การเมืองไทย

เยาวลักษณ์ เบรก! หนุนอนุทิน-เพื่อไทย

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย” ชี้ไม่ต่างอะไรจากเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยว เปรียบช่วยพายเรือให้โจรนั่งก็ไม่การันตีว่าจะถึงฝั่งอย่างปลอดภัยอยู่ดี

วันที่ 30 ส.ค. 2568 นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า แสดงความเห็นส่วนตัวในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า การเลือกที่จะรีบยกมือ รีบประคอง เพื่อปิดทางไม่ให้ขั้วเก่ากลับมา ในมุมมองของตน ถือว่าการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น สุดท้ายอาจจะถูกกลืน ถูกหักหลัง เหมือนที่เคยเจ็บ เคยจำกันมาแล้วหลายครั้ง “หลายคนอาจมองว่า ถ้าเราไม่ร่วมมือ ไม่ยกมือสนับสนุนใคร กลไกเก่า (ทหาร–ตุลาการ–เครือข่ายอนุรักษ์) อาจหาทางดัน “พลเอกประยุทธ์” หรือขั้วทหารกลับมาอีก ดิฉันเข้าใจเหตุผลนั้น แต่มันเป็นการเมืองที่มองสั้น ๆ แค่กันไม่ให้คนที่เราไม่ชอบกลับมา”

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่อไปว่า ในมุมของตน สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ 1.การยกมือให้อนุทิน หรือเพื่อไทย ก็คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมอยู่ดี 2.เราเจ็บแล้วต้องจำ พรรคประชาชน ฝ่ายก้าวหน้าเคยถูกหลอกมาแล้วหลายครั้ง ทั้งสัญญาในสภา นอกสภาที่ไม่เคยทำจริง ยังไม่นับรวมการยุบพรรค ถูกตัดสิทธิ ดังนั้น การ “ไม่เข้าร่วม” สำหรับดิฉัน คือการดึงตัวเองออกจากเกมเดิม ไม่เล่นตามกติกาที่ถูกวางมาเพื่อให้เราต้องแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ “ไม่เข้าร่วม” ไม่ว่าจะด้วยยุทธศาสตร์ใดหรือกับฝั่งใด คือการยืนหยัดให้ชัดว่า “เราจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เขาออกแบบมาเพื่อให้เราแพ้อยู่เสมอ”

ทำไม “เยาวลักษณ์” ถึงเบรกพรรคประชาชน?

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่ออีกว่า ดังนั้นปล่อยให้กลไกมันทำงานไปตามสภาพที่มันเป็น ระบบจะเปิดโปงตัวเองว่าไม่ใช่คำตอบ เพื่อให้สังคมได้เห็นเองว่านี่ไม่ใช่ทางออกของประเทศที่แท้จริง และตอกย้ำว่ากลไกอำนาจ (ตุลาการ, สถาบัน) มีอิทธิพลเกินกว่าการเลือกตั้งจริง จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบการเมืองสถาบันที่มีข้อจำกัดมากอย่างที่เราทราบ การสร้างฐานรากจากภาคประชาชนเป็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่า (แม้ต้องใช้เวลาหรือถูกกลไกกดกัน) แต่ถ้าโครงสร้างมันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่แรก ต่อให้เราช่วยพายเรือให้โจรนั่ง เราก็ไม่ได้ไปถึงฝั่งที่ปลอดภัยอยู่ดี สุดท้ายเราจะกลายเป็นเหยื่อของเกมนั้น

นางเยาวลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ชวนพรรคประชาชนลืมอดีต เพราะดีเอ็นเอของทั้งสองพรรคใกล้เคียงกัน แต่ที่ต้องแยกกันรอบที่แล้วเพราะเหตุจำเป็น นางเยาวลักษณ์ ระบุสั้น ๆ เพียงว่า กลิ่น “Toxic Relationship” ลอยมาแต่ไกล

ความเห็นของนางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สื่อให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นางเยาวลักษณ์มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบที่ไม่ยุติธรรม และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต เธอยืนยันว่าการไม่เข้าร่วมเกมเดิมคือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พ่ายแพ้อยู่เสมอ นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างฐานรากจากภาคประชาชน และการตระหนักถึงอิทธิพลของกลไกอำนาจที่มีต่อการเมืองไทย แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงอาจต้องเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร และ “เยาวลักษณ์” จะออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ที่มา – “เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก!

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก ต่อสายคุยกันดีอยู่ เมิน “บิ๊กป้อม-อนุทิน” หม่ำข้าวส่งสัญญาณ โยนถามคนปล่อยสูตรพลิกขั้ว 270 เสียง

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 29 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการพลิกขั้วล้มรัฐบาลชุดนี้ ได้มีการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลบ้างหรือไม่ ว่า ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณ ส่วนเรื่องดีลข้ามขั้วนั้น ก็เห็นพูดมาเป็นเดือน ไม่เป็นอะไร ทุกอย่างชัดเจนและเรามั่นใจว่าได้แสดงความจริงใจทุกอย่าง และตั้งใจทำไม่มีปัญหาแบบที่ถูกกล่าวหาอยู่ที่ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากศาลตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เพราะเราได้แสดงหลักฐานทุกอย่างไปแล้ว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวพรรคฝ่ายค้านประชุมกันถึงตี 2 เมื่อคืนที่ผ่านมา ก็เชิญประชุมไป ไม่มีปัญหาอะไร เป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ แต่ถ้าจะไปถามว่ามีเงินมาซื้อจำนวนหนึ่ง ตนมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระเอาความจริงดีกว่า เขามีสิทธิ์ประชุม ส่วนผลจะเป็นอย่างไรตนตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาไปตกลงอะไรกัน

เมื่อถามว่ายังมั่นใจในพรรคร่วมรัฐบาลที่จับมือกันอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มั่นใจเราคุยกันดีมาตลอด เวลาเจอกันก็บอกว่าสื่อไปไกล ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลย ดังนั้นตนมั่นใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อถึงเวลาสถานการณ์จะช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจอย่างรอบคอบด้วยตัวของเขาเอง เราจะไม่คาดหวังและไปพูดให้เกิดความขัดแย้ง ตนจะพูดเฉพาะความจริงจากสิ่งที่เกิดขึ้น ย้ำว่าไม่มีปัญหา ใครจะไปกินข้าวกับใครหรือไปประชุมกับใครก็ทำได้ไม่มีอะไร และในสถานการณ์แบบนี้ใครกินข้าวกับใครก็ได้ ตนก็คุยโทรศัพท์กับบุคคลต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดาในวงการเมือง

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พบกันที่บ้านป่ารอยต่อ เป็นการส่งสัญญาณว่ามีการเดินเกมพลิกขั้วหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ส่งสัญญาณหรอก ตนก็นั่งกินข้าวกับคนอื่น

เมื่อถามย้ำว่ามีการปล่อยข่าวว่าฝั่งตรงข้ามมีการรวมเสียงได้แล้วถึง 270 เสียง มองว่าเป็นไปได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ควรไปถามคนปล่อยข่าว ให้เขาพูดมาให้ชัดเจน ตนไม่อยากตอบ  เมื่อถามอีกว่า มีพรรคร่วมรัฐบาลต่อสายมาพูดคุยบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูด เพราะเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรค

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ค่อนข้างร้อนแรงในขณะนี้ คำถามที่หลายคนสงสัยคือ รัฐบาลจะยังคงอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่? นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และยืนยันความมั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงจับมือกันอย่างแน่นแฟ้น และไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง

ความมั่นใจของ “ภูมิธรรม” ต่อพรรคร่วมรัฐบาล

นายภูมิธรรมย้ำว่าได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และทุกฝ่ายยังคงมีความเข้าใจอันดีต่อกัน แม้ว่าจะมีข่าวลือเกี่ยวกับการดีลข้ามขั้วหรือการรวมเสียงของฝ่ายค้าน แต่เขามองว่าเป็นเพียงกระแสข่าวที่ไม่มีมูลความจริง

ท่าทีของนายภูมิธรรมต่อข่าวลือ

ถึงแม้จะมีข่าวลือและกระแสต่างๆ มากมาย แต่ “ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันต่อไป เขายังกล่าวอีกว่า การที่นักการเมืองจะไปพบปะพูดคุยกับใครเป็นเรื่องปกติ และไม่ควรนำมาเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

สิ่งที่ประชาชนควรจับตาดู

  • การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล
  • ท่าทีของพรรคฝ่ายค้านและการเคลื่อนไหวต่างๆ
  • การแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศของรัฐบาล

ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย หากรัฐบาลสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทางการเมืองไปได้

ที่มา – “ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก เมินสูตรพลิกขั้ว 270 เสียง

ภูมิใจไทยลุ้น “คดีนายกฯ” เตรียมซักฟอก!

“โฆษกพรรคภูมิใจไทย” ไม่แปลกใจหลัง “อนุทิน” พบ “ลุงป้อม” เหตุ รู้จักคนเยอะ โพสต์โซเชียลตลอด ย้ำ สส.พรรคภูมิใจไทย รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ” หากรอดเตรียมยื่นซักฟอก ม.151-152 ทันที

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีนายกฯ ว่า ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร เพียงแต่มาร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งวันนี้ไม่ได้มีแค่เพียงพรรคภูมิใจไทย แต่มีพรรคอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นลบ นางสาวแนน ระบุถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยว่าขอให้เราได้มีเวลาได้พูดคุยกันอีกรอบ และคงไม่คิดไปล่วงหน้าก่อนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขณะนี้เราก็รอสถานการณ์เหมือนทุกพรรคการเมืองตอนนี้

ส่วนที่มีการตีความว่านายอนุทินมีการเดินสาย มีการไปทานข้าวหน้าไก่และพบปะกับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหรือไม่นั้น น.ส.แนน เผยว่า นายอนุทินมีเพื่อนพี่น้องคนรู้จักเยอะ การที่ไปทานข้าวกับใครก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร และหากติดตามเพจของนายอนุทินก็จะเห็นว่ามีโพสต์อยู่ตลอด จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

เมื่อถามต่อว่าหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง ยืนยันได้หรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยยังเหนียวแน่นกับพรรคร่วมอื่นได้ น.ส.แนน ระบุว่า ไม่ขอให้ความเห็นเรื่องในอนาคต เพราะต้องดูสถานการณ์ของวันนี้ จนกว่าจะมีคำตัดสินของศาล และเราจะเดินหน้าอะไรอย่างไรต่อไปค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบวกกับนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็ยังยืนยันทำหน้าที่ในส่วนของนิติบัญญัติต่อไป เพราะสภาก็ยังอยู่ไม่มีปัญหาอะไร

ทั้งนี้ น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ตนเคยให้สัมภาษณ์ก่อนสมัยเปิดการประชุม หากตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังเป็นนางสาวแพทองธารอยู่ ก็พร้อมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และ 152

โฆษกพรรคภูมิใจไทยย้ำ สส. รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ”

พรรคภูมิใจไทยจับตา “คดีนายกฯ” อย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน คดีนายกฯ กำลังจะถูกอ่านในไม่ช้า ท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคภูมิใจไทย หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ที่ล่าสุด โฆษกพรรคได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำถึงการรวมตัวของ สส.พรรค เพื่อติดตามสถานการณ์ คดีนายกฯ อย่างใกล้ชิด โดยหากผลการวินิจฉัยออกมาเป็นคุณ พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ในส่วนของนิติบัญญัติต่อไป แต่หากผลออกมาเป็นลบ ก็ขอให้มีการพูดคุยหารือกันภายในพรรคอีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ น.ส.แนน ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวการพบปะกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากทั้งสองท่านเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และรู้จักผู้คนมากมาย การพบปะทานข้าวกันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ หากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบวกต่อนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงพร้อมที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 และ 152 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพรรคในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของโฆษกพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการรับมือกับทุกสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของการสนับสนุนรัฐบาล และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้

ที่มา – “โฆษกพรรคภูมิใจไทย”ย้ำ สส. รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ” หากรอดเตรียมยื่นซักฟอก ม.151-152 ทันที

พริษฐ์แนะ! ยอมรับปม รถไฟฟ้า 20 บาท ทำไม?

“พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ควรยอมรับตามตรง ต้นตอความล่าช้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท มาจากความไม่รอบคอบของรัฐบาลเอง

วันที่ 27 ส.ค. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า พรรคประชาชนเห็นด้วยกับ “หลักการ” ในการทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทั้งในและนอกกรุงเทพมหานคร สะดวก ครอบคลุม และมีอัตราค่าโดยสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ แต่ที่ผ่านมา เรามีข้อกังวลต่อ “วิธีการ” ที่รัฐบาลเลือกใช้ในการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทั้งในเรื่องของแหล่งงบประมาณและมาตรการป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดเกินจำเป็น

นายพริษฐ์ ยังระบุด้วยว่า เมื่อเย็นที่ผ่านมา (26 ส.ค. 2568) ได้มีโอกาสฟังการแถลงข่าวของนายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับกรณีนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่รัฐบาลประกาศเลื่อนออกไปให้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แม้นายดนุพรได้เริ่มต้นด้วยการ “ขอโทษ” ประชาชน แต่ตลอดการแถลงข่าวนั้น ตนได้เห็นแต่ความพยายามในการโยนความผิดทั้งหมดไปที่การที่กฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา รวมถึงความพยายามในการกระทบชิ่งมาที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ทั้งๆ ที่ต้นตอทั้งหมดของปัญหานี้ มาจากความไม่รอบคอบและความไม่หนักแน่นของรัฐบาลเองในการผลักดันนโยบายเรือธงของตนเอง

ตั้ง 5 คำถามชวนเพื่อไทยตอบ

“แทนที่จะพยายามพาดพิงพรรคอื่น ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กว่า หากพรรคเพื่อไทยตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัดๆ เพื่อให้สังคมสิ้นข้อสงสัย” นายพริษฐ์ กล่าวและถามว่า

1. เป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดเลยใช่หรือไม่ ว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต่อเมื่อกฎหมาย 3 ฉบับ (พ.ร.บ. ราง, พ.ร.บ. ตั๋วร่วม, พ.ร.บ. รฟม.) ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศบังคับใช้? เพราะรัฐบาลไม่เคยชี้ชัดว่ากฎหมาย 3 ฉบับนี้ เป็นเพียง “ตัวช่วย” ในการผลักดันนโยบาย หรือเป็น “เงื่อนไขตั้งต้น” ที่ต้องเสร็จก่อนถึงจะเริ่มดำเนินนโยบายได้ ที่สำคัญ ในวันที่ 8 ก.ค. 2568 ที่ ครม. มีมติให้เริ่มคิดอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเงื่อนไขว่ารัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ถึงจะเริ่มอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายได้ แต่วันนี้รัฐบาลเพียงแค่หยิบเรื่องกฎหมาย 3 ฉบับมาอ้าง เพราะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน 1 ต.ค. 2568 ที่ประกาศไป

2. หากรัฐบาลยืนยันว่าเป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดว่า รัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับก่อน ถึงจะเริ่มนโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายได้ แล้วเหตุใดรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยากที่กฎหมาย 3 ฉบับจะผ่านและบังคับใช้ทันกรอบเวลาดังกล่าว จึงเท่ากับว่า รัฐบาลไปสัญญากับประชาชนว่าค่าโดยสารจะลดเหลือ 20 บาทในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งๆ ที่รัฐบาลรู้ตั้งแต่วันนั้นอยู่แล้ว ว่าจะมีเวลาเพียงแค่ 2 เดือน ในการทำให้ร่างกฎหมายจากชั้นกรรมาธิการ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนถึงการประกาศใช้

3. หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นว่าต้องการจะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับผ่านทุกขั้นตอนให้ได้ภายในกรอบ 2 เดือนจริงๆ แล้วเหตุใด สส. รัฐบาลเองกลับไม่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียงและต่อเนื่อง เพื่อเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพราะในความเป็นจริง กลับเห็นรองประธานสภาจากพรรคเพื่อไทยเอง ที่มักเป็นคนเลือกปิดประชุมสภาเร็วกว่ากำหนดในหลายครั้ง

4. ทางรัฐบาลจะเร่งหาทางออกหรือรับผิดชอบอย่างไร ต่อประชาชนที่อาจต้องเผชิญค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าที่พวกจ่ายอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงว่าจากความบกพร่องของรัฐบาล

5. เหตุใดโฆษกพรรคเพื่อไทยถึงต้องพูดทำนองว่าทางพรรคจะเดินหน้าผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยมี สส. ในกรุงเทพและปริมณฑลเพียง 2 คนเท่านั้น

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า การที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาพูดทำนองตัดพ้อในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ ว่าหรือลึกๆ แล้ว ท่านเชื่อจริงๆ ว่าพรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่พรรคตนเองมี สส. มากกว่าพื้นที่ที่พรรคตนเองไม่มี สส. จึงขอเสนอว่าหากท่านต้องการ “ขอโทษ” ประชาชน เกี่ยวกับความล่าช้าที่เกิดขึ้นจริงๆ ท่านควรหยุดเสียเวลาไปกับการหามุมในการโทษคนอื่น แต่ควรเริ่มจากการยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มาจากความไม่รอบคอบและไม่จริงจังของรัฐบาลในการผลักดันแม้กระทั่งนโยบายเรือธงของตนเอง

พริษฐ์ชี้! รัฐบาลต้องยอมรับปมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

จากกรณีที่นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลเศรษฐา ต้องเลื่อนออกไป ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรยอมรับความจริงว่า ต้นตอของปัญหาความล่าช้ามาจากความไม่รอบคอบในการวางแผนและผลักดันนโยบายนี้เอง

นายพริษฐ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนของรัฐบาลเกี่ยวกับเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และได้ตั้งข้อสังเกตถึงความมุ่งมั่นของ สส. รัฐบาลในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าโดยสารที่สูงขึ้น

ทำไมนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ถึงล่าช้า?

คำถามสำคัญที่นายพริษฐ์ได้ตั้งไว้ คือ ทำไมรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่ผ่านทันเวลาที่กำหนด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความรอบคอบในการวางแผนและดำเนินนโยบาย

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาพูดในลักษณะตัดพ้อ ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า พรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่ตนเองมี สส. มากกว่า

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ การยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ยอมรับตามตรงรัฐบาลไม่รอบคอบทำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

“สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

“สิริพรรณ” แนะควรแยก “องค์กรอิสระ – ศาลรัฐธรรมนูญ” ออกจากรัฐธรรมนูญ แก้ปัญหามีอำนาจเกินขอบเขต จนทำให้นักการเมืองจ้องครอบงำแทรกแซง เชื่อหากทำสำเร็จช่วยปลดล็อกได้ระดับหนึ่ง

เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 24 ส.ค. 2568 ภายหลังเสร็จสิ้นการเสวนาในหัวข้อ “ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) องค์กรอิสระและศาลรธน.” ศ.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าจะสำเร็จหรือไม่ โดย ศ.สิริพรรณ ระบุว่า วัตถุประสงค์ของการเสวนาวันนี้เป็นความพยายามแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (แก้เท่าที่จะแก้ได้โดยไม่กระทบมาตรา 265) ที่ระบุว่า หากจะแก้ไขที่มาจะต้องไปทำประชามติ ดังนั้นต้องดูว่าจะแก้ที่ประเด็นใด จึงจะดำเนินการเรื่องรวดเร็ว เช่น การรับรอง แทนที่จะให้สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เป็นผู้รับรอง เป็นไปได้หรือไม่ให้สมาชิกทั้งรัฐสภาเป็นผู้รับรอง

“สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

ศ.สิริพรรณ กล่าวด้วยว่า หากมองปัญหาดังกล่าวไปถึงรากเหง้า ที่ผ่านมาประเทศไทยเข้าใจบทบาทขององค์กรอิสระในฐานะที่เป็นอีกสถาบันหนึ่งเทียบเคียงกับฝ่ายนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และองค์กรอิสระ ซึ่งองค์กรอิสระมีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร แต่ตัวองค์กรอิสระแทบจะไม่ได้รับการตรวจสอบใดๆ ดังนั้นการนำองค์กรอิสระใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ เราจึงเรียกว่าเป็นองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ขณะที่ต่างประเทศ องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่กำกับตรวจสอบภายใต้การทำงานของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติรัฐสภา (องค์กรหนุน) เพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าของระบบราชการ

แนวทาง “สิริพรรณ” เรียกร้อง กดดัน สว.

“ฉะนั้น จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีองค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ หรือนำองค์กรอิสระออกจาก รธน. โดยให้มีร่างพระราชบัญญัติประกอบองค์กรอิสระแต่ละองค์กรรองรับ เช่น หากเกิดรัฐประหารและมีการฉีก รธน. เราก็จะไม่มีสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และไม่มีสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากองค์กรเหล่านี้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ของตัวเอง แม้จะไม่มีรัฐธรรมนูญ องค์กรเหล่านี้ก็ยังสามารถทำงานต่อเนื่องไปได้” ศ.สิริพรรณ กล่าวและว่า ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระมันรุนแรง และมีฤทธิ์เดชเยอะมาก ทั้งตัดสิทธิ์นักการเมือง ยุบพรรคการเมือง เป็นต้น คำถามคือใครจะเข้ามาตรวจสอบ ฉะนั้น ถ้าองค์กรอิสระมีอำนาจเยอะมาก และกระทบกับความเป็นความตายและการอยู่รอดของนักการเมือง แน่นอนว่าฝ่ายการเมืองก็อยากเข้ามาครอบงำและแทรกแซง จึงกลายเป็นโจทก์ที่พันกันเหมือนงูกินหาง

ขณะเดียวกัน หากมีโอกาสแก้รัฐธรรมนูญ ศ.สิริพรรณ ระบุว่า ต้องพิจารณาว่า ตำแหน่งขององค์กรอิสระควรอยู่ภายใต้ รธน. หรือไม่ หรือควรนำออกไป และคำนึงถึงอำนาจหน้าที่ว่ามีขอบเขตเท่าใด รวมทั้งจำนวนขององค์กรอิสระ อาทิ ในต่างประเทศ กกต. มี 3-5 คน ไม่จำเป็นต้องมีถึง 7 คน

เมื่อถามว่า ปัจจุบันองค์กรอิสระมีอำนาจมาก หากการแก้ไข รธน. ในอนาคตสามารถทำได้สำเร็จและได้รับความเห็นชอบอย่างพร้อมเพียงในสภา มองว่าอนาคตจะทำให้วัฒนธรรมการเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ศ.สิริพรรณ กล่าวว่า หากไปถึงตรงนั้น จะสามารถปลดล็อกได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยต้องเห็นว่าทุกองค์กรจะมีความสมดุลและมีที่มาการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างกัน ส่วนจะเป็นการแก้ปัญหาทั้งหมดหรือไม่ คาดว่ายังไม่ใช่ แต่เป็นการปลดล็อกที่สำคัญ เพราะแง่วัฒนธรรมความคิดของไทย มีหลายเรื่องทางชื่นชมตัวบุคคล มากกว่าระบบและโครงสร้างมากพอสมควร จึงอยากชวนสังคมหารือไปด้วยกัน เนื่องจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นองค์กรอิสระ ต้องใช้งบประมาณภาษีประชาชน ฉะนั้น เมื่อระบบการเมืองมีเสถียรภาพ เราจะได้รัฐบาลที่มีความรับผิดชอบต่อประชาชน และจะทำให้การดำเนินนโยบายเข้มแข็งและเข้มข้นขึ้น รวมทั้งจะทำให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชน ซึ่งกระทบโดยตรงกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

นอกจากนี้ ศ.สิริพรรณ ยังกล่าวอีกว่า การแก้ รธน. แม้แต่รายมาตราที่ไม่ต้องทำประชามติ จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เป็นผู้เสียประโยชน์ในครั้งนี้ ดังนั้นประชาชนต้องช่วยกันส่งเสียงและกดดันว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องแก้ไข โดยค่อยๆ แก้ไขกันไป ส่วน สว. แม้จะมีที่มาจากการเลือกกันเอง แต่ก็ยังเป็นตัวแทนของประชาชน ดังนั้นต้องฟังเสียงของประชาชนด้วย เพื่อให้ได้รัฐบาลมีเสถียรภาพและความเข้มแข็ง

การเรียกร้องของ ศ.สิริพรรณ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและควรค่าแก่การพิจารณาอย่างยิ่ง การกดดัน สว. เพื่อปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระนั้น อาจเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความโปร่งใสให้กับการเมืองไทยในระยะยาว มาร่วมกันส่งเสียงเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นกันครับ

ที่มา – “สิริพรรณ” เรียกร้องประชาชนกดดัน สว. ปลดล็อกอำนาจองค์กรอิสระ

รวบ! หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง ปมเงิน 17 ล้าน

กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อนาย “พ.” หัวหน้าอดีตพรรคการเมืองชื่อดัง ถูกรวบตัวได้ใน สปป.ลาว จากปมเงินสนับสนุนพรรคจำนวน 17 ล้านบาท! เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากการที่นาย “พ.” รับสารภาพว่าได้หลบหนีไปทำธุรกิจส่วนตัวใน สปป.ลาว ก่อนที่จะถูกจับกุมตัวเพื่อนำมาดำเนินคดีในประเทศไทย

รวบ! หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง ปมเงิน 17 ล้าน

เมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 พร้อมด้วยทีมตำรวจจากหลายหน่วยงาน ได้ร่วมกันจับกุมตัวนาย “พ.” อายุ 47 ปี หัวหน้าอดีตพรรคการเมืองแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดสระบุรี ที่ 24/2567 ในข้อหาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง นำหรือยินยอมให้บุคคลอื่นนำเงินหรือทรัพย์สินของพรรคการเมืองไปใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลอื่นฯ การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นที่เวียงจันทน์ สปป.ลาว

พล.ต.ต.วรชาติ แสนคำ ผบก.สส.ภ.1 เปิดเผยว่า ในปี พ.ศ. 2562 ขณะที่นาย “พ.” ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง ได้รับเงินอุดหนุนพรรคการเมืองเพื่อพัฒนาพรรค เป็นจำนวนเงินรวมประมาณ 17.6 ล้านบาท แต่ต่อมากลับไม่มีการจัดทำหลักฐานการเบิกจ่าย ทำให้ กกต. เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับนาย “พ.” และเหรัญญิกพรรค ทั้งสองได้เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน สภ.พระพุทธบาท แต่ได้ขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำและการแสดงหลักฐานการเบิกจ่ายเงิน และหลังจากนั้นทั้งคู่ก็ได้หลบหนี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ออกหมายจับ

การติดตามจับกุม หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง

ตำรวจสืบสวนภาค 1 ได้สืบทราบว่านาย “พ.” ได้หลบหนีไปซ่อนตัวอยู่ที่ สปป.ลาว จึงได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของลาว เพื่อให้ดำเนินการจับกุมตัวผู้ต้องหา

จากการสอบสวน นาย “พ.” ให้การรับสารภาพว่า ได้กระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหา และได้หลบหนีไปทำธุรกิจส่วนตัวใน สปป.ลาว ก่อนที่จะถูกตำรวจจับกุมตัวได้ในที่สุด ขณะนี้ตำรวจสืบสวนได้นำตัวนาย “พ.” กลับมาส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระพุทธบาท จ.สระบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมือง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นไปตามกฎหมาย หาก หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง กระทำผิดจริง ก็ต้องรับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

การที่ หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง ถูกจับกุมในครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักการเมืองทุกคน ว่าการใช้อำนาจและเงินทองต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – หัวหน้าอดีตพรรคการเมือง โดนรวบที่ สปป.ลาว ปมเงินสนับสนุนพรรค 17 ล้าน

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน **ซื้อโหวต**

โฆษกรวมไทยสร้างชาติท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอ**ซื้อโหวต** ย้ำไม่เชื่อคนของรัฐบาล

วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดราชบุรี เขต 4 ในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการ**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้านในการลงมติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ว่า ตนทั้งในฐานะโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติและหนึ่งในวิปรัฐบาล เชื่อว่าไม่น่าจะเป็นความจริง เนื่องจากเสียงของ สส. ฝ่ายรัฐบาลนั้นเพียงพอในการผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 อยู่แล้ว ถึงแม้ว่าเสียงจะปริ่มน้ำก็ตาม แต่พวกเราในฐานะวิปรัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารถผ่านกฎหมายดังกล่าวได้โดยราบรื่น ดังนั้นเสียงในคลิปไม่น่าจะเป็นบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคร่วมรัฐบาล น่าจะเป็นแก๊งต้มตุ๋น

นายอัครเดชยังกล่าวเสริมว่า ที่ผ่านมาวิปรัฐบาลได้กำชับให้ สส. ทุกคนเข้าร่วมการประชุมสภาอย่างพร้อมเพรียง เพื่อให้การลงมติในญัตติต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น และแสดงให้เห็นถึงเสถียรภาพของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้อง**ซื้อโหวต**จาก สส. ฝ่ายค้าน

“ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด และ สส. ที่กล่าวอ้างเรื่องนี้ ควรนำหลักฐานมาแสดงให้ชัดเจน ไม่ใช่แค่พูดลอยๆ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของสภาผู้แทนราษฎร และยังอาจเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน” นายอัครเดชกล่าว

สำหรับที่มีการสะท้อนมาว่าคลิปเสียงดังกล่าวเป็นการสร้างสถานการณ์หรือไม่ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวว่า นั่นก็เป็นสิ่งที่ สส. คนดังกล่าวต้องออกมาชี้แจงด้วยตนเองผ่านการแสดงพยานหลักฐาน รวมทั้งแจ้งความดำเนินคดีให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อลบล้างข้อกล่าวหาว่า สส. คนดังกล่าวสร้างสถานการณ์เพื่อดิสเครดิตรัฐบาล มิเช่นนั้นจะเกิดความเสียหายต่อสภาผู้แทนราษฎร และที่สำคัญคนอาจมองว่าเป็นการสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคการเมืองที่ สส. เปิดประเด็นนี้สังกัดอีกด้วย

รวมไทยสร้างชาติท้าเปิดหลักฐาน ซื้อโหวต

นายอัครเดชยังกล่าวอีกว่า หาก สส. ท่านนั้นมีหลักฐานจริง ก็ควรนำไปมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการสอบสวนและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ไม่ควรนำมาเปิดเผยผ่านสื่อ เพราะอาจจะทำให้กระบวนการยุติธรรมเกิดความล่าช้า และอาจจะทำให้ผู้ที่กระทำความผิดหลบหนีไปได้

ทั้งนี้ นายอัครเดชได้แสดงความมั่นใจว่า รัฐบาลจะสามารถบริหารประเทศต่อไปได้ด้วยความโปร่งใส และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำมาปรับปรุงและพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ความโปร่งใสในการเมือง และการตรวจสอบเรื่อง ซื้อโหวต

เรื่องของการซื้อเสียงหรือการใช้เงินแลกคะแนนเสียงนั้น เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมานาน การที่พรรครวมไทยสร้างชาติออกมาท้าให้เปิดหลักฐานในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน และต้องการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะแก้ไขปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างยั่งยืนนั้น ไม่ใช่แค่การออกมาเรียกร้องให้เปิดหลักฐาน แต่ต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น และต้องมีการสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนให้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้งสุจริต

การเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้เท่านั้น ที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง และการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเป็นธรรม

การออกมาท้าทายให้เปิดเผยหลักฐานการ**ซื้อโหวต**ครั้งนี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความโปร่งใสในการเมืองไทย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย

ที่มา – โฆษกรวมไทยสร้างชาติ ท้า สส.พรรคประชาชนเปิดหลักฐานต้นตอซื้อโหวต ไม่เชื่อเป็นคนของรัฐบาล

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เท้ง” เผยชาวบ้านอัดอั้นผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” พร้อมรอคอยมาตรการเยียวยาจากรัฐบาลที่มีขั้นตอนยุ่งยาก ย้ำรัฐบาลไทยต้องใช้ทุกกลไกกดดันให้ “กัมพูชา” ร่วมเจรจาทวิภาคีเก็บกู้ทุ่นระเบิดให้ได้

วันที่ 18 ส.ค. 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการลงพื้นที่รับฟังความเห็นของประชาชน 4 จังหวัด บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี เกี่ยวกับผลกระทบสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ประชาชนส่วนหนึ่งกลับเข้าไปยังที่พักอาศัยแล้ว แต่ยังพบปัญหาอุปสรรคในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะมาตรการชดเชยเยียวยาที่ต้องถึงมือประชาชนอย่างเร็วที่สุด แต่จากการติดตามจนขณะนี้รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาออกมา ทั้งเงินชดเชยการขาดรายได้ การลดหย่อนภาษี ค่าซ่อมบ้าน ค่าซ่อมรถ รัฐบาลควรแบบเยียวยาทั่วหน้าได้ในบางพื้นที่ทุกครัวเรือน ที่เหลือบางส่วนแบ่งเพิ่มเติมให้กับกลุ่มเกษตรกร ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะผลักดันผ่านทุกกลไกของสภาผู้แทนราษฎร ทั้งตั้งกระทู้ถาม และเวทีกรรมาธิการคณะต่างๆ ส่วนกรณีเด็กเยาวชนและกลุ่มเปราะบางผู้ป่วยติดเตียง จะต้องได้รับการดูแลอย่างดีเพียงพอ ซึ่งหลังจากได้รับฟังเสียงสะท้อนประชาชนในวันนี้ (18 ส.ค. 2568) พบว่าต่างมีความอัดอั้น และมีความเครียดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่รู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์ปะทะอีกเมื่อไหร่ แต่สิ่งหนึ่งที่พบคือประชาชนยังมีปัญหาอุปสรรคในการได้รับเงินเยียวยา

“เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

นายณัฐพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลพาผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวอาเซียน 8 ประเทศลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า จะได้ทำให้นานาประเทศได้เห็นข้อเท็จจริงว่ากัมพูชาปฏิบัติอะไรที่ไม่ถูกต้อง ส่วนการประชุม RBC ที่มีการขอเลื่อนประชุมออกไปจากทางฝั่งกัมพูชา นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สะท้อนถึงสิ่งที่กัมพูชาได้แสดงออกมาโดยตลอด ที่พยายามหลีกเลี่ยงการเจรจาในกลไกทวิภาคี แต่ไทยต้องใช้ทุกวิธีกดดันให้กัมพูชากลับเข้าสู่การเจรจากับไทยให้ได้ ซึ่งหนึ่งในปัญหาที่แก้ไขได้ คือการเก็บกู้ทุ่นระเบิดสังหาร ที่ประเทศมหาอำนาจให้เงินสนับสนุนกัมพูชาในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้วย

มหาอำนาจควรเพิ่มแรงกดดันแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

“เราเรียกคณะผู้แทนมาร่วมสังเกตการณ์และได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ ว่าทางกัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา หรือกฎหมายต่างประเทศอะไรบ้าง อาจจะเพิ่มแรงกดดัน ที่จะให้ประเทศต่างๆ ที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชาใช้วิธีตัดการสนับสนุน หรือกดดันให้ใช้กลไกทวิภาคีในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดได้ด้วย” นายณัฐพงษ์กล่าว

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น, การที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” นั้นเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจอย่างยิ่ง การที่พวกเขารู้สึกอัดอั้นและเครียดจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และความล่าช้าในการเยียวยาจากภาครัฐยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

ประเด็นสำคัญที่นายณัฐพงษ์ยกขึ้นมาคือ ความจำเป็นที่รัฐบาลไทยต้องใช้ทุกวิถีทางในการกดดันให้กัมพูชากลับมาเจรจาในกลไกทวิภาคี การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้การเรียกร้องให้ประเทศมหาอำนาจที่เคยให้การสนับสนุนกัมพูชา พิจารณาตัดการสนับสนุนหรือใช้แรงกดดันเพื่อให้กัมพูชาหันมาแก้ไขปัญหาโดยใช้กลไกทวิภาคี เป็นอีกแนวทางที่น่าสนใจ

การที่รัฐบาลยังไม่มีมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนออกมานั้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทั้งในเรื่องของเงินชดเชย การลดหย่อนภาษี และการดูแลกลุ่มเปราะบาง การดำเนินการที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพจากภาครัฐเท่านั้นที่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันแก้ไขปัญหาและหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดน “ไทย-กัมพูชา” สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความมั่นคงในชีวิต

การแก้ไขปัญหาชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ให้สำเร็จต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน รัฐบาล, ภาคประชาสังคม, และประเทศมหาอำนาจที่เกี่ยวข้องควรเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืน และลดผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับจากสถานการณ์ชายแดน “ไทย-กัมพูชา”

ที่มา – “เท้ง” รับชาวบ้านอัดอั้น เครียดจากผลกระทบชายแดน “ไทย-กัมพูชา” ขอรัฐลดขั้นตอนยุ่งยากจ่ายเยียวยา

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

“ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง  “นายกฯ อิ๊งค์” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน. เชื่อ มีเจตนาดีกับประเทศ  ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ มั่นใจ“รัฐบาล-เพื่อไทย” ไม่ระส่ำ

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงคุยฮุนเซน 29 ส.ค.นี้ว่า เราเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี เราคิดว่าเรื่องนี้หากดูในเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้มีเจตนา ที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งคิดว่าเราอาศัยความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี แสดงให้ศาลพิจารณาว่าเราตั้งใจจริงอย่างไร และที่ผ่านมาการที่บอกว่าจะมีปัญหาและทำลายความมั่นคง ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่หลายคนกังวลใจ เพราะหากฟังในเทปจริง ๆ กัมพูชามีการต่อรองให้เปิดด่านหลังเขาเปิด 5 ชั่วโมง และยืนยันว่าทำไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพตลอดเวลา ว่าได้มีการพูดคุยอะไรกับฮุนเซนบ้าง เพราะฉะนั้นความจริงใจและความตั้งใจเป็นเรื่องที่สำคัญ 

ชี้แจงช้าเพราะชูข้อเท็จจริงสู้

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า หากพิจารณาในสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อประเทศกัมพูชาเลย เรายังถือว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่รุกรานเรา และเรายังสนับสนุนให้มีการรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือการแสดงออกที่ชัดเจน ส่วนสาเหตุที่เกิดความไม่เข้าใจบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามองเห็นต่างกัน ซึ่งก็มีหน้าที่ในการชี้แจงความเข้าใจหลายเรื่องที่ช้าก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่ช้าจริง ซึ่งเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์มาก็จะรับฟังและแก้ปัญหา และหลายเรื่อง สิ่งที่ทำเราต้องการครองความเข้าใจของเวทีโลก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะพูดออกมาแต่ละครั้งต้องยึดมั่นข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพราะทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาล ก็จะนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

ลั่นไม่มีแผนสำรอง

เมื่อถามว่ามีแผนสำรองอย่างไรในเรื่องนี้หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรี หรือลาออกก่อนในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เราแสดงความจริงใจ ตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรีให้ทุกส่วนเข้าใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็มีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วก็คงไม่ต้องเตรียมอะไร

เชื่อ พท.เข้มแข็ง

ส่วนสภาพจิตใจของรัฐบาลและเพื่อไทย มีความระส่ำหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนรู้ว่าวันนี้ทุกคนมีความเข้มแข็งรู้ว่าวันนี้อะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมหรือกำหนดได้ เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือทำความจริงให้ประจักษ์ แสดงความจริงใจ และความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นสำคัญ

ไม่กังวลศาลไฟเขียวพยานแค่1 คน

เมื่อถามว่าการที่นายกรัฐมนตรี ขอเบิกพยานบุคคล 5 คน แต่ศาลให้เพียงแต่สวนพยานบุคคลเพียงหนึ่งคน เป็นผลบวกหรือผลลบกับนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เป็นไร อยู่ในดุลพินิจของศาล ความมั่นคงท่านมุ่งเป้าไปที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีเหตุมีผล

เมื่อถามย้ำว่ายังคงเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะยังไม่ลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคมใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันไม่เคยมีการคุยเรื่องนี้

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

ภูมิธรรมย้ำ “ไร้แผนสำรอง” กรณีศาลรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่ารัฐบาลไม่มีแผนสำรองใดๆ และยังคงเชื่อมั่นในการทำงานของนายกรัฐมนตรี

นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าจะสามารถแสดงให้ศาลเห็นถึงเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติได้ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าถึงแม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงคือการที่รัฐบาลยึดมั่นในข้อเท็จจริงเป็นหลักในการสื่อสารกับต่างประเทศ เนื่องจากทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาลจะถูกนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือการลาออกของนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรมตอบว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงความจริงใจและความตั้งใจจริงในการทำงาน และหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็จะมีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยรองรับอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังแสดงความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และยืนยันว่าสมาชิกพรรคทุกคนรับทราบถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชน

แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอนุมัติให้เบิกพยานบุคคลเพียง 1 คนจากที่ร้องขอไป 5 คน นายภูมิธรรมกล่าวว่ารัฐบาลเคารพการตัดสินใจของศาล และเชื่อมั่นว่าเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นพยานที่ได้รับการอนุมัติ จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีได้

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้ย้ำถึงความเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรี และยืนกรานว่าไม่มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือความโปร่งใส ความตั้งใจจริง และการยึดมั่นในหลักการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

ดังนั้น สิ่งที่เราควรติดตามคือการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทย การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน.

Scroll to top