การฟ้องร้อง

กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท

กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อล่าสุด นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคมีมติเห็นชอบให้ 9 แกนนำพรรค เดินหน้าฟ้องร้องดำเนินคดีกับ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่ออกมากล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว. ที่ผ่านมา

นายกรวีร์ระบุว่า การกระทำของนายยิ่งชีพนั้นส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของบรรดาแกนนำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่อีกฝ่ายออกมายอมรับเองว่าไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการกล่าวหา แต่เป็นการฟังคำบอกเล่ามาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งในมุมของนักการเมือง พรรคภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส แต่เป็นความพยายามที่จะดิสเครดิตและใส่ร้ายป้ายสีกันทางการเมืองมากกว่า

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจฟ้องร้อง

สำหรับประเด็นที่ว่าเรื่องนี้คือการ “ฟ้องปิดปาก” หรือ SLAPP Lawsuit นั้น นายกรวีร์ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การฟ้องปิดปากหมายถึงการที่รัฐใช้เครื่องมือทางกฎหมายกับประชาชนที่พูดความจริง แต่ในกรณีของ กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท นั้น เป็นเพียงการรักษาสิทธิและปกป้องศักดิ์ศรีของบุคคลที่ถูกกล่าวหาโดยไร้มูลความจริง

  • การฟ้องร้องเน้นไปที่การพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของ 9 แกนนำ
  • การตรวจสอบต้องอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง ไม่ใช่การนำความเห็นมาเหมาเข่ง
  • การออกมาตอบโต้ถือเป็นหน้าที่ เพื่อไม่ให้สังคมเข้าใจผิดว่าเป็นการยอมรับข้อหา

นายกรวีร์ยังได้ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความเชื่อมโยงที่นายยิ่งชีพพยายามสร้างขึ้น ว่าเป็นการนำเรื่องผู้ช่วย สส. ที่รู้จักกับผู้สมัครมาเชื่อมโยงกับตัว สส. เอง ซึ่งทางพรรคยืนยันว่าไม่มีคลิปเสียง ไม่มีคลิปวิดีโอ หรือหลักฐานการสนับสนุนด้านการเงินใดๆ ที่จะเอาผิดได้ ดังนั้น การกระทำดังกล่าวจึงดูเหมือนการจัดฉากเพื่อเป้าหมายบางอย่าง มากกว่าความมุ่งมั่นในการตรวจสอบกฎหมาย

สรุปแล้วสถานการณ์กรวีร์ เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ยิ่งชีพ หมิ่นประมาท ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ดุเดือด ซึ่งประชาชนคงต้องจับตาดูกระบวนการยุติธรรมกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้ว บทสรุปของคดีนี้จะลงเอยอย่างไร และศาลจะตัดสินว่าข้อมูลที่ถูกนำมาเผยแพร่นั้นถือเป็นการหมิ่นประมาทหรือเป็นการตรวจสอบโดยสุจริตกันแน่

ที่มา – “กรวีร์” เผย ภท. ไฟเขียว 9 แกนนำฟ้อง ‘ยิ่งชีพ’ หมิ่นประมาท

เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารก

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวสะเทือนใจจากต่างประเทศกันมาบ้าง กับประเด็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนักในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับคดีที่เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนและซับซ้อนในเชิงข้อกฎหมาย ทำให้สังคมเกาหลีใต้เกิดการตั้งคำถามถึงช่องโหว่ของกฎหมายการยุติการตั้งครรภ์ที่ยังคงค้างคาอยู่ในปัจจุบัน

ไขปมคดี เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด

จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้มาจากหญิงสาวคนหนึ่งที่ทำการยุติการตั้งครรภ์ในขณะที่อายุครรภ์สูงถึง 36 สัปดาห์ หรือราว 8 เดือนกว่า โดยเธอได้ออกมาโพสต์เรื่องราวผ่านช่องทาง YouTube จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ศาลชั้นต้นในตอนแรกได้ตัดสินว่าเธอมีความผิดฐานฆาตกรรม แต่ในชั้นศาลอุทธรณ์กลับมีคำสั่งยกฟ้องจำเลยรายนี้ โดยให้เหตุผลว่าเธอไม่ทราบมาก่อนว่าทารกจะรอดชีวิตขณะผ่าคลอด เนื่องจากนายหน้าให้ข้อมูลที่บิดเบือน

ทำไมคดี เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด ถึงกลายเป็นประเด็นระดับชาติ?

สาเหตุหลักที่คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมหาศาล เพราะสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาทางกฎหมายที่ไม่มีการกำหนดเพดานอายุครรภ์ที่ชัดเจน หลังจากที่เกาหลีใต้ยกเลิกกฎหมายห้ามทำแท้งไปตั้งแต่ปี 2562 โดยทางศาลรัฐธรรมนูญเคยเสนอให้มีการออกกฎหมายรองรับการทำแท้งไม่เกิน 22 สัปดาห์ แต่จนถึงปัจจุบันทางรัฐสภาก็ยังไม่ได้ข้อสรุปที่แน่ชัด กลายเป็นพื้นที่สีเทาให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเช่นนี้

  • จุดเปลี่ยนของคดี: ศาลอุทธรณ์รับฟังคำให้การว่าจำเลยได้รับข้อมูลเท็จจากนายหน้า
  • ช่องโหว่ทางกฎหมาย: ความล่าช้าของรัฐสภาในการออกกฎหมายคุ้มครองการยุติการตั้งครรภ์
  • บทลงโทษที่เปลี่ยนไป: แพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลยังคงมีความผิดและได้รับโทษจำคุก

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ทางแอมเนสตีได้ออกมาแสดงความยินดีกับการยกฟ้องผู้หญิงคนดังกล่าว แต่ก็ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลควรออกมาตรการที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยเดิมอีก คดีนี้จึงไม่เพียงแค่เรื่องของคนคนหนึ่ง แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่บอกให้รู้ว่า กฎหมายที่ไม่ชัดเจนสามารถสร้างผลกระทบต่อชีวิตและจริยธรรมของคนในสังคมได้มากเพียงใด สุดท้ายแล้วเราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า สภาเกาหลีใต้จะขยับตัวจัดการกับปัญหาสุญญากาศทางกฎหมายนี้อย่างไร เพื่อสร้างความปลอดภัยให้แก่ทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์อย่างเป็นธรรม

ที่มา – เกาหลีใต้ยกฟ้อง หญิงทำแท้งครรภ์ 36 สัปดาห์ รอดคดีฆ่าทารกแรกเกิด

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มไอลอว์ได้มีการเปิดเผยรายชื่อบุคคลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ฮั้ว” เลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของนายทรงศักดิ์รวมอยู่ด้วย ทำให้นายทรงศักดิ์ต้องออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

นายทรงศักดิ์ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อหน้าสื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการดังกล่าว พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการนำชื่อมาพาดพิงทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นในฐานะบุคคลที่ได้รับผลกระทบ “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้แก่ตนเองและพรรคภูมิใจไทย

เหตุผลที่ต้องใช้กฎหมายจัดการข้อครหา

เมื่อถูกถามว่าการเปิดรายชื่อดังกล่าวเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ รองนายกฯ ทรงศักดิ์ระบุว่าตนไม่ต้องการด่วนสรุปเจตนาของกลุ่มผู้เปิดเผยข้อมูล แต่ยอมรับว่าในฐานะนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการวิจารณ์นั้นก้าวก่ายจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ การปกป้องสิทธิส่วนบุคคลจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

  • การปรึกษาทีมกฎหมายพรรคเพื่อดำเนินการภาพรวม
  • การตรวจสอบข้อกฎหมายว่าคำกล่าวอ้างมีองค์ประกอบความผิดหรือไม่
  • การรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีหากพบการหมิ่นประมาท

นายทรงศักดิ์ยังกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่มีชื่อปรากฏในลักษณะเดียวกัน เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ตามมาตรฐานของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองระดับสูงแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิผ่านช่องทางกฎหมายแทนการเผชิญหน้าด้วยวาทกรรม ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงกระทำได้ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงที่รอบด้านและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ประเด็นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการติดตามข่าวสารการเมืองในยุคดิจิทัลที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองและรอคอยข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรมแทนการด่วนตัดสินจากกระแสสังคม

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เล็งใช้กฎหมายดำเนินคดีปกป้องสิทธิ หลังถูกพาดพิง

กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำเหตุการณ์ระทึกขวัญจากเหตุไฟไหม้โรงเบียร์ชื่อดังย่านลาดพร้าวได้ ซึ่งนอกจากความเสียหายทางทรัพย์สินแล้ว ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่ต้องเผชิญกับวิกฤตชีวิตซ้ำซ้อน ล่าสุด กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง ที่กำลังแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลมหาศาล เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายกองตรี ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรม พร้อมด้วยตัวแทนจากมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล กระทรวงสาธารณสุข และสภาทนายความ ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือ 2 ครอบครัวผู้เสียหาย ซึ่งประกอบด้วยชาวไทยและชาวลาว ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้ แต่กลับต้องมาแบกรับภาระหนี้สินค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนร่วมกว่า 500,000 บาท เนื่องจากวงเงินประกันภัยของผู้ประกอบการหมดลง

แนวทางการช่วยเหลือผู้เสียหายอย่างบูรณาการ

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเมื่อ กธ. จับมือ มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง ครั้งนี้ ได้มีการวางกรอบการช่วยเหลือที่ชัดเจนไว้ 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • การรักษาพยาบาล: กระทรวงสาธารณสุขจะเข้ามาดูแลเรื่องสิทธิ์การรักษาพยาบาล เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่สะสมมานาน
  • การเยียวยาเบื้องต้น: ศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์พรรคกล้าธรรมและมูลนิธิธรรมนัส จะเร่งเจรจากับผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำเงินเยียวยามาบรรเทาทุกข์โดยเร็ว
  • การดำเนินคดีทางกฎหมาย: สภาทนายความจะเข้ามาดูแลสิทธิ์และดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบการจะไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบ

นายกองตรี ดร.ธนกฤต ได้ย้ำชัดเจนว่า เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่ผู้ประกอบการจะเพิกเฉยไม่ได้ ทีมงานจะติดตามคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าผู้เสียหายทุกคนได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

เราขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้เสียหายผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าหน่วยงานรัฐจะสามารถบังคับใช้กฎหมายเพื่อเอาผิดผู้ที่เกี่ยวข้องให้ถึงที่สุด เพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าความปลอดภัยของชีวิตประชาชนต้องมาก่อนผลกำไรทางธุรกิจเสมอ

ที่มา – กธ. จับมือ “มูลนิธิธรรมนัส-สธ.-สภาทนายความ” ช่วย 2 ครอบครัวเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ดัง

“ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

“ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงหน่วยงานรัฐ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ โดยมองว่าเป็นมติที่ไม่มีน้ำหนักและอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ในการทำงาน โดยนายพชร นริพทะพันธุ์ ที่ปรึกษาประธาน กสทช. ได้ออกมาเปิดเผยความเคลื่อนไหวล่าสุดผ่านสื่อมวลชน

จุดเริ่มต้นของชนวนเหตุความขัดแย้ง

ความตึงเครียดนี้เกิดขึ้นหลังจากที่คณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ได้มีมติเอกฉันท์ระบุว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีลักษณะต้องห้ามและเข้าข่าย “สละสิทธิ์” การดำรงตำแหน่ง ซึ่งทำให้นายพชรและทีมกฎหมายต้องเร่งหาแนวทางดำเนินคดีอย่างถึงที่สุด เพราะคำว่าสละสิทธิ์นั้นต้องเป็นเจตจำนงของตัวบุคคล ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมาตัดสินแทนได้

ประเด็นที่น่าสนใจในการโต้แย้งครั้งนี้ มีดังนี้:

  • ประธาน กสทช. ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างถูกต้องตามขั้นตอนกฎหมาย
  • มีการปฏิบัติหน้าที่ขับเคลื่อนองค์กรมานานกว่า 4 ปี หากขาดคุณสมบัติจริงเหตุใดจึงเพิ่งมีการหยิบยกมาพูดถึง
  • ทีมกฎหมายมั่นใจในหลักฐานที่จะนำมาหักล้างข้อกล่าวหาทั้งหมดว่าไม่มีมูลความจริง

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่ “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ ครั้งนี้ ทางฝ่ายกฎหมายยังคงเร่งพิจารณาช่องทางดำเนินการที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากคณะกรรมการสรรหาอาจไม่มีอำนาจทางปกครองโดยตรง แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายการดิสเครดิตการทำงานของประธาน กสทช. ต่อสายตาสาธารณชน

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร เพราะไม่เพียงแต่เป็นเรื่องของคุณสมบัติบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นขององค์กรกำกับดูแลระดับประเทศอีกด้วย การที่ “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของข้อกฎหมายและกระบวนการคัดเลือกกรรมการ ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบอย่างสูงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และท้ายที่สุดประชาชนควรได้เห็นการทำงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – “ประธาน กสทช.” เดือด ส่งทีมกุนซือเล็งฟ้องกลับหลังถูกบอร์ดชี้ขาดคุณสมบัติ

ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงกฎหมายและกระแสสังคม เมื่อล่าสุดศาลอาญาได้มีคำสั่งออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ หลังจากจำเลยไม่ยอมมาปรากฏตัวตามนัดหมาย สร้างความคลางแคลงใจให้กับทางฝั่งโจทก์และประชาชนทั่วไปที่ติดตามคดีนี้มาอย่างยาวนาน

เบื้องหลังคดีดัง ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากคดีที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช มารดาของคุณ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ได้ยื่นฟ้องอดีตทนายความรายหนึ่งในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ โดยมีประเด็นสำคัญจากการที่คู่กรณีเคยรับว่าจ้างให้ช่วยเรื่องคดีความ แต่กลับไม่คืนเงินค่าประกันตัวจำนวนกว่า 3.1 ล้านบาท จนกลายเป็นเรื่องราวที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปี 2562

เปิดพฤติการณ์ที่นำไปสู่การออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คุณเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ตนเองและครอบครัวตั้งใจเพียงแค่ต้องการความยุติธรรมกลับคืนมา หลังจากถูกทนายความคนดังกล่าวกลั่นแกล้งและฟ้องกลับทั้งที่ไม่มีมูลความจริง โดยมีข้อสังเกตและรายละเอียดสำคัญดังนี้:

  • ทนายความคนนี้เคยมีชื่อเสียงและได้รับรางวัลผู้นำองค์กรดีเด่น ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในตอนแรก
  • มีการแอบอ้างว่ารู้จักคนใหญ่คนโตเพื่อให้โจทก์หลงเชื่อและว่าจ้างในที่สุด
  • หลังจากที่มีคำสั่งศาลแพ่งให้คืนเงิน ก็กลับไม่มีการชำระคืนจริง มีเพียงสถานะล้มละลาย
  • ในชั้นศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ได้มีการพิพากษาลงโทษจำเลยในข้อหาเบิกความเท็จและฟ้องเท็จไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา จำเลยกลับไม่ยอมเข้ามาตามนัด ทั้งที่ทราบถึงหมายศาลโดยชอบแล้ว ทำให้ศาลตัดสินใจสั่งออกหมายจับทันทีพร้อมริบเงินประกันตัวเต็มจำนวน เพราะเล็งเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับครอบครัวผู้เสียหายเป็นอย่างมาก

ทางด้านคุณเบนซ์ เรซซิ่ง ได้ฝากข้อคิดไว้ว่า คนที่เป็นถึงทนายความและมีความรู้ทางกฎหมาย ไม่ควรใช้ตำแหน่งหรือความสามารถมาหากินบนความเดือดร้อนของประชาชน และควรมีความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อผลของการกระทำของตนเองมากกว่าการหลบหนีเช่นนี้ คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคนที่กำลังแสวงหาที่ปรึกษาทางกฎหมาย ว่าต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและไม่หลงเชื่อเพียงแค่ชื่อเสียงหรือคำกล่าวอ้างเท่านั้น

สุดท้ายนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในนัดถัดไปวันที่ 7 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสามารถจับกุมตัวจำเลยมาฟังคำพิพากษาได้ทันเวลาหรือไม่ และบทสรุปของคดีสะเทือนอารมณ์นี้จะจบลงอย่างไร ต้องรอติดตามกันอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – ออกหมายจับ “ทนาย” คนดัง ไม่มาฟังคำพิพากษาศาล คดีแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” ฟ้องเบิกความเท็จ

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงกฎหมายเมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีที่ ปู-มัณฑนา หิมะทองคำ อดีตรองนางสาวไทย ได้ยื่นฟ้อง ทนายกุ้ง ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีการให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ ซึ่งคดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้คำพูดและการทำหน้าที่ของทนายความในยุคโซเชียลมีเดีย

สรุปบทเรียนจากคดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา

ศาลได้พิเคราะห์จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรายการ ‘เคลียร์ชัดชัด’ โดยพบว่าคำพูดของจำเลยที่ 2 หรือ ทนายกุ้ง นั้นมีการกล่าวถึงจำนวนลูกหนี้ของฝั่งโจทก์ในลักษณะที่เกินขอบเขตการทำหน้าที่ทนายความ ไม่ได้เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของลูกความอย่างสมเหตุสมผล ทำให้ศาลมีคำสั่งตัดสินจำคุกเป็นเวลา 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี และสั่งปรับเป็นเงินจำนวน 1 แสนบาท โดยศาลมองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ซึ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของ ปู-มัณฑนา

หากเปรียบเทียบในมุมมองกฎหมาย คดี คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท ทนายกุ้ง หมิ่นประมาท ปู-มัณฑนา นี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพทางกฎหมายว่าต้องมีความระมัดระวังในการให้ข้อมูลต่อสาธารณะอย่างยิ่ง ดังนี้:

  • การนำเสนอข้อมูลต้องอยู่ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ไม่บิดเบือน
  • การทำหน้าที่ทนายความต้องไม่ล้ำเส้นจนกระทบต่อสิทธิและชื่อเสียงของผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐานชัดเจน
  • การกล่าวอ้างในรายการโทรทัศน์ต้องคำนึงถึงผลวิบากทางกฎหมายที่เป็นคดีหมิ่นประมาทได้เสมอ

อย่างไรก็ตาม ทางด้านจำเลยได้ออกมาแสดงท่าทีว่าจะขอสู้ต่อในชั้นอุทธรณ์ โดยมองว่าเป็นเพียงเหตุการณ์จากคดีเดียวจากหลายคดีที่เคยทำมา ซึ่งนับว่าเป็นกรณีศึกษาที่ดีสำหรับประชาชนในการติดตามว่าขอบเขตของการแสดงความคิดเห็นและการทำหน้าที่ของนักกฎหมายนั้นควรมีจุดสิ้นสุดที่ตรงไหน

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนไม่ว่าจะประกอบอาชีพใด ควรพิจารณาคำพูดและข้อมูลก่อนสื่อสารออกไปในที่สาธารณะ เพราะคำพูดเพียงไม่กี่ประโยคอาจนำมาซึ่งภาระทางกฎหมายที่หนักหนาเกินคาดคิด การใช้สติยับยั้งชั่งใจถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในยุคปัจจุบัน

ที่มา – คุก 1 ปี แต่ให้รอลงอาญา ปรับ 1 แสนบาท “ทนายกุ้ง” หมิ่นประมาท “ปู-มัณฑนา”

ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และแวดวงราชการไทย เมื่อมีข่าว ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบท้องถิ่น หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงปริศนาที่พาดพิงถึงภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทย เชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 4.5 พันล้านบาท

เบื้องลึกการเดินหน้าฟ้องร้อง: ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อแอดมินเพจดัง CSI LA ได้นำคลิปเสียงความยาวกว่า 5 นาทีออกมาโพสต์แฉ พร้อมระบุข้อความที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง งานนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงไม่นิ่งเฉย โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทำไมเรื่องนี้ถึงบานปลาย?

การที่ ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ต่าง แต่เป็นการปกป้องชื่อเสียงขององค์กรและตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่แพร่กระจายโดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งทางตัวแทนทางกฎหมายของกระทรวงฯ ยืนยันว่าเนื้อหาเหล่านั้นคือการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: การแชร์ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนทั่วไป
  • การดำเนินคดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน
  • เจตนาการโพสต์: ทางกระทรวงฯ มองว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานจากทางกองบังคับการปราบปราม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิสูจน์ความจริงว่าคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือการกลั่นแกล้งกันแน่ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความวุ่นวาย

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย การเปิดโปงทุจริตเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่การนำชื่อคนอื่นไปแปดเปื้อนโดยไม่มีที่มาที่ไป หากคุณพบเห็นข้อมูลที่หมิ่นเหม่ ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก่อนแชร์ต่อ เพื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างสรรค์ขึ้น

ที่มา – ปลัดมหาดไทย แจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียง พาดพิงภรรยาโยงโกงสอบท้องถิ่น

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการกล่าวถึงกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงข้อพิพาททางกฎหมายกับ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.พรรคประชาชน โดยประเด็นหลักที่หลายคนสนใจคือกรณี ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าการดำเนินการทางกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อหวังปิดกั้นการตรวจสอบในปัจจุบัน

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

นายสุชาติได้ชี้แจง ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ความเคลื่อนไหวในการยื่นฟ้องนางสาวรักชนกในข้อหาหมิ่นประมาทและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จนั้น ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่การตอบโต้หลังจากการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตามที่มีกระแสข่าวลืออ้างถึง ทั้งนี้เป็นไปตามสิทธิในการปกป้องชื่อเสียงจากการถูกกล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง

รายละเอียดการฟ้องและประเด็นที่ ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

สำหรับคดีความที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายทนายความของนายสุชาติได้สรุปประเด็นการฟ้องร้องไว้ทั้งหมด 4 คดีหลักๆ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่นายสุชาติมองว่าเป็นการหมิ่นประมาทและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ดังนี้:

  • คดีเกี่ยวกับกรณีตึกสกายไนน์
  • คดีกล่าวหาว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าปกป้องคนผิดในกรณีผลสำรวจสินบนของ กกร.
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าเป็นคนถ่อยและมีกิริยาต่ำทราม

นายสุชาติกล่าวเน้นย้ำว่า การที่ศาลเพิ่งนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาในการทำงานของคณะกรรมาธิการที่ไอซ์เป็นประธานอยู่แต่อย่างใด เป็นเพียงขั้นตอนตามกระบวนการของศาลที่เพิ่งมาถึงคิวตรวจสอบในส่วนนี้เท่านั้น การที่ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้นานถึงหลายเดือน จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าเรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ไม่ใช่ความพยายามในการสะกัดกั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส.ฝ่ายค้าน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองออกมาปกป้องสิทธิ์ของตนเองผ่านกระบวนการศาลถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามผลการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะทั้งการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส. และการใช้สิทธิ์ทางกฎหมายของรัฐมนตรี ต่างก็เป็นกลไกที่ช่วยให้สังคมได้รับรู้ความจริงในหลายๆ แง่มุมที่สังคมกำลังตั้งคำถามอยู่

ที่มา – ปัดฟ้องปิดปาก “สุชาติ” ยันฟ้องหมิ่น “ไอซ์” กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว

Scroll to top