การพิจารณางบประมาณ

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว ศิริกัญญา เผยงบตัดถนนกระจุกตัวอีสานใต้

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตาดูการทำงานของสภาฯ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องของการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวสำคัญจากนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ออกมาให้ข้อมูลว่าการพิจารณา กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อการใช้งบประมาณในภาพรวมของประเทศอย่างมาก

กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

ในการลงพื้นที่ติดตามการทำงานของคณะอนุกรรมาธิการงบประมาณ ศิริกัญญาได้เผยให้เห็นถึงความผิดปกติในการของบประมาณหลายรายการ โดยเฉพาะงบด้านคมนาคมและการตัดถนนเส้นทางใหม่ๆ ที่ดูเหมือนจะไปกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อีสานใต้เป็นหลัก ซึ่งการตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นการทำงานเชิงรุกที่อนุกรรมาธิการพยายามเจาะลึกรายละเอียด ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขรวมๆ เหมือนในอดีต

เจาะลึกงบประมาณที่น่าสงสัยและแนวทางการตรวจสอบ

นอกจากเรื่องถนนแล้ว ยังมีการตรวจสอบพบรายการงบประมาณที่น่าสนใจอีกมากมายที่อนุกรรมาธิการเตรียมจะเปิดเผยต่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็น:

  • งบไอทีและคลาวด์: มีการใช้งบประมาณซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงาน ทั้งที่กระทรวงดีอีมีระบบคลาวด์กลางรองรับแล้ว
  • ครุภัณฑ์ราคาสูงเกินจริง: พบปัญหาใบเสนอราคาที่ไม่มีมาตรฐาน หรือมีการล็อกสเป็กอย่างน่าสงสัย
  • โดรนเกษตร: ราคาที่เสนอมาสูงเกินกว่าราคาตลาดปกติ

ทางทีมงานของพรรคประชาชนได้ใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการประชุม เพื่อจำแนกประเภทความผิดปกติ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐยังคงมีช่องโหว่ในการจัดซื้อจัดจ้างอีกมาก แม้จะมีความพยายามในการตรวจสอบอย่างหนัก แต่ด้วยสัดส่วนของอนุกรรมาธิการที่น้อยกว่า ทำให้การลงมติในบางรายการยังคงเป็นเรื่องยาก ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลให้ กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ กลายเป็นประเด็นที่ประชาชนต้องร่วมกันติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในท้ายที่สุดแล้วงบประมาณที่เหลือจะถูกปรับปรุงให้คุ้มค่ากับภาษีของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน

ในมุมมองของพวกเรา การที่ตัวแทนประชาชนเข้าไปเจาะลึกถึงรายละเอียดใบเสนอราคาและแผนที่การตัดถนนถือเป็นสัญญาณที่ดี เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีความซ้ำซ้อนหรือกระจุกตัวผิดปกติ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องย่อมต้องมีคำอธิบายที่ชัดเจน เพื่อให้งบประมาณปี 70 นี้ถูกใช้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่เฉพาะพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

ที่มา – กมธ.งบฯ 70 เกินครึ่งทางแล้ว “ศิริกัญญา” เผยงบขอตัดถนนใหม่กระจุกตัวอยู่ที่อีสานใต้เยอะ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 โดยหนึ่งในรายชื่อที่หลายคนให้ความสนใจคือ “อ.วีระ ธีระภัทรานนท์” ซึ่งเข้ามานั่งในโควตาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งงานนี้ทางด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงทัศนะต่อเรื่องนี้อย่างน่าสนใจ

นายกฯ มองว่าการที่ นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ นั้นถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นผลดีต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง เพราะการพิจารณางบประมาณแผ่นดินเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญสูง การได้ผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญเข้ามาช่วยตรวจสอบ จะทำให้การจัดสรรงบประมาณมีความโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน

ทำไมการตั้ง อ.วีระ ถึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

สำหรับคำถามที่ว่าทำไม นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่ เหตุผลสำคัญคือบุคลิกและบทบาทของ อ.วีระ ที่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความตรงไปตรงมา กล้าวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นต่างๆ อย่างแหลมคม ซึ่งในมุมของฝั่งบริหาร นายกฯ เองมองว่านี่คือตัวช่วยชั้นดีที่จะมาเติมเต็มในส่วนที่อาจมองข้ามไป เพื่อให้การใช้งบประมาณคุ้มค่าที่สุด

  • มีความเป็นมืออาชีพและประสบการณ์สูงในการวิเคราะห์ข้อมูล
  • กล้าตั้งคำถามและวิจารณ์ในจุดที่ควรปรับปรุง
  • เน้นย้ำถึงการรักษาประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ได้ติดตามการประชุมสภาอย่างใกล้ชิดเนื่องจากภารกิจการทำงานที่ต่างประเทศ แต่ท่านก็ได้เน้นย้ำชัดเจนว่า กระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดเป็นไปตามกลไกของสภาฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ คือการขับเคลื่อนประเทศด้วยการดึงคนเก่งเข้ามาช่วยงานกรรมาธิการนั่นเอง

ในยุคที่การตรวจสอบงบประมาณมีความท้าทายมากขึ้น การได้คนที่มีความรอบรู้และไม่เกรงใจในสิ่งที่ควรวิจารณ์ ย่อมเป็นสัญญาณบวกของระบบรัฐสภาไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การทำงานของคณะกรรมาธิการชุดนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงหรือช่วยให้งบประมาณปี 2570 ถูกนำไปใช้ได้ดีขึ้นเพียงใด แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือความคาดหวังของสังคมที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นของการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดิน

ที่มา – นายกฯ มองตั้ง “อ.วีระ” นั่ง กมธ.งบฯ 70 ได้คนมีประสบการณ์ กล้าวิจารณ์ ช่วยรักษาประโยชน์ชาติ

“สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า

“สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในสภาฯ เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา สำหรับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย ซึ่งทางนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาพูดถึงประเด็น “สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจว่าทุกบาททุกสตางค์ที่รัฐบาลเลือกใช้นั้น จะถูกนำไปแก้ไขวิกฤตของประเทศให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากที่สุด

เหตุผลเบื้องหลังการโอนงบประมาณ

ในมุมมองของกระทรวงคมนาคม การโอนงบประมาณครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่ผ่านการกลั่นกรองมาหลายชั้น เพื่อให้งบประมาณถูกเปลี่ยนทิศทางไปยังโครงการที่จำเป็นจริงๆ หลายคนคงเคยเห็นถนนบางสายที่รอคอยการซ่อมแซมมาทั้งชีวิต การพิจารณาเรื่องนี้จึงเปรียบเสมือนความหวังของชาวบ้านที่ต้องการเห็นการพัฒนาที่ตรงจุด โดยนายสิริพงศ์ยังได้ย้ำถึงหลักการของ “สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า ไว้เสมอว่าโครงการไหนไม่จำเป็น ก็ควรตัดออกเพื่อนำงบไปอุดจุดที่ขาดแคลนแทน

  • เร่งรัดการเบิกจ่ายให้ทันต่อสถานการณ์
  • ตัดโครงการที่ไม่จำเป็นเพื่อลดงบประมาณซ้ำซ้อน
  • เน้นการบริหารจัดการมากกว่าการสร้างของใหม่

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงคือข่าวลือเรื่องการนำงบไปลงกับรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งรัฐมนตรีช่วยฯ ยืนยันหนักแน่นว่าไม่เป็นความจริง เพราะการโอนงบครั้งนี้มีเป้าหมายหลักคือการแก้ปัญหาในภาพรวมของประเทศ อีกทั้งกระทรวงยังมีช่องทางจัดหาแหล่งเงินอื่นมาบริหารจัดการโครงการดังกล่าวได้โดยไม่กระทบงบส่วนนี้

นโยบายการประหยัดงบของรัฐบาล

นอกจากนี้ ท่านนายกรัฐมนตรียังได้กำชับนโยบายที่ชัดเจนมากว่า หน่วยงานรัฐห้ามสร้างอาคารสำนักงานใหม่ แต่ให้เน้นเรื่องการเช่าใช้หรือปรับปรุงพื้นที่เดิมแทน นี่คือหัวใจสำคัญในการ “สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี 2569 ย้ำนายกฯ ใช้เงินคุ้มค่า เพื่อป้องกันไม่ให้งบประมาณแผ่นดินต้องหมดไปกับสิ่งก่อสร้างที่อาจไม่จำเป็นในเศรษฐกิจยุคปัจจุบัน แต่ต้องเน้นไปที่การตอบโจทย์ปัญหาปากท้องและความสะดวกสบายของประชาชนเป็นอันดับแรก

ในท้ายที่สุดนี้ การติดตามการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดินถือเป็นสิทธิที่ประชาชนควรร่วมกันตรวจสอบ แม้ว่าการโอนงบจะเป็นเพียงกลไกหนึ่งในสภาฯ แต่ประสิทธิภาพของการเบิกจ่ายและการเลือกใช้เงินในโครงการที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดคือดัชนีชี้วัดที่รัฐบาลชุดนี้ต้องพิสูจน์ให้เห็นในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – “สิริพงศ์” แจง พ.ร.บ.โอนงบปี2569 ย้ำคำ “นายกฯ” ใช้ทุกบาททุกสตางค์คุ้มค่า ตอบโจทย์ปัญหาประชาชน

ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 และ TH-AI Passport

ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport

เรียกได้ว่าเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะฝ่ายค้านที่มุ่งมั่นตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดิน ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาเปิดเผยถึงความพร้อมในการเข้าชำแหละ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 ที่กำลังจะเข้าสู่สภาฯ ในวาระที่ 1 ช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ โดยพรรคได้วางแผนผู้อภิปรายให้ครอบคลุมทุกกระทรวง เพื่อให้มั่นใจว่าภาษีของพี่น้องประชาชนจะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด

ตรวจสอบงบประมาณเชิงรุกและการติดตามพฤติการณ์โครงการรัฐ

นอกจากการพิจารณางบประมาณปี 2570 แล้ว พรรคประชาชนยังเตรียมพร้อมรับมือกับ ‘ร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณปี 2569’ อีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทีมงานจะเข้าไปดูรายละเอียดว่ารัฐบาลสามารถโยกงบประมาณที่ไม่จำเป็นมาใช้ใหม่ได้คุ้มค่าเพียงใด โดยสิ่งที่ต้องจับตาเป็นพิเศษคือ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นโครงการที่มีข้อพิรุธในทีโออาร์หลายประการ

ประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจกันมาก ได้แก่:

  • ความโปร่งใสในการจัดทำ TOR โครงการต่างๆ ว่ามีกลิ่นอายล็อกสเปกหรือไม่
  • ความคุ้มค่าของโครงการ TH-AI Passport ที่ควรถูกตรวจสอบผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ
  • การติดตามความคืบหน้าการแก้ไขทีโออาร์ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ที่เคยถูกทักท้วง

สำหรับการเคลื่อนไหวในประเด็นนี้ นายพริษฐ์ได้ย้ำว่าพรรคไม่ได้มีเจตนาขัดขวางความเจริญของประเทศ แต่เราทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประชาชนเพื่อตรวจสอบความโปร่งใส ป้องกันไม่ให้งบประมาณรั่วไหล เหมือนกับกรณีโครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะที่เคยถูกทักท้วงในอดีตแต่กลับผ่านวาระการอนุมัติไปได้ด้วยเสียงข้างมาก

ในส่วนของการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น พรรคประชาชนมองว่าด้วยกรอบเวลาของสมัยประชุมที่ปิดกลางเดือนกรกฎาคมนี้ การดำเนินการอาจต้องยกไปไว้ในสมัยประชุมถัดไป แต่ยืนยันว่าการตรวจสอบ ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport จะยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ลดละ

การตรวจสอบผู้มีอำนาจไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทุกคนที่ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา เพราะงบประมาณทุกบาทคือน้ำพักน้ำแรงจากภาษีของเราทุกคนครับ หากท่านมีข้อสงสัยหรือต้องการให้ฝ่ายค้านตรวจสอบประเด็นใดเป็นพิเศษ สามารถร่วมส่งเสียงสะท้อนกันได้เลยครับ

ที่มา – ปชน. ลุยชำแหละรายจ่ายงบประมาณ 2570 – กฎหมายโอนงบประมาณ เกาะติด TH-AI Passport

อนุทิน ฟิตนัดถกครม. ลุ้นอนุมัติคนละครึ่ง

หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างเป็นทางการแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็ไม่รอช้า ได้สั่งการให้จัดประชุมครม. นัดแรกทันที ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเพื่อเร่งรัดนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะการพิจารณาอนุมัติโครงการคนละครึ่งที่ทุกคนกำลังจับตามอง

อนุทิน ฟิตนัดถก ครม. นัดแรกหลังจบแถลงนโยบาย ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่ง

การประชุมครม. นัดแรกนี้กำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 กันยายน 2568 หลังจากการแถลงนโยบายเสร็จสิ้น โดยสถานที่จะอยู่ที่ชั้น 4 ของอาคารรัฐสภา ซึ่งเป็นห้องประชุมเดียวกันกับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญใช้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี ทำให้บรรยากาศค่อนข้างเร่งรีบและเข้มข้น ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์การเมืองต่างพากันคาดการณ์ว่า หนึ่งในวาระสำคัญที่จะถูกนำมาพูดคุยคือการอนุมัติงบประมาณสำหรับโครงการคนละครึ่ง

โครงการคนละครึ่งถือเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลชุดก่อนหน้าเคยใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตโควิด-19 โครงการนี้ช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่เข้าร่วมได้ในราคาที่ถูกลงครึ่งหนึ่ง โดยรัฐช่วยจ่ายส่วนต่าง ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้าในชุมชนและ SME ที่ได้รับผลกระทบจากยอดขายตกต่ำ

ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่งก่อนปีงบประมาณสิ้นสุด

เหตุผลที่ทุกคนลุ้นกันอย่างยิ่งคือ ปีงบประมาณ 2568 กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 30 กันยายน 2568 หากครม. ไม่สามารถอนุมัติงบสำหรับโครงการคนละครึ่งได้ทัน อาจต้องรอให้งบประมาณปี 2569 เริ่มใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม ซึ่งอาจทำให้เกิดช่องว่างในการดำเนินโครงการ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากที่กำลังฟื้นตัว การประชุมครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่อนุทินจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันนโยบายช่วยเหลือประชาชน

นอกจากนี้ การฟิตนัดถกครม. ของอนุทินยังสะท้อนถึงสไตล์การบริหารที่เด็ดขาดและเน้นผลลัพธ์ เขาเคยประกาศชัดเจนในการหาเสียงว่าประชาชนคือศูนย์กลางของนโยบายทั้งหมด โครงการคนละครึ่งจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือหลักที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทและกรุงเทพฯ ที่ยังมีปัญหาการว่างงานและรายได้ไม่แน่นอน

หากย้อนดูประวัติโครงการคนละครึ่ง จะพบว่ามันประสบความสำเร็จอย่างมากในเฟสก่อนหน้า โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 50 ล้านคน และช่วยหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจได้หลายหมื่นล้านบาท รัฐบาลชุดใหม่จึงมองว่าการต่อยอดโครงการนี้จะช่วยให้ GDP เติบโตเร็วขึ้น โดยเฉพาะในไตรมาสสุดท้ายของปี

  • ประโยชน์หลักของโครงการ: ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชน
  • กระตุ้นยอดขายร้านค้าท้องถิ่น
  • สนับสนุนเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง
  • ลดความเสี่ยงจากการล็อกดาวน์ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางคนกังวลว่าการอนุมัติงบกะทันหันอาจกระทบสมดุลงบประมาณโดยรวม แต่ฝั่งรัฐบาลมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความยั่งยืน นอกจากวาระคนละครึ่งแล้ว ประชุมนัดนี้ยังอาจครอบคลุมประเด็นอื่นๆ เช่น การปรับโครงสร้างกระทรวงมหาดไทยและนโยบายท้องถิ่น

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของอนุทินแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนอย่างแท้จริง หากโครงการคนละครึ่งได้รับอนุมัติ จะเป็นสัญญาณบวกสำหรับเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือประชาชนทั่วไป อย่าลืมติดตามผลการประชุมนี้ เพราะมันอาจส่งผลโดยตรงต่อกระเป๋าเงินของคุณ

ติดตามข่าวสารการเมืองและเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” ฟิตนัดถก ครม. นัดแรกหลังจบแถลงนโยบาย ลุ้นอนุมัติโครงการคนละครึ่ง

สว.พิสิษฐ์ ยัน! ไม่มีการคว่ำงบรายจ่ายปี 69

สว.พิสิษฐ์ ยัน! ไม่มีการคว่ำงบรายจ่ายปี 69

ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดเกี่ยวกับความตั้งใจของวุฒิสภา (สว.) ที่จะคว่ำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ล่าสุด นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยระบุว่าเป็นเพียง “มโน” ของผู้ที่ปล่อยข่าวเท่านั้น

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะโฆษกกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ได้แถลงข่าวยืนยันว่า วุฒิสภาจะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ในวันที่ 1-2 กันยายนที่จะถึงนี้ โดยจะเน้นการพิจารณาใน 4 ประเด็นหลักที่เป็นภัยคุกคามต่อประเทศ

4 ภัยคุกคามหลักที่ สว. จะพิจารณาในการพิจารณางบรายจ่ายปี 69

  • ภัยเศรษฐกิจ: ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงรายได้ของประชาชนที่ลดลง
  • ภัยความมั่นคง: ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา
  • ภัยธรรมชาติ: ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง
  • ภัยสังคม: ปัญหายาเสพติด พนันออนไลน์ และบุหรี่ไฟฟ้า

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว. จะพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ อย่างเร่งด่วนภายใน 20 วันตามที่กำหนด และยืนยันว่าการกล่าวหาว่าวุฒิสภาจะคว่ำร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากเป็นเอกสิทธิ์ของ สว. แต่ละคน และไม่มีการบังคับขู่เข็ญใดๆ ทั้งสิ้น

“คนที่กล่าวหา สว. เรื่องคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ภาษาชาวบ้านคือ มโนสำคัญกว่าข้อเท็จจริง” นายพิสิษฐ์กล่าว “ขอยืนยันว่า สว. ไม่เคยมีการหารือเรื่องการคว่ำงบรายจ่ายปี 69 แต่อย่างใด”

การแถลงข่าวของนายพิสิษฐ์ มีขึ้นเพื่อตอบโต้กระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความเข้าใจผิดและความกังวลให้กับประชาชนเกี่ยวกับอนาคตของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ประเด็นที่ สว. จะให้ความสำคัญในการพิจารณางบประมาณ คือการที่งบประมาณดังกล่าวสามารถแก้ไขปัญหาทั้ง 4 ด้านที่กล่าวมาข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หาก สว. พิจารณาแล้วเห็นว่างบประมาณที่เสนอมานั้นไม่ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ก็อาจมีการปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ถือเป็นกระบวนการสำคัญในการบริหารประเทศ เนื่องจากเป็นแผนการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลในรอบปีงบประมาณถัดไป การที่วุฒิสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน จึงเป็นการสร้างความมั่นใจได้ว่า งบประมาณจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น การออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่องการคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ของ สว.พิสิษฐ์ จึงเป็นการสร้างความกระจ่างและความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพื่อให้การพิจารณางบประมาณในปี 2569 เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพต่อไป

ติดตามข่าวสารและข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2569 ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวและเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของคุณ

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัดให้หยุดมโนวุฒิสภาจ้องคว่ำงบรายจ่ายปี 69 ยันไม่เคยหารือกัน

สว. ปัดข่าวลือคว่ำงบประมาณ 2569 ย้ำไม่จริง!



สว.ปัดข่าวลือจ้องล้มโต๊ะคว่ำงบประมาณ 2569 ยืนยันไม่มีเหตุผลรั้งร่างพระราชบัญญัติ ยิ่งยื้อยิ่งเป็นผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ ที่ควรให้เงินหมุนเข้าระบบโดยเร็วที่สุด

วันที่ 12 ส.ค. 2568 นายอลงกต วรกี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะรองประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2569 วุฒิสภา กล่าวถึงการติดตามการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่สภาผู้แทนราษฎร เตรียมพิจารณาวาระ 2-3 ในวันที่ 13-15 ส.ค. นี้ว่า ในส่วนวุฒิสภาได้พิจารณาเนื้อหาและรายละเอียด เชิญหัวหน้าส่วนราชการมาชี้แจงรายละเอียด แต่การพิจารณาของสว. ไม่สามารถตัดหรือเปลี่ยนแปลงได้ มีหน้าที่เพียงตั้งข้อสังเกต หากพบว่า งบบางตัวมีความผิดปกติ เช่น งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการที่ตั้งงบไว้สูง เพื่อใช้ทวงหนี้ผู้ผิดนัดชำระเงินกู้กยศ. หรืองบประมาณบางหมวดเป็นเบี้ยหัวแตก งบแก้ปัญหาทุจริตที่มีกระจายอยู่ในหน่วยงานต่างๆ

เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวสว. อาจไม่เห็นชอบร่างพ.ร.บ.งบรายจ่ายปี 2569 นายอลงกตตอบว่า ไม่มีไม่เห็นชอบแน่นอน หากสว.ไม่เห็นชอบ จะใช้มูลเหตุอะไรไม่เห็นชอบ หากสว.ไม่เห็นชอบกระบวนการต้องย้อนไปสส.อีก อยากถามกลับเหมือนกันว่า สว.จะยื้อทำไม ยิ่งในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน สามารถนำเงินเข้าระบบได้เร็วเท่าไรยิ่งดี จึงไม่มีเหตุยับยั้ง แต่มีข้อสังเกตได้ ไม่ควรชะลอการผ่านงบในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

สว. ยัน! ไม่คว่ำงบประมาณ 2569 แน่นอน

จากกระแสข่าวลือที่แพร่สะพัดว่า สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เตรียมที่จะคว่ำร่างงบประมาณ 2569 นั้น ล่าสุด นายอลงกต วรกี ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าไม่มีเหตุผลใดที่ สว. จะทำการยับยั้งร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าว เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันต้องการการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว การอนุมัติงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

ทำไมการอนุมัติงบประมาณ 2569 จึงสำคัญ?

การอนุมัติงบประมาณ 2569 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากงบประมาณดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่าย การลงทุน และการจ้างงาน หากงบประมาณถูกชะลอออกไป จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ทำให้โครงการต่างๆ ต้องหยุดชะงัก และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

นอกจากนี้ การอนุมัติงบประมาณที่ล่าช้ายังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งอาจชะลอการลงทุนและส่งผลเสียต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ดังนั้น การเร่งอนุมัติงบประมาณจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

  • กระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
  • สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ข้อสังเกตเกี่ยวกับงบประมาณ 2569

แม้ว่า สว. จะยืนยันว่าจะไม่คว่ำงบประมาณ 2569 แต่ก็ยังคงมีข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับรายละเอียดของงบประมาณที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ความโปร่งใสในการจัดสรรงบประมาณ การตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และประสิทธิภาพของโครงการต่างๆ ที่ได้รับการอนุมัติงบประมาณ

การพิจารณาข้อสังเกตเหล่านี้อย่างรอบคอบจะช่วยให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น แม้ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะต้องการการอนุมัติงบประมาณอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ควรละเลยการตรวจสอบและพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้งบประมาณถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – สว.ปัดข่าวลือจ้องล้มโต๊ะคว่ำงบประมาณ 2569 ย้ำยิ่งยื้อ ยิ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ

Scroll to top