรวจสอบเอกสารหลักฐานจำนวนมหาศาลของผู้สมัครแต่ละรายอย่างเจาะลึก

เหตุผลที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ

การทำงานของ กกต. ในครั้งนี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก ประธาน กกต. ยอมรับว่าแม้สังคมจะคาดหวังความรวดเร็ว แต่เนื่องจากข้อมูลมีความซับซ้อนและการซักถามผู้ชี้แจงรายจังหวัดต้องใช้เวลามาก ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานีจังหวัดเดียวก็ใช้เวลาพิจารณาไปกว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า กกต. ไม่ได้ทำงานแบบผักชีโรยหน้าหรือพิจารณาแบบรวบรัดแต่อย่างใด

  • ตรวจสอบเอกสารหลักฐานอย่างละเอียดในทุกจังหวัด
  • เปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงข้อเท็จจริง
  • ลงมติพร้อมกันทีเดียวเพื่อความแม่นยำ
  • เน้นความรอบคอบเพื่อป้องกันข้อครหา

อย่างไรก็ตาม ประธาน กกต. ได้กล่าวยืนยันว่า แม้จะมีกรอบเวลา 12 ครั้ง แต่หากการพิจารณาเสร็จสิ้นก่อนกำหนดก็จะดำเนินการทันที เพียงแต่ต้องมั่นใจว่าไม่มีจุดบกพร่องใดๆ ตกหล่นไป ทั้งนี้ กกต. ชุดนี้มีความตั้งใจที่ทำหน้าที่ตามกรอบกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อหน่วยงานและเพื่อให้ผลการพิจารณาออกมาเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ นี่ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ชุดใหม่ที่จะต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า การทำงานที่เน้นความรอบคอบจะนำไปสู่ความยุติธรรมที่แท้จริง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการตัดสินในครั้งสุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการจัดการเลือกตั้งไทยหรือไม่

ที่มา – ประธาน กกต. วางกรอบประชุมคดี ฮั้ว สว. 12 ครั้ง คาดลงมติรวดเดียว ขอให้มั่นใจไม่ทำงานรวบรัด

ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังจากที่ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านสื่อมวลชนว่า ทางรัฐบาลได้ดำเนินการส่งเอกสารชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจกับสังคมและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยนายปกรณ์ย้ำว่า ข้อมูลที่ส่งให้นั้นอ้างอิงจากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เคยรายงานต่อคณะรัฐมนตรี

ขั้นตอนต่อจากนี้เมื่อ ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร? นายปกรณ์ได้อธิบายอย่างเป็นกันเองว่า ขณะนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก โดยมีแนวทางที่เป็นไปได้หลายทาง ดังนี้:

  • การวินิจฉัยทันที: หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลในเอกสารเพียงพอต่อการตัดสิน เนื่องจากเป็นเรื่องของข้อกฎหมายมากกว่าข้อเท็จจริง ก็อาจมีการอ่านคำวินิจฉัยในลำดับถัดไปภายในกรอบเวลา 60 วัน
  • การเรียกชี้แจงเพิ่มเติม: ในกรณีที่ศาลมองว่ายังมีประเด็นข้อสงสัยที่ต้องการข้อมูลกระจ่างชัดยิ่งขึ้น ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ทางรัฐบาลเข้าไปชี้แจงหรือส่งเอกสารพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่นายปกรณ์ย้ำคือ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือระงับการบังคับใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นการดำเนินงานต่างๆ จึงยังคงเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ภายใต้บรรทัดฐานของกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในภาคส่วนเศรษฐกิจที่รอรับงบประมาณสนับสนุน

บทสรุปและมุมมอง: การออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของนายปกรณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงถึงความพร้อมของภาครัฐในการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลอำนาจกัน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านฉบับนี้จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อแผนการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศในอนาคตอย่างไรบ้าง หากมีการอัปเดตเพิ่มเติม เราจะรีบนำมาสรุปให้คุณผู้อ่านทราบโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “ปกรณ์”เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริต ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี

วันนี้เรามาพูดถึง สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ม.157 มากสุด กันเถอะครับ ครบรอบ 10 ปีของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้วนะ เปิดทำการตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559 จนถึงตอนนี้ ถือเป็นหน่วยงานสำคัญในการปราบปรามการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐเลยทีเดียว

สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ม.157 มากสุด

จากข้อมูลล่าสุดที่โฆษกศาลยุติธรรม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล เผยว่า ในช่วง 10 ปี ศาลได้รับคดีทั้งหมด 2,658 คดี แบ่งเป็นคดีฟ้องใหม่ 2,593 คดี และคดีโอนย้ายจากศาลอาญา 65 คดี โดยคดีที่หน่วยงานรัฐเป็นโจทก์ 1,033 คดี และผู้เสียหายฟ้องเองถึง 1,625 คดี เลยทีเดียว สุดยอดคือศาลพิจารณาเสร็จ 2,554 คดี คิดเป็น 96.08% และคดีค้างเหลือแค่ 103 คดี หรือ 3.87% โดยไม่มีคดีค้างเกิน 1 ปี แสดงถึงประสิทธิภาพสูงมาก!

ข้อหายอดฮิตในสถิติ 10 ปีนี้

มาดูกันว่าข้อหาไหนที่ถูกฟ้องบ่อยสุด จาก สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ม.157 มากสุด มีดังนี้

  • อันดับ 1: เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต มาตรา 157 จำนวน 1,742 คดี – ฟ้องเยอะสุดจริง!
  • อันดับ 2: เจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ มาตรา 147 จำนวน 222 คดี
  • อันดับ 3: เจ้าพนักงานทำหรือรับรองเอกสารเท็จ มาตรา 162 จำนวน 204 คดี

นี่แหละครับปัญหาใหญ่ที่เจ้าหน้าที่รัฐมักเจอ สะท้อนให้เห็นว่าการทุจริตในหน้าที่ราชการยังเป็นเรื่องต้องแก้ไขด่วน

นอกจากสถิติแล้ว ยังมีการจัดเสวนาใหญ่ “10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ : บทเรียน ความท้าทาย และทิศทางอนาคต” เมื่อ 23 เมษายน ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ ลาดพร้าว โดยมีนายอดิศักดิ์ ตันทิวงศ์ ประธานศาลฎีกาเป็นประธาน วิทยากรดังอย่าง ศ.พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และตัวแทนจาก ป.ป.ช. ป.ป.ท. อัยการ จุฬาฯ มาพูดถึงมุมเศรษฐศาสตร์ต่อต้านคอร์รัปชัน และสิทธิผู้เสียหายในคดีทุจริต

ประเด็นฮอตคือ ผู้เสียหายทั่วไปฟ้อง กกต. ได้ไหม? นายธนรัตน์ ทั่งทอง อธิบดีผู้พิพากษาศาล อท.กลาง ชี้แจงว่าฟ้องได้ ถ้าเป็นผู้เสียหายโดยตรง เช่น คดี สว.สำรองฟ้อง กกต. แต่ศาลยกฟ้องเพราะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ไม่ได้ตัดสิทธิ์ใครนะครับ เพียงแต่ต้องพิสูจน์ให้ชัด

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ มีทั้งหมด 10 แห่งทั่วประเทศ รับคดีเจ้าหน้าที่รัฐทุจริต ผิดหน้าที่ ฟอกเงิน ยึดทรัพย์ ฯลฯ โจทก์ได้แก่ อัยการ ป.ป.ช. หรือผู้เสียหายเอง ช่วยให้ประชาชนมีส่วนร่วมปราบทุจริตได้มากขึ้น

สถิติเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าระบบยุติธรรมไทยก้าวหน้าแค่ไหน แต่ยังต้องพัฒนาต่อไปเพื่อลดช่องโหว่ ลดคอร์รัปชันให้เหลือศูนย์ สังคมเราจะโปร่งใสยิ่งขึ้น

ถ้าคุณเคยเจอการทุจริตจากเจ้าหน้าที่รัฐ อย่าปล่อยผ่าน! ลองศึกษาสิทธิตัวเอง ฟ้องศาลได้เลย ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ไม่มีคอร์รัปชัน สะอาด สุจริต

ที่มา – สถิติ 10 ปี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ทำคดีสำเร็จ 2,554 คดี ฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐ ม.157 มากสุด

มือปืนยิงงานเลี้ยง ถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารทรัมป์

มือปืนยิงงานเลี้ยง ถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารทรัมป์ สร้างความตกใจให้กับสังคมอเมริกันอีกครั้ง เมื่อชายวัย 31 ปี ถูกจับกุมและตั้งข้อหาหนักฐานพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว

มือปืนยิงงานเลี้ยง ถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารทรัมป์

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นที่โรงแรมวอชิงตัน ฮิลตัน ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 ว่า นายโคล โทมัส อัลเลน ผู้ต้องหาหลัก ถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีทรัมป์ หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง เขาอาจต้องรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

ในวันจันทร์ นายอัลเลนได้เข้ารับฟังการไต่สวนครั้งแรกที่ศาลรัฐบาลกลางในวอชิงตัน อัยการโจเซลิน บัลแลนไทน์ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาพกพาปืนลูกซองแบบปั๊มแอคชั่นขนาด 12 เกจ และมีดอีก 3 เล่มมาด้วย “เขาพยายามลอบสังหารประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ เจ. ทรัมป์” อัยการกล่าวในชั้นศาลอย่างชัดเจน

ข้อหาที่ผู้ต้องหาต้องเผชิญ

  • พยายามลอบสังหารประธานาธิบดี
  • ขนย้ายอาวุธปืนข้ามรัฐโดยผิดกฎหมาย
  • ใช้อาวุธปืนในระหว่างการก่ออาชญากรรมรุนแรง

ผู้พิพากษาแมทธิว ชาร์บอห์ สั่งควบคุมตัวนายอัลเลนไว้จนถึงวันพฤหัสบดี และจะมีการไต่สวนเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาคำร้องควบคุมตัวระหว่างรอพิจารณาคดี นายอัลเลนซึ่งสำเร็จการศึกษาปริญญาโทด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์จากเมืองทอร์แรนซ์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ไม่มีประวัติอาชญากรรมมาก่อนตามที่ทนายความฝ่ายจำเลย น.ส.เตซีรา อาเบ ระบุ

เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์เผชิญความพยายามลอบสังหาร โดยก่อนหน้านี้ในช่วงรณรงค์หาเสียงปี 2567 เขาถูกพยายามลอบสังหารถึง 2 ครั้งแล้ว สถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ กำลังรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ

บริบทความรุนแรงทางการเมืองในสหรัฐฯ

ย้อนดูเหตุการณ์ล่าสุด เดือนกันยายน 2568 ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยมถูกยิงเสียชีวิตในงานปราศรัย และก่อนหน้านั้นเมลิสซา ฮอร์ตแมน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคเดโมแครตกับสามีถูกสังหารในเดือนมิถุนายน

ท็อดด์ แบลนช์ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “ความรุนแรงไม่มีที่ยืนในสังคมที่เจริญแล้ว มันไม่สามารถขัดขวางสถาบันประชาธิปไตยได้ โดยเฉพาะกับประธานาธิบดี” จานีน ปีร์โร หัวหน้าอัยการรัฐบาลกลาง ยังยืนยันว่าจะยื่นฟ้องข้อหาอื่นๆ เพิ่มเติม

มือปืนยิงงานเลี้ยง ถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารทรัมป์ สะท้อนถึงปัญหาความแตกแยกทางการเมืองที่ลุกลาม หากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่เหตุการณ์รุนแรงมากขึ้น สังคมอเมริกันจำเป็นต้องรวมพลังต่อต้านความรุนแรงเพื่อปกป้องประชาธิปไตย

ติดตามข่าวต่างประเทศและเหตุการณ์สำคัญได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลอัปเดตล่าสุด

ที่มา – มือปืนยิงงานเลี้ยง ถูกตั้งข้อหาพยายามลอบสังหารทรัมป์

ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” คดีสินบนทองคำ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยกันครับ ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท คดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลย เพราะเกี่ยวข้องกับตำรวจระดับสูงและมูลค่าทองคำมหาศาล ทำให้ทุกคนจับตาด้วยความสนใจ

ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 เวลา 09.30 น. ที่หน้าอาคารกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผู้กำกับการ 1 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) พร้อมทีมงาน ได้ขนสำนวนคดีจำนวน 45 แฟ้ม บรรจุในกล่องกระดาษ 23 กล่อง มาส่งมอบให้สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย

คดีนี้สืบเนื่องจากพฤติการณ์ของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวก ที่ถูกกล่าวหาว่านำทองคำน้ำหนักรวมกว่า 246 บาท ไปมอบให้เจ้าพนักงานของ ป.ป.ช. เพื่อหวังผลช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ในคดีต่างๆ พนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้รวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียด จนมีมติเห็นควรสั่งฟ้อง

ขั้นตอนหลังส่งสำนวนให้อัยการ

หลังจากนี้ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริต จะตั้งคณะทำงานตรวจสอบสำนวนอย่างละเอียด เพื่อประเมินว่าพยานหลักฐานสมบูรณ์พอสั่งฟ้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางหรือไม่ คดีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องกับข้าราชการระดับสูงและวงเงินสินบนที่สูงถึงหลักล้านบาท

  • จำนวนสำนวน: 45 แฟ้ม
  • น้ำหนักทองคำ: 246 บาท (มูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท)
  • ผู้ต้องหาหลัก: “บิ๊กโจ๊ก” และพวก
  • หน่วยงานรับผิดชอบ: บก.ปปป.

คดี ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท สะท้อนปัญหาการทุจริตในวงการราชการที่ยังคงมีอยู่ แม้รัฐบาลจะมีนโยบายปราบปรามอย่างเข้มข้น สังคมไทยต่างคาดหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นจริง เพื่อเป็นตัวอย่างให้ข้าราชการทุกคน

จากข้อมูลที่รวบรวม พบว่าการสอบสวนใช้เวลานานหลายเดือน โดยมีพยานบุคคลและเอกสารหลักฐานจำนวนมาก การส่งมอบสำนวนครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของตำรวจ ปปป. ในการทำงานโดยไม่ละเว้น หากอัยการเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอ คดีนี้อาจนำไปสู่การพิจารณาในศาล ซึ่งจะเป็นการทดสอบระบบยุติธรรมไทย

นอกจากนี้ คดีดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับประเด็นอื่นๆ เช่น การตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ต้องหา และผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายมองว่าคดีนี้จะเป็น benchmark สำหรับคดีทุจริตในอนาคต

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นว่าระบบตรวจสอบกำลังทำงาน แม้จะช้าแต่ชัวร์ สังคมควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส หากคุณสนใจข่าวสารคดีทุจริต ลองติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดนะครับ

ที่มา – ขนสำนวน 45 แฟ้ม ส่งอัยการ ฟัน “บิ๊กโจ๊ก” พร้อมพวก คดีสินบนทองคำ 246 บาท

ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นศาลรธน.ปมบัตรเลือกตั้งสส.

การเมืองไทยกำลังร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อมีประเด็นใหญ่เกี่ยวกับความโปร่งใสในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ล่าสุด ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมบัตรเลือกตั้งสส. ที่มีรหัส Barcode และ QR Code ซึ่งถูกมองว่าอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากได้รับคำร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก สะท้อนถึงความกังวลของคนไทยต่อระบบเลือกตั้งที่ต้องโปร่งใสและยุติธรรม

ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมบัตรเลือกตั้งสส.

วันที่ 13 มีนาคม 2569 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประกาศมติสำคัญ โดยเห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เพื่อวินิจฉัยว่าการใช้ Barcode และ QR Code บนบัตรเลือกตั้งสส. ในวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ขัดต่อเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ ผู้ตรวจการฯ พิจารณาจากข้อมูลข้อเท็จจริงและกฎหมาย พบว่ามีน้ำหนักเพียงพอ เพราะรหัสเหล่านี้อาจถูกใช้สืบทราบตัวผู้ลงคะแนนและผลโหวต ซึ่งขัดมาตรา 83 และ 85 ที่กำหนดให้การออกเสียงต้องเป็นความลับ

ก่อนหน้านี้ เมื่อ 10 มีนาคม 2569 ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ประชุมหารือกันอย่างละเอียด โดยรับคำร้องเรียนจากประชาชนถึง 21 ราย คำร้องเหล่านี้ชี้ว่าการกระทำดังกล่าวละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และอาจเชื่อมโยงได้กับบุคคลผู้ลงคะแนน ทำให้หลักการประชาธิปไตยที่ยึดการลงคะแนนลับถูกคุกคาม

เหตุผลหลักที่นำไปสู่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมบัตรเลือกตั้งสส.

ประเด็นหลักคือ บัตรเลือกตั้งที่มี Barcode และ QR Code สามารถสแกนเพื่อดึงข้อมูล ซึ่งน่าเชื่อได้ว่าจะย้อนกลับไปถึงตัวบุคคลได้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เลขาธิการ กกต. และสำนักงาน กกต. ถูกมองว่ามีส่วนรับผิดชอบในการกำหนดรูปแบบบัตรนี้ สิ่งนี้ขัดกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญที่ปกป้องสิทธิเลือกตั้งให้เป็นส่วนตัว ผู้ตรวจการฯ จึงมองว่าเป็นการกระทำที่อาจผิดกฎหมายและต้องให้ศาลตีความ

  • การลงคะแนนไม่เป็นความลับ ตามมาตรา 83 รัฐธรรมนูญ
  • รูปแบบบัตรขัดมาตรา 85 ที่กำหนดลักษณะบัตรเลือกตั้ง
  • อาจละเมิดสิทธิประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้องเรียนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งครั้งนั้น เช่น ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้งสส. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง ที่อนุญาตให้ใส่รหัสหรือเครื่องหมายพิเศษ ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และ พ.ร.ป.เลือกตั้งสส. มาตรา 84 96 หรือไม่ รวมถึงจำนวนบัตรแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อไม่เท่ากัน และการใช้รหัสอาจฝ่าฝืน พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 โดยผู้ตรวจการฯ กำลังพิจารณาอยู่

ผลกระทบต่อการเลือกตั้งและประชาธิปไตยไทย

กรณี ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมบัตรเลือกตั้งสส. นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่สะท้อนปัญหาลึกๆ ในระบบเลือกตั้งไทย การใช้เทคโนโลยีอย่าง Barcode QR Code เดิมทีอาจเพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่หากไม่รัดกุม อาจกลายเป็นเครื่องมือสอดแนมได้ สร้างความไม่เชื่อมั่นให้ประชาชน ในอดีตไทยเคยมีปัญหาการเลือกตั้งหลายครั้ง เช่น การทุจริตหรือการซื้อสิทธิขายเสียง หากศาลวินิจฉัยว่าผิด อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือปรับปรุงระบบ

ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเมืองมองว่า มาตรา 83 ระบุชัด ‘ผู้ใดจะบังคับหรือใช้กำลังประทุษร้าย หรือข่มขู่ หรือใช้กลอุบายหลอกลวง หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำการดังกล่าว เพื่อประทุษผลประโยชน์ในการเลือกตั้ง ต้องระวางโทษ’ และมาตรา 85 กำหนดบัตรต้องเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร แต่ต้องไม่เปิดเผยตัวผู้ใช้ หาก QR Code สามารถ track ได้ จะเป็นช่องโหว่ใหญ่

ความเห็นจากกกต. และฝ่ายอื่นๆ

กกต. ยัง chưaตอบสนองอย่างเป็นทางการ แต่ก่อนหน้านี้เคยชี้แจงว่ารหัสเหล่านี้ใช้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตรเท่านั้น ไม่เชื่อมโยงกับผู้ลงคะแนน อย่างไรก็ตาม ผู้ตรวจการฯ มองว่ายังมีความเสี่ยงสูง ฝ่ายค้านและนักกิจกรรมเรียกร้องให้หยุดใช้ระบบนี้ทันทีเพื่อรักษาความเชื่อมั่น

ในมุมมองของผู้เขียน กรณีนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเลือกตั้งต้องสมดุลกับสิทธิส่วนบุคคล หากศาลรับคำร้องและวินิจฉัย จะเป็นมาตรฐานใหม่ให้ กกต. ปรับปรุง ช่วยยกระดับประชาธิปไตยไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดินมีมติยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปมบัตรเลือกตั้งสส.

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท มีผลแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกทุกท่าน! วันนี้มีข่าวดีจากรัฐบาลที่เพิ่งมีผลบังคับใช้มาบอกกันครับ นั่นคือ รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหายในคดีอาญาและจำเลยที่ศาลพิพากษายกฟ้องแล้ว มาตรการนี้จะช่วยให้ทุกคนได้รับการชดเชยที่เป็นธรรมมากขึ้น สอดคล้องกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ใครที่เคยเจอเรื่องแบบนี้หรือกลัวว่าจะเจอ ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2567 ว่า ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2567 เป็นต้นไป การปรับปรุงครั้งนี้เกิดจากความจำเป็นต้องอัปเดตอัตราเยียวยาให้ทันสมัย เพราะเดิมเงินชดเชยน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายจริงในสังคมไทยทุกวันนี้

ไม่ว่าจะเป็นผู้เสียหายที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือจำเลยที่ถูกดำเนินคดีอย่างไม่เป็นธรรมแต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง ตอนนี้รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาให้สูงขึ้นหลายเท่า เพื่อลดภาระและสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ

รายละเอียดรัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับผู้เสียหาย

สำหรับ ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นฝ่ายที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรม มีการปรับเพิ่มดังนี้

  • กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย: จากเดิม 30,000-100,000 บาท ปรับเป็น สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท โดยรวมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ในวงเงินเดียว ทำให้ครอบครัวผู้เสียหายได้รับการช่วยเหลือแบบครบวงจร
  • กรณีผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: เพิ่มเป็นไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง ไม่เกินเพดาน)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าเสียหายอื่นๆ ทางร่างกายหรือจิตใจ: เพิ่มเป็นไม่เกิน 100,000 บาท
  • กรณีสูญเสียอวัยวะหรือทุพพลภาพ: กำหนดใหม่ สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท

รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยาคดีอาญา สูงสุด 3 แสนบาท สำหรับจำเลยที่ได้รับการยกฟ้อง

ส่วน จำเลย ที่ถูกดำเนินคดีแต่ศาลพิพากษาว่าไม่ผิด หรือยกฟ้อง ก็ได้รับการคุ้มครองเพิ่มเช่นกัน

  • กรณีจำเลยถึงแก่ความตายจากการถูกดำเนินคดี: ปรับเพดานเป็นสูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท
  • กรณีจำเลยไม่ถึงแก่ความตาย:
  • ค่ารักษาพยาบาล: ไม่เกิน 80,000 บาท (จ่ายตามจริง)
  • ค่าฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ: ไม่เกิน 50,000 บาท
  • ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี: ไม่เกิน 30,000 บาท (เช่น ค่าทนาย ค่าเดินทาง)

นอกจากเพิ่มเงินแล้ว ยังปรับปรุงกระบวนการให้คล่องตัว ลดขั้นตอนยุ่งยาก เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาได้เร็วขึ้น รองโฆษกฯ ระบุว่ามาตรการนี้สะท้อนความเสียหายจริง ลดช่องว่างระหว่างกฎหมายกับชีวิตจริงของประชาชน

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญมาก? ลองคิดดูครับ ในคดีอาญา ผู้เสียหายอาจต้องเสียค่ารักษา ค่าฝังศพ หรือสูญเสียรายได้ไปนานๆ ขณะที่จำเลยที่บริสุทธิ์อาจต้องเสียเวลา เงินทองไปกับการสู้คดีเป็นปีๆ เดิมเงินเยียวยาแค่หลักหมื่น ไม่พอปิดบาดแผล แต่ตอนนี้สูงสุด 3 แสนบาท ช่วยให้เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ง่ายขึ้น สร้างความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรมไทย

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณถูกทำร้ายจนพิการ ค่ารักษา+ฟื้นฟูอาจเกินแสน ตอนนี้ได้ชดเชยเต็มที่ หรือจำเลยที่ถูกจับโดยไม่มีหลักฐานชัด แต่ต่อมาถูกยกฟ้อง ก็ได้ค่าทนายคืนบางส่วน ช่วยลดความอยุติธรรมทางสังคม

พระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายฯ พ.ศ. 2544 เดิมทีมีไว้คุ้มครอง แต่ไม่เคยปรับปรุงนาน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวเคยเจอคดีแบบนี้ สามารถยื่นขอได้ที่สำนักงานคณะกรรมการยุติธรรมกระบวนการทางอาญา (สคย.) หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แค่เตรียมเอกสารคำพิพากษา ใบเสร็จค่าใช้จ่าย ก็ขอได้ครับ

ในมุมมองผม นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิพลเมืองจริงจัง ช่วยเสริมภาพลักษณ์กระบวนการยุติธรรมให้ทันสมัย หากเทียบกับต่างประเทศอย่างสหรัฐฯ หรือยุโรป ที่มีกองทุนเยียวยาผู้เสียหายจากอาชญากรรมมูลค่าสูง ไทยเราก็กำลังตามทันแล้ว

สุดท้าย ถ้าคุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับคดีอาญาหรือคำถามเรื่องการขอเงินเยียวยา คอมเมนต์มาพูดคุยกันด้านล่างได้เลยนะครับ! อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัว เพื่อให้ทุกคนรู้สิทธิตัวเอง ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวกฎหมายอัปเดตต่อไปครับ

ที่มา – รัฐปรับเพิ่มเงินเยียวยา ผู้เสียหาย–จำเลยในคดีอาญาที่ยกฟ้อง สูงสุดถึง 3 แสนบาท มีผลใช้บังคับแล้ว

โอ๊ค เยี่ยม ทักษิณ บอกแข็งแรงดี ไม่คุยพักโทษ พ.ค.นี้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ โอ๊ค เยี่ยม ทักษิณ บอกแข็งแรงดี ไม่ได้คุยเรื่องพักโทษ พ.ค.นี้ กลายเป็นข่าวที่คนไทยหลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะแฟนคลับและผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง ลูกชายคนโตของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางเข้าเยี่ยมพ่อที่เรือนจำกลางคลองเปรม พร้อมภรรยาและญาติสนิท ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าสุขภาพของท่านเป็นอย่างไรบ้าง และเรื่องพักโทษจะเป็นอย่างไรต่อไป

โอ๊ค เยี่ยม ทักษิณ บอกแข็งแรงดี ไม่ได้คุยเรื่องพักโทษ พ.ค.นี้

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 10.40 น. นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โอ๊ค” ลูกชายคนโตของนายทักษิณ ได้เดินทางมาพร้อมนางสาวณัฐฐิญา ปวงคำ ภรรยา นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และนายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัว เข้าเยี่ยมนายทักษิณที่เรือนจำกลางคลองเปรม หลังจากใช้เวลาเข้าเยี่ยมราว 45 นาที โอ๊คได้ออกมาให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ว่า พ่อของตนมีสุขภาพแข็งแรงดี การสนทนาในวันนี้เป็นเรื่องทั่วไป ไม่ได้พูดถึงประเด็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องการพักโทษที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้

ข้อมูลนี้ช่วยคลายความกังวลของคนที่ติดตามข่าวทักษิณมาอย่างต่อเนื่อง เพราะตั้งแต่ท่านเข้ามารับโทษ สุขภาพเคยเป็นเรื่องที่หลายคนห่วงใย แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะดีขึ้นมาก

ทนายวิญญัติอัพเดทสุขภาพและความคืบหน้าพักโทษ

นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของทักษิณ เผยว่าจากการเข้าเยี่ยม สุขภาพของนายทักษิณดีขึ้นกว่าช่วงแรก ๆ ที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำ สีหน้ายิ้มแย้ม เบิกบาน สาเหตุมาจากการได้รับเยี่ยมจากลูกหลาน ญาติ และกำลังใจจากประชาชน โดยเฉพาะมวลชนคนเสื้อแดงที่ส่งกำลังใจอย่างต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องการพักโทษ ทนายวิญญัติยืนยันว่ากำลังดำเนินการตามระเบียบ กฎกระทรวง และ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ อย่างเคร่งครัด คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการ 3 ชุดภายในเดือนมีนาคมนี้ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ข้อมูล ปัจจุบันนายทักษิณอยู่ในเรือนจำครบ 6 เดือนแล้ว ซึ่งตามเกณฑ์ต้องคุมขังครบ 2 ใน 3 ของโทษทั้งหมด 8 เดือน หากผ่านเกณฑ์ จะเป็นข่าวดีสำหรับท่าน ครอบครัว และแฟน ๆ ที่รอคอย

  • สุขภาพทักษิณ: แข็งแรงดี ยิ้มแย้ม สีหน้าเบิกบาน
  • การเยี่ยม: ลูกชาย โอ๊ค และครอบครัวเข้าเยี่ยม 45 นาที
  • หัวข้อสนทนา: เรื่องทั่วไป ไม่พูดพักโทษ
  • พักโทษ: ดำเนินการตามกฎ คาดพิจารณาเดือนมี.ค.

คดีมาตรา 112 ไม่กระทบการพักโทษ

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงคดีมาตรา 112 ที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ ทนายวิญญัติชี้แจงว่ากำลังขอขยายเวลาแก้อุทธรณ์ แต่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องแล้ว ทักษิณจึงยังเป็นผู้บริสุทธิ์ การอุทธรณ์ของโจทก์เป็นกระบวนการปกติ ไม่เปลี่ยนแปลงคำพิพากษา และที่สำคัญ คดีนี้แยกจากเรื่องพักโทษ เพราะพักโทษเกี่ยวกับคดีที่ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีผลกระทบต่อกัน

นอกจากนี้ ทนายวิญญัติยังให้กำลังใจประชาชนที่รอคอยอิสรภาพของทักษิณในเดือนพฤษภาคม เชื่อว่าวันนั้นจะมาถึงเร็ว ๆ นี้ หลังจากท่านปฏิบัติตามเกณฑ์ครบถ้วน ส่วนภารกิจหลังออกมาก็เป็นเรื่องส่วนตัว ขอให้ประชาชนใจเย็นกับปัญหาเศรษฐกิจและการเมือง เพราะประเทศมีกลไกดูแล และเรื่องเลือกตั้งหากมีหลักฐานก็ให้กระบวนการตัดสิน

ข่าว โอ๊ค เยี่ยม ทักษิณ บอกแข็งแรงดี ไม่ได้คุยเรื่องพักโทษ พ.ค.นี้ สะท้อนถึงความเข้มแข็งของครอบครัวชินวัตรและกระบวนการยุติธรรมที่กำลังเดินหน้า จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงมีประเด็นร้อนที่คนสนใจ หากคุณเป็นคนติดตามข่าวการเมือง แนะนำให้ติดตามอัพเดทต่อไป เพราะเดือนมีนาคมนี้จะมีพัฒนาการสำคัญ อย่าลืมแชร์บทความนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับเรื่องพักโทษของทักษิณ!

ที่มา – “โอ๊ค” เยี่ยม “ทักษิณ” บอกแข็งแรงดี ไม่ได้คุยเรื่องพักโทษ เดือน พ.ค. นีี้

Scroll to top