การเก็บกู้ทุ่นระเบิด

นายกฯ สั่งกองทัพดูแลพลทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเต็มที่

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือกรณี นายกฯ สั่งกองทัพดูแลพลทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเต็มที่ ซึ่งเกิดขึ้นล่าสุดที่ฐานปฏิบัติการเอราวัณ จังหวัดสุรินทร์ เหตุการณ์นี้ทำให้พลทหารคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขาดจากทุ่นระเบิดเก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ในพื้นที่ชายแดน นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกคำสั่งชัดเจนให้กองทัพดูแลสวัสดิภาพของทหารคนนี้อย่างเต็มที่ เพราะถือเป็นหน้าที่สำคัญของกองทัพในการปกป้องลูกน้องที่ปฏิบัติหน้าที่แนวหน้า

นายกฯ สั่งกองทัพดูแลพลทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเต็มที่

จากรายงานเมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ อนุทิน กล่าวว่าตนได้รับรายงานเหตุการณ์แล้ว และรู้สึกเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทันทีที่ทราบ ก็ได้กำชับกองทัพให้ดูแลพลทหารคนนี้ให้ดีที่สุด ทั้งด้านการรักษาพยาบาล สวัสดิภาพ และครอบครัว เพราะการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแบบนี้ เป็นสิ่งที่ทหารทุกคนต้องเผชิญ แต่รัฐบาลจะไม่ทิ้งลูกน้องเด็ดขาด นอกจากนี้ยังสั่งให้ระมัดระวังการปฏิบัติงานมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดเหตุร้ายครั้งนี้ มาจากฝนตกหนักทำให้ดินชะล้าง เผยให้เห็นทุ่นระเบิดที่ฝังลึกมานาน พื้นที่เอราวัณซึ่งยึดคืนมาได้จากกลุ่มกบฏ ยังคงมีทุ่นระเบิดเหลือค้างจำนวนมาก สร้างความเสี่ยงสูงต่อเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปเก็บกู้ นายกฯ ย้ำว่าต้องเร่งรัดการเก็บกู้ให้เสร็จสิ้น เพื่อความปลอดภัยของทุกคน

หนุนปรับรูปแบบเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

นายกฯ ยังแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะสนับสนุนกองทัพเต็มที่ในการปรับรูปแบบการเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น แม้จะบอกว่าต้องถามกองทัพเองในรายละเอียด แต่รัฐบาลพร้อมจัดสรรงบประมาณ เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด เหตุการณ์ นายกฯ สั่งกองทัพดูแลพลทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเต็มที่ นี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่ารูปแบบเก่าๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

ปัจจุบัน การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงใช้วิธีแบบดั้งเดิม เช่น ใช้เครื่องตรวจจับโลหะ เดินเท้าค้นหา และระเบิดควบคุม ซึ่งเสี่ยงมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารแบบสุรินทร์ แต่หากปรับเปลี่ยน สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ได้ เช่น

  • โดรนตรวจจับทุ่นระเบิด: ใช้โดรนติดกล้องและเซ็นเซอร์ตรวจจับโลหะจากอากาศ ลดการสัมผัสพื้นดินโดยตรง
  • หุ่นยนต์เก็บกู้: หุ่นยนต์ขนาดเล็กที่ควบคุมระยะไกล สามารถขุดและระเบิดทุ่นได้โดยไม่ต้องใช้คน
  • AI และเซ็นเซอร์ขั้นสูง: ระบบปัญญาประดิษฐ์วิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อระบุจุดเสี่ยงล่วงหน้า
  • การฝึกอบรมพิเศษ: เพิ่มคอร์สฝึกใช้เครื่องมือใหม่ๆ ให้ทหารทุกนาย

หลายประเทศที่เคยเจอปัญหาคล้ายกัน เช่น เวียดนามหรืออัฟกานิสถาน ได้ปรับใช้เทคโนโลยีเหล่านี้แล้ว ลดอัตราการบาดเจ็บลงกว่า 70% ถ้ากองทัพไทยนำมาปรับใช้ ก็น่าจะช่วยให้ภารกิจสำเร็จเร็วขึ้นและปลอดภัยกว่าเดิมแน่นอน

บทเรียนจากเหตุการณ์พลทหารเหยียบทุ่นระเบิด

นอกจากคำสั่งดูแลพลทหารแล้ว นายกฯ ยังกำชับเรื่องทุ่นระเบิดเก่า ซึ่งกองทัพต้องชี้แจงเพิ่มเติม แต่สิ่งสำคัญคือต้องเร่งแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง พื้นที่ชายแดนไทยมีทุ่นระเบิดค้างราวหลายแสนลูก จากสงครามเก่าและการก่อการร้าย หากปล่อยไว้นานกว่านี้ จะยิ่งอันตรายต่อชาวบ้านและทหาร การที่รัฐบาลแสดงท่าทีสนับสนุนเต็มที่แบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดี แสดงถึงความใส่ใจต่อความมั่นคงและชีวิตทหาร

ในมุมมองของผม เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองต้องจับมือกับกองทัพอย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่พูด แต่ลงมือทำจริง รัฐบาลอนุทินกำลังเดินหน้าถูกทางแล้ว แต่ต้องติดตามผลลัพธ์ให้ชัดเจน ว่าการปรับรูปแบบจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และงบประมาณจะเพียงพอหรือไม่

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่าทุกคนควรให้กำลังใจพลทหารที่เสียสละเพื่อชาติ ถ้าคุณเห็นด้วยกับการสนับสนุนเทคโนโลยีเก็บกู้ทุ่นระเบิด ลองแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลเร่งดำเนินการนะครับ หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณมีไอเดียอะไรเพิ่มเติมบ้าง ติดตามข่าวอัพเดทจากเราได้ทุกวัน!

ที่มา – นายกฯ สั่งกองทัพดูแลพลทหารเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเต็มที่ หนุนปรับรูปแบบเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ปลอดภัย

“สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชาขอโทษ ป้องกันเหตุซ้ำ

“สีหศักดิ์” เรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความจริงใจ ขอโทษต่อเหตุการณ์วางทุ่นระเบิด พร้อมหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย เตรียมชี้แจงต่อประชาคมโลกถึงการระงับปฏิญญาไทย-กัมพูชา เนื่องจากไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทำไว้

จากเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวถือเป็นการละเมิดปฏิญญาไทย-กัมพูชา ไทยจึงจำเป็นต้องระงับการปฏิบัติตามปฏิญญา อย่างไรก็ตาม ส่วนใดที่ไทยสามารถดำเนินการได้เอง เช่น การเก็บกู้ทุ่นระเบิด ก็จะยังคงดำเนินการต่อไป

กระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการประท้วงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างอิงกรอบอนุสัญญาออตตาวา นายสีหศักดิ์ได้หารือกับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา โดยเน้นย้ำว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้น เพราะเป็นการละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่ นอกจากนี้ จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสหรัฐอเมริกาและมาเลเซีย ซึ่งเป็นพยานในการลงนามปฏิญญา รวมถึงประชาคมโลก โดยประสานงานกับกองทัพไทยและกองทัพบก เพื่อให้การชี้แจงเป็นไปอย่างหนักแน่นและชอบธรรม

“สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชา แสดงความจริงใจขอโทษต่อเหตุการณ์ หาทางป้องกันไม่ให้มีซ้ำ

นายสีหศักดิ์กล่าวว่า หากต้องการให้ปฏิญญากลับไปสู่สภาวะเดิม กัมพูชาจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น การแสดงความเสียใจ การตรวจสอบข้อเท็จจริง และการกำหนดมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย

การประท้วงคือการประณาม

เมื่อถูกถามถึงมาตรการตอบโต้เพิ่มเติม หากกัมพูชาไม่แสดงความรับผิดชอบ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันไทยได้ระงับการปฏิบัติตามปฏิญญาแล้ว เมื่อถามว่าการประท้วงซ้ำๆ จะได้ผลลัพธ์อย่างไร นายสีหศักดิ์กล่าวว่า การประท้วงมีความจำเป็นเพื่อยืนยันว่ามีการละเมิดข้อตกลง และเพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจถึงเหตุผลที่ไทยต้องระงับปฏิญญา รวมถึงการถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ (ยกเว้นการเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ไทยดำเนินการเองได้) การประท้วงดังกล่าวถือเป็นการประณามในคราวเดียวกัน

นายสีหศักดิ์ยังแสดงความไม่พอใจต่อข้ออ้างของกัมพูชาที่ว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดเก่า โดยกล่าวว่าสิ่งที่กัมพูชาชี้แจงนั้นยังไม่เพียงพอและไม่น่าพอใจสำหรับประเทศไทย ทั้งนี้ จะต้องรอดูท่าทีของกัมพูชาต่อการตัดสินใจของไทยในอนาคต ส่วนการเจรจายังไม่มีการพูดถึงในขณะนี้ เนื่องจากยังไม่มีพื้นที่สำหรับการพูดคุย

อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้แสดงความกังวลต่อการระงับปฏิญญาแล้ว นายสีหศักดิ์กล่าวว่า ไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนในการระงับปฏิญญาและเรียกร้องให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบ โดยขอให้รอดูท่าทีของไทยต่อไป ส่วนการปักหมุดชั่วคราวจะไม่มีการดำเนินการ เพราะไทยได้ระงับการดำเนินการทุกอย่างแล้ว

อนาคตความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา

เหตุการณ์ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดและผลกระทบที่ตามมา ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาอยู่ในช่วงที่เปราะบาง การที่ “สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชา แสดงความจริงใจขอโทษต่อเหตุการณ์ หาทางป้องกันไม่ให้มีซ้ำ นั้น ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยต้องการเห็นความรับผิดชอบและการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังจากฝ่ายกัมพูชา

สิ่งที่ไทยต้องพิจารณาต่อไป

  • การเจรจา: แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีพื้นที่สำหรับการเจรจา แต่การเปิดช่องทางการสื่อสารและการหารืออย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  • ความร่วมมือด้านความมั่นคง: การเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อความปลอดภัยของประชาชนทั้งสองประเทศ
  • บทบาทของประชาคมโลก: การชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมโลก และการขอความร่วมมือจากนานาชาติในการแก้ไขปัญหา จะช่วยสร้างแรงกดดันให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม

การที่ไทยแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยการระงับปฏิญญาและการเรียกร้องให้ “สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชา แสดงความจริงใจขอโทษต่อเหตุการณ์ หาทางป้องกันไม่ให้มีซ้ำ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ไทยจะไม่ยอมรับการกระทำที่ละเมิดข้อตกลงและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม การรักษาสมดุลระหว่างการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นสิ่งที่ท้าทายและต้องใช้ความรอบคอบในการตัดสินใจ

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การมีสติ การเจรจา และการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการนำพาประเทศชาติให้ก้าวผ่านความท้าทายต่างๆ ไปได้ด้วยดี

ที่มา – “สีหศักดิ์” เรียกร้อง กัมพูชา แสดงความจริงใจขอโทษต่อเหตุการณ์ หาทางป้องกันไม่ให้มีซ้ำ

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเร่งสร้างรั้วชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าปราสาทตาควายยังคงอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนจะดำเนินการโดยใช้หลักสันติวิธีเป็นอันดับแรก โดยผ่านกลไก JBC และ RBC อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำคือ การเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด โดยฝ่ายไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยของตนเองใน 5 พื้นที่นำร่องก่อน

ความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดน

เพื่อบริหารจัดการชายแดนและทวงคืนพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายไทยจึงมีความจำเป็นต้องเริ่มกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น ในรูปแบบกึ่งถาวรตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความยาว 798 กิโลเมตร รั้วดังกล่าวจะมีลักษณะทึบด้านล่างและโปร่งด้านบน พร้อมติดตั้งลวดหนาม เพื่อเพิ่มความมั่นคงและป้องกันการลักลอบข้ามแดน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เนื่องจากเป็นสิ่งที่นานาชาติยอมรับและชื่นชม การใช้กำลังจะเกิดขึ้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

การดำเนินการสร้างรั้วชายแดน ควบคู่ไปกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคต

การที่กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น นั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางหลักที่ประเทศไทยยึดมั่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

ไทยพร้อมส่งเชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ

กองทัพบก เผย ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึกกลับตามหลักกติกาสากล แต่กัมพูชาต้องร่วมมือ 4 ประเด็นสำคัญด้วยความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรมก่อน การตัดสินใจส่งตัวเชลยศึกกลับประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นไปตามหลักการสากล

วันที่ 29 ต.ค. 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับการปล่อยตัวเชลยศึก ภายหลังไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 ที่ผ่านมาว่าการพิจารณาปล่อยตัวเชลยศึกของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักกติกาสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากลักษณะท่าทีของความเป็นปฏิปักษ์ ที่เคยมีต่อกัน ต้องมีการลดระดับลงชัดเจน ผ่านผลการดำเนินการตามข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันไว้แล้ว 4 ข้อหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึกนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ากัมพูชาต้องให้ความร่วมมืออย่างแท้จริงใน 4 ประเด็นหลักที่กล่าวมา

ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ

จุดเริ่มต้นเคลื่อนย้ายรถถัง

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้เริ่มจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ตามกรอบห้วงเวลา และเริ่มปฏิบัติแล้วบางส่วน เช่น การถอนอาวุธหนัก อย่างกรณีการเคลื่อนย้ายรถถังออกจากพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 แม้จะเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสอดรับผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินการตามข้อตกลง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ได้มีการประชุมฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา เพื่อลงรายละเอียดขั้นตอนการปรับกำลังและถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นระบบ

การเคลื่อนย้ายรถถัง แม้จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน

เสนอ 13 พื้นที่เก็บทุ่นระเบิด

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า สำหรับด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ฝ่ายไทยได้เสนอพื้นที่ดำเนินการเบื้องต้นจำนวน 13 พื้นที่ ครอบคลุมเขตปฏิบัติของกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วใน 4 พื้นที่ และจะขยายผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป โดยเฉพาะในช่วงหลักเขตที่ 42–47 ซึ่งเมื่อพื้นที่มีความปลอดภัย จะเข้าสู่กระบวนการสำรวจเพื่อจัดทำหลักเขตแดนชั่วคราว และตรวจสอบสิทธิการถือครอง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน หากพื้นที่นั้นปลอดภัยจากทุ่นระเบิดแล้ว ประชาชนก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นได้อย่างเต็มที่

ส่งข้อมูลสแกมเมอร์ให้กัมพูชา

ในส่วนของการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการสแกมเมอร์ รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันดำเนินการ โดยได้ประสานส่งข้อมูลเป้าหมายให้กับทางการกัมพูชา พร้อมจัดตั้งทีมเฉพาะกิจร่วม (Joint Task Force) เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างประเทศ การที่ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันในเรื่องนี้ จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

ตามติดความก้าวหน้า

หลังจากนี้ ฝ่ายไทยจะดำเนินการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการตามแผนและขั้นตอน ตามที่ได้มีการตกลงและเห็นชอบร่วมกันไว้ ผ่านเวทีการประชุม JBC, GBC และ RBC เพราะหากสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ ไม่บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมที่เพียงพอ กองทัพบกอาจจะพิจารณาเสริมใช้มาตรการอื่นภายใต้กรอบกฎหมาย และกติกาสากลมาสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อดำรงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ

เงื่อนไขสำคัญ: กัมพูชาร่วมมือจริงจัง

การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ จริงจังใน 4 ประเด็น ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจน การให้ความร่วมมืออย่างจริงใจของกัมพูชาเท่านั้นที่จะนำไปสู่การปล่อยตัวเชลยศึกได้ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ

การดำเนินการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จะยิ่งสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายว่าการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน การที่กองทัพบกติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา

โดยสรุปแล้ว การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ อย่างจริงจัง ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ แต่ความสำเร็จของกระบวนการนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่าย

ที่มา – กองทัพบก เผย ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ 4 ประเด็นสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม

สีหศักดิ์เยือนมาเลเซีย: ย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา

“สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา ให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี เน้นประเด็นหลักถอนอาวุธหนัก เก็บกู้ทุ่นระเบิดและปราบอาชญากรรมข้ามชาติ

เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เดินทางเยือนประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 2568 ในลักษณะ Working Visit เพื่อเข้าร่วมการประชุมต่างๆ ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน โดยเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เข้าร่วมการหารือสี่ฝ่ายระหว่างมาเลเซีย สหรัฐฯ ไทย และกัมพูชา ซึ่งเป็นการหารือต่อเนื่องจากที่ได้เคยหารือกันที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568

การหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้นประเด็นต่างๆ ที่ยังคั่งค้างอยู่ เพื่อลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด โดยฝ่ายไทยย้ำความสำคัญของกลไกทวิภาคี และการแสดงความจริงใจในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ทั้งสองฝ่ายได้ทำร่วมกันไว้ การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซียครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติ

นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นสำคัญ ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการให้ความร่วมมือในการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน เช่น ในกรณีบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว ทางฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้เห็นความจริงใจจากกัมพูชา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบรรลุเป้าประสงค์ร่วมกันในการสร้างสันติภาพและความสงบสุขให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

การเดินทางเยือนมาเลเซียของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและเสถียรภาพในภูมิภาค การหารือในประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับกลไกทวิภาคีในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

สีหศักดิ์เยือนมาเลเซีย: ย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา

การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชาในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมความร่วมมือในระดับภูมิภาค และทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับภูมิภาคโดยรวม

ประเด็นสำคัญจากการเยือนมาเลเซีย: ข้อตกลงไทย-กัมพูชา

การเยือนมาเลเซียของนายสีหศักดิ์ครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นที่การสร้างความไว้วางใจและการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้ทำร่วมกันไว้ การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นประเด็นสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและความปลอดภัยตามแนวชายแดน และส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองประเทศ

การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชานั้นแสดงถึงความสำคัญของกลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ การหารือและความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคต่อไป รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับกัมพูชาและประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน

จะเห็นได้ว่า การเยือนมาเลเซียของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาต่างๆ อย่างสันติวิธี และการให้ความสำคัญกับความร่วมมือในระดับภูมิภาค การที่ “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชานั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอาเซียน

ที่มา – “สีหศักดิ์”เยือนมาเลเซีย ตามคำเชิญประธานอาเซียนย้ำข้อตกลงไทย-กัมพูชา ให้ความสำคัญกลไกทวิภาคี

ผบ.สส. ยันสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

“พล.อ.ทรงวิทย์” เผย ใช้เวทีประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ชี้แจงข้อเท็จจริงปัญหา “ชายแดนไทย-กัมพูชา” ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าในเวทีการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา หัวข้อสำคัญของการหารือคือการเน้นย้ำเรื่องความเข้มแข็งในภูมิภาค ต่อสู้กับภัยคุกคามด้านต่าง ๆ ขับเคลื่อนกลไกของอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในห้วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน โดยการประชุมครั้งนี้มี 29 ประเทศเข้าร่วม ขาดเพียงแค่กัมพูชาเท่านั้น

พลเอกทรงวิทย์ หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค ไทยยังใช้โอกาสนี้ย้ำถึงจุดยืนในการเป็นคนกลาง ขับเคลื่อนความสันติภาพและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยุติความขัดแย้งในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการทหารต่อสู้กับความท้าทายในหลากหลายมิติทั้งภัยคุกคามไซเบอร์และอวกาศ เป็นต้น ซึ่งในหลาย ๆ ด้านไทยยังขาดประสบการณ์ การหารือในเวทีนี้จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายประเทศสอบถามสถานการณ์ชายแดน

พลเอกทรงวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิกในครั้งนี้ หลายประเทศได้สอบถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งข้อมูลที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่าทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทยรวมทั้งคุ้มครองชีวิตของประชาชนคนไทยไว้อย่างเต็มความสามารถภายใต้กรอบกติการะเบียบที่โลกใบนี้มี ขณะเดียวกันไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบ จึงต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยเพราะถูกรุกราน นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ทหาร-ประชาชนถูกทำร้าย มีการลักลอบวางทุ่นระเบิด โดยยังขอความร่วมมือจากหลายประเทศให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย

ลั่นเตรียมสร้างกำแพงกั้นเขตแดน

พร้อมย้ำว่าไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยโดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้ ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาให้มีความเข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกราน พลเอกทรงวิทย์ ระบุว่า กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ ได้ให้เสนาธิการลงไปในพื้นที่ที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องมีการสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชนและปกป้องการรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม โดยยืนยันว่าตนเองจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น ผบ.สส. ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยยืนยันถึงความจำเป็นในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและคุ้มครองประชาชนไทย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาชายแดนให้แก่ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม

ทำไมต้องสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”?

เหตุผลหลักในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว คือการปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ผบ.สส. เน้นย้ำว่า การก่อสร้างนี้เป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทยในการปกป้องดินแดนของตนเองจากการรุกราน นอกจากนี้ ยังมีการพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ทำให้กองทัพไทยต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

การสร้างกำแพงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการลักลอบข้ามแดน การโจรกรรม และอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนที่ต้องจับตามอง

สถานการณ์บริเวณชายแดนสระแก้วยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การวางทุ่นระเบิดและการทำร้ายประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผบ.สส. ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยของประเทศไทย และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในดินแดนไทยยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยได้ขอความร่วมมือจากนานาชาติในการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

อนาคตของชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว จะเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน และการไม่ยอมรับการรุกรานในทุกรูปแบบ

การสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเองอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้ใครมาละเมิดดินแดนของตนได้

ที่มา – ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 รัฐบาลลุยต่อ

รองโฆษกเพื่อไทย ขอบคุณสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เตรียมเข้าสู่วุฒิสภา ยัน รัฐบาลลุยนโยบายสำคัญทันที หวังกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ รัฐบาลยึดชีวิตประชาชนและอธิปไตยต้องมาก่อน

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จาก สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพราะนี่คือการมองเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายนี้คือหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และขอขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอดทั้ง 3 วันที่มีการอภิปรายในสภาฯ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ

“ดิฉันยืนยันว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานอนาคตของประเทศภายใต้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงๆ”

ทั้งนี้ หลังจากงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา ตนเชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะเร่งรัดพิจารณา เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุด โดยโครงการและนโยบายสำคัญๆ ที่จะใช้งบประมาณปี 2569 ในการขับเคลื่อน ได้แก่

  • นโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายประชาชน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋า
  • โครงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ราว 2.8 ล้านล้านบาท โดยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ผ่านการโปรโมท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และสร้างระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
  • งบจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเรื้อรัง ที่เป็นปัญหามายาวนาน และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าว ปีการผลิต 2568/69 จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10 ไร่ ครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เริ่มจ่ายงวดแรกตั้งแต่กันยายนนี้ โดยเงินทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ลดความล่าช้าและต้นทุนธุรกรรม
  • การพยุงราคาลำไย รัฐบาลร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ ตั้งจุดรับซื้อลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 13 บาท จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมเสนอ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเสริม จ่ายไร่ละ 1,400 บาท เพื่อทดแทนรายได้

ทั้ง 2 มาตรการนี้มีเป้าหมายเดียวคือ ให้รายได้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และพรรคเพื่อไทยได้กำชับ สส.ของพรรคให้ติดตามสถานการณ์ จุดรับซื้อ และปริมาณการรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับสู่รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ดิฉันขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต สำหรับพรรคเพื่อไทย งบประมาณทุกบาทคือความหวัง และต้องถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ขณะเดียวกัน น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวถึงหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย รัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเทศไทยย้ำชัดว่าเราจะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน

2. การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง

“พรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน”

สำหรับกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่

ส่วนด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่.

การที่สภาฯ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หวังว่าการพิจารณาในวุฒิสภาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

การที่ สส. ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า งบประมาณนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน

ที่มา – ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จ่อเข้าสู่วุฒิสภา รัฐบาลพร้อมลุยนโยบายสำคัญทันที

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ เดินหน้าตรวจสอบ

“จิรายุ” เผยชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ ย้ำ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 17 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัดเหตุการณ์ปกติ กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ และวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามา

นายจิรายุ ย้ำว่า แม้ในขณะนี้กัมพูชายังคงมีความพยายามบิดเบือนข้อเท็จจริงในรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างข่าวปลอม จ้างอินฟลูเอนเซอร์ การจัดฉาก สร้างสถานการณ์ใส่ร้ายประเทศไทย การจ้างวานบุคคลสมมติ จึงขอฝากความห่วงใยไปถึงประชาชนและสื่อมวลชนที่ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ให้ใช้วิจารณญาณ และตรวจสอบข้อมูลจากส่วนราชการก่อนเชื่อหรือแชร์ต่อไป

ส่วนกรณี นายไมเคิล อัลฟาโร ล็อบบี้ยิสต์อเมริกัน ที่อ้างตนว่าเป็นนักข่าวประจำทำเนียบขาว ที่ไปรายงานทางโซเชียลมีเดียที่ชายแดนกัมพูชานั้น หากตอบรับมาไทย ยืนยันพร้อมรับรองค่าใช้จ่ายและพาไปไลฟ์สดจุดแรกที่บริเวณทุ่งกับระเบิดทันทีหากนายไมเคิล มาจริง

ต่อมาเวลา 09.00 น. นายจิรายุ เปิดเผยว่า วานนี้ (16 สิงหาคม 2568) รัฐบาลประสบความสำเร็จในการนำคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ผู้แทนด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ โดยได้เห็นข้อเท็จจริงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่เพิ่งถูกฝังโดยฝ่ายกัมพูชา และได้พูดคุยกับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ เชื่อว่าคณะทูตและผู้แทนจะได้นำข้อมูลที่ได้รับไปรายงานต่อรัฐบาลของตน พร้อมถ่ายทอดความจริงต่อสาธารณชนต่อไป

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 11-14 สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดยกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมให้การอำนวยความสะดวกแก่คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ในการลงพื้นที่รับทราบผลกระทบของพลเรือนจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยส่วนราชการจังหวัดร่วมให้ข้อมูลและประสานงาน พร้อมอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ประชาชนที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่อำเภอพนมดงรัก และอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ และอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าไทยให้ความสำคัญต่อความร่วมมือกับคณะ ICRC ในการขับเคลื่อนกลไกด้านมนุษยธรรมสากล โดยทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันว่าควรปฏิบัติตามหลักสากลอย่างเคร่งครัด เพื่อคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับการปฏิบัติของ ICRC เป็นไปตามหลักสากล ยึดมั่นในความเป็นกลาง มิได้ตัดสินความถูก-ผิดของคู่ขัดแย้ง แต่เน้นการดำเนินงานด้านมนุษยธรรม โดยเข้ารวบรวมข้อมูลในพื้นที่จริง พร้อมสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์แบบส่วนตัวเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริง ตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ว่าด้วยการคุ้มครองและบรรเทาทุกข์แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ผู้เจ็บป่วย บุคลากรทางการแพทย์ สาธารณสุข และผู้นำทางศาสนา จากนั้นจะนำข้อมูลดังกล่าวรายงานให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทั้งสองประเทศโดยตรง เพื่อให้รับทราบข้อมูลข้อเท็จจริง โดยจะไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นกระบวนการตามมาตรฐานสากลที่ ICRC ยึดถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่อง

นายจิรายุ เปิดเผยอีกว่า ในวันที่ 18-20 สิงหาคม 2568 กองทัพไทยจะนำคณะสังเกตการณ์ชั่วคราว (The Interim Observer Team – IOT) ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยเช่นกัน เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงและการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงไว้ในการประชุม GBC ที่ผ่านมา

“ที่ผ่านมาไทยได้เชิญหลายคณะและหลายองค์กรมาลงพื้นที่จริง เพื่อร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ต่อประชาคมโลกถึงความจริงใจของไทยในการทำงานด้านมนุษยธรรม ยืนหยัดปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกว่าประเทศไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกคน”

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

สถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความพยายามในการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง การที่รัฐบาลไทยเปิดโอกาสให้คณะทูตานุทูต องค์กรระหว่างประเทศ และสื่อมวลชน เข้ามาสังเกตการณ์และตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ ถือเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี

ทำไมการตรวจสอบข้อเท็จจริงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจึงสำคัญ?

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้:

  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง: เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
  • ลดความตึงเครียด: การมีข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยลดความตึงเครียดและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: การที่ทั้งสองฝ่ายเปิดใจและร่วมมือกันในการตรวจสอบข้อเท็จจริง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
  • รักษาสันติภาพ: การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลไทยยังคงยืนยันในหลักการของการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศ

อนาคตของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ขึ้นอยู่กับการที่ทั้งสองฝ่ายมีความจริงใจและมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย การเคารพซึ่งกันและกัน และการยึดมั่นในหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่สันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของทั้งสองประเทศ

ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – ชายแดนไทย-กัมพูชาเหตุการณ์ปกติ ไทยเดินหน้าเชิญนานาชาติร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริง

จ่อพิสูจน์! “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกกัมพูชาอ้าง

ศบ.ทก. เผย เตรียมนำคณะผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่พิสูจน์ว่า “กับระเบิด” ไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง ย้ำ ประท้วงต่อเวทีโลก กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2568 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปบริเวณชายแดนในห้วงเวลาที่ผ่านมาอยู่ในภาวะปกติ ฝ่ายไทยเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง การเสริมที่มั่นในพื้นที่ปฏิบัติการตามแนวชายแดนฝ่ายกัมพูชา ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

นอกจากนี้ที่ประชุม ศบ.ทก. ยังได้หารือเรื่องการปฏิบัติของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน โดยการนำผู้ช่วยทูตทหารของสมาชิกอาเซียน นำโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของมาเลเซียประจำประเทศไทย ลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ผลกระทบต่างๆ โดยในวันนี้จะมีการประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมีคณะผู้ช่วยทูตต่างๆ มาร่วมประชุม เพื่อกำหนดแผนงานในการลงพื้นที่ ซึ่งการลงพื้นที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 จะลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และพื้นที่ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ที่เกี่ยวข้อง และเมื่อลงพื้นที่เสร็จเรียบร้อย ในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 จะมีการสรุปผลการดำเนินการและทบทวนแผนการปฏิบัติที่จะทำแผนการปฏิบัติต่อเนื่องในห้วงเวลาต่อไป

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อไปถึงเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. เร่งประสานเก็บกู้ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากกัมพูชาเท่าที่ควร ล่าสุดเร่งขอให้ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (ARMAC) ที่ปัจจุบันผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ดังกล่าวเป็นกัมพูชา เราขอให้กัมพูชา และ ARMAC สนับสนุนการเก็บกู้ เนื่องจากยังพบว่ามีทหารกัมพูชายังลักลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้หารือกับกัมพูชา ล่าสุด กปช.จต. แจ้งมาว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ที่ จ.ตราด

ขอบคุณธารน้ำใจประชาชนช่วยจัดหาลวดหนามช่วงเร่งด่วน

สำหรับเรื่องการขอรับบริจาคลวดหนามให้กับหน่วยงานในพื้นที่ รัฐบาลกำลังเร่งรัดดำเนินการในการใช้งบส่วนกลางในการจัดหาลวดหนามอย่างเร่งด่วน และทาง รมช.กลาโหม จะเร่งรัดรวบรวมความต้องการของกองทัพเพื่อดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ให้กองทัพ โดยเฉพาะหน่วยงานในพื้นที่ต่อไปอย่างเร่งด่วน

“ขอขอบคุณธารน้ำใจจากประชาชนทุกๆ คนที่รวมไทยใจเป็นหนึ่งในการช่วยจัดหาลวดหนามในช่วงเวลาที่เร่งด่วน นับว่าเป็นการร่วมกันแสดงออกถึงความรักความสามัคคี การสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ”

ทางด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า ในที่ประชุม ศบ.ทก. ได้หารือถึงกรณีทุ่นระเบิด ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดถึง 2 ครั้ง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยที่ขัดต่อหลักการพื้นฐาน ละเมิดพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล คือ อนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน โดยกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาเพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบ

สำหรับเวทีระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือประท้วงถึงประธานที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (UN) กำลังมีหนังสือถึงเลขาธิการ UN เพื่อประท้วงอีกครั้ง และวันที่ 15 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศจะเชิญรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา รับฟังการบรรยายการสรุปเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย โดยเหตุการณ์ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นล่าสุด สะท้อนถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาและขัดต่อมาตรการหยุดยิงในการประชุม GBC เมื่อวัน 7 สิงหาคม 2568 โดยฝ่ายไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวลงพื้นที่เร็วๆ นี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่ากับระเบิดในพื้นที่ที่พบเจอ ไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างมาโดยตลอด

นางมาระตี กล่าวว่า ศบ.ทก. ได้หารือกันถึงเรื่องการปฏิบัติต่อแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินจากแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับถูกปฏิบัติไม่เหมาะสมความรุนแรงและการข่มขู่จากกลุ่มหัวรุนแรงในประเทศไทย ขอย้ำว่าไทยยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน โดยคำนึงว่าแรงงานกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ในช่วงเวลานี้ฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานกัมพูชาเป็นพิเศษจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยจะดำรงชีวิตในประเทศไทยอยากได้อย่างปกติ

ต่อมา พล.ร.ต.สุรสันต์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าเตรียมยุติบทบาทของ ศบ.ทก. นั้น ยอมรับว่าอาจจะเป็นไปตามที่นายภูมิธรรมได้พูดไว้ที่จะมีแนวโน้มในการยุติบทบาท ศบ.ทก. ในเร็ววันนี้

เมื่อถามอีกว่าตอนนี้หลายฝ่ายมองสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ยังมีทหารที่เหยียบทุ่นระเบิด พล.ร.ต.สุรสันต์ ตอบว่า เท่าที่ตนทราบสถานการณ์ตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมได้ และมีหน่วยงานที่เป็นกลไกหลักที่รับผิดชอบ รู้หน้าที่ของตัวเองดำเนินการได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทัพต่างๆ เรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็มีกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดที่คอยดูแล ฉะนั้นบทบาท ศบ.ทก. อาจจะต้องค่อยๆ ถอยออกไป และเรายังมีกลไกที่เรียกว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กำกับดูแลภาพรวมของความมั่นคงอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะยุติบทบาทของ ศบ.ทก. ในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 สิงหาคม ยังมีการประชุม ศบ.ทก. อยู่ และจะมีการเรียกประชุม สมช. ในวันที่ 15 สิงหาคม ส่วนการยุติบทบาทของ ศบ.ทก. จะนำเข้าที่ประชุม สมช. ศุกร์นี้หรือไม่ ตนไม่แน่ใจ ต้องรอดูอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่าการยุติบทบาทของ ศบ.ทก. ไม่ใช่การยุบไปเลย แต่สามารถกลับมาดำเนินการใหม่ได้อีกครั้งหากมีสถานการณ์เกิดขึ้น.

จ่อพิสูจน์! “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกกัมพูชาอ้าง

ทำไมต้องพิสูจน์ว่า “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดก?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและทหารในพื้นที่ล่าสุด จากการแถลงการณ์ของ ศบ.ทก. พบว่ามีความพยายามที่จะนำคณะผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่า “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่กัมพูชาอ้าง การดำเนินการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การที่กัมพูชาอ้างว่าทุ่นระเบิดเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์นั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อหลักการด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัย การวางทุ่นระเบิดส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาคมโลก

นอกจากนี้ การประท้วงต่อเวทีโลกและการเน้นย้ำว่ากัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ การดำเนินการเช่นนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ดังนั้น การติดตามและสนับสนุนการดำเนินการของ ศบ.ทก. ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “กับระเบิด” จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ความถูกต้อง และความเป็นธรรมในกระบวนการแก้ไขปัญหา

ที่มา – จ่อนำผู้ช่วยทูตทหารพิสูจน์ “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกทางประวัติศาสตร์ตามกัมพูชาอ้าง

Scroll to top