การเฝ้าระวังโรค

กรมควบคุมโรค ยันโควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ไม่รุนแรง

กรมควบคุมโรค ยืนยันยังไม่พบหลักฐาน โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 รุนแรงเพิ่มขึ้น

ในช่วงที่ผ่านมา หลายคนอาจจะเริ่มกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมีการพูดถึงสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น แต่ล่าสุดทาง กรมควบคุมโรค ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสบายใจว่า จากการติดตามสถานการณ์และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยังไม่พบหลักฐานว่า โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่พบในประเทศไทยขณะนี้ จะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า

ทางด้านอธิบดีกรมควบคุมโรคได้เปิดเผยว่า ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ยังชี้ให้เห็นว่าแม้จะมีรายงานผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล แต่จำนวนผู้ป่วยโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ และต่ำกว่าค่ามัธยฐานในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าระบบสาธารณสุขไทยยังสามารถรับมือได้เป็นอย่างดี

รายละเอียดเจาะลึกสถานการณ์ โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 ในประเทศไทย

จากการเก็บข้อมูลของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบว่า โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 เป็นสายพันธุ์ที่ตรวจพบมากที่สุดในปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 50.95 ซึ่งแม้ว่าสายพันธุ์นี้จะมีความสามารถในการแพร่กระจายตัวได้ดี หรือหลบหลีกภูมิคุ้มกันได้บ้างตามธรรมชาติของการกลายพันธุ์ แต่ข้อมูลทางคลินิกยืนยันชัดเจนว่า อาการของผู้ป่วยส่วนใหญ่ยังคงเป็นอาการทั่วไปของโรคทางเดินหายใจ ไม่ว่าจะเป็น ไข้ ไอ เจ็บคอ หรือมีน้ำมูก โดยไม่ได้แสดงอาการรุนแรงมากไปกว่าที่เคยเป็นมา

ข้อแนะนำในการปฏิบัติตนเพื่อให้ห่างไกลจากโรค:

  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างสม่ำเสมอ
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น
  • หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจ
  • หากมีอาการป่วย ควรตรวจคัดกรองเบื้องต้นและเฝ้าระวังอาการตนเอง

สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องกลุ่มเปราะบาง (กลุ่ม 608) เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว หากเรามีอาการป่วย ควรเว้นระยะห่างและงดใกล้ชิดบุคคลเหล่านี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายเชื้อ แม้ว่าในปัจจุบัน โควิด-19 สายพันธุ์ NB.1.8.1 จะไม่มีความรุนแรงมากขึ้น แต่การระมัดระวังตนเองตามแบบฉบับ New Normal ก็ยังเป็นวิธีการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

สุดท้ายนี้ หากใครมีความกังวลหรือต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสุขภาพ สามารถติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรคได้ที่เบอร์ 1422 ตลอด 24 ชั่วโมง การมีข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป จะช่วยให้สังคมไทยก้าวผ่านช่วงฤดูฝนไปได้อย่างปลอดภัยครับ

ที่มา – “กรมควบคุมโรค” ยืนยันยังไม่พบหลักฐาน “โควิด-19” สายพันธุ์ NB.1.8.1 รุนแรงเพิ่มขึ้น

สเปนเจอผู้โดยสารติดไวรัสฮันตา ดัตช์กักบุคลากร

ข่าวร้ายจากต่างแดนมาอีกแล้ว เมื่อสเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากเรือสำราญ MV Hondius ประสบปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสฮันตา ทำให้ผู้โดยสารต้องอพยพด่วน แต่กลายเป็นว่ามีผู้ติดเชื้อหลุดรอดมาด้วย สร้างความตื่นตัวให้หน่วยงานสาธารณสุขทั่วโลก

สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

กระทรวงสาธารณสุขของมาดริดประกาศยืนยันเมื่อค่ำวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ว่าผู้โดยสารชาวสเปน 1 รายที่อพยพจากเรือสำราญลำดังกล่าว มีผลตรวจ PCR เป็นบวก แม้ยังไม่มีอาการป่วย แต่ถูกแยกกักตัวทันทีที่โรงพยาบาลโกเมซ อูยา (Hospital Gómez Ulla) ขณะที่ผู้โดยสารชาวสเปนอีก 13 รายมีผลลบ สถานการณ์นี้ทำให้เจ้าหน้าที่ยังต้องเฝ้าระวังต่อไป โดยรอผลตรวจขั้นสุดท้ายในอีกไม่กี่ชั่วโมง

สเปนก็เจอผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา

ไวรัสฮันตา หรือ Hantavirus เป็นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายหลักจากสัตว์ฟันแทะ เช่น หนู โดยมนุษย์ติดเชื้อจากการสูดดมฝุ่นที่มีไวรัสปนเปื้อน มักทำให้เกิด Hantavirus Pulmonary Syndrome (HPS) ซึ่งรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ถึง 38% ในบางพื้นที่ เหตุการณ์บนเรือ MV Hondius เกิดขึ้นระหว่างล่องทะเลในแอนตาร์กติกา เมื่อสัตว์ป่าหรือหนูขึ้นเรือ ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือหลายสิบคนติดเชื้อ

ผู้โดยสารที่อพยพกลับสเปนรายนี้ แสดงให้เห็นว่าการอพยพไม่ใช่จุดจบของความเสี่ยง หน่วยงานต้องตรวจเข้มทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการแพร่กระจายในชุมชน

จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัวหลังผิดพลาด

ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแรดเบาด์ (Radboudumc) ในเนเธอร์แลนด์ ซึ่งรับรักษาผู้ป่วยจากเรือลำเดียวกัน ต้องสั่งกักตัวบุคลากรทางการแพทย์ 12 รายเป็นเวลา 6 สัปดาห์ หลังเกิดข้อผิดพลาดในการเก็บตัวอย่างเลือดและกำจัดปัสสาวะของผู้ป่วย แม้ความเสี่ยงจะต่ำ แต่เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

โรงพยาบาลแถลงว่า “การละเลยขั้นตอนมาตรฐานนี้ทำให้ต้องดำเนินการกักตัวทันที” สถานการณ์เช่นนี้เตือนใจว่าบุคลากรแพทย์ต้องเคร่งครัดใน protocol การจัดการของเสียจากผู้ป่วยติดเชื้อ

ไวรัสฮันตาคืออะไร และควรป้องกันอย่างไร

ไวรัสฮันตาไม่ใช่โควิด แต่เป็นภัยร้ายที่พบได้ในหลายทวีป โดยเฉพาะเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ในไทยก็เคยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากเชื้อนี้

  • อาการเริ่มต้น: ปวดหัว ไข้ กล้ามเนื้อปวด คลื่นไส้
  • อาการรุนแรง: หายใจลำบาก ปอดบวม น้ำในปอด
  • การแพร่: ไม่ติดต่อคนสู่คน แต่จากอากาศปนเปื้อนอุจจาระหนู

การป้องกันต้องทำดังนี้

  • หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีหนูเยอะ เช่น โกดังเก่า หรือเรือที่จอดนาน
  • สวมหน้ากากและถุงมือเมื่อทำความสะอาด
  • ฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาฟอกขาว 10%
  • ตรวจสุขภาพหากสงสัย

บทเรียนจากเรือ MV Hondius

เรือสำราญลำนี้เป็นเรือสำรวจน้ำแข็งที่ออกเดินทางจากอาร์เจนตินาไปแอนตาร์กติกา แต่กลับเจอคลัสเตอร์ไวรัสฮันตา ทำให้ต้องอพยพผู้ป่วยไปยังหลายประเทศ สเปน เนเธอร์แลนด์ และอื่นๆ ต่างเผชิญปัญหาแทรกซ้อน สถานการณ์นี้สะท้อนว่าการท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกลยังมีความเสี่ยงจากโรค zoonotic

ในมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัวนี้เป็นเครื่องเตือนใจสำคัญ ว่าการป้องกันโรคต้องเข้มงวดทุกขั้นตอน แม้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน หากคุณกำลังวางแผนท่องเรือสำราญ อย่าลืมตรวจสอบมาตรฐานสุขอนามัยของบริษัท และติดตามข่าวสารสุขภาพล่าสุด เพื่อความปลอดภัยของตัวเองและคนรอบข้าง สนใจข้อมูลไวรัสฮันตาเพิ่มเติม คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – สเปนก็เจอ ผู้โดยสารอพยพติดไวรัสฮันตา จนท.โรงพยาบาลดัตช์ต้องกักตัว

ดีอี ยันจริง! พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในค้างคาวไทย

ในช่วงที่ข่าวสารเกี่ยวกับโรคระบาดยังคงเป็นประเด็นร้อน กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ได้ออกมาชี้แจงข่าวที่กำลังเป็นกระแสว่า พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย เป็นข่าวจริง แต่ไม่ต้องตื่นตระหนักเกินไป เพราะปัจจุบันยังไม่พบการติดเชื้อในมนุษย์ และความเสี่ยงต่ำกว่าพิษโควิด-19 เดิมมากนัก

พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย

จากประกาศของโฆษกกระทรวงดีอี นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม (AFNC) ได้ตรวจสอบข้อความข่าวสารจำนวนมากกว่า 160,000 ข้อความ พบประเด็นที่ต้อง verify กว่า 8,700 รายการ โดยอันดับ 1 ที่ประชาชนสนใจคือข่าว พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย ซึ่งยืนยันโดยกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขว่าเป็นเรื่องจริง

การค้นพบนี้มาจากระบบเฝ้าระวังโรคในสัตว์ป่า ภายใต้แนวคิด One Health ที่เชื่อมโยงสุขภาพมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน ค้างคาวถือเป็นแหล่งกำเนิดไวรัสโคโรนาหลายสายพันธุ์ รวมถึงโควิด-19 แต่เชื้อตัวนี้มีศักยภาพในการก่อโรคและแพร่กระจายต่ำกว่าเดิมมาก วัคซีนโควิดยังช่วยลดความรุนแรงได้ จึงประเมินความเสี่ยงต่ำ

รายละเอียดอันดับข่าวที่ AFNC ตรวจสอบ

  • อันดับ 1 (จริง): พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย
  • อันดับ 2 (จริง): ยกระดับเข้ม 31 จังหวัดชายแดนสกัดสินค้าเถื่อน-ยาเสพติด
  • อันดับ 3 (ปลอม): ทำใบขับขี่ผ่าน TikTok .100031309
  • อันดับ 4 (ปลอม): กฎหมายใหม่ SEC อนุญาตคาสิโน-เช่าที่ 99 ปี
  • อันดับ 5 (บิดเบือน): ลักษณะลิ้นวินิจฉัยโรคภายใน
  • อันดับ 6 (บิดเบือน): ไทยยกเลิก MOU44
  • อันดับ 7 (ปลอม): กรมพัฒนาฝีมือฯ รับสมัครแพ็กถุงที่บ้าน

นอกจากนี้ AFNC ยังตรวจจากช่องทาง Social Listening และ Line Official โดยได้รับการยืนยันจากหน่วยงานจริง 11 จาก 24 เรื่อง สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนตื่นตัวกับข่าวสุขภาพมาก

ทำไมต้องระวังข่าวปลอมเรื่องไวรัส?

ข่าวปลอมเกี่ยวกับโรคระบาดมักสร้างความตื่นตระหนักไม่จำเป็น ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมผิดปกติ เช่น 囤ตุนของ หรือหลงเชื่อมิจฉาชีพ กระทรวงดีอีจึงย้ำให้ตรวจสอบจากแหล่ง官方 เช่น เว็บกรมควบคุมโรค หรือ AFNC ก่อนแชร์

สำหรับ พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย แม้เป็นจริง แต่ไม่พบในมนุษย์ แนะนำหลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่า สวมหน้ากากในพื้นที่เสี่ยง และฉีดวัคซีนโควิดให้ครบโดสเพื่อป้องกันโรคโดยรวม

ในมุมมองของผู้เขียน ข่าวนี้เป็นสัญญาณดีว่าประเทศไทยมีระบบเฝ้าระวังที่แข็งแกร่ง ช่วยป้องกันการระบาดตั้งแต่ต้นทาง สุดท้าย ขอให้ทุกท่านเลือกเชื่อข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ติดตาม AFNC เพื่อไม่พลาดอัปเดต และแชร์เพื่อเตือนเพื่อนๆ ด้วยนะครับ!

ที่มา – ดีอี ยันข่าวจริง “พบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในตัวค้างคาวไทย” ยังไม่พบติดเชื้อในมนุษย์

รัฐบาลเตือนโรคเกี่ยวกับความร้อน ปี 68 เสียชีวิต 21 ราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูร้อนแบบเต็มตัว อากาศร้อนแผดเผาทั่วประเทศไทยเลยใช่ไหมล่ะ วันนี้เรามีเรื่องสำคัญที่ รัฐบาลเตือนระวังโรคเกี่ยวกับความร้อน มาบอกกันครับ จากข้อมูลปี 2568 พบว่ามีผู้เสียชีวิตถึง 21 รายเลยทีเดียว อย่าประมาทนะ!

โรคเกี่ยวกับความร้อน คืออะไร และอันตรายแค่ไหน

รัฐบาลเตือนระวังโรคเกี่ยวกับความร้อน ผ่านทางนางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 จากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) ของกรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับความร้อน รวม 182 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย 59.3% วัยทำงาน 15-34 ปี 42.8% และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป 15.9% กลุ่มเสี่ยงหลักคือคนทำงานกลางแจ้งอย่างทหาร คนงานรับจ้าง 53.3% เลยครับ

อาการที่พบบ่อยสุดคือเพลียแดด 62 ราย (34.07%) รองลงมาเป็นลมจากความร้อน 43 ราย (23.63%) ตะคริวจากความร้อน 26 ราย (14.29%) และรุนแรงสุดคือฮีทสโตรก หรือลมร้อน 17 ราย (9.34%) ถ้าปล่อยไว้ อาจถึงตายได้เลยนะเพื่อนๆ

สถิติผู้เสียชีวิตจากโรคเกี่ยวกับความร้อน ปี 2568

น่าเศร้าครับ ปี 2568 มีผู้เสียชีวิตจากภาวะอากาศร้อน 21 ราย ชาย 18 หญิง 3 อายุเฉลี่ย 51 ปี ประกอบอาชีพรับจ้าง 28.5% พบใน 16 จังหวัด โดยอุดรธานี 5 ราย นครราชสีมา 2 ราย ที่เหลือจังหวัดละ 1 เช่น กำแพงเพชร ชลบุรี ชัยนาท ชัยภูมิ นนทบุรี บุรีรัมย์ พัทลุง มหาสารคาม ลพบุรี ลำปาง สมุทรสงคราม สระแก้ว สุรินทร์ อุทัยธานี

ภาคอีสานหนักสุด 52% ตามด้วยภาคกลาง-ตะวันตก 24% ผู้เสียชีวิต 24% มีโรคประจำตัวอย่างความดัน เบาหวาน ดื่มเหล้าเป็นปัจจัยเสี่ยงใหญ่ เสียชีวิตกลางแจ้ง 67% สูงสุดเดือนเมษายน 57% เพราะร้อนสุดๆ

ใครเสี่ยงเป็นโรคเกี่ยวกับความร้อนมากที่สุด

กลุ่มเสี่ยงหลักคือผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ คนทำงานกลางแจ้ง นักกีฬา และคนมีโรคประจำตัวอย่างหัวใจ อ้วน ถ้าคุณอยู่ในกลุ่มนี้ ต้องระวังเป็นพิเศษเลยครับ โดยเฉพาะภาคอีสานที่ร้อนอบอ้าว

วิธีป้องกันฮีทสโตรก จากรัฐบาลเตือนระวังโรคเกี่ยวกับความร้อน

รัฐบาลแนะนำวิธีป้องกันง่ายๆ ดังนี้ครับ ลองทำตามดู รับรองปลอดภัย

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วง 11.00-15.00 น. เวลาร้อนสุด อยู่ในร่มดีกว่า
  • พักร่มบ่อยๆ ถ้าทำงานกลางแจ้ง ให้ร่างกายระบายความร้อน ทุก 15-30 นาที
  • งดเหล้า กาแฟ น้ำอัดลม น้ำหวาน เพราะทำให้ขาดน้ำหนัก
  • ดื่มน้ำเยอะ ก่อนกระหาย อย่างน้อย 250 cc/ชั่วโมง หรือ 1.5 ลิตร/วัน ถ้าเหงื่อออกมาก ดื่มเกลือแร่
  • ใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ระบายอากาศ หลีกเลี่ยงสีดำ รัดแน่น
  • อย่าทิ้งเด็กหรือสัตว์ในรถตากแดด ร้อนเร็วมากใน 10-20 นาที

นอกจากนี้ ยังแนะนำกินอาหารรสเค็มอ่อนๆ ผลไม้ที่มีน้ำเยอะอย่างแตงโม ส้ม ใส่หมวก แว่นกันแดด ทาครีมกันแดดด้วยนะครับ เพื่อป้องกันผิวไหม้ที่อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ

สรุปแล้วครับ โรคเกี่ยวกับความร้อน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว โดยเฉพาะปี 2568 ที่เสียหายหนัก รัฐบาลเตือนแล้ว เราต้องช่วยตัวเอง ดูแลครอบครัว โดยเฉพาะคนทำงานกลางแจ้ง ถ้ามีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ ปวดเมื่อย รีบหาที่เย็น ดื่มน้ำ พบหมอทันที อย่ารอ!

คุณล่ะครับ มีวิธีป้องกันส่วนตัวยังไง แชร์กันในคอมเมนต์เลยนะ แล้วกดไลค์ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่ทำงานกลางแจ้งดูด้วย ช่วยชีวิตคนได้นะ สุขภาพดีในฤดูร้อนนี้กันทุกคน!

ที่มา – รัฐบาลเตือนระวังโรคเกี่ยวกับความร้อน ปี 68 เสียชีวิต 21 ราย แนะวิธีป้องกันฮีทสโตรก

กรมควบคุมโรค ย้ำหลัก “เลือก-หลีก-ล้าง” ลดเสี่ยงไข้หวัดนก

ช่วงเทศกาลตรุษจีนใกล้เข้ามาแล้วนะคะ ทุกบ้านคงกำลังเตรียมเมนูอาหารจีนเลิศรสอย่างเนื้อไก่ เป็ดตุ๋น หรือข้าวต้มปลา แต่ก่อนจะอร่อยต้องปลอดภัยก่อน กรมควบคุมโรค ย้ำหลัก “เลือก-หลีก-ล้าง” เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อไข้หวัดนก โดยเฉพาะสัตว์ปีกที่เราชอบนำมาทำอาหารในช่วงนี้ ถึงแม้ไทยจะไม่พบผู้ป่วยในคนมาตั้งแต่ปี 2549 แต่การเฝ้าระวังยังสำคัญมาก ๆ ค่ะ

ไข้หวัดนกหรือ H5N1 เป็นโรคที่ติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คนได้ หากไม่ระวังเรื่องความสะอาด โดยเฉพาะซื้อจากแหล่งไม่น่าเชื่อถือหรือไม่ปรุงสุก รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ได้เผยว่า กรมควบคุมโรคขอให้ประชาชนเลือกซื้อเนื้อไก่ เป็ด ไข่ จากแหล่งมาตรฐาน และยึดหลัก “เลือก-หลีก-ล้าง” 5 ข้อ เพื่อความปลอดภัยช่วงตรุษจีนนี้

กรมควบคุมโรค ย้ำหลัก “เลือก-หลีก-ล้าง”

หลัก “เลือก-หลีก-ล้าง” เป็นแนวทางง่าย ๆ แต่ได้ผลดี ช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจาย กรมควบคุมโรค ย้ำหลักนี้เพราะพบว่าการสัมผัสสัตว์ปีกป่วยหรือสิ่งคัดหลั่งโดยตรงเป็นสาเหตุหลัก แม้ไทยควบคุมดี แต่เพื่อไม่ให้เกิดเหตุร้ายในเทศกาลสำคัญ เรามาปฏิบัติกันเถอะค่ะ จะได้ฉลองตรุษจีนอย่างมีความสุข

หลัก 5 ประการ “เลือก-หลีก-ล้าง” แบบละเอียด

  • เลือก บริโภคเนื้อไก่ เป็ด และไข่ที่ปรุงสุกทั่วถึง สะอาดจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น ตลาดที่มีทะเบียนพาณิชย์ถูกต้อง หลีกเลี่ยงเนื้อสดที่ชำแหละไม่衛生
  • หลีกเลี่ยง นำสัตว์ปีกที่ป่วย ซึมล้า ขนยุ่ง หรือตายกะทันหันมาปรุงอาหาร เพราะอาจมีเชื้อไวรัสซ่อนอยู่
  • หลีกเลี่ยง การสัมผัสสัตว์ปีกป่วยหรือซากตายโดยตรง อย่าให้เด็กเล็กเข้าใกล้ฟาร์มไก่ที่มีอาการผิดปกติ
  • เลือก ซื้อจากร้านค้าที่สะอาด มีมาตรฐานอนามัยชัดเจน ตรวจสอบฉลากและวันผลิตเสมอ
  • ล้าง มือบ่อย ๆ ด้วยน้ำสะอาดและสบู่ นาน 20 วินาที โดยเฉพาะหลังจับสัตว์ จัดการของเสีย หรือก่อนกินอาหาร

อาการไข้หวัดนกที่ต้องระวัง

หากมีไข้สูง ไอ หายใจเหนื่อยลำบาก ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะภายใน 14 วันหลังสัมผัสสัตว์ปีก อย่ารอช้า รีบไปโรงพยาบาลทันที และบอกหมอเรื่องประวัติการสัมผัสด้วย จะช่วยวินิจฉัยเร็ว ได้รักษาทันท่วงที โอกาสหายสูงมากค่ะ

นอกจากนี้ ยังแนะนำให้ล้างผักผลไม้ให้สะอาด ปรุงอาหารด้วยความร้อนอย่างน้อย 70 องศาเซลเซียส เพื่อฆ่าเชื้อทั้งหมด ในต่างประเทศยังมีการระบาดเป็นระยะ ๆ แต่ไทยเข้มงวดดี สถานการณ์ปลอดภัย หากทุกคนช่วยกัน

รัฐบาลย้ำว่าสามารถกินเนื้อไก่เป็ดได้ปกติ ถ้าปฏิบัติตามหลัก “เลือก-หลีก-ล้าง” อย่างเคร่งครัด อย่าตื่นตระหนก แต่เพิ่มความระวัง โดยเฉพาะตลาดสดหรือซื้อออนไลน์ ตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านฉลองตรุษจีนอย่างปลอดภัย สุขภาพดี ถ้าอยากรู้เพิ่ม สอบถามสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 ได้เลย หรือแชร์หลัก “เลือก-หลีก-ล้าง” นี้ให้ญาติสนิทมิตรสหาย ป้องกันไว้ก่อนดีกว่ารักษาแน่นอนค่ะ!

ที่มา – กรมควบคุมโรค ย้ำหลัก “เลือก-หลีก-ล้าง” แนะเลือกบริโภคสัตว์ปีกอย่างปลอดภัย ลดเสี่ยงไข้หวัดนก

Scroll to top