การรักษาอธิปไตย

“อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” พรรคที่กัมพูชากลัวสุด

“อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล ในการปราศรัยที่สนามกีฬากลางจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร ส.ส. ศรีสะเกษทั้ง 9 เขตหาเสียง ท่ามกลางประชาชนที่มาร่วมฟังแน่นสนาม สร้างความคึกคักให้กับฐานเสียงในพื้นที่ชายแดน

“อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล

นายอนุทิน ยืนยันจุดยืนชัดเจนเรื่องการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าไม่ใช่นโยบายของพรรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคำสั่งจากประชาชนทั้งประเทศที่ห้ามเปิดด่านเด็ดขาด จนกว่าสถานการณ์อธิปไตยจะนิ่งสนิท การปิดด่านครั้งนี้ส่งผลดีต่อเกษตรกรไทยอย่างเห็นได้ชัด ราคาพืชผลทางการเกษตรปรับตัวสูงขึ้น เช่น ข้าว มันสำปะหลัง หอมแดง และมะม่วง ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้ชาวบ้านชายแดน

ประโยชน์จากการปิดด่านชายแดนตามคำสั่งประชาชน

“จะเปิดด่านหาพระแสงอะไรอีก ถ้าเปิดด่านประชาชนจะตบตีนให้ แต่นี่ปิดด่านประชาชนปรบมือให้ ถือเป็นคำสั่งที่ชัดเจนที่ผมต้องทำตาม” นายอนุทินกล่าวอย่างดุเดือด พรรคภูมิใจไทยมีจุดยืนแข็งกร้าวในการปกป้องดินแดนและผลประโยชน์ชาติ ต่างจากพรรคอื่นที่อาจเจรจา ยอมความ หรือคืนดินแดน แต่สำหรับ พรรคภูมิใจไทย จะไม่ยอมเจรจาใดๆ ในขณะนี้ เพื่อให้คนไทยปลอดภัยและไม่ถูกรังแกตามแนวชายแดน

  • ราคาข้าว สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยเกษตรกรรายย่อย
  • มันสำปะหลัง และหอมแดง มีตลาดในประเทศมั่นคง
  • ผลไม้อย่างมะม่วง ส่งออกได้ราคาดี ไม่ต้องแข่งขันกับสินค้านำเข้า
  • ลดปัญหาการลักลอบนำเข้าสินค้าจากกัมพูชา

บริบทของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มีมานานตั้งแต่ข้อพิพาทปราสาทพระวิหารและพื้นที่ทับซ้อนอื่นๆ การที่ “อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล แสดงถึงความน่าเชื่อถือในหมู่ประชาชนที่ต้องการผู้นำเข้มแข็ง ในช่วง 2 เดือนที่นายอนุทินดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สามารถรักษาอธิปไตยครบถ้วน เยียวยาผู้ประสบภัยชายแดนได้ตรงจุด โดยไม่ปล่อยให้ปัญหาค้างคา

ผลงานเด่นของนายกรัฐมนตรีอนุทินกับพรรคภูมิใจไทย

นอกจากเรื่องชายแดนแล้ว พรรคภูมิใจไทยยังชูผลงานอื่นๆ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชนบท การส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และการดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายหลักมาอย่างยาวนาน นายอนุทินปิดท้ายการปราศรัยด้วยการอ้อนวอนขอคะแนนเสียงให้ผู้สมัครพรรคทั้งจังหวัดศรีสะเกษ “ประเทศไม่มีเวลาทดลองงาน อย่าไปลองพรรคนั้นพรรคนี้ เพราะหากตัดสินใจผิดเพียงวินาทีเดียว อนาคตประเทศอาจเปลี่ยนไปตลอดกาล”

การหาเสียงครั้งนี้สะท้อนถึงกระแสสนับสนุนที่แรงกล้า โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานตอนล่างที่ใกล้ชายแดน จุดยืนเรื่องอธิปไตยกลายเป็นประเด็นร้อนที่ดึงดูดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การปิดด่านไม่เพียงปกป้องแผ่นดิน แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน ชาวศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงต่างพอใจกับมาตรการนี้

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่ “อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล ถือเป็นกลยุทธ์หาเสียงที่ชาญฉลาด เน้นความเป็นนักรบชาติที่ไม่ยอมอ่อนข้อ สร้างความเชื่อมั่นให้ฐานเสียงอนุรักษนิยมและชาตินิยม คุณเห็นด้วยกับจุดยืนปิดด่านถาวรนี้หรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” เคลม “ภูมิใจไทย” เป็นพรรคเดียวที่กัมพูชากลัวไม่อยากให้เป็นรัฐบาล

กัปตันตุ้ยเชียร์! กองทัพอากาศ จบเกมรบกัมพูชา

“กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ เชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” ย้ำ 3 ยุทธวิธี “เร็ว-รุนแรง-เด็ดขาด” หนุนสาน 3 เหล่าทัพ ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา คาดรู้ผลก่อนสิ้นปีนี้

นาวาอากาศตรี ดร. ปุญณัฐส์ นำพา หรือ กัปตันตุ้ย รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) อดีตนักบินขับไล่ประจำการ กองบิน 21 อุบลราชธานี วิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์การใช้กำลังทางอากาศของกองทัพอากาศไทยเพื่อรักษาอธิปไตยไทยในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในการสู้รบ ผู้ใดครองอากาศได้ ผู้นั้นจะชนะ ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่กองทัพอากาศไทยใช้ถูกต้องเหมาะสม ทั้งในมิติของขนาดกำลังพลและศักยภาพอาวุธที่นำมาใช้ เพราะหัวใจสำคัญของกองทัพอากาศคือ การรุกเข้าไปในพื้นที่และทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อตัดแหล่งเสบียงหรือคลังแสงของกองทัพกัมพูชา

กัปตันตุ้ยยังกล่าวว่า กองทัพอากาศทำงานร่วมกับกองทัพบกและกองทัพเรือให้เข้มข้น เพื่อเร่งปฏิบัติการให้รวดเร็ว เด็ดขาด และรุนแรงยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวมองว่า การสู้รบต้องจบภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้ความขัดแย้งยุติลงโดยเร็วที่สุด เพราะความสูญเสียมีค่าสูง ทั้งชีวิตพลทหาร เศรษฐกิจ สังคม และขวัญกำลังใจของประชาชนที่เป็นสิ่งสำคัญ

เบรกต้องใช้อาวุธอย่างรอบคอบ

นาวาอากาศตรี ดร. ปุญณัฐส์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า กองทัพอากาศไทยมีความรุนแรงและมีอำนาจทำลายล้างสูง แต่การใช้ยุทธวิธีจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าทำตามเสียงเชียร์ของสังคมให้ใช้กำลังเกินความจำเป็น โดยต้องยึดถือกฎของการปะทะและกฎการทำสงครามเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือน มุ่งเป้าหมายการโจมตีจำกัดที่กำลังทหารแนวหน้า หรือจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น ส่วนของยุทธศาสตร์ในการสู้รบที่เข้ายึดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์แล้วค่อยเปิดฉากเจรจา ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ข้าศึกจะไม่กลับเข้ามาในพื้นที่ของเราอีก และนี่ไม่ใช่การรุกล้ำอธิปไตย แต่เป็นการทำลายจุดยุทธศาสตร์ที่ขยายออกไปไกลกว่าแนวสมรภูมิ เพื่อใช้เป็นแต้มต่อสำคัญในการเจรจาอย่างราบรื่นต่อไป

รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวด้วยว่า กองทัพอากาศไทยเสมือนผู้ปิดทองหลังพระ เพราะไม่ได้มีเพียงเครื่องบินขับไล่ F-16 หรือเครื่องบินรบกริพเพน แต่ยังรวมถึงเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจกู้ชีพนักบิน (Air Evacuation) กรณีที่เครื่องบินของไทยถูกยิงตก และเครื่องบินตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำการถ่ายภาพทางอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการทางอากาศออกคำสั่งในการสู้รบ กองกำลังทางอากาศของกัมพูชาไม่มีอำนาจต่อกรกับกองทัพอากาศไทย เพราะไม่มีเครื่องบินสกัดกั้น ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีไปใช้โดรนซึ่งต้องพึ่งพาทหารรับจ้างในการควบคุม ทั้งนี้กองทัพอากาศไทยมีการเตรียมรับมือด้วยอาวุธลับบางอย่าง เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบทางอากาศได้ นาวาอากาศตรี

กัปตันตุ้ยเชียร์! กองทัพอากาศ จบเกมรบกัมพูชา

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้หลายฝ่ายจับตาบทบาทของกองทัพอากาศไทยอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจกองทัพอากาศในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ยุทธวิธีที่รวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด เพื่อจบเกมรบโดยเร็วที่สุด

มุมมองของกัปตันตุ้ย ต่อการปฏิบัติการของกองทัพอากาศ

กัปตันตุ้ยมองว่ายุทธศาสตร์ที่กองทัพอากาศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว โดยเน้นการรุกเข้าไปทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อตัดกำลังและลดศักยภาพในการสู้รบ พร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ กัปตันตุ้ยยังเตือนถึงความสำคัญของการใช้อาวุธอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยยึดถือกฎของการปะทะและกฎการทำสงครามอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือน และจำกัดเป้าหมายการโจมตีเฉพาะที่กำลังทหารแนวหน้าหรือจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น

ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ: ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา

กัปตันตุ้ยเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการยึดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ก่อนเปิดฉากเจรจา ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่สามารถกลับเข้ามาในพื้นที่ของเราได้อีก และเป็นการสร้างแต้มต่อที่สำคัญในการเจรจาต่อรอง

สิ่งที่กองทัพอากาศไทยมีมากกว่าที่คิด คือศักยภาพที่ไม่ได้มีเพียงเครื่องบินรบ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีและยุทธวิธีที่ทันสมัย ซึ่งสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศได้เป็นอย่างดี แม้ว่ากัมพูชาจะมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีมาใช้โดรน แต่กองทัพอากาศไทยก็มีการเตรียมพร้อมรับมือด้วยอาวุธลับบางอย่าง เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ออกมาเชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของกองทัพอากาศไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวไทย

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของกองทัพอากาศ รวมถึงทุกเหล่าทัพที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ

ที่มา – “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ เชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

กระทรวงการต่างประเทศตอบโต้กัมพูชาอย่างแข็งขัน กรณีกล่าวหาไทยบิดเบือนหลักเขตแดน 42-43 พร้อมตั้งคำถามถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาชายแดน และย้ำถึงความจำเป็นในการจัดการย้ายชาวบ้านและสิ่งปลูกสร้างออกจากพื้นที่โดยเร็ว

เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวถึงท่าทีของไทยต่อกรณีที่กัมพูชาออกมาประท้วงในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เรื่องการบังคับใช้กฎหมายไทยกับพลเมืองกัมพูชาที่เข้ามาในบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว ยืนยันว่าไทยได้บังคับใช้กฎหมายภายในประเทศกับบุคคลที่อยู่ในเขตแดนของไทยอย่างถูกต้อง ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์อย่างที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะบิดเบือน การกระทำดังกล่าวของไทยเป็นไปตามหลักอธิปไตยของรัฐและเป็นไปตามหลักสากลที่ทุกประเทศยอมรับ

กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่

นายนิกรเดชกล่าวว่า การที่กัมพูชากล่าวหาว่าไทยจงใจบิดเบือนแผนผังที่แสดงลักษณะภูมิศาสตร์ และตำแหน่งหลักเขตแดนที่ 42, 43 ว่าเป็นเขตแดนจริงนั้น ทางไทยขอยืนยันว่าไม่เคยระบุหรือยืนยันว่าแผนผังดังกล่าวกำหนดเส้นเขตแดน เพราะการเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนอยู่ภายใต้อาณัติของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมหรือ JBC แผนผังที่ฝ่ายไทยแสดงเป็นเพียงการนำพิกัดหลักเขตแดนไปทำภาพจำลองเส้นเขตแดนบนแผนที่แบบไม่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อความเข้าใจของประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ นายนิกรเดชยังกล่าวถึงข้อกล่าวหาที่ว่าประเทศไทยละเมิด MOU 43 แต่แท้จริงแล้วเป็นฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดเอ็มโอยูดังกล่าว โดยปล่อยให้มีการสร้างอาคารบ้านเรือนชุมชนทั้งในเขตพื้นที่ที่ต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ ซึ่งเป็นอธิปไตยของไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ทำการประท้วงในกรอบเอ็มโอยูแล้วกว่า 500 ครั้งในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กัมพูชากลับเพิกเฉยและไม่ยอมแก้ไข

ไทยอดทนอดกลั้นมาตลอด

ในส่วนของกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นบ่อนทำลายความพยายามลดความตึงเครียดตามข้อตกลงหยุดยิงนั้น นายนิกรเดชย้ำว่าประเทศไทยมุ่งมั่นปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุดมาโดยตลอด ปฏิบัติตามปฏิบัติการทหารทุกครั้งเพื่อป้องกันตนเอง รักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ละเมิดพันธกรณีข้างต้น สนับสนุน ปลุกปั่น และจัดฉากให้ประชาชนกัมพูชามาชุมนุมประท้วงด้วยท่าทีที่ก้าวร้าวและก่อความไม่สงบในดินแดนของไทย รวมถึงใช้ความรุนแรงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยจนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บหลายนาย โดยฝ่ายไทยใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนในการควบคุมสถานการณ์ที่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยไม่ได้ใช้กองกำลังทหารแต่อย่างใด อย่างที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวหา

นายนิกรเดชยังกล่าวอีกว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล และประเทศไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดขยายชุมชนรุกล้ำเขตแดนไทย และแจ้งให้ประชาชนของตนเองที่รุกล้ำเขตอธิปไตยของไทยย้ายออกนอกพื้นที่ รวมทั้งยุติการปลุกระดมจัดฉากให้เด็ก สตรี และพระสงฆ์ออกมาประท้วงรับหน้าแทน ซึ่งจะส่งผลให้ความขัดแย้งของทั้งสองประเทศร้าวลึกลงไป และเพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย การกต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ คือทางออกที่ดีที่สุด

ประเทศไทยขอยืนยันว่าฝ่ายไทยเคารพในพันธกรณี ยึดมั่น และปฏิบัติตามกลไก JBC และข้อตกลงหยุดยิงมาตลอด และรู้สึกผิดหวังที่กัมพูชายังคงบิดเบือนความจริงต่อประชาคมโลกและประชาชนของตนเองอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ไทยเรียกร้องในขณะนี้คือการต้องการความจริงใจผ่านการกระทำของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหา ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่ประเทศไทยไม่ได้ก่อและเป็นประโยชน์กับประเทศไทยเลย

นายนิกรยังย้ำว่าประเทศไทยจะยังดำเนินการและใช้โอกาสต่าง ๆ ชี้แจงถึงจุดยืน ท่าที และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาต่อประชาคมโลก เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสงบ มีความมุ่งมั่นที่จะยุติความขัดแย้งกับกัมพูชาโดยสันติวิธีผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงความตั้งใจที่จะรักษาสันติภาพ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ กต.โต้กัมพูชาบิดเบือน! เร่งย้ายคนออกจากพื้นที่ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้ปัญหาคลี่คลาย และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศ โต้ กัมพูชาบิดเบือนกล่าวหาไทย ลั่นควรให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่โดยเร็ว

ไทยคู่ฟ้ารายงาน สถานการณ์ปกติ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ สถานการณ์ปกติ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมในการตอบโต้สถานการณ์

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้าได้โพสต์ข้อความว่า รัฐบาลไทยเดินหน้าเพื่อรักษาอธิปไตยและความถูกต้องในสังคมโลก โดยวันนี้กองบัญชาการกองทัพไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่สังเกตการณ์ในพื้นที่ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เพื่อสังเกตการณ์และรับทราบข้อเท็จจริงของปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทยในพื้นที่

สำหรับการสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา 7 จังหวัด ตั้งแต่เวลา 18.00 น. วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ถึงเวลา 06.00 น. วันนี้ (วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม 2568) เหตุการณ์ปกติ วันนี้ (ศุกร์ 22 สิงหาคม 2568) เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เพื่อเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและป้องกันไม่ให้ใครล่วงล้ำ

“ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ

สรุปข่าวสารจาก “ไทยคู่ฟ้า” ในเช้าวันนี้ (22 สิงหาคม 2568) สถานการณ์ที่ชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ โดยกองทัพไทยยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังตามแนวที่มั่นสำคัญ 11 จุดทั่วพื้นที่

รัฐบาลไทยภายใต้การนำของกองบัญชาการกองทัพไทย ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาอธิปไตยและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่มีปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย โดยมีการส่งคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใน 7 จังหวัดยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ กองทัพไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแถลงถึงสถานการณ์ล่าสุดและยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

  • การตรึงกำลังของกองทัพไทย: ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องใน 11 จุดสำคัญ
  • การตรวจสอบพื้นที่รุกล้ำ: คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง
  • การแถลงการณ์ของรัฐบาล: ยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องมีการติดตามอย่างใกล้ชิด การรายงานสถานการณ์ที่ถูกต้องและแม่นยำเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงความพยายามของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของชาติ “ไทยคู่ฟ้า” รายงานข้อมูลที่สำคัญเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

การที่สถานการณ์ใน 11 พื้นที่ 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติเป็นสัญญาณที่ดี แต่อย่างไรก็ตาม การเฝ้าระวังและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันยังคงเป็นสิ่งจำเป็น กองทัพไทยและรัฐบาลยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อให้ประเทศชาติปลอดภัยและมั่นคง

การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน ข่าวสารที่มาจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่าง “ไทยคู่ฟ้า” ช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันและสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและความไม่แน่นอน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและทันต่อเหตุการณ์เป็นสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง สถานการณ์ “ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ จึงเป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

ที่มา – “ไทยคู่ฟ้า” รายงานเช้านี้ 11 พื้นที่ 7 จังหวัด สถานการณ์ปกติ ตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด

Scroll to top