การเมืองไทย

กล้าธรรม ไร้เงื่อนไขร่วมรัฐบาล ขู่กระทรวงเกษตร

การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งกำลังเข้มข้น พรรคเล็กๆ อย่างกล้าธรรมตกเป็นข่าวใหญ่ เมื่อ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ออกมาให้สัมภาษณ์เด็ดๆ วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 โดยยืนยันชัดเจนว่า กล้าธรรม ไร้เงื่อนไขร่วมรัฐบาล ไม่มีดีลลับหรือต่อรองเก้าอี้รัฐมนตรีกับพรรคภูมิใจไทยตามที่สื่อรายงาน ข่าวลือเหล่านี้เป็นแค่การปั่นกระแสเท่านั้น สิ่งสำคัญตอนนี้คือรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองสถานะ ส.ส. อย่างเป็นทางการก่อน การเมืองต้องเดินตามขั้นตอน ไม่ใช่คาดเดาจากข่าวลือ

กล้าธรรม ไร้เงื่อนไขร่วมรัฐบาล: ท่าทีมั่นใจของ ร.อ.ธรรมนัส

ร.อ.ธรรมนัส ซึ่งมีประวัติยาวนานในวงการเมืองไทย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาลชุดก่อน ได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า สำหรับพรรคกล้าธรรมแล้ว พื้นที่หรือตำแหน่งไม่ใช่ประเด็นหลัก หัวใจคือ “ความกล้าในการทำงาน” ถ้ากล้าทำ อยู่ที่ไหนก็สำเร็จได้หมด ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหญ่หรือกลุ่มเล็ก พรรคกล้าธรรมเน้นนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมที่เป็นฐานเสียงสำคัญของประเทศ

ในสถานการณ์ที่พรรคต่างๆ กำลังเจรจาจัดตั้งรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่พรรคเล็ก รวมตัวเพื่อเจรจากับพรรคภูมิใจไทย โดยยืนยันว่าไม่มีอะไรแบบนั้นทั้งสิ้น ตอนนี้ทุกอย่างต้องรอการรับรองจาก กกต. ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในไม่ช้า การเมืองไทยในช่วงนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่ท่าทีของกล้าธรรมแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและไม่ยึดติดกับอำนาจ

ขู่ใครเอากระทรวงเกษตรฯ ไป ถ้าทำไม่ดีเจอกันแน่

จุดเด่นของคำสัมภาษณ์ครั้งนี้คือคำขู่สุดแซ่บต่อผู้ที่อาจครองกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แทน ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า ถ้าพรรคกล้าธรรมไม่ได้ดูแลกระทรวงนี้ต่อ ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ผู้ที่ได้รับผิดชอบต้องตั้งใจทำงานจริงจัง แก้ปัญหาให้เกษตรกรได้จริง ไม่ใช่แค่พูดสวยๆ แต่ถ้าเอาไปแล้วทำไม่ดี หรือทำไม่ได้ตามที่โป๊ปปากไว้ “เจอดีแน่” คำพูดนี้สะท้อนถึงความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่เผชิญปัญหาหนี้สิน ภัยแล้ง และราคาพืชผลตกต่ำมานาน

ประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ ร.อ.ธรรมนัส พรรคกล้าธรรม

  • สยบข่าวลือ: ไม่มีดีลลับกับพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเล็กอื่นๆ
  • รอขั้นตอนกฎหมาย: รอ กกต. รับรอง ส.ส. ก่อนเจรจาใดๆ
  • เน้นความกล้า: อยู่พรรคไหนก็ทำงานได้ ถ้ากล้าและตั้งใจ
  • กระทรวงเกษตรฯ: ไม่ยึดติด แต่ขู่ผู้ครองต้องทำดี มิฉะนั้นเจอปัญหา
  • วิสัยทัศน์พรรค: มุ่งแก้ปัญหาเกษตรกรตัวจริง ไม่ใช่แชร์อำนาจ

ประวัติของ ร.อ.ธรรมนัส ทำให้คำพูดนี้มีน้ำหนัก เขาเคยผลักดันนโยบายเกษตรหลายเรื่อง เช่น การปรับโครงสร้างหนี้เกษตรกร และการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตร แม้จะมีดราม่าตัดสิทธิ์นักการเมืองในอดีต แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติยกเลิกแล้ว ทำให้เขากลับมาลุยการเมืองเต็มตัว พรรคกล้าธรรมก่อตั้งใหม่แต่มีจุดยืนชัดเจน มุ่งเป็นทางเลือกให้ประชาชนที่เบื่อการเมืองเก่า

ในมุมกว้าง การเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่พรรคเล็กมีบทบาทมากขึ้น การเจรจาร่วมรัฐบาลไม่ใช่แค่แบ่งเก้าอี้ แต่ต้องมีวิสัยทัศน์ร่วมกัน กล้าธรรม ไร้เงื่อนไขร่วมรัฐบาล จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะแสดงถึงการไม่ยึดติด แต่พร้อมทำงานเพื่อชาติ

สุดท้ายแล้ว ความกล้าในการทำงานนี่แหละที่จะเปลี่ยนการเมืองไทยได้จริง คุณเห็นด้วยกับท่าทีของ ร.อ.ธรรมนัส หรือไม่? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และกดแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “กล้าธรรม” ไร้เงื่อนไขร่วมรัฐบาล ขู่ใครเอากระทรวงเกษตรฯไป ถ้าทำไม่ดีเจอกันแน่

ผู้เชี่ยวชาญไอทีเผย ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่

ในช่วงที่ทุกคนกำลังจับตามองการเลือกตั้ง 2569 ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลายเป็นเรื่องร้อนที่ไม่ควรพลาด ผู้เชี่ยวชาญไอทีออกมาเตือนว่า ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ ใหญ่หลวง ทำให้ใครก็สามารถดึงข้อมูลทั้งประเทศออกมาได้ง่ายๆ และนำไปขายต่อในราคาแค่หลักร้อยบาทเท่านั้น รู้ข้อมูลละเอียดยันชื่อพ่อแม่เลยทีเดียว

ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ อย่างไร

จากโพสต์ของนายธนรัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีภาคเอกชน เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ได้แชร์ข้อมูลจาก White Hacker ที่เจาะระบบตรวจสอบรายละเอียดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พบว่าระบบไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เหมาะสม ส่งผลให้ข้อมูลรั่วไหลทั้งประเทศ โดยเฉพาะลำดับในบัญชีรายชื่อที่ปรากฏในต้นขั้ว ทำให้สามารถคาดเดาได้ง่ายว่าผู้ใดไปใช้สิทธิเลือกตั้งอะไร

ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ รั่วไหลทั้งประเทศ

ช่องโหว่นี้เกิดจากระบบที่เปิดประตูอ้าซ่า ใครมีทักษะพื้นฐานก็ดูดฐานข้อมูลออกมาได้ทั้งหมด ต่อมาเจ้าตัวอัปเดตว่า “ระบบบัญชีผู้มีสิทธิ ได้รับการปกป้องแล้วนะครับ มีมาตรการคุ้มครองข้อมูลทางไซเบอร์เบื้องต้นแล้วเรียบร้อย ไม่เปิดประตูอ้าซ่าแล้ว” แต่เรื่องยังไม่จบ

ผู้เชี่ยวชาญไอทีเผย ข้อมูลถูกนำไปขายต่อ

ไม่นานหลังจากนั้น นายธนรัตน์โพสต์ภาพชัดๆ เพิ่มเติมว่า มีคนดึงข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่หลุดล่าสุด ไปรวมกับข้อมูลเก่าที่เคยรั่ว ทำให้ได้ชุดข้อมูลสุดสะพรึง รู้ยันชื่อพ่อชื่อแม่ของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ในกลุ่มซื้อขายข้อมูลเหล่านี้ ราคาแค่หลักร้อยบาทเท่านั้น! “โอเค ผมได้ภาพชัดๆ มาแล้วครับ มีคนดูดรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เพิ่งหลุด ไปรวมกับข้อมูลเดิมที่หลุด ได้ชุดข้อมูลที่น่าสะพรึงจริงๆ ครับ รู้ยันชื่อพ่อชื่อแม่ ในกลุ่มซื้อขายข้อมูลชุดนี้กัน แค่หลักร้อยบาทครับ”

ภาพหลักฐานการขายข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่

ประเด็นนี้เชื่อมโยงกับดราม่าบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ที่สแกนแล้วขึ้นรหัสเฉพาะ จนเกิด #เลือกตั้งโมฆะ บนโซเชียล กกต. ชี้แจงว่าเป็นมาตรการควบคุมบัตรจากหน่วยไหน ล็อตไหน เพื่อตรวจสอบที่มา ไม่ใช่ของพรรคการเมือง แต่เรื่องข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ ยังคงเป็นห่วงใหญ่

ความเสี่ยงจากการรั่วไหลของข้อมูล

  • ละเมิดความเป็นส่วนตัว: ชื่อ-นามสกุล บัตรประชาชน ลำดับรายชื่อ ทำให้รู้ชื่อพ่อแม่และประวัติส่วนตัว
  • กระทบการเลือกตั้ง: อาจนำไปใช้ซื้อเสียงหรือกดดัน เพราะรู้ว่าใครไปโหวต
  • อาชญากรรมไซเบอร์: ข้อมูลนำไปใช้หลอกลวง ฟิชชิ่ง หรือขายต่อใน dark web
  • ขาดมาตรฐาน: ไม่มี encryption หรือ access control ที่ดี

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าระบบต้องมี firewall, multi-factor authentication และ audit log เพื่อป้องกันตั้งแต่แรก หน่วยงานอย่าง กกต. ควรอัปเกรดระบบด่วนเพื่อความเชื่อมั่นของประชาชน

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาความปลอดภัยข้อมูลในไทยที่ยังล้าหลัง โดยเฉพาะข้อมูลสำคัญทางการเมือง หากไม่แก้ไข อาจกระทบประชาธิปไตยได้ ลองคิดดูสิ ถ้าข้อมูลส่วนตัวหลุดไปอยู่ในมือไม่หวังดี จะเกิดอะไรขึ้น คุณควรตรวจสอบข้อมูลตัวเองและเรียกร้องให้หน่วยงานรับผิดชอบ

คำแนะนำ: อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกับแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และติดตามการอัปเดตจาก กกต. อย่างใกล้ชิด หากพบข้อมูลหลุด รายงานทันทีเพื่อปกป้องสิทธิเลือกตั้งของคุณ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับประเด็นข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ นี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญไอทีเผย ข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีช่องโหว่ คนดึงไปขาย รู้ยันชื่อพ่อแม่

โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย

หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่ผ่านมา สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลกำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย โดยล่าสุด โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย อย่างชัดเจน นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ว่าที่ ส.ส. อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567 ถึงความคืบหน้าการเจรจาร่วมรัฐบาล โดยโยนหน้าที่หลักให้หัวหน้าพรรคและเลขาธิการเป็นผู้ตัดสินใจคุยกับพรรคกล้าธรรม

โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย

นางสาวแนน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับการสนับสนุนจากหลายพรรคขนาดเล็กเพื่อผลักดันนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี โดยพรรคที่ยืนยันเจตจำนงแล้วมี พรรคเศรษฐกิจ พรรคประชาธิปไตยใหม่ พรรคใหม่ พรรครวมใจไทย พรรคไทยทรัพย์ทวี พรรครวมพลังประชาชน และล่าสุดพรรคมิติใหม่ รวม 7 พรรค มีว่าที่ ส.ส. 9 คน การเจรจาดำเนินไปตามลำดับ โดยนายอนุทินและนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค เป็นผู้ประสานงานหลัก

สถานการณ์เจรจากับพรรคกล้าธรรมและเพื่อไทย

สำหรับคำถามที่หลายคนสงสัยว่า พรรคกล้าธรรมจะมาร่วมรัฐบาลหรือไม่ โดยเฉพาะหากดึงพรรคเพื่อไทยมาร่วม โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย แต่ย้ำว่าการเมืองไม่มีอะไรแน่นอน ทุกอย่างต้องรอการรับรอง ส.ส. จาก กกต. และการประชุมสภาเลือกประธานสภาภายใน 15 วัน หัวหน้าพรรคยืนยันว่าจะพูดคุยกับทุกพรรคเพื่อฟอร์มทีมรัฐบาลที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ ในที่ประชุมพรรคล่าสุด ได้หารือเรื่องการเตรียมงานสภาและแสดงความยินดีกับว่าที่ ส.ส. ใหม่ โดยมอบอำนาจให้หัวหน้าและเลขาธิการเจรจา เมื่อเสร็จสิ้นจะนำกลับเข้าคณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาใหม่

  • พรรคที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ: พรรคเศรษฐกิจ, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคมิติใหม่
  • จำนวนเสียงรวมปัจจุบัน: ส.ส.ภูมิใจไทย 193 เสียง + เพื่อไทย 74 + พลังประชารัฐ 5 + เศรษฐกิจ 3 + ใหม่ 1 + รวมใจไทย 1 + ไทยทรัพย์ทวี 1 + รวมพลังประชาชน 1 + มิติใหม่ 1 + ประชาธิปไตยใหม่ 1 = 281 เสียง

โฆษกยังกล่าวถึงกระแสไม่พอใจจากแฟนคลับภูมิใจไทยที่เห็นการจับมือเพื่อไทย โดยขอให้กองเชียร์มองอนาคตและผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หลังเลือกตั้งฝุ่นควันยังไม่จาง มีประเด็นค้างคาจากการหาเสียงหลายเรื่อง แต่พรรคภูมิใจไทยพร้อมพิสูจน์ตัวเองผ่านการทำงานจริง

ภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย

การเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พรรคภูมิใจไทยที่ได้ที่นั่งอันดับหนึ่ง กำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายอนุทินเป็นตัวชูโรง สิ่งสำคัญคือการรวมเสียงให้ถึง 251 เสียงเพื่อควบคุมสภา ปัจจุบันรวม 281 เสียงถือว่ามั่นใจ แต่ยังต้องเจรจาต่อกับพรรคใหญ่ๆ อย่างประชาธิปัตย์หรือกล้าธรรม หากดึงเพื่อไทยเต็มตัว อาจกระทบภาพลักษณ์ “สีเทา” ที่กองเชียร์กังวล แต่โฆษกย้ำว่า ต้องโฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชน

ผู้สนับสนุนพรรคการเมืองต่างๆ ควรเข้าใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลต้องประนีประนอมเพื่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่แค่ค่านิยมส่วนตัว นี่คือบทเรียนสำคัญจากอดีตที่รัฐบาลล้มเหลวเพราะขาดเอกภาพ

ในมุมมองของเรา การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยแสดงถึงความเป็นมืออาชีพในการเมือง หวังว่ารัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สุขภาพ และการศึกษาได้จริง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้ติดตามข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – โฆษกภูมิใจไทย เผยเข้าใจกองเชียร์ไม่พอใจจับกับเพื่อไทย โยนหน้าที่ หัวหน้า-เลขา คุยกล้าธรรม

ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง นะครับ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาเตือนรัฐบาลใหม่ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และพรรคเพื่อไทย (พท.) จับมือกัน จัดตั้งรัฐบาล โดยบอกว่าการเร่งสร้างความมั่นคงทางตัวเลขให้เกิน 300 เสียงนั้นเป็นสิทธิ์ของพรรคแกนนำ แต่ปัญหาอยู่ที่ความมั่นคงระยะยาว เพราะถ้ามีพรรคร่วมเยอะ สส. ก็เยอะตาม เก้าอี้อาจไม่พอ แย่งกัน “ชามข้าว” จนแตกหักได้ง่ายๆ

ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

ชัยวุฒิย้ำชัดว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยเจอปัญหานี้มาแล้วหลายครั้ง รัฐบาลโคไลชันใหญ่ๆ มักล้มเหลวเพราะปัญหาภายใน การแบ่งเค้กไม่ลงตัว สุดท้ายกลายเป็นศึกแย่งชามข้าวกันเอง พรรคประชาธิปัตย์เองตอนนี้มี สส. 22 เสียง ยังไม่มีใครเชิญมาร่วม แต่ก็ไม่ปิดประตู และไม่ขอคาดเดาอะไรตอนนี้

ปชป. ดักคอรัฐบาลด้วยมุมมอง “ลืมอดีต” ที่น่าคิด

ส่วนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เรียก “รัฐบาลสีธงชาติ” ชัยวุฒิ มองว่าเป็นสัญลักษณ์ดีๆ ที่ยึดผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก ไม่สนพรรคสีไหน แต่ในทางปฏิบัติต้องพิสูจน์กันยาวๆ เลยครับ

ขยับมาที่ฝั่งปชป. ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ร่วมประชุมทีมกรุงเทพฯ รับฟังปัญหาจากอดีตผู้สมัคร สส. วางเป้าชัดเจนไปที่เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ปี 2569 พรรคยังเปิดโอกาสให้อดีต สส. กลับมาช่วยงาน ทั้งบริหารและสนับสนุนในสภา สัปดาห์หน้าจะเรียกทีมภาคกลางมาหารือวางยุทธศาสตร์ต่อ

การเมืองไทยยุคนี้ซับซ้อนจริงๆ รัฐบาลใหม่มี สส. เยอะ แต่เสี่ยงแตกเพราะแย่งตำแหน่ง ปชป. เลยฉลาดที่อยู่ข้างสนาม รอดูสถานการณ์ ขณะเดียวกันก็ขยับฐานใน กทม. ที่เป็นจุดแข็งดั้งเดิม ประวัติศาสตร์ปชป. เคยครอง กทม. มานาน สนามผู้ว่าฯ นี่แหละโอกาสทองที่จะกลับมาสตรอง

  • ความเสี่ยงหลัก: แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรีไม่พอ
  • ปชป. วางแผน: ลุยผู้ว่าฯ กทม. 69
  • ทีมภาคกลาง: เตรียมประชุมยุทธศาสตร์

จากมุมผม รัฐบาลนี้ถ้าลืมอดีตจริง คงต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน ไม่ใช่แค่ตัวเลข สส. ปชป. ยังมีบทบาทสำคัญในสภา และฐานเสียงที่เหนียวแน่น โดยเฉพาะในเมืองหลวง

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่นี่ทุกวัน สนับสนุนบล็อกด้วยการแชร์และคอมเมนต์มุมมองของคุณด้านล่างนะครับ!

ที่มา – ปชป. ดักคอรัฐบาล “ลืมอดีต” ตัวเลข สส. เยอะหวั่นแย่งชามข้าวกันเอง

“อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เชิญเพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “อนุทิน” อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เปิดดีลสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเตรียมเชิญพรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และพรรคประชาธิปัตย์มานั่งหารือร่วมกัน แม้ในอดีตจะมีความขัดแย้ง แต่ครั้งนี้ย้ำชัดว่าจะไม่สนอดีต เพื่อมุ่งเน้นการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

“อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เตรียมเชิญ “เพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.” หารือ ไม่สนอดีต

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พรรคภูมิใจไทยภายใต้นายอนุทิน ได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยมีว่าที่ ส.ส. จากพรรคอื่นๆ กว่า 30 คน แสดงเจตจำนงสนับสนุนให้นายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี บางกลุ่มได้เดินทางมาแสดงตัวที่พรรคแล้ว บางกลุ่มรอจังหวะเปิดตัวภายหลัง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงฐานสนับสนุนที่กว้างขวางเกินกว่าพรรคเดียว

ในที่ประชุมพรรค นายอนุทินได้วางแนวทางชัดเจน เนื่องจากพรรคภูมิใจไทยมีเสียงไม่พอตั้งรัฐบาลคนเดียว จึงต้องเจรจากับพรรคลำดับถัดไป หลังจากพรรคประชาชนซึ่งได้คะแนนอันดับ 2 ประกาศปฏิเสธการร่วมรัฐบาลไปแล้ว สายตาจึงจับจ้องไปที่พรรคอันดับ 3-4-5 ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม และ พรรคประชาธิปัตย์

อนุทิน เปิดดีลตั้งรัฐบาล เน้นศรัทธาประชาชน

นายอนุทินย้ำกับสมาชิกพรรคว่า การจัดตั้งรัฐบาลจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลัง กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง โดยจะคำนึงถึงศรัทธาของประชาชนเป็นหลัก ไม่ปิดกั้นพรรคใด แม้อดีตจะมีจุดยืนต่างกัน แต่หากมาร่วมงานต้องวางความขัดแย้งทั้งหมดทิ้ง เพื่อผลักดันนโยบายให้สำเร็จสูงสุด ผลการเจรจาจะนำกลับมาพิจารณาร่วมกันในพรรคก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทย ถือเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในเกมการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่พรรคใหญ่หลายพรรคกำลังหาพันธมิตร พรรคเพื่อไทยซึ่งมี ส.ส.จำนวนมาก อาจเป็นกุญแจสำคัญในการรวมเสียงให้ถึงเกณฑ์ ขณะที่พรรคกล้าธรรมซึ่งได้คะแนนเด่นในบางพื้นที่ และพรรคประชาธิปัตย์ที่มีฐานเสียงเก่าแก่ ล้วนเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

  • พรรคเพื่อไทย: พรรคใหญ่ที่มีนโยบายประชานิยมชัดเจน การร่วมมืออาจช่วยเสริมด้านสวัสดิการประชาชน
  • พรรคกล้าธรรม: พรรคใหม่ที่เน้นธรรมาภิบาล อาจนำความสดใหม่มาสู่รัฐบาล
  • พรรคประชาธิปัตย์: มีประสบการณ์บริหารประเทศยาวนาน ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ

หากดีลนี้สำเร็จ รัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทินอาจมีเสถียรภาพสูง โดยเฉพาะนโยบายเด่นของพรรคภูมิใจไทย เช่น การแก้ปัญหายาเสพติด สุขภาพ และเศรษฐกิจท้องถิ่น แต่ก็มีเสียงวิจารณ์ว่าการรวมพรรคหลากหลายอาจนำไปสู่ความขัดแย้งภายใน หากไม่จัดการดี

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่ามี ส.ส.อิสระและกลุ่มเล็กๆ หลายคนพร้อมเข้าร่วม ซึ่งจะช่วยเสริมจำนวนที่นั่งให้มั่นคงยิ่งขึ้น การเมืองไทยหลังเลือกตั้งครั้งนี้เต็มไปด้วยการต่อรองเชิงยุทธศาสตร์ โดย “อนุทิน เปิดดีลตั้งรัฐบาล” กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตา

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การไม่สนอดีตของนายอนุทิน แสดงถึงวิสัยทัศน์ผู้นำที่ยืดหยุ่น ซึ่งอาจเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ แต่ประชาชนต้องเฝ้าดูว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นจะตอบโจทย์ปัญหาเรื้อรังอย่างเศรษฐกิจ ถดถอย หนี้สินครัวเรือน และการปฏิรูปการเมืองได้หรือไม่

ติดตามพัฒนาการการเจรจาครั้งนี้ให้ดี เพราะอาจกำหนดทิศทางประเทศไทยในปีข้างหน้า คุณคิดว่ารัฐบาลพันธมิตรนี้จะยั่งยืนแค่ไหน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – “อนุทิน” เปิดดีลตั้งรัฐบาล เตรียมเชิญ “เพื่อไทย-กล้าธรรม-ปชป.” หารือ ไม่สนอดีต

“อนุทิน” ประชุมสส.ภูมิใจไทย เปรียบสามแม่ครัวช่วยพรรคโต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตสายการเมือง วันนี้มีเรื่องน่าติดตามจากวงในพรรคภูมิใจไทยเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต หลังจากผลเลือกตั้งไม่เป็นทางการออกมา พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง สส. ไปถึง 193 คน บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลยทีเดียว เรียกได้ว่าพรรคโตแบบก้าวกระโดดจากเดิมมากๆ

อนุทิน ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบสามแม่ครัว

“อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุมว่าที่ สส.ทั้ง 193 คนทันทีหลังทราบผลเลือกตั้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความดีใจและคึกคัก มีกรรมการบริหาร แกนนำพรรค และว่าที่ สส. ชื่อดังมาร่วมเพียบ เช่น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาฯพรรค, นายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ, และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ

สามแม่ครัวสุดยอดที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยโตระเบิด

นายอนุทิน กล่าวแสดงความยินดีกับผลงานพรรคที่ได้ สส. 193 เสียง แถมยังกวาดยกจังหวัดได้ถึง 20 จังหวัด จากเดิมปี 2566 ที่ได้แค่ 8 จังหวัดเท่านั้น ถือเป็นพัฒนาการชัดเจนสุดๆ เลยครับ โดยท่านหัวหน้าพรรคยังขอบคุณบุคลากรหลัก 3 ท่านที่เปรียบเหมือน สามแม่ครัว ช่วยปรุงรสชาติให้พรรคอร่อยถูกปากประชาชน ได้รับความเชื่อมั่น นิยม และศรัทธาเพิ่มขึ้น ได้แก่

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง

การเปรียบเทียบนี้ช่างน่ารักและเข้าถึงใจคนไทยจริงๆ แสดงให้เห็นถึงทีมเวิร์คที่เหนียวแน่น เหมือนครอบครัวใหญ่ที่ช่วยกันทำอาหารเลี้ยงพรรคให้เติบโตแข็งแรง

อนุทินกับว่าที่สส.ภูมิใจไทย
บรรยากาศประชุมพรรคภูมิใจไทย

ความหวังใหม่สู่ความสงบชายแดนใต้

นอกจากนี้ ในที่ประชุม “อนุทิน” ยังโวด้วยความมั่นใจว่ารอบนี้พรรคมี สส.มุสลิมเพิ่มขึ้นอีก 12 คน ซึ่งจะช่วยนำความสงบสุข สามัคคี และความเรียบร้อยมาสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดีขึ้น เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่มีคำว่าแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ทุกคนคือคนไทยแทบทั้งสิ้น คำพูดนี้สะท้อนปรัชญาของพรรคที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ

ว่าที่สส.พรรคภูมิใจไทย

จากข่าว “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต เราจะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้โตเพราะดวง แต่มาจากกลยุทธ์หาเสียงดี ทีมงานเก่ง และนโยบายที่ประชาชนไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ สาธารณสุข และความมั่นคง จาก 8 จังหวัดเดิม สู่ 20 จังหวัดตอนนี้ แสดงถึงฐานเสียงที่กว้างขึ้นทั่วประเทศ นี่คือสัญญาณบวกสำหรับการเมืองไทยที่อาจจะมีพรรคใหญ่ใหม่เกิดขึ้น

ในมุมมองผมนะครับ การมีสามแม่ครัวแบบนี้สำคัญมาก เพราะการเมืองเหมือนครัวใหญ่ ต้องมีคนช่วยกันปรุงให้ลงตัว ถ้าทีมดี พรรคก็โตแบบยั่งยืน คุณล่ะคิดยังไงกับการเติบโตของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้? มีความหวังกับชายแดนใต้ไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกันสนุกๆ หรือถ้าชอบข่าวการเมืองแบบนี้ อย่าลืมกดติดตามและแชร์ต่อนะครับ เพื่อให้เราอัพเดทข่าวร้อนๆ แบบเรียลไทม์!

ที่มา – “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต

ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงหนุนอนุทินนั่งนายก

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคภูมิใจไทยออกมาแถลงข่าวสำคัญ โดยภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี ทำให้โอกาสของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การประกาศครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันการสนับสนุนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 5 เสียง แต่ยังแสดงถึงพันธมิตรใหม่ที่เกิดขึ้นในเวทีการเมือง

ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี

การแถลงข่าวจัดขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย โดยมีนางสาวบุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย และนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรค ร่วมแถลงเคียงข้างนายสุรทิน พิจารณ์ ว่าที่ ส.ส. พรรคประชาธิปไตยใหม่ และนางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคใหม่ นอกจากนี้ยังมีพลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ที่ยืนยันการสนับสนุนเช่นกัน

นางสาวบุณย์ธิดา กล่าวชัดเจนว่า ทั้งสามพรรคได้ยืนยันการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 33 หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเปิดประชุมและรับรองผลการเลือกตั้งเรียบร้อยแล้ว การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้น โดยพรรคภูมิใจไทยมองว่านี่คือก้าวสำคัญในการสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

รายละเอียดการสนับสนุนจากแต่ละพรรค

นายสุรทิน พิจารณ์ ตัวแทนพรรคประชาธิปไตยใหม่ เน้นย้ำว่า พรรคมีมติชัดเจนสนับสนุนนายอนุทิน 100% โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น “เรามาด้วยหัวใจ ร้อยเปอร์เซ็นต์” คำกล่าวนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและไม่มีการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง

  • พรรคเศรษฐกิจ: พลเอก รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรค ยืนยันการสนับสนุนเต็มที่ เน้นนโยบายเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของพรรคภูมิใจไทย
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่: นายสุรทิน พิจารณ์ และทีมงาน มองว่านายอนุทินคือผู้นำที่เหมาะสมในการนำพาประเทศ
  • พรรคใหม่: นางสาวนวินดา สวัสดิ์เดชดี ว่าที่ ส.ส. บัญชีรายชื่อ ยืนยันการโหวตสนับสนุนในที่ประชุมใหญ่

การรวมตัวของ 5 เสียงนี้แม้จะดูน้อย แต่มีน้ำหนักในทางยุทธศาสตร์ เพราะเป็นการแสดงจุดยืนก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า

บริบทการเมืองและผลกระทบ

หลังการเลือกตั้งทั่วไป พรรคภูมิใจไทยได้รับที่นั่ง ส.ส. จำนวนมาก และเสนอชื่อนายอนุทินเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตั้งแต่แรก ปัจจุบันการเจรจาระหว่างพรรคใหญ่ๆ ยังคงดำเนินอยู่ โดยพรรคภูมิใจไทยพยายามรวบรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคขนาดเล็กเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี จึงเป็นข่าวดีที่ช่วยเพิ่มคะแนนในสายตานักการเมืองและประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิเคราะห์จากนักการเมืองอาคารและถนนว่าการสนับสนุนไร้เงื่อนไขนี้อาจนำไปสู่การจัดสรรตำแหน่งคณะรัฐมนตรีในอนาคต โดยพรรคเศรษฐกิจและพรรคใหม่หวังได้บทบาทในรัฐบาลใหม่ หากนายอนุทินก้าวสู่ทำเนียบรัฐบาลได้สำเร็จ

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของนายอนุทินในการดึงดูดพันธมิตรจากหลากหลายฝ่าย ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลใหม่มีฐานเสียงที่มั่นคง ลดความเสี่ยงจากการล้มรัฐบาลในอนาคต หากคุณเป็นคนติดตามข่าวการเมือง คงเห็นด้วยว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ที่เน้นผลประโยชน์ประชาชนมากขึ้น

อย่าลืมติดตามอัปเดตสถานการณ์การโหวตนายกรัฐมนตรีและข่าวการเมืองล่าสุดจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวสำคัญ!

ที่มา – ภูมิใจไทย ยัน 5 เสียงพรรคเศรษฐกิจ – ประชาธิปไตยใหม่ และพรรคใหม่ หนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรี

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทย “คนป่วยเอเชีย”

ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะประเด็นร้อนที่สื่อดังระดับโลกอย่างไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) วิเคราะห์ว่าไทยกลายเป็น “คนป่วยเอเชีย” ซึ่งนายอนุทินได้ชี้แจงชัดเจนว่า “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะเป็นการประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้วเท่านั้น รัฐบาลใหม่พร้อมพิสูจน์ศักยภาพและความมั่นคงทางการคลัง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”

คำวิเคราะห์จากไฟแนนเชียลไทมส์ที่เรียกไทยว่า “คนป่วยเอเชีย” (Sick Man of Asia) สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในสังคมไทย คำนี้เคยใช้เรียกจักรวรรดิออตโตมันในอดีตที่อ่อนแอลง แต่ปัจจุบันถูกนำมาเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย นายอนุทินยืนยันว่าการประเมินดังกล่าวอิงข้อมูลจากรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งเผชิญปัญหาการเมืองไม่แน่นอนและนโยบายที่อาจขาดวินัย แต่หลังการเลือกตั้งใหม่ สื่อต่างชาตินับไม่ถ้วนเริ่มมองไทยในแง่บวกมากขึ้น

รัฐบาลชุดปัจจุบันมีนโยบายที่ชัดเจน เน้นประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ประชานิยมไร้สาระ โดยเฉพาะการรักษาวินัยการเงินการคลังให้เข้มแข็ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ นายอนุทินยกตัวอย่างการทำงานของนายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่จัดการงบประมาณอย่างโปร่งใส ไม่นำไปใช้แบบสุรุ่ยสุร่าย แต่เลือกคืนหนี้ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) แทน สิ่งนี้ทำให้บริษัทจัดอันดับเครดิตเห็นว่าไทยยังน่าเชื่อถือ อันดับเศรษฐกิจไม่ร่วงต่ำลง

“อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” ชี้รัฐบาลใหม่มั่นใจ

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจที่จะประกาศ จะประกอบด้วยบุคคลที่มีความสามารถ ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตานานาชาติ ผู้สื่อข่าวถามถึงปัจจัยทางการเมืองที่อาจไม่นิ่ง นายอนุทินตอบอย่างมั่นใจว่า “นั่นเป็นอดีตแล้ว” ผลการเลือกตั้งล่าสุดสะท้อนเสถียรภาพทางการเมือง ไม่มีขั้วอำนาจขัดแย้งรุนแรง วาทกรรมหาเสียงยังมีบ้างแต่ไม่ลุกลาม ทุกอย่างอยู่ในร่องรอย ทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็ง สามารถผลักดันนโยบายเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น ลองมาดูประเด็นสำคัญที่รัฐบาลใหม่กำลังดำเนินการ:

  • รักษาวินัยการคลัง: จัดสรรงบประมาณอย่างมีวินัย คืนหนี้ ลดภาระดอกเบี้ย
  • สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน: แสดงผลงานทันทีหลังเข้ารับตำแหน่ง
  • เสถียรภาพการเมือง: ลดความขัดแย้ง เน้นสามัคคีเพื่อพัฒนาประเทศ
  • นโยบายเศรษฐกิจส่วนรวม: ช่วยเหลือประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เลือกประเภท

การที่ “อนุทิน โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย”” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำไทยในการโต้แย้งข้อเท็จจริงและนำเสนอข้อเท็จจริงใหม่ๆ เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19 GDP เติบโตต่อเนื่อง อัตราเงินเฟ้อควบคุมได้ การท่องเที่ยวกลับมาคึกคัก และการส่งออกยังแข็งแกร่ง แม้จะมีแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก แต่ไทยมีจุดแข็งเรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ยังมีโจทย์ท้าทาย เช่น หนี้สาธารณะที่สูงขึ้น และการแข่งขันจากเวียดนาม อินโดนีเซีย รัฐบาลจึงต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้าง เช่น พัฒนาดิจิทัลอีโคโนมี สร้างงานคุณภาพสูง และดึงดูด FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ) ด้วยกฎหมายที่เป็นมิตร

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลชุดนี้มีโอกาสสูงที่จะพลิกภาพลักษณ์ไทยจาก “คนป่วย” สู่ “ยักษ์ใหญ่เอเชีย” หากยึดมั่นวินัยและความโปร่งใส นักลงทุนจะมั่นใจมากขึ้น สุดท้ายแล้ว เศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันเถอะ!

ที่มา – “อนุทิน” โยนไฟแนนเชียลไทมส์จัดไทยเป็น “คนป่วยเอเชีย” เพราะประเมินจากรัฐบาลชุดที่แล้ว

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ชาดาต้อนรับ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยหลังเลือกตั้งมากเลยนะครับ โดยเฉพาะเหตุการณ์ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ที่กลายเป็นประเด็นร้อนฮือฮาไปทั่วโซเชียล มาดูกันครับว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และนัยยะทางการเมืองที่อาจตามมาจะเป็นอย่างไร

พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2567 พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอดีตแม่ทัพภาคที่ 4 และมีประสบการณ์ยาวนานในเรื่องความมั่นคงชายแดนใต้ ได้เดินทางเข้ามายังทำการพรรคภูมิใจไทยอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากนายชาดา ไทยเศรษฐ์ แกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทยและ ส.ส.อุบลราชธานี เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งที่ ส.ส.ยังไม่ได้รับรองอย่างเป็นทางการ ทำให้หลายคนตีความว่านี่อาจเป็นสัญญาณการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งใหญ่

ชาดาต้อนรับอย่างเป็นกันเอง อุบเรื่องชวนร่วมรัฐบาล

นายชาดาเปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าการเชิญพล.อ.รังษีมาร่วมสนทนาในครั้งนี้ เพื่อปรึกษาเรื่องเส้นทางการเมืองและประสบการณ์ด้านปัญหาชายแดน ซึ่งพล.อ.รังษีมีความเชี่ยวชาญสูงสุดคนหนึ่งในวงการทหารและการเมือง เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่ามันเป็นการส่งสัญญาณชวนร่วมรัฐบาลหรือไม่ นายชาดาก็ยิ้มรับและอุบไว้ก่อน โดยบอกว่า “ยังไม่ได้พูดถึงตรงนั้นครับ เพราะ ส.ส. ยังไม่ได้รับรอง” คำตอบแบบนี้ชวนให้คิดนะครับว่า ทุกอย่างยังอยู่ในขั้นตอนการสำรวจและเจรจา

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงนโยบายของทั้งสองพรรคที่ดูจะไปในทิศทางเดียวกัน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และความมั่นคงชายแดน นายชาดายังชื่นชมพรรคเศรษฐกิจว่าทำงานได้ดี และยกย่องทุกพรรคที่รอดเข้ามาในสภา รวมถึงพรรคที่ไม่รอดด้วยซ้ำ แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่เปิดกว้างของแกนนำภูมิใจไทย

มุมมองต่อปมนับคะแนนเลือกตั้งใหม่

อีกประเด็นที่นายชาดาพูดถึงคือกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่จากบางภาคส่วน เขามองว่า “ถ้าไม่สบายใจก็นับใหม่ทั้งประเทศไปเลยครับ จะได้รู้กันไปว่าสิ่งที่สงสัยกับสิ่งที่เป็นจริงต่างกันอย่างไร คนที่โกงจะได้เผยโฉม หรือถ้าไม่ได้โกงจะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์” คำพูดนี้สะท้อนถึงความโปร่งใสที่พรรคภูมิใจไทยยึดถือ และอาจช่วยคลายข้อกังขาในสังคมได้บ้าง

มาดูกันครับว่าประเด็นหลักที่ทั้งสองฝ่ายน่าจะคุยกันมีอะไรบ้าง:

  • เส้นทางการเมืองหลังเลือกตั้ง: การรวมพรรคเพื่อจัดตั้งรัฐบาลที่มั่นคง
  • ปัญหาชายแดนใต้: ประสบการณ์พล.อ.รังษีช่วยเสริมจุดแข็งให้ภูมิใจไทย
  • นโยบายเศรษฐกิจ: คล้ายคลึงกันในเรื่องกระจายอำนาจท้องถิ่น
  • ความโปร่งใสเลือกตั้ง: ยอมรับการตรวจสอบเพื่อความเชื่อมั่น

จากมุมมองของผม การที่ พล.อ.รังษี รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเยี่ยมเยียนธรรมดา แต่เป็นการวางหมากสำคัญในเกมการเมืองไทยยุคใหม่ พรรคเล็กอย่างเศรษฐกิจที่มี ส.ส.ไม่กี่คน หากรวมกับพรรคใหญ่ที่มีที่นั่งหลักร้อย อาจกลายเป็นพันธมิตรที่ทรงพลังได้ โดยเฉพาะประเด็นชายแดนที่ภูมิใจไทยเองก็ให้ความสำคัญ

หลังจากนี้เราน่าจะเห็นการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอีกเยอะเลยครับ สถานการณ์รัฐบาลยังคลุมเครือ พรรคเพื่อไทย ก้าวไกล และภูมิใจไทยกำลังเจรจาอย่างเข้มข้น ถ้าพรรคเศรษฐกิจเข้ามาร่วม จะช่วยเพิ่มน้ำหนักด้านความมั่นคงได้ดีทีเดียว

คุณล่ะครับ คิดว่าพล.อ.รังษีจะตัดสินใจยังไง? จะร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยหรือไม่? มาคอมเมนต์แบ่งปันความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ถ้าชอบ และติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวการเมืองแบบเรียลไทม์!

สุดท้ายนี้ การเมืองไทยกำลังน่าติดตามมากขึ้นทุกวัน หวังว่าทุกฝ่ายจะมุ่งเน้นผลประโยชน์ประชาชนเป็นหลักนะครับ

ที่มา – “พล.อ.รังษี” รุดเข้าพรรคภูมิใจไทย มี “ชาดา” ต้อนรับ อุบชวนร่วมรัฐบาล คุยการเมือง-เรื่องชายแดน

Scroll to top