การรักษาพยาบาล

กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” เริ่ม 1 ส.ค.

ข่าวดีสำหรับข้าราชการและครอบครัวครับ! ล่าสุดทางกรมบัญชีกลางได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยมีการประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือการเพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูกหัก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึงและลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น

กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน”

การปรับปรุงระเบียบในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของข้าราชการได้อย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนรุนแรง ซึ่งยาในกลุ่ม Teriparatide และ Romosozumab เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงแต่เดิมนั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การที่ภาครัฐขยับตัวเข้ามาดูแลตรงจุดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่องครับ โดยการดำเนินการครั้งนี้แบ่งออกเป็นรายละเอียดสำคัญที่ทุกคนควรทราบ ดังนี้ครับ

รายละเอียดการเพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน”

เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่าและผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสม ทางกรมบัญชีกลางได้กำหนดอัตราการเบิกจ่ายไว้ชัดเจนเพื่อให้สถานพยาบาลยึดถือปฏิบัติ:

  • ยา Teriparatide: เบิกจ่ายได้ในอัตราไม่เกิน 7,710 บาทต่อ 1 ด้ามต่อกล่อง
  • ยา Romosozumab: เบิกจ่ายได้ในอัตราไม่เกิน 16,670 บาทต่อ 2 ด้ามต่อกล่อง

ข้อควรระวังสำคัญคือ การเบิกจ่ายยาเหล่านี้จะต้องดำเนินการผ่านระบบเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเท่านั้น และต้องเป็นไปตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนดอย่างเคร่งครัด หากสถานพยาบาลออกใบเสร็จมาให้ในรูปแบบค่ายาที่เบิกไม่ได้ ท่านจะไม่สามารถนำมาเบิกคืนภายหลังได้ ดังนั้นก่อนเข้ารับการรักษาแนะนำให้สอบถามกับทางโรงพยาบาลให้แน่ใจว่าอยู่ในเงื่อนไขหรือไม่ครับ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทยให้ทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตในสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย หากท่านหรือคนในครอบครัวมีภาวะเสี่ยงสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินการใช้สิทธิดังกล่าวตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ ถือเป็นข่าวดีที่น่าชื่นชมของข้าราชการไทยจริงๆ ครับ

ที่มา – กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” เริ่ม 1 ส.ค.

พัฒนาตั้งทีมเจาะหลังบ้าน หมอพร้อม ปมประวัติรักษาวิปริต

เชื่อว่าหลายคนคงเคยใช้งานแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” กันอยู่บ่อยๆ เพื่อตรวจสอบประวัติสุขภาพหรือการฉีดวัคซีน แต่ล่าสุดกลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อมีประชาชนจำนวนมากพบว่ามีประวัติการรักษาที่ตนเองไม่เคยไปใช้บริการโผล่ขึ้นมาในระบบ จนเกิดคำถามถึงความปลอดภัยและความโปร่งใสของข้อมูลส่วนบุคคล ล่าสุด นายพัฒนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จึงได้สั่งการให้ดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยการ พัฒนาตั้งทีมเจาะหลังบ้าน หมอพร้อม ปมประวัติรักษาวิปริต เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเกิดจากความผิดพลาดของระบบหรือเป็นการสวมสิทธิ์กันแน่

พัฒนาตั้งทีมเจาะหลังบ้าน หมอพร้อม ปมประวัติรักษาวิปริต ทันที

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขไม่ควรนิ่งเฉย นายพัฒนาได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า แอปฯ หมอพร้อมทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่รับข้อมูลมาจากสถานพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ ทั้งโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงฯ และ รพ.สต. ที่มีการถ่ายโอนไปยัง อบจ. แล้ว โดยปัญหาที่พบส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีการปรับเปลี่ยนระบบฐานข้อมูล ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าการที่ พัฒนาตั้งทีมเจาะหลังบ้าน หมอพร้อม ปมประวัติรักษาวิปริต นั้น จะสามารถคลี่คลายเงื่อนงำครั้งนี้ได้ทันเวลาหรือไม่

มาตรการจัดการและวิธีตรวจสอบข้อมูลสุขภาพ

สำหรับประชาชนที่เกิดความกังวลใจเกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพของตนเอง ท่านสามารถดำเนินการได้ดังนี้ครับ:

  • ตรวจสอบประวัติการรักษาผ่านแอปฯ หมอพร้อมเป็นระยะ
  • หากพบข้อมูลที่ผิดพลาด ให้กดแจ้งเรื่องผ่านแอปพลิเคชันทันที เพื่อให้ระบบปรับปรุงข้อมูลหน้าบ้าน
  • เก็บหลักฐานการแจ้งเรื่องไว้ หากพบพฤติการณ์สวมสิทธิ์การรักษา

นายพัฒนาย้ำว่า แม้ระบบจะลบข้อมูลหน้าบ้านเพื่อลดความตื่นตระหนก แต่ข้อมูลหลังบ้านจะถูกเก็บไว้ทั้งหมดเพื่อสืบสวนหาต้นตอ ประสิทธิภาพของการ พัฒนาตั้งทีมเจาะหลังบ้าน หมอพร้อม ปมประวัติรักษาวิปริต ในครั้งนี้ จะช่วยให้เห็นภาพรวมภายใน 1-2 วัน และจะทำให้ประชาชนมั่นใจได้มากขึ้นว่าข้อมูลสุขภาพของท่านจะไม่ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญของระบบสาธารณสุขดิจิทัล การสร้างความเชื่อมั่นในข้อมูลผู้ป่วยคือสิ่งสำคัญที่สุด หากพบว่ามีการทุจริตหรือการสวมสิทธิ์จริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการทางกฎหมายให้ถึงที่สุด เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนผู้เป็นเจ้าของข้อมูลตัวจริงครับ

ที่มา – “พัฒนา” ตั้งทีมเจาะหลังบ้าน “หมอพร้อม” ปมโผล่ประวัติรักษาวิปริต

สบส. ลงสอบ รพ.เอกชน จ.ราชบุรี วินิจฉัยพลาดจนเสียชีวิต

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเหตุการณ์การรักษาพยาบาลที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่ทาง สบส. ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงสอบ รพ.เอกชน จ.ราชบุรี เคลียร์ปมวินิจฉัยพลาด จนเสียชีวิต ซึ่งกลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมากในขณะนี้ เพื่อให้เกิดความกระจ่างและได้รับความเป็นธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย

สบส. ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงสอบ รพ.เอกชน จ.ราชบุรี เคลียร์ปมวินิจฉัยพลาด จนเสียชีวิต

ทางกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยนายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรม สบส. ได้สั่งการเร่งด่วนให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 5 ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เหตุการณ์ สบส. ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงสอบ รพ.เอกชน จ.ราชบุรี เคลียร์ปมวินิจฉัยพลาด จนเสียชีวิต ครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การตรวจสอบเวชระเบียนและเอกสารทางการแพทย์ เพื่อดูว่ามาตรฐานการรักษาและการประเมินผู้ป่วยเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

รายละเอียดการตรวจสอบและมาตรการของ สบส.

การดำเนินการครั้งนี้ไม่ได้เพียงแต่ตรวจสอบโรงพยาบาล แต่ยังรวมถึงการเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ทั้งฝั่งของโรงพยาบาลและญาติผู้เสียหาย โดยทาง สบส. ย้ำว่า:

  • ความปลอดภัยของผู้ป่วยต้องมาเป็นอันดับหนึ่งเสมอ
  • หากโรงพยาบาลขาดความพร้อมหรือเครื่องมือ ต้องส่งต่อผู้ป่วยทันที
  • การตรวจสอบจะดำเนินการอย่างโปร่งใสเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม

หากพบว่าสถานพยาบาลแห่งนี้กระทำผิดจริง สบส. ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงสอบ รพ.เอกชน จ.ราชบุรี เคลียร์ปมวินิจฉัยพลาด จนเสียชีวิต ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ซึ่งมีบทลงโทษทั้งจำและปรับ รวมถึงการส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพดำเนินการด้านจริยธรรมต่อไป ซึ่งถือเป็นบทเรียนสำคัญให้ทุกสถานพยาบาลเอกชนต้องปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด

สำหรับประชาชนที่รู้สึกว่าตนเองได้รับความเสียหายจากการรักษาพยาบาล สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรม สบส. ในเขตกรุงเทพฯ หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ของท่านครับ การตื่นตัวและรักษาสิทธิ์ของตนเองเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องราวเช่นนี้ต้องเกิดขึ้นซ้ำรอยอีก หวังว่าการตรวจสอบในครั้งนี้จะนำไปสู่คำตอบที่ชัดเจนและช่วยเยียวยาจิตใจของครอบครัวผู้สูญเสียได้บ้างครับ

ที่มา – สบส. ส่งทีมเจ้าหน้าที่ลงสอบ รพ.เอกชน จ.ราชบุรี เคลียร์ปมวินิจฉัยพลาด จนเสียชีวิต

ครูทรายยังทำใจไม่ได้สูญเสียสามี ยืนยันคดีต้องตามกฎหมาย

ครูทรายยังทำใจไม่ได้สูญเสียสามี ยืนยันคดีต้องตามกฎหมาย

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้แก่สังคมเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีของ “ครูทราย” ที่ต้องสูญเสียสามีอันเป็นที่รักไปอย่างกะทันหัน โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากการที่สามีของเธอมีอาการแน่นหน้าอก ชาตามร่างกาย และเหงื่อออกมาก จนต้องรีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล แต่กลับต้องเผชิญกับประสบการณ์ที่เลวร้าย เมื่อได้รับการปฏิเสธการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ โดยแพทย์ระบุว่าเป็นเพียงอาการวิตกกังวลเท่านั้น “ครูทราย”ยังทำใจไม่ได้สูญเสียสามี กับเหตุการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

ล่าสุดขณะนี้ทางครอบครัวกำลังจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพ ณ วัดบำเพ็ญเหนือ ทำให้เห็นภาพความโศกเศร้าของคุณครูทรายที่ต้องสูญเสียคู่ชีวิตไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอพยายามร้องขอให้แพทย์ทำการตรวจอย่างละเอียดและประเมินความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจแล้ว แต่คำตอบที่ได้รับกลับถูกมองข้าม นี่คือคำบอกเล่าจากปากของ “ครูทราย”ยังทำใจไม่ได้สูญเสียสามี ที่เผยว่าขณะนั้นเธอพยายามเตือนแล้วว่าอาจเป็นเคสฉุกเฉิน แต่กลับถูกมองว่าเป็นคนคิดไปเองจนเกิดเหตุสลดขึ้นในวันต่อมา

ยืนหยัดเพื่อความยุติธรรมตามกระบวนการ

ในประเด็นทางด้านคดีความ “ครูทราย”ยังทำใจไม่ได้สูญเสียสามี แต่เธอยังคงเข้มแข็งและยืนยันว่าทุกอย่างต้องให้เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อให้ทราบสาเหตุที่แท้จริงและเพื่อความสง่างามของความถูกต้อง โดยเธอกล่าวว่า:

  • กฎหมายอยู่เหนือทุกคน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชน
  • หากมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ผู้กระทำต้องรู้ตัวว่าสิ่งใดคือความผิด
  • ต้องการให้สังคมเป็นตัวตัดสินและให้ความยุติธรรมแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย

จากผลการชันสูตรเบื้องต้นยืนยันชัดเจนว่าหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 2 เส้น ซึ่งสอดคล้องกับอาการที่คุณครูแจ้งแพทย์ไว้ตั้งแต่ต้น ความผิดพลาดในครั้งนี้จึงกลายเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ให้กับระบบสาธารณสุขในการใส่ใจผู้ป่วยให้มากกว่าเดิม เพราะคำพูดของคนไข้และญาติมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตที่เวลาทุกนาทีมีค่าต่อชีวิต

สุดท้ายนี้ เราขอเป็นกำลังใจให้คุณครูทรายผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะนำความกระจ่างมาสู่ครอบครัว และเป็นอุทาหรณ์ให้สังคมไม่เกิดเหตุการณ์น่าเศร้าเช่นนี้ซ้ำอีก เพราะความสูญเสียที่เกิดจากความไม่รอบคอบของบุคลากรทางการแพทย์เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น

ที่มา – “ครูทราย” ยังทำใจไม่ได้สูญเสียสามี ยืนยันในส่วนของคดี ให้เป็นไปตามทางกฎหมาย

รพ. ตั้งสอบข้อเท็จจริงปม แพทย์เมินคนไข้ จนเสียชีวิต

เป็นประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงอย่างหนักในโลกออนไลน์ เมื่อ “ครูทราย” ออกมาร้องขอความเป็นธรรมหลังจากที่สามีมีอาการแน่นหน้าอกอย่างรุนแรง แต่กลับเจอกับสถานการณ์ที่ รพ. ตั้งสอบข้อเท็จจริงปม แพทย์เมินคนไข้ จนเสียชีวิต หลังจากที่แพทย์ผู้รักษาแจ้งว่าเป็นเพียงอาการวิตกกังวล และให้คนไข้กลับบ้านได้ ทั้งที่อาการหลอดเลือดหัวใจตีบนั้นเป็นเรื่องที่วิกฤตอย่างมาก

รพ. ตั้งสอบข้อเท็จจริงปม แพทย์เมินคนไข้ จนเสียชีวิต

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อสามีของครูทรายมีอาการเจ็บแปลบตั้งแต่นิ้วมือไปจนถึงหน้าอกซ้าย มีเหงื่อแตกพลั่ก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยอันตราย แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลกลับถูกมองข้ามอาการสำคัญ จนกระทั่งเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผลชันสูตรยืนยันว่าเกิดจากหลอดเลือดหัวใจตีบถึง 2 เส้น ทำให้ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงมาตรฐานการคัดกรองผู้ป่วยของบุคลากรทางการแพทย์อย่างดุเดือด

มาตรการเร่งด่วนของโรงพยาบาล

หลังจากเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โรงพยาบาลซานคามิลโล บ้านโป่ง ได้ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และได้สั่งการให้ รพ. ตั้งสอบข้อเท็จจริงปม แพทย์เมินคนไข้ จนเสียชีวิต โดยมีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้:

  • ตั้งคณะกรรมการสอบสวนภายใน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกร่วมพิจารณา
  • สั่งพักงานแพทย์ผู้รักษาคนดังกล่าวในทันทีเพื่อความโปร่งใส
  • ตรวจสอบกระบวนการรักษาพยาบาลทั้งหมดอย่างละเอียดรอบคอบ
  • ให้คำมั่นว่าจะนำผลการสอบสวนมาพัฒนางานบริการให้ดียิ่งขึ้นตามมาตรฐานวิชาชีพ

การดำเนินการของโรงพยาบาลในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบเบื้องต้น เพื่อลดข้อกังขาของสังคม แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การถอดบทเรียนเพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก โดยเฉพาะเรื่องของการวินิจฉัยโรคหัวใจที่เวลาเพียงไม่กี่นาทีมีค่าเท่ากับชีวิต

ในมุมมองของเรา กรณีนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่สำหรับระบบสาธารณสุขไทย ที่การรับฟังอาการจากคนไข้และญาติเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การรักษาด้วยความใส่ใจและการคัดกรองที่แม่นยำจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคเร่งด่วนได้ เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความเป็นธรรมจะเกิดขึ้นในเร็ววัน เพื่อให้การจากไปของสามีครูทรายไม่สูญเปล่า

ที่มา – รพ. ตั้งสอบข้อเท็จจริงปม “แพทย์เมินคนไข้” สุดท้ายเสียชีวิต ล่าสุดสั่งพักงานแล้ว

รีบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ภายใน 15 ก.ค. นี้

เชื่อว่าเหล่าคนทำงานหลายคนคงได้ยินข่าวกันมาบ้างแล้ว กับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังมาถึงในวันที่ 27 กันยายน 2569 นี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าสวัสดิการของพวกเราทุกคนให้ดีขึ้น แต่รู้ไหมครับว่าวันนี้ยังมีผู้ประกันตนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้เข้าไปยืนยันสิทธิ์ของตัวเอง เพื่อให้เสียงของคุณมีความหมาย อย่าลืมนึกถึงภารกิจสำคัญคือการ รีบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ภายใน 15 ก.ค. นี้ นะครับ

รีบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ภายใน 15 ก.ค. นี้ คือโอกาสสำคัญของคนทำงาน

การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ เพราะตัวแทนที่คุณเลือกเข้าไปจะทำหน้าที่เป็นคนกำหนดนโยบายสิทธิประโยชน์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่ารักษาพยาบาล เงินบำเหน็จบำนาญชราภาพ หรือแม้แต่การบริหารกองทุนให้งอกเงยและมั่นคงมากขึ้น ปัจจุบันกระแสเรียกร้องให้คนออกมาใช้สิทธิ์มีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากฐานข้อมูลผู้ประกันตนที่มีสิทธิ์มากกว่า 11 ล้านคน กลับมีคนลงทะเบียนไปเพียงหลักแสนต้นๆ เท่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคุณต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนถึงกำหนดวันปิดรับสมัคร

เหตุผลที่คุณต้องลงทะเบียนก่อนเส้นตาย 15 กรกฎาคมนี้

หากคุณอยากมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตสวัสดิการของตนเอง การที่คุณได้ รีบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ภายใน 15 ก.ค. นี้ ถือเป็นการรักษาสิทธิ์ขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่ง โดยทางรัฐบาลและสำนักงานประกันสังคมได้เปิดช่องทางให้คุณดำเนินการได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ:

  • ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม (www.sso.go.th)
  • ใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน SSO Connect หรือ SSO Plus
  • ติดต่อดำเนินการด้วยตนเองที่สำนักงานประกันสังคมทุกแห่งทั่วประเทศ

ความพิเศษของการเลือกตั้งครั้งนี้คือความโปร่งใสครับ เพราะมีการกำหนดคุณสมบัติที่ชัดเจนเพื่อป้องกันเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพื่อให้ได้คนที่จะมาดูและเงินสมทบทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนอย่างเที่ยงธรรมที่สุด ดังนั้น การที่เราทุกคนรวมพลังกันมาใช้สิทธิ์ จะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญให้การบริหารงานประกันสังคมมีความก้าวหน้าและตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่จริงๆ ครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า สวัสดิการสังคมเป็นเหมือนตาข่ายรองรับความมั่นคงในชีวิตของเรา หากเราปล่อยผ่านโอกาสที่จะได้เลือกตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ให้เราแล้ว วันข้างหน้าเราอาจจะเสียดายโอกาสสำคัญนี้ไปได้ครับ อย่ารอจนถึงวินาทีสุดท้าย เพราะความมั่นคงในวัยเกษียณเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยการลงมือทำเพียงเล็กน้อย อย่าลืม รีบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ภายใน 15 ก.ค. นี้ กันให้ครบทุกคนนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลชวนผู้ประกันตน 11 ล้านคน รีบลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ภายใน 15 ก.ค. นี้

“ณัฏฐ์ชนน” จี้ ป.ป.ช. เร่งคดีรับเงินรักษา 1.3 ล้าน

“ณัฏฐ์ชนน” จี้ ป.ป.ช. เร่งคดี ถูกกล่าวหารับเงินค่ารักษาพยาบาล 1.3 ล้านบาท เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อนายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ส.ส.เขต 4 สงขลา พรรคภูมิใจไทย ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เร่งรัดการพิจารณาคดีที่ตนถูกกล่าวหา โดยยืนยันว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ และอยากให้มีข้อสรุปโดยเร็วเพื่อไม่ให้กระทบต่อตำแหน่งทางการเมืองและความเชื่อมั่นจากประชาชน

“ณัฏฐ์ชนน” จี้ ป.ป.ช. เร่งคดี ถูกกล่าวหารับเงินค่ารักษาพยาบาล 1.3 ล้านบาท

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.40 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2567 ที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายณัฏฐ์ชนนได้ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิจารณ์ที่ ป.ป.ช. ยังไม่ฟ้องคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรับเงินค่ารักษาพยาบาลจำนวนกว่า 1.3 ล้านบาท จากบุคคลอื่น โดยแลกเปลี่ยนกับการจ้างผู้เชี่ยวชาญประจำตัว ส.ส.คนนี้ย้ำว่าปัจจุบันคดีอยู่ในชั้นอุทธรณ์ ซึ่ง ป.ป.ช. สามารถเรียกสอบพยานเพิ่มเติมได้ แต่ส่วนตัวอยากให้ตัดสินใจโดยด่วน เพราะคดีลากยาวส่งผลกระทบหลายด้าน

รายละเอียดคดี “ณัฏฐ์ชนน” จี้ ป.ป.ช. เร่งคดี ถูกกล่าวหารับเงินค่ารักษาพยาบาล 1.3 ล้านบาท

คดีนี้เริ่มต้นจากเหตุการณ์ในปี 2562 ซึ่งนายณัฏฐ์ชนนถูกกล่าวหาว่ารับเงินช่วยค่ารักษาพยาบาลจำนวนมหาศาล โดยอ้างว่าเป็นการช่วยเหลือส่วนตัวจากการผ่าตัดที่เกือบเสียชีวิต แต่ถูกตีความว่าเป็นการรับผลประโยชน์เพื่อแลกเปลี่ยน นายณัฏฐ์ชนนชี้แจงว่าไม่ใช่การทุจริตต่อส่วนรวมหรือโกงบ้านเมือง แต่เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เกี่ยวกับสุขภาพ และตอนนี้อยู่ในขั้นตอนอุทธรณ์ที่ ป.ป.ช. กำลังพิจารณาใหม่ตามที่ร้องขอ

การที่คดีค้างอยู่นาน ส่งผลให้ ส.ส.คนนี้พลาดโอกาสหลายครั้ง โดยเฉพาะเรื่องเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ถูกระงับไปหลายปี รวมถึงโอกาสเลื่อนตำแหน่งในอนาคต นอกจากนี้ยังกระทบความเชื่อมั่นจากฐานเสียงในจังหวัดสงขลาและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นพรรคหลักในรัฐบาลก๊กกลาง

  • ผลกระทบหลักจากคดี: สูญเสียโอกาสเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายชั้น
  • กระทบตำแหน่ง ส.ส. และบทบาทในพรรค
  • ลดความเชื่อมั่นจากประชาชนและสื่อ
  • ล่าช้าการทำงานเพื่อประเทศชาติ

นายณัฏฐ์ชนนยืนยันว่าไม่ได้พยายามดึงคดี แต่กลับอยากให้ ป.ป.ช. ดำเนินการเร็วที่สุด โดยเฉพาะเพราะเป็นคดีที่ไม่รุนแรงเท่าการทุจริตงบประมาณหรือคอร์รัปชันระดับชาติ เขาเปรียบเทียบว่าตัวเอง “ตายไปแล้วแต่ฟื้นขึ้นมา เกือบตายทางการเมือง” และขอโอกาสกลับมาทำงานเพื่อประชาชนอย่างเต็มที่

ประเด็นนี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างของ ป.ป.ช. ในไทยที่คดีนักการเมืองมักล่าช้า สร้างความไม่แน่นอนให้ผู้ถูกกล่าวหาและระบบการเมืองโดยรวม หาก ป.ป.ช. เร่งรัดได้จริง จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ความโปร่งใสและรวดเร็วในการบังคับใช้กฎหมายจริยธรรม

นอกจากนี้ คดี “ณัฏฐ์ชนน” จี้ ป.ป.ช. เร่งคดี ถูกกล่าวหารับเงินค่ารักษาพยาบาล 1.3 ล้านบาท ยังเป็นตัวอย่างของกรณีที่นักการเมืองต้องเผชิญกับข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว โดยเฉพาะในยุคที่สังคมให้ความสำคัญกับธรรมาภิบาลมากขึ้น ส.ส.หลายคนเคยเจอคดีคล้ายกัน เช่น เรื่องรับบริจาคหรือช่วยเหลือส่วนตัวที่ถูกตีความเป็นผิดจริยธรรม

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การเคลียร์คดีเร็วจะช่วยให้การเมืองไทยเดินหน้าต่อ ไม่ติดขัดด้วยคดีเก่าๆ ที่อาจไม่ใช่สาระสำคัญ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องรักษาพยาบาลจริง คงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่หากปล่อยให้ค้าง จะยิ่งสร้างความสงสัย

สุดท้ายแล้ว คดีนี้เป็นบทเรียนให้นักการเมืองต้องระมัดระวังเรื่องการรับความช่วยเหลือทุกชนิด แม้จะเป็นส่วนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตีความผิด คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ

ที่มา – “ณัฏฐ์ชนน” จี้ ป.ป.ช. เร่งคดี ถูกกล่าวหารับเงินค่ารักษาพยาบาล 1.3 ล้านบาท

เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม 2569 ก่อน 31 มี.ค.

หากคุณเป็น ผู้ประกันตน ตามมาตรา 33 หรือ มาตรา 39 แล้วกำลังมองหาโรงพยาบาลที่สะดวกกว่าเดิม เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม 2569 คือโอกาสทองที่ไม่ควรพลาด! สำนักงานประกันสังคม (สปส.) แนะนำให้รีบใช้สิทธิ์ก่อนวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ เพื่อให้การรักษาพยาบาลปีใหม่สะดวกยิ่งขึ้น คุณสามารถเปลี่ยนได้ปีละ 1 ครั้ง ในช่วง 16 ธันวาคม 2568 ถึง 31 มีนาคม 2569 โดยทำเองผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง

เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม 2569 ทำได้ 5 ช่องทาง สะดวกสุดๆ

น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. กล่าวเชิญชวนผู้ประกันตนให้รีบดำเนินการ เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม 2569 ผ่านช่องทางที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย ดังนี้

  • เว็บไซต์ www.sso.go.th: เข้าสู่ระบบด้วยบัตรประชาชนอิเล็กทรอนิกส์หรือ Username/Password แล้วเลือกเมนูเปลี่ยนสถานพยาบาลได้เลย
  • แอปพลิเคชัน SSO Plus: ดาวน์โหลดฟรีทั้ง iOS และ Android ใช้งานง่าย ตรวจสอบและยื่นเปลี่ยนได้ทุกที่
  • Line Official @ssothai: แค่แอดไลน์แล้วพิมพ์คำสั่งตามเมนู รับสิทธิ์ทันที
  • แอปพลิเคชันทางรัฐ (gApp): รวมบริการรัฐบาลในแอปเดียว สะดวกสำหรับคนใช้บริการรัฐดิจิทัล
  • ยื่นด้วยตนเอง: ไปที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพฯ หรือจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ยังสามารถตรวจสอบสถานพยาบาลปัจจุบันและรายชื่อโรงพยาบาลที่เข้าร่วมได้บนเว็บไซต์ สปส. เช่นกัน หากย้ายที่อยู่หรือที่ทำงาน ก็ยื่นเปลี่ยนได้ทันที

หลักเกณฑ์สำคัญก่อนเปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม 2569

ในการเลือกโรงพยาบาลใหม่ ต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด:

  • โรงพยาบาลต้องอยู่ในจังหวัดที่ทำงาน พักอาศัย หรือจังหวัดใกล้เคียง (รอยต่อ)
  • จำนวนผู้ใช้สิทธินั้นๆ ไม่เกินเกณฑ์ที่ สปส. กำหนด
  • เลือกตามความสะดวก เช่น ใกล้บ้าน เปิดดึก มีหมอเฉพาะทางครบ

หากไม่เปลี่ยน ก็ใช้โรงพยาบาลเดิมได้ตามปกติ ส่วนผู้ที่สิ้นสภาพผู้ประกันตน ยังใช้สิทธิ์ต่อเนื่องได้อีก 6 เดือน สอบถามเพิ่มเติม สายด่วน 1506 เปิด 24 ชม.

เคล็ดลับเลือกโรงพยาบาลประกันสังคมให้คุ้มค่า

จากประสบการณ์ของผู้ใช้สิทธิ์หลายคน การ เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม 2569 ช่วยลดเวลาเดินทางและรอคิวได้มาก ลองเช็ครีวิวจากผู้ใช้จริงบนโซเชียล หรือดูบริการพิเศษ เช่น ตรวจสุขภาพฟรี วัคซีนโควิด หรือรักษากายภาพบำบัด สำหรับแรงงานนอกระบบ (ม.39) ที่จ่ายรายปี ก็ได้สิทธิ์เท่าเทียมกัน อย่าลืมเตรียมเอกสาร Bookbank หรือบัตรประชาชนให้พร้อม

ในยุคดิจิทัลนี้ การใช้บริการออนไลน์ช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ หากเจอปัญหา เช่น ลืมรหัสผ่าน สปส. มีคู่มือช่วยเหลือบนเว็บ หรือโทรสายด่วนได้ทันที นอกจากสิทธิ์รักษาพยาบาลแล้ว ผู้ประกันตนยังได้สิทธิ์อื่นๆ เช่น เบิกจ่ายกรณีคลอดบุตร ชดเชยว่างงาน อย่าลืมเช็คสิทธิ์ทั้งหมดเพื่อใช้ให้คุ้ม

สรุปคือ เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม 2569 เป็นสิทธิ์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ง่าย รีบดำเนินการก่อน 31 มี.ค. 2569 เพื่อสุขภาพที่ดีในปีใหม่ ลองนึกภาพการไปหาหมอใกล้บ้าน ไม่ต้องเสียเวลารถติด จะดีแค่ไหน?

CTA: อย่ารอช้า! เปิดเว็บ sso.go.th หรือแอป SSO Plus แล้วยื่นเปลี่ยนวันนี้ รับรองไม่เสียใจ

ที่มา – เปลี่ยนโรงพยาบาลประกันสังคม 2569 แนะ “ผู้ประกันตน” ใช้สิทธิก่อน 31 มี.ค.นี้

“ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอรักษาตัวนอกคุก

ในช่วงที่ข่าวสารเกี่ยวกับผู้ต้องขังและการดูแลสุขภาพในเรือนจำเป็นที่สนใจของประชาชนมากขึ้น ล่าสุดมีประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ “ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งกรมราชทัณฑ์ได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อคลายข้อสงสัยและยืนยันการปฏิบัติตามกฎหมายและสิทธิมนุษยชน

“ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำกลางคลองเปรม

ตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ เกี่ยวกับนายเอกชัย หงส์กังวาล ผู้ต้องขังคดีระหว่างพิจารณาอุทธรณ์-ฎีกา ในข้อหาความผิดฐานร่วมกันพยายามกระทำการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม มีอาการป่วยหนัก จนเกิดคำถามว่าทำไมถึงขอออกไปรักษานอกเรือนจำ กรมราชทัณฑ์จึงได้ตรวจสอบและโพสต์ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กประชาสัมพันธ์ เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569

ประวัติการรักษาพยาบาลของเอกชัย หงส์กังวาล

นายเอกชัย หงส์กังวาล เคยถูกคุมขังครั้งแรกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 กำหนดโทษ 7 เดือน 3 วัน พ้นโทษวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2567 ในช่วงนั้น เขาป่วยด้วยโรคฝีในตับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2566 ได้รับการรักษาที่ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถี โดยแพทย์เฉพาะทางด้านเดินอาหารและตับ

  • แพทย์ตรวจพบฝีในตับขนาดใหญ่ ลดลงเหลือร่องรอยแผล ผลการรักษาน่าพอใจ
  • หยุดยาปฏิชีวนะได้ในที่สุด
  • นัดติดตามอาการเดือนธันวาคม 2566 และมีนาคม 2567

หลังพ้นโทษ วันที่ 5 สิงหาคม 2568 นายเอกชัยกลับเข้าคุมขังอีกครั้งที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายมาคลองเปรม การตรวจร่างกายครั้งรับตัวพบสัญญาณชีพปกติ แต่มีประวัติป่วยเก่า แม้ระหว่างอยู่นอกเรือนจำจะไม่มารักษาต่อเนื่อง แต่เรือนจำกลางคลองเปรมได้ประสานแพทย์จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เข้าตรวจ

การดูแลปัจจุบันและมาตรการของกรมราชทัณฑ์

ปัจจุบัน นายเอกชัยมีอาการปวดท้อง แต่ช่วยเหลือตัวเองได้และทำกิจกรรมปกติ สถานพยาบาลเรือนจำกลางคลองเปรมจัดยาตามแพทย์สั่งจนถึงวันนัด และพร้อมส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถีหากจำเป็น กรมราชทัณฑ์ย้ำว่าทุกเรือนจำต้องปฏิบัติตามกฎหมาย SOPs อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่รับตัว ปฏิบัติในเรือนจำ จนปล่อยตัว เพื่อควบคุมผู้ต้องขังอย่างมีประสิทธิภาพและเคารพสิทธิมนุษยชน

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบราชทัณฑ์ไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพผู้ต้องขัง ไม่ละเลยการรักษา แม้ในกรณี “ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำกลางคลองเปรม ก็ยังมีการดูแลต่อเนื่อง แสดงถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการสุขภาพผู้ต้องขังที่มีโรคประจำตัว ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดโรคในเรือนจำ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากสังคม การชี้แจงครั้งนี้ช่วยดับข่าวลือและยืนยันการทำงานตามหลักสากล

สำหรับผู้สนใจติดตามข่าวสารด้านยุติธรรมและราชทัณฑ์ สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด หรือแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับการดูแลสุขภาพผู้ต้องขังในไทย

ที่มา – “ราชทัณฑ์” แจงปม “เอกชัย หงส์กังวาล” ขอออกไปรักษาตัวนอกเรือนจำกลางคลองเปรม

Scroll to top