การวิพากษ์วิจารณ์

“สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

“สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเมื่อเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไทยใช้กำลังเกินสมควรกับพลเมืองจีนในงานสัปดาห์หนังสือ จนทำให้สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยต้องออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการตรวจสอบ ล่าสุด “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง แล้ว เพื่อให้ความกระจ่างแก่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า ตนได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบหาสาเหตุของเหตุการณ์นี้อย่างละเอียด ซึ่งเหตุการณ์ลักษณะนี้ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย

ทำไม “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง จึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังรวมไปถึงความมั่นใจของนักท่องเที่ยวและพลเมืองชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในไทย สิ่งที่นายสีหศักดิ์เน้นย้ำคือการยึดถือข้อเท็จจริงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น

  • เร่งรวบรวมข้อมูลจากสถานที่เกิดเหตุและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
  • ตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพื่อดูเหตุการณ์ลำดับขั้นตอน
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่ดูแลความปลอดภัยเพื่อให้เกิดความชัดเจน

สำหรับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดีย นายสีหศักดิ์มองว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะประชาชนมีความรู้สึกร่วมต่อเหตุการณ์ที่เป็นที่สนใจของสาธารณะ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดในขณะนี้คือ “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง โดยยืนยันว่าจะไม่มีการเข้าข้างฝ่ายใดจนกว่าผลการสอบสวนจะออกมาอย่างเป็นทางการ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเหตุการณ์นี้จะเป็นอย่างไร การกระทำที่เกินกว่าเหตุไม่ว่าจะเป็นการกระทำจากฝ่ายไหนล้วนเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น โดยเฉพาะในงานระดับนานาชาติที่ต้องการสร้างบรรยากาศที่ดี หวังว่าการตรวจสอบในครั้งนี้จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม และนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการจัดการเหตุการณ์ในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำรอยเดิมอีก

ที่มา – “สีหศักดิ์” พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงปมคนจีน ถูก รปภ.ใช้กำลัง

“ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาฯ เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแถลงข่าวโต้กลับนายภาวุธ พงษ์วิทยภาณุ สส.พรรคประชาชน หลังจากที่ฝ่ายหลังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของกรรมาธิการ (กมธ.) ด้วยถ้อยคำที่ดูเหมือนเป็นการดูถูกเหยียดหยามเพื่อนร่วมงาน ซึ่งประเด็นนี้ทำให้นายศุภชัยต้องออกมาปกป้องเกียรติของคณะกรรมาธิการอย่างตรงไปตรงมาว่า “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

“ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากการที่นายภาวุธแสดงความเห็นว่าบุคลากรที่ทำงานในกรรมาธิการขาดคุณภาพ ซึ่งนายศุภชัยมองว่าเป็นท่าทีที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง สำหรับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่วัน การที่ออกมาด่วนสรุปแบบนี้สะท้อนถึงวุฒิภาวะและการเรียนรู้งานในสภาฯ ที่ยังต้องการประสบการณ์อีกมาก

ทำไมการทำงานใน กมธ. ถึงสำคัญต่อการเมืองไทย?

การทำงานในชั้นกรรมาธิการนั้นเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญของสภาฯ เพราะเป็นการรวมตัวจากหลายภาคส่วนเพื่อกลั่นกรองเนื้อหาและหาทางออกร่วมกัน ดังนั้น การจะก้าวเข้ามาทำหน้าที่ได้นั้น สมาชิกทุกคนต้องถอดหัวโขนของพรรคการเมืองออกแล้วมุ่งเน้นไปที่ “ประโยชน์ของประชาชน” เป็นที่ตั้ง คุณศุภชัยย้ำว่า “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ. เพราะหลายคนใน กมธ. แม้ไม่มีความเชี่ยวชาญในบางด้าน แต่ก็มีความตั้งใจและประสบการณ์ด้านอื่นที่สามารถขับเคลื่อนงานได้เป็นอย่างดี

  • เคารพและให้เกียรติเพื่อนร่วมงาน
  • เรียนรู้ระบบพรรคการเมืองและการทำงานร่วมกัน
  • มุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าการเอาชนะกัน

ในมุมของนายศุภชัย สิ่งที่ทำให้นายภาวุธพลาดไปคือการมองว่าตัวเองเป็นคนดีอยู่ฝ่ายเดียวในขณะที่คนอื่นแย่ไปหมด ซึ่งพฤติกรรมนี้ นายศุภชัยเปรียบเปรยว่าเป็นความอวดอุตริที่อาจทำให้เกิดความแตกแยกในสภาและลดทอนความน่าเชื่อถือของตนเองลง หากต้องการให้สังคมยอมรับ ควรพิสูจน์ที่ “ผลงาน” มากกว่าการออกมาวิจารณ์เพื่อสร้างความแตกแยก

ท้ายที่สุด การเมืองไทยยังคงต้องการการทำงานร่วมกันโดยใช้เหตุผลและการให้เกียรติกันและกัน หากคนรุ่นใหม่ที่ก้าวเข้ามามีโอกาสทำงาน แต่กลับใช้แต่วิธีการดิสเครดิตผู้อื่น จะส่งผลเสียต่อภาพรวมของรัฐสภามากกว่าผลดี นักการเมืองทุกคนจึงควรยึดถือความเป็นมืออาชีพเป็นที่ตั้งครับ

ที่มา – “ศุภชัย” สวนเจ็บ “ภาวุธ” เข้าสภาฯ ไม่กี่วันอย่าอวดดีดูถูก กมธ.

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้านปูดแลนด์บริดจ์

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อฝ่ายค้านออกมาแฉว่ามีนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีนที่ถูกเรียกว่า “อาม่า” กำลังกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเตรียมรองรับโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นเมกะโปรเจกต์เชื่อมโยงการขนส่งทางบกจากอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน แต่ทางฝั่งรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดเจน ไม่สนใจข่าวลือหรือเสียงปั่นเหล่านี้

“นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 48 ที่เมืองเซบู ฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม 2567 โดยนายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 บน.6 ถึงประเด็นที่ฝ่ายค้านวิจารณ์โครงการแลนด์บริดจ์ โดยชี้ว่าตอนนี้รัฐบาลกำลังโฟกัสช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ เพราะ “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ โครงการยังไม่ได้เริ่มต้นอะไรเลย อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร และทำไมถึงเป็นที่ถกเถียง?

แลนด์บริดจ์ หรือโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเชื่อมโยงอ่าวไทย-อันดามัน เป็นแนวคิดเก่าที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน โดยจะสร้างท่าเรือน้ำลึกที่สงขลาและชุมพร เชื่อมด้วยรถไฟความเร็วสูง ช่วยลดเวลาเดินเรือจากสิงคโปร์หรือช่องแคบมะละกามาเป็นทางบก สามารถขนสินค้าได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า ในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป เช่น สงครามการค้าหรือความตึงเครียดในทะเลจีนใต้ โครงการนี้จะช่วยให้ไทยพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านมองว่ามีความเสี่ยง โดยเฉพาะข่าวลือเรื่องต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจีน จะเข้ามาเช่าที่ดิน 99 ปี หรือกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากเพื่อเก็งกำไร นายกรัฐมนตรีตอบโต้ชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ฟังเสียงปั่นเหล่านี้ เพราะเป็นเรื่องการลงทุนปกติ และทุกอย่างต้องรอผลการศึกษาจากคณะกรรมการที่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาฯสภาพัฒน์ เป็นแกนนำ

นายกฯ ย้ำ ฟังเสียงประชาชน ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน

เมื่อถูกถามถึงกระแสวิจารณ์ที่อาจทำให้โครงการสะดุด นายอนุทินย้ำว่าไม่มีอะไรแปลก เพราะยังไม่เริ่ม และจะตัดสินใจจากข้อมูลปัจจุบันเท่านั้น สำหรับประเด็นเช่าที่ดิน 99 ปี ก็ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง ทุกอย่างขึ้นกับผลศึกษา นอกจากนี้ยังกำชับให้คณะกรรมการเชิญภาคประชาชนเข้าร่วม เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและฟังเสียงจากพื้นฐานจริงๆ ไม่ใช่แค่ฝ่ายการเมือง

  • ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์: สร้าง GDP เพิ่มหลายแสนล้าน, สร้างงานนับหมื่นตำแหน่งในภาคใต้
  • ลดต้นทุนขนส่ง: สินค้าจากจีนไปยุโรป เร็วกว่าเดิม 30-50%
  • ยกระดับอาเซียน: ไทยเป็นฮับคมนาคม แข่งขันกับจีน-อินเดีย
  • ความมั่นคง: ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา

ส่วนคำถามเรื่องท้อหรือไม่กับกระแสโจมตี นายกฯ ตอบฮาๆ ว่า “ทำไมต้องท้อ ผมคนจีน ลูกท้อเป็นมงคล กินสิ่วท้อทุกวันเกิด” แสดงถึงความมั่นใจเต็มเปี่ยม ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ถูกตีตก ก็ปัดไม่ตอบ เดินหนีทันที

โดยรวมแล้ว แม้จะมีเสียงวิจารณ์หนัก แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าด้วยข้อมูลจริงและความโปร่งใส โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงที่จะเปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจไทย หากจัดการดีๆ จะเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศเรา

ความเห็นส่วนตัว: โครงการใหญ่อย่างนี้ต้องระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น แต่ถ้าทำโปร่งใสและมีส่วนร่วมจากประชาชน ก็น่าจะไปได้สวย คุณคิดอย่างไรกับ “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์ และโครงการแลนด์บริดจ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “นายกฯ” ลั่นไม่ฟังเสียงปั่น หลังฝ่ายค้าน ปูด อาม่ากว้านซื้อที่ดินรองรับแลนด์บริดจ์

“ประเสริฐ” ขู่ฟ้องปั่นกระแสคดี ยังไม่ชี้มูล

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องดราม่าการเมืองที่กำลังเป็นกระแส“ประเสริฐ” ขู่เอาผิดทางกฎหมาย พวกปั่นกระแส ว่าติดคดี ยันยังไม่ได้ชี้มูลกันแบบเป็นกันเองเลยนะ ใครที่ติดตามข่าวการเมืองไทยคงได้ยินชื่อ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย มาบ้างแล้วท่านนี้โดนกระแสโจมตีหนักเรื่องคดีสองคดีใหญ่ แต่ท่านยืนยันชัดเจนว่ายังอยู่ในขั้นตอนตรวจสอบเท่านั้น ยังไม่มีชี้มูลความผิดใครเลย อย่าเพิ่งปั่นกระแสไปก่อนนะเพื่อนๆ

“ประเสริฐ” ขู่เอาผิดทางกฎหมาย พวกปั่นกระแส ว่าติดคดี ยันยังไม่ได้ชี้มูล

เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นายประเสริฐ ออกมาแถลงชัดๆ ว่าถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ ป.ป.ช. ตรวจสอบสองกรณีหลักๆ คือ การลงนาม MOU ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กับบริษัท Prime Oppotunity Fund VCC จากสิงคโปร์ ที่มีข่าวลือเรื่องสแกนม่านตา และอีกคดีคือการใช้งบประมาณโครงการแก้ภัยแล้งปี 2568 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำ

สำหรับคดี MOU นั้น นายประเสริฐ ชี้แจงว่า ท่านไปร่วมเป็นสักขีพยานเท่านั้น ไม่ได้เซ็นอะไรเป็นพิเศษ MOU นี้ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ เรียบร้อยแล้ว ไม่มีสแกนม่านตา ไม่มีสิทธิพิเศษอะไรเลย มันเป็นแค่บันทึกความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่สัญญาผูกมัด ใครปั่นว่ามีการติดสินบนหรือคอร์รัปชันคือเข้าใจผิดหมด

รายละเอียดคดี MOU สแกนม่านตา ที่ถูกปั่นกระแส

  • DSI กำลังตรวจสอบ แต่ยังไม่ชี้มูล
  • นายประเสริฐ เป็นแค่สักขีพยาน
  • MOU ผ่านการอนุมัติตามขั้นตอนปกติ
  • ไม่มีเงื่อนไขพิเศษหรือสแกนม่านตา

ส่วนคดีงบภัยแล้ง ป.ป.ช. กำลังดูแผนใช้งบโครงการบริหารน้ำเพื่อรับมือภัยแล้งปี 2568 นายประเสริฐ บอกว่าไม่เคยได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช. เลย ทุกอย่างยังอยู่ในกระบวนการ อย่ารีบด่วนสรุปว่าผิด

คดีงบภัยแล้ง 2568 ยังไม่สรุปผล

  • อยู่ระหว่าง ป.ป.ช. ตรวจสอบ
  • ไม่เคยแจ้งทวงถามนายประเสริฐ
  • ทุกฝ่ายควรรอผลอย่างเป็นทางการ
  • ปั่นกระแสอาจนำไปสู่การฟ้องร้อง

ที่สำคัญ นายประเสริฐ ขู่ชัดๆ ว่าถ้ามีการปั่นกระแสให้เป็นประเด็นการเมืองจนเสียหาย จะฟ้องทางกฎหมายเด็ดขาดเลยนะเพื่อนๆ ในยุคที่ข่าวปลอมหรือ fake news เต็มไปหมด เราต้องรอฟังผลจากหน่วยงานอิสระก่อน อย่าให้อคติมาบังตา การเมืองไทยมันซับซ้อนอยู่แล้ว ถ้าทุกคนใจเย็น รอความชัดเจน ก็น่าจะดีกว่า

มาดูบริบทกว้างๆ หน่อย นายประเสริฐ เป็น ส.ส.เพื่อไทยที่มีบทบาทสำคัญในสภาฯ ท่านเคยมีผลงานด้านดิจิทัลและน้ำท่วมภัยแล้ง ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของไทย MOU กับสิงคโปร์นี่อาจเป็นโอกาสพัฒนาเทคโนโลยี แต่ถูกตีความเกินจริง การใช้งบภัยแล้งก็เพื่อประชาชนที่เดือดร้อนจากแล้งขาดน้ำ ถ้าผิดจริงก็สมควรโดน แต่ตอนนี้ยังไม่มีมูล อย่าปั่นให้เสียเวลา

ในมุมมองผมนะ การเมืองไทยชอบใช้คดีเป็นเครื่องมือโจมตีกัน ถ้าทุกคนยึดหลักธรรมาภิบาล รอผลตรวจสอบจริงๆ ก็น่าจะลดดราม่าได้เยอะ ลองนึกภาพถ้าคุณโดนกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน คุณจะรู้สึกยังไง? ดังนั้น“ประเสริฐ” ขู่เอาผิดทางกฎหมาย พวกปั่นกระแส ว่าติดคดี ยันยังไม่ได้ชี้มูลจึงเป็นการเตือนใจที่ดี อย่าปั่นกระแสโดยไม่มีข้อเท็จจริง

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าประเด็นนี้สอนให้เราต้องเช็คแฟคก่อนแชร์ข่าว ถ้าอยากรู้เพิ่มเติม ลองติดตามผลจาก DSI และ ป.ป.ช. ครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้?

ที่มา – “ประเสริฐ” ขู่เอาผิดทางกฎหมาย พวกปั่นกระแส ว่าติดคดี ยันยังไม่ได้ชี้มูล

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับหลักการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย

“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน

วันที่ 24 ก.พ. 2569 นายเอกราช ได้ให้สัมภาษณ์ถึงโพสต์เฟซบุ๊กของตัวเองที่คัดค้านการตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคในพรรคประชาชน เขายอมรับว่าภาษาที่ใช้ “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน อาจทำให้หลายคนไม่พอใจ “ผมขออภัยที่ใช้คำแรง แต่ในฐานะทนายความที่ดูแลสิทธิมนุษยชน ผมต้องยืนยันหลักการนี้ให้ชัดเจน” เขากล่าว โดยยกตัวอย่างกรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม ที่ถูกกล่าวหา แต่ย้ำว่าต้องรอคำตัดสินจากศาลเป็นที่สุด

นายเอกราช ชี้แจงว่า ทุกครั้งที่ศาลปฏิเสธประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา มักมีเหตุผลว่าตัดสินไปแล้วล่วงหน้า ดังนั้นหลักการไม่ตัดสินคนผิดก่อนศาลจึงสำคัญมาก หากละเลย อาจนำไปสู่ “สังคมพิพากษา” ที่เสียสมดุล แม้พรรคการเมืองจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่าประชาชนทั่วไป แต่ก็ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญที่ทุกคนยอมรับ

จุดยืนทนายของ “เอกราช” ในประเด็นนี้

ในฐานะทนายความ นายเอกราชยืนกรานว่าหลักการนี้คือหัวใจของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน หากไม่ยืนยันตอนนี้ เวลาไปศาลต่อสู้ให้ผู้บริสุทธิ์ ก็จะขาดความชอบธรรม เขายอมรับว่าพรรคต้องมีมาตรฐานสูง แต่การพิพากษาล่วงหน้าอาจถูกใช้กลั่นแกล้งจากพรรคอื่นได้ ต้องมีกลไกถ่วงดุลเพื่อความเป็นธรรม

  • ไม่ตัดสินก่อนศาล: หลักพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธิ์สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาอันเป็นที่สุด
  • มาตรฐานพรรคการเมือง: นักการเมืองต้องรับผิดชอบสูงกว่า แต่ไม่ใช่ละเลยหลักยุติธรรม
  • ป้องกันกลั่นแกล้ง: ในทางการเมือง มีการโจมตีกันบ่อย หลักนี้ช่วยบาลานซ์
  • บทบาททนาย: เอกราชต้องยืนยันเพื่อความน่าเชื่อถือในการต่อสู้นอกศาล

กรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม และบริบทกว้าง

ประเด็นนี้ผุดขึ้นจากกรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคามของพรรคที่ถูกกล่าวหา สื่อสารสังคมบางส่วนเรียกร้องให้พรรคมีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อความเสมอภาคทางเพศหรือจริยธรรม แต่เอกราชมองว่าอาจกลายเป็นการตัดสินล่วงหน้า ซึ่งขัดหลัก เขาย้ำว่า “เราต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรมจริงๆ มิเช่นนั้นจะไม่จบ”

ในมุมกว้าง พรรคประชาชนที่ก่อตั้งใหม่ กำลังสร้างภาพลักษณ์โปร่งใส แต่การเคลื่อนไหวภายในพรรคเช่นนี้ สะท้อนความท้าทายในการบาลานซ์ระหว่างการเมืองกับหลักกฎหมาย นักวิเคราะห์เห็นว่าจุดยืนของเอกราชช่วยเตือนใจว่าพรรคฝ่ายค้านต้องยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้มั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างในอดีตที่นักการเมืองถูกพิพากษาสังคมจนเสียโอกาส เช่น คดีการเมืองหลายคดีที่ศาลสุดท้ายยกฟ้อง แต่ชื่อเสียงเสียหายไปแล้ว เอกราชจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิด “สังคมพิพากษา” ที่อาจนำไปสู่ความอยุติธรรม

ผลกระทบต่อพรรคประชาชนและการเมืองไทย

การออกมาของเอกราช ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน บางคนมองว่าเขาปกป้องผู้ถูกกล่าวหามากเกินไป ขณะที่อีกฝั่งชื่นชมความกล้าที่ยืนยันหลักการ ท่ามกลางกระแส #MeToo ในวงการเมืองไทย พรรคต้องหาทางออกที่สมดุล เช่น ตั้งคณะกรรมการที่เคารพกระบวนการศาล

สำหรับพรรคประชาชนที่นำโดยน.ส.นาตาลี จันทนลาภา กำลังขยายฐานกว้าง การจัดการภายในพรรคจะเป็นบททดสอบสำคัญ หากสามารถรวมจุดยืนของเอกราชเข้ากับนโยบายเสมอภาคได้ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้มาก

สุดท้ายแล้ว ประเด็น “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน สะท้อนว่าการเมืองไทยยังต้องการการถ่วงดุลระหว่างความรับผิดชอบและสิทธิส่วนบุคคล ในมุมมองของผม จุดยืนนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะช่วยรักษาหลักประชาธิปไตยไม่ให้บิดเบี้ยว คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงที่สร้างสรรค์กันเถอะ!

ที่มา – “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน ยันจุดยืนทนาย ไม่ตัดสินคนผิดก่อนศาลสั่ง

อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

การเลือกตั้งครั้งล่าสุดในปี 2569 ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮาให้กับสังคมไทย เมื่อ อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล โดยนายสมคิด เชื้อคง อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและอดีต ส.ส. อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดโปงความล้มเหลวของระบบเลือกตั้งที่เต็มไปด้วยการทุจริต

อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 นายสมคิด ได้วิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่างหนักหน่วง โดยชี้ว่ามีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเปิดเผยในหลายจังหวัดทั่วประเทศ นักวิชาการประเมินว่ามีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมากกว่านั้น สถานการณ์นี้ทำให้ นโยบายของพรรคการเมืองไร้ความหมาย ผู้ที่มีเงินมากกว่าคือผู้ชนะเสมอ

นายสมคิดตั้งคำถามถึงที่มาของเงินจำนวนมหาศาลนี้ว่า ถูกกฎหมายหรือไม่ ชาวบ้านในพื้นที่รู้ดีว่าใครจ่ายเท่าไหร่ แต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับนิ่งเฉยต่อหลักฐานต่างๆ ทำให้ภาพลักษณ์ของ กกต. เสียหายหนัก

กกต. ถูกจวกหนัก ทำตัวเป็นทนายหน้าหอปกป้องพรรคการเมือง

นายสมคิด ระบุชัดว่าการทำงานของ กกต. ครั้งนี้ไม่ต่างจาก “ทนายหน้าหอ” หรือเลขาธิการพรรคการเมืองบางพรรค ที่ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แทนที่จะรักษาเกียรติขององค์กรและกำกับดูแลให้เกิดความยุติธรรม กกต. ปล่อยให้การซื้อเสียงกลายเป็นวัฒนธรรมปกติในสังคมไทย ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่กัดกินประชาธิปไตย

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาความผิดปกติในการนับคะแนน เช่น จำนวนบัตรไม่ตรงกับคะแนน (บัตรเขย่ง) บัตรหาย และบัตรเกินในหลายหน่วยเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวในการจัดการเลือกตั้ง ทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในระบบ นายสมคิดเชื่อว่าจะมีการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน และเตือน กกต. ให้เตรียมรับหมายศาลจากความบกพร่องนี้

ผลกระทบจากการซื้อเสียงและความล้มเหลวของการเลือกตั้ง

การซื้อเสียงไม่เพียงทำลายความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ผู้สมัครที่ชนะด้วยเงิน จะขาดแรงจูงใจในการทำงานเพื่อประชาชน สนใจแต่การหาเงินคืนทุน สังคมไทยจึงติดอยู่ในวงจรทุจริตไม่จบสิ้น

  • เงินสะพัดกว่า 20,000 ล้านบาท ทำให้เลือกตั้งไม่โปร่งใส
  • กกต. ถูกร้องเรียนเรื่องละเลยหน้าที่
  • ปัญหาบัตรเขย่งและบัตรหาย สร้างความสงสัยในผลการนับคะแนน
  • ประชาชนหมดศรัทธา อาจนำไปสู่ความไม่สงบในอนาคต

เพื่อแก้ปัญหานี้ ควรมีการปฏิรูประบบเลือกตั้งอย่างเร่งด่วน เช่น เพิ่มบทลงโทษการซื้อเสียงให้รุนแรงขึ้น ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการนับคะแนน และเสริมสร้างความโปร่งใสให้ กกต. ทำงานอิสระจริงๆ

ในมุมมองของผู้เขียน การเปิดโปงครั้งนี้ของนายสมคิด เป็นสัญญาณเตือนใจว่าประชาชนต้องลุกขึ้นมาเฝ้าระวังและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ หากปล่อยไว้ ปัญหาจะยิ่งรุนแรง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ

ที่มา – อดีตรองเลขานายกฯ แฉเงินสะพัดซื้อเสียงกว่า 2 หมื่นล้าน เตือน กกต. รอรับหมายศาล

วิโรจน์โต้ชูวิทย์ ปชช. ไม่มีดีลลับบิ๊กโจ๊ก

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ไม่มีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

“วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นั่งรองนายกฯ เตรียมให้ฝ่ายกฎหมายร้อง กกต. เอาผิดใส่ร้ายป้ายสีทำพรรคเสื่อมเสีย ชี้อย่าใช้จินตนาการ ย้ำยังเคารพแต่จะแฉใครต้องมีหลักฐาน

วันที่ 19 มกราคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แถลงข่าวกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ออกมากล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีการทำดีลลับกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแลกกับการสนับสนุนให้พรรคได้รับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในพื้นที่ภาคใต้จำนวน 10 ที่นั่ง และผลักดันให้ขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นายวิโรจน์ ยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง และเป็นการกล่าวหาเกินขอบเขตของการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายพรรค และจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายที่เหมาะสมกับนายชูวิทย์ ตนไม่ต้องการกล่าวหานายชูวิทย์ว่าไปรับงานใดๆ แต่เห็นว่าพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเกินกว่าการแสดงอคติส่วนตัวหรือการวิจารณ์ทางการเมืองตามปกติ และเชื่อว่านายชูวิทย์ควรไตร่ตรองถึงผลกระทบของการกระทำดังกล่าว

นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนไม่ต้องการใช้วิธีการเดียวกันกับการกล่าวหาใส่ร้ายผู้อื่นแบบนายชูวิทย์ แม้ว่าจะสามารถนำข้อมูลบางส่วนมาปะติดปะต่อเพื่อโจมตีตอบโต้ได้ แต่ด้วยมโนธรรมส่วนตัวและความเคารพที่มีต่อนายชูวิทย์ในฐานะบุคคลหนึ่ง ตนไม่ประสงค์จะกระทำเช่นนั้น พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงกรณีอิทธิพลทางการเมือง อิทธิพลทางสังคม และตำแหน่งหน้าที่ของนายทหารระดับสูงบางรายในอดีต ซึ่งเป็นคนสนิทของนายชูวิทย์ ชื่อ “บิ๊ก ด.” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทั้งในช่วงรับราชการและหลังเกษียณ โดยระบุว่า หากมีภาพหรือพฤติกรรมที่แสดงความใกล้ชิดสนิทสนมกับบุคคลบางราย ประชาชนย่อมตั้งคำถามได้ถึงเหตุผลและผลประโยชน์ที่อาจเกี่ยวข้อง รวมถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์บุคคลชาวต่างชาติคนหนึ่งคือนายเบน ซึ่งถูกระบุว่าเป็นที่ปรึกษาของสมเด็จฮุน เซน และอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์

ส่วนสาเหตุที่ออกมาแฉนายชูวิทย์ระบุว่า ต้องการ “สั่งสอน” พรรคประชาชน เพราะเป็นเด็กที่คิดการใหญ่และเห็นว่าพรรคอาจทำในสิ่งที่เกินความสามารถ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ในช่วงแรกของการวิพากษ์วิจารณ์ ตนไม่ได้ติดใจ เนื่องจากถือเป็นเรื่องปกติทางการเมือง แม้กระทั่งเรื่องการโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ เรื่องนี้ นายชูวิทย์ก็มีความเห็นไม่แตกต่างจากสมาชิกพรรคเช่นกัน แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะมีความเห็นส่วนตัวแตกต่างกัน แต่ทุกคนเคารพมติพรรคและเข้าใจกลไกของพรรคการเมือง ซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์ของนายชูวิทย์ หากเป็นไปโดยสุจริตพรรคก็พร้อมน้อมรับ ต่อให้จะถูกนายชูวิทย์ด่าหรือจะทำด้วยอคติเราก็น้อมรับ

นายวิโรจน์ ระบุว่า ในระยะหลังการกล่าวหาของนายชูวิทย์มีลักษณะของการโยงข้อมูลและจับคู่เหตุการณ์โดยใช้จินตนาการมั่วที่สุด โดยเฉพาะการกล่าวหาว่าพรรคประชาชนมีข้อตกลงกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพื่อให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มั่วและไม่เป็นความจริง พร้อมตั้งคำถามว่า การนำข้อมูลจริงบางส่วนผสมกับข้อมูลเท็จ เพื่อทำให้ประชาชนคล้อยตาม และผลักภาระการพิสูจน์ไปยังผู้ถูกกล่าวหา เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมหรือไม่ พร้อมถามกลับว่าพฤติกรรมแบบนี้สมควรทำหรือไม่ โดยย้ำว่าการกล่าวหาเช่นนี้ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนพร้อมท้าให้เปิดหลักฐาน

นายวิโรจน์ยังกล่าวถึงการแถลงข่าวของนายชูวิทย์ ที่จะมีขึ้นในช่วงบ่ายวันนี้ (19 ม.ค.) ว่า คาดว่าจะเป็นลักษณะการแถลงข่าวรายวันเช่นเดียวกับที่เคยทำกับพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าพรรคประชาชนจะไม่เสียเวลาโต้เถียงรายวัน และไม่ให้ค่า แต่จะชี้แจงต่อประชาชนเพื่อให้สังคมได้พิจารณาและตั้งคำถามด้วยวิจารณญาณของตนเอง ว่าควรให้คุณค่ากับข้อมูลที่นายชูวิทย์นำเสนอหรือไม่ และหากไม่มีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงรองรับ เชื่อว่าประชาชนย่อมตัดสินได้เอง

ส่วนในประเด็นที่นายชูวิทย์อ้างว่า ได้ยินข้อมูลเรื่องดีลลับจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ โดยตรง นายวิโรจน์กล่าวว่า ขอให้แสดงหลักฐานที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่าพรรคไม่ต้องการใช้วิธีการตอบโต้ในลักษณะเดียวกัน แม้จะสามารถทำได้ แต่ไม่ประสงค์จะทำเช่นนั้น ทั้งนี้ แม้ยังคงให้ความเคารพต่อนายชูวิทย์ แต่กระบวนการทางกฎหมายจำเป็นต้องเดินหน้าต่อ เนื่องจากกรณีดังกล่าวเกินขอบเขตที่พรรคจะยอมรับได้ นายวิโรจน์ยังเปรียบกรณีนี้เป็นการเหมือนตนเองแย่งมีดมาจากมือนายชูวิทย์ “เมื่อผมแย่งมีดมาจากมือพี่ชูวิทย์ได้แล้วผมก็จะไม่นำมีดนั้นกลับไปแทงพี่ชูวิทย์อีก จะขอเก็บไว้ในที่ปลอดภัยไม่เอามีดกลับไปแทง” 

นายวิโรจน์ยังชี้แจงถึงกระบวนการรับข้อมูลของพรรคประชาชนว่า พรรคไม่ได้ปฏิเสธว่ารับข้อมูลจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง แต่ได้รับข้อมูลจากหลายแหล่ง ทั้งจากข้าราชการและบุคคลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในหน่วยงานรัฐ

ส่วนเมื่อถามว่าเรื่องตั๋วช้างที่พรรคประชาชนออกมาแฉสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยได้ข้อมูลมาจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หรือไม่นั้น นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็เป็นเพียงหนึ่งในหลายแหล่ง บางข้อมูลเป็นการส่งมาโดยไม่เปิดเผยตัวตนเป็นนิรนาม และพรรคจะนำข้อมูลจากหลายแหล่งมาเปรียบเทียบ ตรวจสอบ และสอบเทียบผ่านกลไกของรัฐสภา หากเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันหรือเข้าข่ายใส่ร้ายเลื่อนลอย พรรคจะไม่นำมาใช้

นายวิโรจน์ยังกล่าวด้วยว่า “เหตุใดนายชูวิทย์จึงไม่สร้างเรื่องว่าพรรคประชาชนจะให้ตำแหน่งรองนายกฯ กับ บิ๊ก ด. ทำไมต้องเป็น พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เพราะบิ๊ก ด. เกลียดคนหนักแผ่นดินที่สุด ดังนั้นพวกที่มาฟอกเงินก็เป็นพวกหนักแผ่นดิน”

นายวิโรจน์กล่าวว่า ข้าราชการจำนวนมากให้ความไว้วางใจพรรคประชาชน เนื่องจากมั่นใจว่าพรรคจะไม่ใช้ข้อมูลไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเป็นการตบทรัพย์แบบนักการเมืองรุ่นเก่า เมื่อพรรคทำงานอย่างตรงไปตรงมา ข้าราชการที่มีเจตนาดีก็พร้อมส่งข้อมูลให้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายชูวิทย์เปิดเผยรายชื่อนักการเมือง ส. ในพรรคประชาชน เกี่ยวข้องกับทุนสีเทานั้น นายวิโรจน์ระบุว่า พรรคไม่ได้หวั่นไหวกับสิ่งที่เรียกว่า “สงครามปั่นประสาทรายวัน” โดยพรรคได้กำหนดมาตรฐานการจัดการปัญหาไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะมีกรณีกี่รายก็จะใช้มาตรฐานเดียวกัน คือเคารพกระบวนการยุติธรรม และหากเกี่ยวข้องกับสมาชิกพรรค จะมีการเจรจาให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อให้คุณสมบัติการเป็นผู้สมัครสิ้นสุดลง ถือเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชนอย่างเหมาะสม ต่อให้จะมีอีกกี่รายก็จะดำเนินการเช่นเดียวกัน พร้อมกับท้าให้เปิดหลักฐานออกมาได้เลย นายวิโรจน์ยังเปรียบเทียบด้วยว่าขณะเดียวกันยังมีผู้สมัคร สส.บางพรรค ถูกดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ และ ป.ป.ง.อายัดทรัพย์ แต่พรรคการเมืองนั้นก็ยังให้ลงสมัครต่อได้ รวมไปถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางพรรค ที่ถูกศาลต่างประเทศพิพากษาเรียบร้อยก็ยังเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ รวมถึง ส.ส. อีกไม่น้อยที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลว่าทุจริตคอร์รัปชัน แต่พรรคการเมืองพรรคนั้นก็ยังส่งเป็นผู้สมัครต่อไปได้

ในส่วนของการดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ นายวิโรจน์ระบุว่า จะดำเนินการในความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง กรณีใส่ร้ายและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงกรณีผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาชน จังหวัดตราด ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่แตกต่างจากกรณีสแกมเมอร์ แต่ทำไมพรรคไม่ดำเนินการก่อนหน้านี้ตั้งแต่ยังดำรงตำแหน่งเป็น สส. ในสภา ขณะเดียวกันนายรังสิมันต์ โรม ก็ได้ลงพื้นที่ไปปราบสแกมเมอร์ที่จังหวัดตราดมาแล้ว

นายวิโรจน์กล่าวว่า พรรคเราไม่โทษที่ตัวบุคคล เพราะหากโทษที่ตัวบุคคลจะทำให้เกิดความสั่นคลอน หาคนรับผิดชอบในพรรค เพราะถ้าอย่างนั้นก็คงออกกันทั้งพรรค แต่โทษไปยังระบบดีกว่าเพราะสังคมไทยเวลาเกิดปัญหาจะถามว่าใคร แต่พรรคเราจะถามว่าเกิดจากอะไร โดยพรรคได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ มีการรับเรื่องร้องเรียนและพยายามรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม แต่ยอมรับว่าพรรคไม่ใช่หน่วยงานรัฐ จึงตรวจสอบได้เพียงประวัติอาชญากรรม ไม่สามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินได้ อีกทั้งในบางกรณี ผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลด้วยวาจาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ขณะที่ผู้ถูกร้องก็สามารถชี้แจงได้อย่างสมเหตุสมผล

ส่วนกรณีที่นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ออกมาระบุว่าหากเกิดกรณีเช่นนี้กับพรรคตนเอง หัวหน้าพรรคก็คงรับผิดชอบด้วยการลาออกไปแล้วนั้น นายวิโรจน์ย้อนว่า นายจตุพร ต้องย้อนไปดูประวัติการทำงานของตัวเองตั้งแต่สมัยเป็นข้าราชการประจำว่าการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสหรือไม่

เมื่อถามว่านายณัฐพงษ์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายกับนายชูวิทย์ เหมือนกรณีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ และนายเศรษฐา ทวีสิน ที่เคยถูกนายชูวิทย์แฉลักษณะนี้เช่นกันนั้น นายวิโรจน์ ยืนยันว่าจะดำเนินคดีแค่กฎหมายเลือกตั้ง พรรคไม่ได้ต้องการให้นายชูวิทย์หยุดวิพากษ์วิจารณ์ แต่ขอให้การวิจารณ์เป็นไปโดยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช้จินตนาการหรือข้อมูลเท็จในการใส่ร้ายป้ายสี โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้ง ซึ่งอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน พร้อมฝากถึงประชาชนให้ใช้วิจารณญาณ ตั้งคำถามว่าการกระทำของนายชูวิทย์มีเป้าหมายเพื่อใคร หรือพรรคการเมืองใดได้ประโยชน์ และข้อกล่าวหามีหลักฐานรองรับเพียงใด โดยระบุว่า ข้อมูลที่เป็นความจริงย่อมมีคุณค่า ส่วนข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงก็จะด้อยค่าลงไปเองในสายตาของสังคม

วิเคราะห์สถานการณ์ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่นายวิโรจน์ออกมาโต้ตอบข้อกล่าวหาของนายชูวิทย์ แสดงให้เห็นถึงความพยายามของพรรคประชาชนในการปกป้องชื่อเสียงของพรรค และความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จ การตอบโต้ดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่าพรรคประชาชนพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาและพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏ

อนาคตของพรรคประชาชนจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นขึ้นอยู่กับการดำเนินการทางกฎหมายและการตอบสนองของประชาชนต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว การที่พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลและพร้อมที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวหา แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในความถูกต้องของตนเอง และความมุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของพรรค

อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนถูกกล่าวหาถึงเรื่อง “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” อาจส่งผลกระทบต่อคะแนนนิยมของพรรคได้ ดังนั้น พรรคประชาชนจึงต้องพยายามชี้แจงข้อเท็จจริงและโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของพรรค

สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูลและพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่อมั่นในพรรคการเมืองใด การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลและติดตามการดำเนินงานของพรรคการเมือง จะช่วยให้การเมืองไทยมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องของ “วิโรจน์” โต้ “ชูวิทย์” ปชช. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” นี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – “วิโรจน์” แถลงโต้ ปชน. ปัดมีดีลลับ “บิ๊กโจ๊ก” เตรียมร้อง กกต. เอาผิด “ชูวิทย์” ใส่ร้ายพรรค

“ซูชิ พริษฐ์” ยันเหลนหลวงฯ ลาออกพรรค

“รังษี” ตัดไฟแต่ต้นลม สะกิดโฆษกและผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่ออันดับที่ 5 พรรคเศรษฐกิจลาออกจากสมาชิกพรรค ด้าน “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

ช่วงเย็นวันที่ 4 ม.ค. 2569 พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 10 แถลงข่าวด่วน พร้อมนำ นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5 และโฆษกของพรรคมาแถลงข่าวการลาออกจากสมาชิก โดยพลเอก รังษี ระบุว่า ขอแจ้งให้ทราบว่า นายพริษฐ์ รัตนกุลเสรีเริงฤทธิ์ ขอลาออกจากสมาชิกพรรค โฆษกพรรคและผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคเศรษฐกิจตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

นายพริษฐ์ ได้กล่าวขอบคุณทีมงานพรรคทุกคนและทีมงานคัดสรรบัญชีรายชื่อ ตนเองไม่เคยคิดว่าจะได้มาอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์อันดับที่ 5 ตนดูแลโซเชียลมีเดียและประชาสัมพันธ์ของพรรคมาโดยตลอด เมื่อตนเห็นว่ามีความไม่สบายใจของประชาชนเกี่ยวกับการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อ ตนก็รู้สึกไม่สบายใจและยินดีที่จะออกจากบัญชีรายชื่อของพรรค ไม่ได้มีความขัดแย้งกับใคร แต่เป็นความสมัครใจของตนเอง ไม่มีวิธีอื่นที่จะทำให้ขาดสมาชิกภาพการเป็นผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ นอกจากการยื่นลาออกจากสมาชิกพรรค ขอบคุณผู้ที่สนับสนุนพรรคเศรษฐกิจมาโดยตลอดและอวยพรขอให้พรรคประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังในโลกโซเชียลได้ขุดคุ้ยประวัติของนายพริษฐ์ ทายาทของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะราษฎร ที่ครั้งหนึ่ง เมื่อ 16 เมษายน 2560 พริษฐ์ ได้ เดินทางไปยัง สน.ดุสิต เพื่อแจ้งความลงบันทึกประจำวัน ขอให้มีการติดตามหาหมุดกลับคืนมา ทำให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมขุดคุ้ยประวัติและวิพากษ์วิจารณ์ต่าง ๆ นานา เนื่องจากเห็นว่าพลเอก รังษี ก็มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงเลือกบุคคลผู้นี้มาเป็น ผู้สมัครบัญชีรายชื่อของพรรคในลำดับต้น ๆ เป็นเหตุให้พลเอกรังษีต้องขอให้นายพริษฐ์ลาออก

“ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์

ล่าสุดนายพริษฐ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ชี้แจง ว่า ไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นเหลนของหลวงเสรีเริงฤทธิ์ แต่ตนเป็นเหลนจริงๆที่ตัดสินใจลาออกด้วยตนเองเพราะเหตุผลอื่นด้วย

“ผมเสียสละเพื่อให้ลำดับของพลเอกรังษีขึ้นมาเป็นลำดับที่ 9 และผมไม่คิดมาก่อนว่าผมจะได้อยู่ในลำดับที่ 5 การทำกิจกรรมในวัยมหาวิทยาลัยแล้วนำกลับมาโดน IO ผมคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดามากครับ ซึ่งเมื่อสมัครปาร์ตี้ลิสต์แล้ว มันไม่สามารถแก้ไขหรือลาออกได้ มีวิธีเดียวคือการลาออกจากสมาชิกพรรคเท่านั้นครับ เมื่อลาออกจากสมาชิกพรรค ทุกตำแหน่งย่อมต้องออกตามไปด้วยอยู่แล้วครับ”

ดังนั้นคำว่า “แอบอ้าง” ผมไม่ค่อยโอเค แต่ถ้าถามว่าวัยรุ่นทำกิจกรรมการเมืองเยอะไหม ไม่ปฏิเสธ

ทำไม “ซูชิ พริษฐ์” ถึงลาออกจากพรรคเศรษฐกิจ?

จากกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประวัติและแนวคิดของนายพริษฐ์ ทำให้เกิดแรงกดดันต่อพรรคเศรษฐกิจ พลเอกรังษีจึงตัดสินใจให้นายพริษฐ์ลาออกจากสมาชิกพรรค เพื่อลดกระแสความไม่พอใจจากประชาชนและผู้สนับสนุนพรรค

นายพริษฐ์เองก็ยืนยันว่าการลาออกเป็นความสมัครใจของตนเอง และไม่ได้มีความขัดแย้งกับใครในพรรค เขาเห็นว่าการที่ตนอยู่ในบัญชีรายชื่อสร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชน จึงตัดสินใจลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ

การลาออกของ “ซูชิ พริษฐ์” ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจ และแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การที่บุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันสามารถเข้ามาทำงานร่วมกันในพรรคการเมืองได้ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากสังคมและผู้สนับสนุนพรรค

เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ที่จะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในการคัดเลือกผู้สมัคร และต้องคำนึงถึงความหลากหลายทางความคิดเห็นของสมาชิกพรรค เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การที่พรรคสามารถจัดการกับความขัดแย้งภายในพรรคได้ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

เรื่องราวของ “ซูชิ พริษฐ์” และการตัดสินใจลาออกจากพรรคเศรษฐกิจ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การตัดสินใจของเขาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อตนเองและพรรคเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่สนใจการเมืองไทย

ที่มา – “ซูชิ พริษฐ์” ยืนยันเป็นเหลนหลวงเสรีเริงฤทธิ์ ตัดสินใจลาออกสมาชิกพรรคเศรษฐกิจ

ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาแก้ตัวเหตุผลที่โพสต์โจมตีนาย ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังว่าเป็นคนวิปลาส หลังจากมีข่าวว่าเขากับภรรยาเสียชีวิตจากการฆาตกรรม เรื่องราวนี้กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองและบันเทิง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาปกป้องโพสต์ก่อนหน้านี้ของเขา ที่โจมตีนาย ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับชื่อดังว่า เป็น “บุคคลที่วิปลาส” หลังจากมีข่าวลือว่าเขาถูกพบเป็นศพที่บ้านในลอสแอนเจลิสพร้อมกับภรรยาของเขา จนทำให้เกิดการถกเถียงอย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม

นายทรัมป์ระบุว่า “ผมไม่ได้เป็นแฟนของร็อบ ไรเนอร์เลย ไม่ว่าในทางใด รูปแบบใด หรือลักษณะใดก็ตาม” แสดงความไม่พอใจต่อผู้กำกับชื่อดังอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ในโพสต์ก่อนหน้านี้ของนายทรัมป์ เขาระบุโดยไม่ได้ให้หลักฐานใดๆ ว่า มีรายงานว่าไรเนอร์กับภรรยาเสียชีวิต “เนื่องจากความโกรธที่เขาก่อให้เกิดกับผู้อื่นผ่านความเจ็บป่วยครั้งใหญ่ ไม่ยอมลดละ และรักษาไม่หาย” ด้วย “อาการทางจิตจากความเกลียดชังทรัมป์ (Trump Derangement Syndrome)” ซึ่งเป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรง

นายทรัมป์กล่าวหาอีกว่า นายไรเนอร์ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครตมาตลอดชีวิต อยู่เบื้องหลัง เรื่องหลอกลวงเกี่ยวกับรัสเซีย พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างไรเนอร์กับเรื่องการเมือง

ข้อความดังกล่าวเรียกเสียงประณามอย่างกว้างขวาง รวมถึงจากบุคคลสำคัญของพรรครีพับลิกันด้วย เช่น มาร์จอรี เทย์เลอร์ กรีน สส.รีพับลิกันจากรัฐจอร์เจีย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้ปกป้องประธานาธิบดีทรัมป์อย่างแข็งขัน แต่ล่าสุดได้ผันตัวมาเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์

“นี่คือโศกนาฏกรรมของครอบครัว ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือศัตรูทางการเมือง” เธอเขียนบน X พร้อมเสริมว่า ควรจะ “แสดงความเห็นอกเห็นใจ” ต่อครอบครัวผู้สูญเสีย

โทมัส แมสซี สส.รัฐเคนทักกี สมาชิกรีพับลิกันอีกคนที่มักวิพากษ์วิจารณ์นายทรัมป์ ระบุว่าโพสต์ของประธานาธิบดี ไม่เหมาะสมและไม่ให้เกียรติ “ผมเดาว่าเพื่อน สส.พรรค GOP ที่ได้รับเลือกตั้งของผม, รองประธานาธิบดี, และเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคงจะเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ เพราะพวกเขากลัวใช่ไหม? ผมขอท้าให้ทุกคนออกมาปกป้องมัน (โพสต์ของทรัมป์)”

บางคนก็ยกข้อความของนายทรัมป์ไปเปรียบเทียบกับคำพูดที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวถึงการฆาตกรรมผู้สนับสนุนตัวเขาอย่างนาย ชาร์ลี เคิร์ก ซึ่งนายทรัมป์ระบุว่าเป็น “ความน่าสะพรึงกลัวอย่างที่สุด” และ “เกินความเชื่อ” แตกต่างจากกรณีของนายไรเนอร์อย่างสิ้นเชิง ทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการแสดงความคิดเห็นของอดีตประธานาธิบดี

ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่นในสหรัฐอเมริกา และการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นเครื่องมือในการโจมตีคู่ต่อสู้ทางการเมือง

ทำไมทรัมป์ถึงออกมาแก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์?

เหตุผลที่ทรัมป์ออกมาแก้ตัวนั้น อาจเป็นเพราะกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรงจากทั้งภายในและภายนอกพรรครีพับลิกัน รวมถึงแรงกดดันจากสังคมที่มองว่าการแสดงความคิดเห็นของเขาไม่เหมาะสมและขาดความเห็นอกเห็นใจต่อสถานการณ์อันน่าเศร้า

อย่างไรก็ตาม การออกมาแก้ตัวของทรัมป์ดูเหมือนจะไม่สามารถลดกระแสความไม่พอใจลงได้มากนัก หลายคนยังคงมองว่าคำพูดและการกระทำของเขาเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและขาดความเคารพต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวของผู้เสียชีวิต การที่ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ นั้น จึงอาจเป็นเพียงการพยายามลดความเสียหายที่เกิดขึ้นจากคำพูดของตนเองเท่านั้น

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เราได้เห็นถึงความสำคัญของการใช้วิจารณญาณในการบริโภคข่าวสาร และการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือแสดงความคิดเห็นใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์

การ ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความเหมาะสม และการแสดงความเห็นอกเห็นใจในโลกการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง

การ ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ ทำให้หลายคนกลับมาพิจารณาบทบาทของผู้นำในการสร้างความสมานฉันท์ในสังคม

ที่มา – ทรัมป์แก้ตัว เหตุโพสต์โจมตี ร็อบ ไรเนอร์ หลังมีข่าวเสียชีวิต

Scroll to top