การอพยพ

ซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมแรง

สถานการณ์ภัยพิบัติในมหาสมุทรแปซิฟิกกำลังอยู่ในขั้นวิกฤต เมื่อซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม. ซึ่งถือเป็นภัยธรรมชาติระดับมหันตภัยที่ชาวเกาะในแถบนั้นต้องเร่งมืออพยพเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

สถานการณ์วิกฤตเมื่อ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

พายุลูกนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะสำนักงานบริการสภาพอากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) รายงานว่าความเร็วลมพุ่งสูงถึง 290 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงทะลุ 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การที่ ซูเปอร์ไต้ฝุ่น บาหวี่ ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม. ครั้งนี้ส่งผลให้ประชาชนกว่า 170,000 คนต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพราะสภาพอากาศจะมีความรุนแรงเทียบเท่ากับพายุเฮอร์ริเคนระดับ 4-5 เลยทีเดียว

ผลกระทบและความเสียหายที่คาดการณ์

ปัจจุบันศูนย์พักพิงฉุกเฉินต่างๆ บนเกาะกวมเริ่มเต็มแล้ว ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าพายุลูกนี้มีอานุภาพทำลายล้างมหาศาล โดยมีสิ่งที่น่ากังวลหลักๆ ดังนี้:

  • ลมกระโชกแรงที่อาจทำลายโครงสร้างอาคารและบ้านเรือน
  • คลื่นซัดฝั่งที่มีความสูงถึง 11 เมตร เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมฉับพลัน
  • สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งอันตรายอย่างยิ่ง
  • ความยากลำบากในการเดินทางและอพยพในนาทีสุดท้าย

หากย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เกาะกวมและหมู่เกาะนอร์เทิร์นมาเรียนาเพิ่งเผชิญหน้ากับพายุซินลากูไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายไปกว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ การกลับมาของภัยธรรมชาติในครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของระบบป้องกันภัยในพื้นที่ ความปลอดภัยของประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในตอนนี้ครับ

เราต้องส่งกำลังใจให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าวผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้อย่างปลอดภัย พร้อมทั้งหมั่นติดตามข่าวสารจากทางการอย่างใกล้ชิด เพราะสถานการณ์พายุนั้นคาดเดาได้ยากและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การมีสติและเตรียมพร้อมตามคำแนะนำของหน่วยงานรัฐจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสีย

ที่มา – ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “บาหวี่” ขึ้นฝั่งเกาะกวมแล้ว เตือนลมกระโชก-คลื่นสูง 11 ม.

อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

สถานการณ์ตึงเครียด อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

ในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งที่นับวันยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ล่าสุดมีการรายงานข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับประชาคมโลก โดยเฉพาะกรณี อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ ออกจากพื้นที่ ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวที่ดุเดือดและส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่ได้รับคำสั่งให้ทิ้งบ้านเรือนของตนเองโดยกะทันหัน

ผู้นำเลบานอนได้ออกมาประณามการกระทำดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยระบุว่าพฤติกรรมนี้เข้าข่ายนโยบาย ‘เผาพิภพ’ (scorched-earth policy) ซึ่งเป็นการทำลายล้างทั้งเมืองและหมู่บ้านในภาคใต้ของประเทศ ส่งผลให้เกิดภาวะวิกฤตทางมนุษยธรรมอย่างหนักหน่วง ท่ามกลางความตึงเครียดที่ไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายลงได้โดยง่าย

ผลกระทบและท่าทีของรัฐบาลเลบานอนเมื่ออิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

นายนาวาฟ ซาลาม นายกรัฐมนตรีเลบานอนได้กล่าวตอกย้ำผ่านการแถลงการณ์ว่า การที่ อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ นั้น ไม่ได้ช่วยสร้างทั้งความมั่นคงหรือเสถียรภาพให้กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเลย มิหนำซ้ำยังเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลงไปอีก โดยเขามองว่านี่คือการลงโทษแบบเหมารวมที่บีบบังคับให้ประชาชนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยในดินแดนของตนเอง

แม้ว่ารัฐบาลเลบานอนจะพยายามใช้ช่องทางการเจรจาทางการทูตควบคู่ไปกับการพยายามหยุดยั้งความรุนแรง แต่ดูเหมือนว่าเส้นทางนี้ยังคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ยืนกรานคัดค้านแนวทางการพูดคุยกับอิสราเอลในขณะนี้

  • อิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศในหลายพื้นที่ของภาคใต้เลบานอน
  • มีการออกคำสั่งอพยพประชาชนในพื้นที่มากกว่าสิบจุด
  • ผู้นำเลบานอนเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีเพื่อป้องกันความสูญเสีย
  • การเจรจาระหว่างประเทศยังคงเดินหน้าต่อเนื่องแต่มุ่งเน้นหาทางออกที่สูญเสียน้อยที่สุด

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ต่างประเทศ เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นหนึ่งในจุดต่ำสุดของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการหาข้อยุติผ่านแนวทางปกติ เราคงทำได้เพียงหวังว่าเสียงเรียกร้องของนานาชาติจะทำให้คู่กรณีหันมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง เพื่อหยุดยั้งความสูญเสียไม่ให้ขยายวงกว้างไปมากกว่านี้ เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดก็คือประชาชนธรรมดาที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการเมืองเหล่านี้เลย

ที่มา – อิสราเอลโจมตีภาคใต้เลบานอนรอบใหม่ หลังเตือนให้คนอพยพ

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธในกาซา ดับ 27 ศพ

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในเมืองกาซาซิตี้อย่างดุเดือด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ศพ และประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีภัยความรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างนักรบกลุ่มฮามาสและสมาชิกกลุ่มติดอาวุธจากตระกูลดักมุช (Dughmush) ในฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา การปะทะครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่สิ้นสุดปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าว

พยานผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า การยิงปะทะเริ่มขึ้นใกล้โรงพยาบาลจอร์แดน ทางตอนใต้ของเมืองกาซาซิตี้ โดยมือปืนที่สวมหน้ากากซึ่งเชื่อว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มฮามาส เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทยในฉนวนกาซา ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มฮามาส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ทำการปิดล้อมกองกำลังติดอาวุธภายในเมืองกาซาซิตี้ และเกิดการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงเพื่อจับกุมสมาชิกของกลุ่มติดอาวุธ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 8 นาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในกาซาเปิดเผยว่า มีสมาชิกจากตระกูลดักมุชเสียชีวิต 19 ศพ และนักรบฮามาสเสียชีวิต 8 ศพ นับตั้งแต่การปะทะเริ่มขึ้นเมื่อวันก่อนหน้า

พยานเล่าว่าเหตุการณ์ ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริ เกิดขึ้นในย่านเทล อัล-ฮาวา (Tel al-Hawa) ของกาซาซิตี้ หลังจากกองกำลังฮามาสกว่า 300 นาย เคลื่อนกำลังเข้าโจมตีอาคารที่พักอาศัยซึ่งเชื่อว่าเป็นที่หลบซ่อนของมือปืนจากตระกูลดักมุช

ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่า การปะทะกันทำให้เกิดความโกลาหล ประชาชนหลายสิบครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านเรือน โดยหลายคนเคยต้องพลัดถิ่นฐานมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเมื่อสองปีก่อน

ชาวเมืองกาซาซิตี้คนหนึ่งกล่าวว่า “ครั้งนี้ผู้คนไม่ได้หนีจากการโจมตีของอิสราเอล พวกเขากำลังหนีจากคนของตัวเอง” สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงภายในที่เกิดขึ้น

ตระกูลดักมุชเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีอิทธิพลในกาซาซิตี้ พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับกลุ่มฮามาสมายาวนาน และสมาชิกติดอาวุธของตระกูลเคยปะทะกับกลุ่มฮามาสมาแล้วหลายครั้งในอดีต

กระทรวงมหาดไทยในกาซาระบุว่า ฮามาสกำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย และเตือนว่า “กิจกรรมติดอาวุธใดๆ ที่อยู่นอกกรอบของการต่อต้านการรุกราน” จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาด

ทั้งกลุ่มฮามาสและตระกูลดักมุชต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่าเป็นต้นเหตุของการปะทะในครั้งนี้ โดยฮามาสอ้างว่า มือปืนจากตระกูลดักมุชได้สังหารนักรบของพวกเขาไป 2 ศพ และทำให้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 นาย ทำให้ฮามาสจำเป็นต้องตอบโต้

แหล่งข่าวจากตระกูลดักมุชให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่นว่า กลุ่มฮามาสได้เดินทางไปยังอาคารที่เป็นอดีตโรงพยาบาลจอร์แดน ซึ่งสมาชิกของตระกูลเข้าไปหลบภัย หลังจากบ้านของพวกเขาในย่านอัล-ซาบราถูกทำลายจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากอาคาร และยึดครองพื้นที่ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นแห่งใหม่

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้

สถานการณ์ล่าสุด ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธ

สถานการณ์ ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางและความซับซ้อนของสถานการณ์ภายในฉนวนกาซา การที่กลุ่มฮามาสต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มติดอาวุธภายใน สะท้อนถึงความท้าทายในการควบคุมพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย

การที่ประชาชนต้องอพยพหนีภัยจากความรุนแรงภายใน แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่แน่นอนมาอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความขัดแย้งและความรุนแรงในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างยั่งยืน การสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้ ดับแล้ว 27 ศพ ชาวบ้านต้องอพยพ

ตรวจสอบสถานะเงินเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดน 6 ต.ค.

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้หลายคนคงกำลังรอคอยข่าวดีเกี่ยวกับ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ กันใช่ไหมครับ? กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้เริ่มดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยอันตรายบริเวณชายแดนแล้วนะครับ ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องอพยพหนีภัย โดยเฉพาะใน 7 จังหวัดชายแดนภาคอีสานและตะวันออก ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้

สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือนั้นชัดเจนมากครับ หากครัวเรือนไหนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือพื้นที่ปลอดภัยนาน 8 วันขึ้นไป จะได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อครัวเรือน ส่วนที่อพยพรีบร้อนไม่เกิน 7 วัน ก็จะได้ 2,000 บาทครับ เงินทั้งหมดนี้มาจากงบประมาณปี 2568 กรอบวงเงินกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อครอบคลุมผู้ประสบภัยถึง 315,476 ครัวเรือนเลยทีเดียว

การโอนเงินจะทำผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยผูกกับบัตรประชาชนเข้าบัญชีธนาคารออมสินครับ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป รอบแรกจังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ จะได้รับก่อน จำนวน 147,370 ครัวเรือน มูลค่า 736 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 7 ตุลาคม จังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด จะตามมา 90,683 ครัวเรือน 364 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนภายในเดือนตุลาคมนี้เลยครับ ถ้าข้อมูลสมบูรณ์ ธนาคารจะโอนภายใน 3 วันทำการหลังจาก ปภ. ส่งข้อมูล

วิธีตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน

ตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 292,237 ครัวเรือน (ข้อมูล 2 ต.ค. 68) ถ้าคุณคือหนึ่งในนั้น สามารถ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ ได้ง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ของ ปภ. ที่ http://relief68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister เพียงกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ก็รู้ผลทันทีครับ ไม่ต้องรอโทรสอบถามให้วุ่นวาย

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบดำเนินการด่วนเลยนะครับ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดของคุณ ปภ. กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้เงินถึงมือทุกคนเร็วที่สุด การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแค่เงิน แต่ยังเป็นการเยียวยาจิตใจให้กับพี่น้องที่ต้องเผชิญภัยพิบัติจากกองกำลังนอกประเทศด้วยครับ

นอกจากนี้ ปภ. ยังประสานงานกับธนาคารออมสินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การโอนเงินราบรื่น ถ้าคุณมีบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชนแล้ว ก็สบายใจได้เลย เงินจะเข้าบัญชีโดยตรง ไม่ต้องไปรับเอง ถ้ายังไม่ผูก รีบไปทำที่ธนาคารใกล้บ้านซะนะครับ

ภัยชายแดนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก แต่ด้วยการช่วยเหลือจากรัฐบาล เราหวังว่าจะช่วยให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราว่า ความปลอดภัยชายแดนเป็นเรื่องสำคัญ และการเยียวยาต้องรวดเร็วเพื่อลดความเดือดร้อน

ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือคำถามเกี่ยวกับ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ เราจะช่วยกันตอบและให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมี รอรับข่าวดีกันเลย!

ที่มา – ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้

ไต้หวันดับ 2 ศพ! ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทะเลสาบล้น

อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น รากาซา ทำให้ทะเลสาบในไต้หวันล้นตลิ่งเข้าท่วมเมือง เบื้องต้นมีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ขณะที่มีผู้ติดค้างและสูญหายอีกนับร้อยราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า อิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวเข้าหาภาคใต้ของประเทศจีน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเกาะไต้หวัน ทำให้น้ำในทะเลสาบบนภูเขาเอ่อล้นทะลักตลิ่งไหลเข้าท่วมเมืองใกล้เคียง ล่าสุดมีรายงานพบผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ศพ ประชาชนอีกนับร้อยติดค้างหรือสูญหาย จากเหตุการณ์ ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

ไต้ฝุ่น รากาซา ซึ่งมีความรุนแรงเทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 มีความเร็วลมสูงสุดถึง 285 กม./ชม. ทำให้มันกลายเป็นพายุที่รุนแรงที่สุดของปี 2568 จนถึงตอนนี้ และทำให้หลายพื้นที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องประกาศเตือนภัยน้ำท่วม, คลื่นพายุหนุนซัดฝั่ง และดินถล่ม

ชายขอบด้านของพายุ รากาซา พัดกระหน่ำเกาะไต้หวันตั้งแต่เมื่อวันจันทร์แล้ว และทำให้คันดินกั้นทะเลสาบซึ่งเกิดจากดินถล่มก่อนหน้านี้ แตกออกในช่วงบ่ายวันอังคาร (23 ก.ย. 2568) ส่งผลให้น้ำไหลทะลักเข้าสู่เมืองกวงฟู ในเขตฮวาเหลียน ซึ่งอยู่ใกล้กับทะเลสาบ

น้ำจากทะเลสาบพัดทำลายสะพาน, ถอนรากถอนโคนต้นไม้ และท่วมรถยนต์หลายคัน โดยนาย หลี่ หลงเซิ่ง รองหัวหน้าสำนักงานดับเพลิงของเขตฮวาเหลียนเผยว่า บางพื้นที่มีน้ำท่วมสูงถึงชั้น 2 ของตัวบ้าน ขณะที่ในย่านใจกลางเมืองน้ำท่วมถึงชั้น 1 ก่อนที่ระดับน้ำจะลดลงตามลำดับ

นายหลี่บอกอีกว่า มีประชาชนประมาณ 263 คนยังติดค้าง และต้องอพยพขึ้นที่สูงในตอนที่แม่น้ำเพิ่มระดับอย่างกะทันหัน โดยพวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายในทันที แต่กำลังกังวลมากเกี่ยวกับระดับน้ำที่สูง

ในพื้นที่อื่น ๆ ของไต้หวัน มีรายงานพบผู้บาดเจ็บ 6 คน, บริการเรือข้ามฟากถูกระงับ และเที่ยวบินระหว่างประเทศมากกว่า 100 เที่ยวถูกยกเลิกเนื่องจากไต้ฝุ่นรากาซาพัดผ่าน

ทั้งนี้ พยากรณ์อากาศคาดว่า ไต้ฝุ่น รากาซา จะเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้งทางตอนใต้ของจีนในวันพุธนี้ (24 ก.ย.) โดยทางการมณฑลกวางตุ้งสั่งอพยพประชาชนแล้วกว่า 370,000 คน ขณะที่โรงเรียนกับธุรกิจหลายแห่งต้องปิดทำการ ขณะที่เมืองฮ่องกงยกระดับการเตือนภัยพายุไต้ฝุ่นเป็นระดับ 8 ซึ่งห่างจากระดับสูงสุด 2 ระดับ

ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

สถานการณ์ ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศ การเตรียมอุปกรณ์ยังชีพ และการวางแผนอพยพหากจำเป็น

ผลกระทบจากไต้ฝุ่นรากาซาต่อไต้หวัน

ผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นรากาซาในไต้หวันครั้งนี้รุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างมาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อ:

  • ผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย: มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกจำนวนมาก
  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: บ้านเรือน ถนน สะพาน และโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก
  • การอพยพ: ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพออกจากบ้านเรือนเนื่องจากน้ำท่วม
  • การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ: โรงเรียน ธุรกิจ และบริการต่างๆ ต้องหยุดทำการ

เหตุการณ์ ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแรง การวางแผนการจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งสำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาผลกระทบและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกจากบ้านเสมอ และติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

ที่มา – ไต้หวันดับแล้ว 2 ศพ ฤทธิ์ไต้ฝุ่น “รากาซา” ทำทะเลสาบล้นตลิ่ง

Scroll to top