“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับหลักการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน นายเอกราช อุดมอำนวย ว่าที่ ส.ส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน ทำให้เกิดการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในโซเชียลมีเดีย
“เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน
วันที่ 24 ก.พ. 2569 นายเอกราช ได้ให้สัมภาษณ์ถึงโพสต์เฟซบุ๊กของตัวเองที่คัดค้านการตั้งคณะทำงานเพื่อความเสมอภาคในพรรคประชาชน เขายอมรับว่าภาษาที่ใช้ “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน อาจทำให้หลายคนไม่พอใจ “ผมขออภัยที่ใช้คำแรง แต่ในฐานะทนายความที่ดูแลสิทธิมนุษยชน ผมต้องยืนยันหลักการนี้ให้ชัดเจน” เขากล่าว โดยยกตัวอย่างกรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม ที่ถูกกล่าวหา แต่ย้ำว่าต้องรอคำตัดสินจากศาลเป็นที่สุด
นายเอกราช ชี้แจงว่า ทุกครั้งที่ศาลปฏิเสธประกันตัวผู้ต้องหาในคดีอาญา มักมีเหตุผลว่าตัดสินไปแล้วล่วงหน้า ดังนั้นหลักการไม่ตัดสินคนผิดก่อนศาลจึงสำคัญมาก หากละเลย อาจนำไปสู่ “สังคมพิพากษา” ที่เสียสมดุล แม้พรรคการเมืองจะต้องมีมาตรฐานสูงกว่าประชาชนทั่วไป แต่ก็ต้องยึดหลักรัฐธรรมนูญที่ทุกคนยอมรับ
จุดยืนทนายของ “เอกราช” ในประเด็นนี้
ในฐานะทนายความ นายเอกราชยืนกรานว่าหลักการนี้คือหัวใจของการต่อสู้ด้านสิทธิมนุษยชน หากไม่ยืนยันตอนนี้ เวลาไปศาลต่อสู้ให้ผู้บริสุทธิ์ ก็จะขาดความชอบธรรม เขายอมรับว่าพรรคต้องมีมาตรฐานสูง แต่การพิพากษาล่วงหน้าอาจถูกใช้กลั่นแกล้งจากพรรคอื่นได้ ต้องมีกลไกถ่วงดุลเพื่อความเป็นธรรม
- ไม่ตัดสินก่อนศาล: หลักพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ ทุกคนมีสิทธิ์สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาอันเป็นที่สุด
- มาตรฐานพรรคการเมือง: นักการเมืองต้องรับผิดชอบสูงกว่า แต่ไม่ใช่ละเลยหลักยุติธรรม
- ป้องกันกลั่นแกล้ง: ในทางการเมือง มีการโจมตีกันบ่อย หลักนี้ช่วยบาลานซ์
- บทบาททนาย: เอกราชต้องยืนยันเพื่อความน่าเชื่อถือในการต่อสู้นอกศาล
กรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม และบริบทกว้าง
ประเด็นนี้ผุดขึ้นจากกรณีผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคามของพรรคที่ถูกกล่าวหา สื่อสารสังคมบางส่วนเรียกร้องให้พรรคมีคณะกรรมการตรวจสอบเพื่อความเสมอภาคทางเพศหรือจริยธรรม แต่เอกราชมองว่าอาจกลายเป็นการตัดสินล่วงหน้า ซึ่งขัดหลัก เขาย้ำว่า “เราต้องเชื่อในกระบวนการยุติธรรมจริงๆ มิเช่นนั้นจะไม่จบ”
ในมุมกว้าง พรรคประชาชนที่ก่อตั้งใหม่ กำลังสร้างภาพลักษณ์โปร่งใส แต่การเคลื่อนไหวภายในพรรคเช่นนี้ สะท้อนความท้าทายในการบาลานซ์ระหว่างการเมืองกับหลักกฎหมาย นักวิเคราะห์เห็นว่าจุดยืนของเอกราชช่วยเตือนใจว่าพรรคฝ่ายค้านต้องยึดหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้มั่นคง
นอกจากนี้ ยังมีตัวอย่างในอดีตที่นักการเมืองถูกพิพากษาสังคมจนเสียโอกาส เช่น คดีการเมืองหลายคดีที่ศาลสุดท้ายยกฟ้อง แต่ชื่อเสียงเสียหายไปแล้ว เอกราชจึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักเดียวกัน เพื่อไม่ให้เกิด “สังคมพิพากษา” ที่อาจนำไปสู่ความอยุติธรรม
ผลกระทบต่อพรรคประชาชนและการเมืองไทย
การออกมาของเอกราช ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ทั้งสนับสนุนและคัดค้าน บางคนมองว่าเขาปกป้องผู้ถูกกล่าวหามากเกินไป ขณะที่อีกฝั่งชื่นชมความกล้าที่ยืนยันหลักการ ท่ามกลางกระแส #MeToo ในวงการเมืองไทย พรรคต้องหาทางออกที่สมดุล เช่น ตั้งคณะกรรมการที่เคารพกระบวนการศาล
สำหรับพรรคประชาชนที่นำโดยน.ส.นาตาลี จันทนลาภา กำลังขยายฐานกว้าง การจัดการภายในพรรคจะเป็นบททดสอบสำคัญ หากสามารถรวมจุดยืนของเอกราชเข้ากับนโยบายเสมอภาคได้ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้มาก
สุดท้ายแล้ว ประเด็น “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน สะท้อนว่าการเมืองไทยยังต้องการการถ่วงดุลระหว่างความรับผิดชอบและสิทธิส่วนบุคคล ในมุมมองของผม จุดยืนนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะช่วยรักษาหลักประชาธิปไตยไม่ให้บิดเบี้ยว คุณล่ะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นการถกเถียงที่สร้างสรรค์กันเถอะ!
ที่มา – “เอกราช” ขออภัยใช้คำแรง ค้านตั้ง คกก.เสมอภาคพรรคประชาชน ยันจุดยืนทนาย ไม่ตัดสินคนผิดก่อนศาลสั่ง


