การเมืองไทย

“ไชยชนก” นั่งประธาน MOU 2543-2544 ตามคาด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ เจ้าตัวให้คำมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เชื่อว่าจะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้

วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2543-2544 ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีการเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการฯ ในที่ประชุมนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ขณะที่ ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูน อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ในฐานะกรรมาธิการเสนอชื่อนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญ ทั้งนี้ นายประศาสน์ได้ขอถอนตัว ให้เหตุผลว่า ได้รับเชิญมาเพื่อทำหน้าที่กรรมาธิการ ทำให้นายไชยชนกได้รับเป็นประธานกรรมาธิการ

ส่วนรองประธาน ประกอบด้วย 1. นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 2. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส. กระบี่ พรรคภูมิใจไทย, 3. นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, 4. ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ และ 5. นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายธนาธร โล่ห์สุนทร เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ สำหรับโฆษกคณะกรรมาธิการ คือ นายปิยรัฐ จงเทพ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

ลั่นแก้ปมเขตแดนสุดฝีมือ

นายไชยชนก กล่าวว่า ขอขอบคุณที่โหวตให้มาทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ และทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเห็นต่างกัน เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เชื่อมั่นว่า กรรมาธิการชุดนี้จะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้ และยังเชื่อมั่นว่า กรรมาธิการหลายคนมีประสบการณ์และความรู้ ทั้งนี้ MOU 2543 และ 2544 มีผลกระทบที่เกี่ยวข้อง และส่งผลต่อประเด็นในบ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม กรรมาธิการจะรวบรวมประเด็นและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544

การเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ของนายไชยชนก ชิดชอบ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและกัมพูชา โดย MOU ดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับเขตแดน ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นที่จับตาของประชาชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของ MOU 2543-2544

MOU 2543 และ 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีผลต่อการกำหนดสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าว เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม MOU ดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงและมีความเห็นต่างกันในหลายฝ่าย ทำให้การพิจารณาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างล่าช้า

การที่นายไชยชนกได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการชุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและความเป็นกลางของเขาในการนำพากรรมาธิการไปสู่การหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ MOU 2543-2544 ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยอีกด้วย

นายไชยชนกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและเป็นกลาง โดยมุ่งหวังที่จะรวบรวมประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและหาทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่กรรมาธิการชุดนี้ประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาประเด็นต่างๆ เป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง อดีตข้าราชการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลเหล่านี้จะช่วยให้กรรมาธิการสามารถเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและการหาทางออกที่ดีที่สุด

โดยสรุป การแต่งตั้งนายไชยชนกเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมานาน การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยและกัมพูชา การติดตามและให้กำลังใจการทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรให้ความสนใจ

ที่มา – “ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ

“สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ออกมาชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของผู้นำต้นแบบที่แท้จริง

วันที่ 10 กันยายน 2566 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมเข้ารับโทษในเรือนจำตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โดยระบุว่า นายทักษิณเป็นสุภาพบุรุษที่ยอมรับผิดเมื่อทำผิด และหากนายทักษิณคิดดีทำดีตามที่ได้แสดงเจตจำนงไว้ ก็อาจจะก้าวขึ้นเป็นรัฐบุรุษคนต่อไป ต่อจากนายปรีดี พนมยงค์ และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ดร.สุวิทย์ยังกล่าวอีกว่า การกระทำของนายทักษิณ อาจทำให้แนวคิดที่ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค Post-Shinnawatra Era ต้องได้รับการทบทวนใหม่ หากนายทักษิณนำแนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง เพราะการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยเป็นการพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งสำคัญ ด้วยนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จ ทำให้ นายทักษิณเป็น Political Innovator ที่สามารถผสมผสานการเมือง ประชาชน และนโยบายได้อย่างลงตัว

ในช่วงที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้วาดฝันถึง “โมเดลประเทศไทยในโลกที่หนึ่ง” ไว้ 7 ประการ ได้แก่ การมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติและวัฒนธรรมของตน การมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก การมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การเป็นผู้นำโลกในบางอุตสาหกรรม การเป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการเรียนรู้ การมีผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งสามารถแข่งขันในเวทีโลก และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่ดี แต่น่าเสียดายที่ความฝันเหล่านี้ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากการรัฐประหาร

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า นายทักษิณอาจเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่ต้องเข้าเรือนจำ แต่ก็เป็นผู้นำที่เป็นต้นแบบของความเป็น Visionary x Actionable Leadership การยอมเข้าเรือนจำของนายทักษิณจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Moral Leadership ทำให้นายทักษิณเป็นต้นแบบของผู้นำที่สมบูรณ์แบบ ครบเครื่องทั้ง Visionary x Moral x Actionable Leadership เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่รัฐคุณธรรมอย่างแท้จริง

“สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก

การออกมาแสดงความเห็นของ ดร.สุวิทย์ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจและมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ จนทำให้ ดร.สุวิทย์ ต้องออกมาโพสต์ข้อความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “อภัยทาน” ซึ่งเป็นทานที่มีความสูงส่งที่สุดในพระพุทธศาสนา หมายถึงการให้ความไม่โกรธ การไม่ผูกพยาบาท และการให้อภัยแก่ผู้อื่น

ทำไม “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก ถึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ?

การที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะเป็นการแสดงความเห็นจากบุคคลที่เคยอยู่ในแวดวงการเมืองและเคยมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนายทักษิณ การที่ ดร.สุวิทย์ มองว่าการยอมรับผิดและรับโทษของนายทักษิณเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นผู้นำต้นแบบ แสดงให้เห็นถึงมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับบทบาทของนายทักษิณในการเมืองไทย

นอกจากนี้ การที่ ดร.สุวิทย์ กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่นายทักษิณจะก้าวขึ้นเป็นรัฐบุรุษคนต่อไป ก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาบทบาทของนายทักษิณในอนาคตอย่างเปิดกว้างมากขึ้น

การที่ “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างความปรองดองและความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นในสังคมไทย

การยอมรับผิดและรับโทษของนายทักษิณ อาจเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างรัฐคุณธรรมอย่างแท้จริง ดังที่ ดร.สุวิทย์ ได้กล่าวไว้

ที่มา – “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก เชื่อจุดเริ่มต้นผู้นำต้นแบบ

“ภูมิธรรม” อวยพร รบ.ใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

“ภูมิธรรม” ยอมรับขึ้นได้ก็ลงได้ พร้อมอวยพรรัฐบาลใหม่ทำงานเต็มที่นำประเทศหลุดจากปัญหา ลั่นเพื่อไทยจะเป็นฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี

วันที่ 9 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวแสดงความยินดีกับรัฐบาลใหม่ พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และสมศักดิ์ศรีในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล

นายภูมิธรรมกล่าวว่า อย่าคิดอะไรมากเป็นแบบนี้ตามสภาพขึ้นได้ก็สามารถลงได้ และขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หวังว่าจะนำพาประเทศหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้น

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังแสดงความมั่นใจในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย โดยระบุว่าพรรคยังมีต้นทุนที่แข็งแรง มี สส. ในพื้นที่ที่เข้มแข็งสมาชิกพรรคส่วนใหญ่จะไม่มีการไหลออกไปไหน และพรรคจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและตรวจสอบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติ เช่น การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนเฝ้าจับตามองอยู่

“ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะบทบาทของพรรคเพื่อไทยในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน หลังจากที่ได้ส่งมอบอำนาจให้แก่รัฐบาลชุดใหม่ ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงทิศทางและจุดยืนของพรรคเพื่อไทยในอนาคต โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาและสร้างสรรค์

นายภูมิธรรมได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา “อย่าคิดอะไรมากเป็นแบบนี้ตามสภาพขึ้นได้ก็สามารถลงได้” เขากล่าว พร้อมทั้งอวยพรให้รัฐบาลใหม่สามารถนำพาประเทศชาติให้หลุดพ้นจากปัญหาต่างๆ ที่สะสมมานาน “ขออวยพรให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ หวังว่าจะนำพาประเทศหลุดพ้นจากปัญหาเดิมๆ ที่เคยเกิดขึ้น”

ความมั่นใจในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย

แม้จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นฝ่ายค้าน แต่นายภูมิธรรม ยังคงแสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรคเพื่อไทย โดยกล่าวว่า “พรรคยังมีต้นทุนที่แข็งแรง มี สส. ในพื้นที่ที่เข้มแข็ง สมาชิกพรรคส่วนใหญ่จะไม่มีการไหลออกไปไหน” เขายังเน้นย้ำว่าพรรคจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มแข็งและตรวจสอบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศชาติอย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญที่พรรคเพื่อไทยจะจับตามองเป็นพิเศษคือ การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก พรรคเพื่อไทยจะทำหน้าที่ตรวจสอบและให้ข้อมูลแก่ประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเป็นธรรมในสังคม

การทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสมดุลทางการเมืองและการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ พรรคเพื่อไทยจะต้องแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเป็นปากเสียงให้กับผู้ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น

นายภูมิธรรม ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยที่จะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี โดยยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและอุดมการณ์ของพรรค พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของนายภูมิธรรม จะสามารถอวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทั้งทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรีได้อย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ การเมืองไทยในยุคนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงที่ไม่หยุดนิ่ง

การที่“ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรีนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเมืองไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะเห็นประเทศชาติพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้จะมีความเห็นต่างทางการเมือง แต่ทุกฝ่ายก็ควรที่จะร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” อวยพรรัฐบาลใหม่ พร้อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างสมศักดิ์ศรี ยัน ส.ส. พรรคเพื่อไทยไม่ไหลออก

แพทองธารย้ำ! รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าเพื่อประชาชน

วันที่ 8 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคเพื่อไทย นางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางออกจากพรรคโดยปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่กำลังจะมีการแต่งตั้งโดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า แล้วแต่ท่านนายกฯ เขาจัดเลย ไม่มีคอมเมนท์อะไร

เมื่อถามว่า รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถแก้ไขวิกฤตของประเทศได้ทันภายใน 4 เดือนหรือไม่ นางสาวแพทองธารกล่าวว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าอยู่แล้วจะนานเท่าไหร่ก็ตามก็ขอให้ทำเพื่อพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรจะฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่เป็นพิเศษนอกเหนือจากคำว่าทำงานเต็มที่เท่านั้น

แพทองธารย้ำ รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าเพื่อประชาชน

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายในหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การเข้ามาของรัฐบาลใหม่จึงเป็นที่จับตามองของประชาชนว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติให้ก้าวข้ามพ้นวิกฤตเหล่านี้ไปได้อย่างไร นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะผู้นำทางการเมืองคนสำคัญ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่า และขอให้มุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็นสำคัญ

ความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลใหม่

ประชาชนชาวไทยต่างมีความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาปากท้อง การกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างความปรองดองในสังคม หรือการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ รัฐบาลจึงมีภารกิจที่ท้าทายในการตอบสนองความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

การบริหารประเทศให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน รัฐบาลใหม่จึงควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และนำมาปรับใช้ในการกำหนดนโยบายและการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ

นอกจากนี้ การสร้างความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารงานก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน รัฐบาลควรเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะตอบคำถามและข้อสงสัยต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจและดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายและการวางแผนพัฒนาประเทศ

รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าจริงๆ เพราะทุกวินาทีมีความหมายต่อการพัฒนาประเทศและการแก้ปัญหาให้ประชาชน รัฐบาลจึงควรใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า และมุ่งมั่นทำงานเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง

แม้ว่านางสาวแพทองธารจะไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลใหม่ แต่การที่เธอเน้นย้ำว่า รัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่า และขอให้ทำงานเพื่อประชาชนนั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า เธอคาดหวังให้รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับประชาชนเป็นอันดับแรก และมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาของประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม การที่ประชาชนทุกคนร่วมมือกันและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล จะช่วยให้ประเทศชาติสามารถก้าวข้ามพ้นอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างมั่นคง

ในท้ายที่สุด สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลและประชาชนร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

การผลักดันนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และการสร้างความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในเวทีโลก

ที่มา – ‘แพทองธาร’ บอกรัฐบาลใหม่ทุกเวลามีค่าขอให้ทำเพื่อประชาชน

“สมศักดิ์” มั่นใจ “ทักษิณ” กลับไทยแน่นอน!

“สมศักดิ์” บอกไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ รอให้แถลงนโยบายก่อน เชื่อ “ทักษิณ” เดินทางกลับมาแน่ เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับ

วันที่ 8 กันยายน 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า ยังเร็วเกินไปที่จะให้คำแนะนำ โดยอยากให้รอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อนจึงค่อยว่ากันอีกครั้ง

เมื่อถามว่า จะมาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่หรือไม่ นายสมศักดิ์หัวเราะพร้อมกล่าวติดตลกว่า อย่าไปพูดแบบนั้นสิ เขาจะบอกว่าเราคิดแต่จะเป็นรัฐบาลอย่างเดียว พร้อมยืนยันว่าตนเป็นคนเรียบร้อยและไม่เคยขาดประชุม ครม. ตามที่เป็นข่าวลือ แต่เป็นการลาไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญต่างหาก

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังแสดงความเห็นส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นกัญชาว่า ควรใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หรือไม่ก็ให้เป็นยาเสพติดไปเลย ซึ่งการตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ เมื่อถามถึงการการกลับเดินทางกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมศักดิ์แสดงความมั่นใจว่า นายทักษิณจะกลับมาอย่างแน่นอนเพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่กลับ

“สมศักดิ์” ไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ เชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับมา

จากกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่นี้ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการกลับประเทศไทยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ทำไมนายสมศักดิ์ถึงมั่นใจว่า “ทักษิณ” จะกลับมา?

เหตุผลสำคัญที่นายสมศักดิ์เชื่อมั่นว่านายทักษิณจะกลับมานั้น เป็นเพราะท่านมองว่าไม่มีเหตุผลใดๆ ที่นายทักษิณจะไม่กลับมาประเทศไทย ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังกล่าวติดตลกถึงเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ว่า อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องนั้นเลย เพราะอาจจะถูกมองว่าคิดแต่เรื่องตำแหน่งอย่างเดียว

ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกัญชา

ในส่วนของนโยบายกัญชา นายสมศักดิ์ได้แสดงความเห็นว่า กัญชาควรใช้ในทางการแพทย์เท่านั้น หรือไม่ก็ควรถูกจัดให้เป็นยาเสพติดไปเลย ซึ่งการตัดสินใจในเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและความคิดเห็นจากนักการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจถึงทิศทางและนโยบายของประเทศได้ดียิ่งขึ้น การแสดงความเห็นของนายสมศักดิ์ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณา

  • การกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร
  • นโยบายกัญชาของรัฐบาลใหม่
  • บทบาทของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในอนาคต

นอกจากนี้นายสมศักดิ์ยังกล่าวว่า การที่ตนเองไม่ได้เข้าร่วมประชุม ครม. ในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นเพราะได้ลาไปปฏิบัติภารกิจที่สำคัญ ไม่ได้ขาดประชุมอย่างที่เป็นข่าวลือแต่อย่างใด ซึ่งเป็นการยืนยันว่าตนเองยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่เสมอมา

จากความเห็นของนายสมศักดิ์ เราได้เห็นถึงความเชื่อมั่นในเรื่องการกลับมาของนายทักษิณ รวมถึงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายกัญชาที่น่าสนใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่หลากหลายในแวดวงการเมืองไทย การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น

โดยสรุปแล้ว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ให้ความเห็นในหลายประเด็นที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร นโยบายกัญชา และการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

ที่มา – “สมศักดิ์” ไม่กล้าให้คำแนะนำรัฐบาลใหม่ เชื่อ “ทักษิณ” ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่กลับมา

วรวัจน์ไม่ห่วง ทักษิณกลับไทย ไม่กระทบเพื่อไทย

“วรวัจน์” ยืนยันพรรคเพื่อไทยอยากรู้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยกรณี MOA ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยอย่างไร ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ

เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 7 กันยายน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี เหตุผลที่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (3) ประกอบมาตรา 185 (1) และ (2) กรณีทำข้อตกลงในการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า เพราะอยากรู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเรื่องนี้ออกมาแบบไหน

นายวรวัจน์ กล่าวว่า เมื่อพรรคเพื่อไทยโดนคดีลักษณะนี้มาก่อน ก็เลยอยากรู้ว่าศาลจะวินิจฉัยออกมาแบบไหน เพราะความจริงก็คือความจริง ส่วนหากมีการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่มีมลทินแล้ว ทางพรรคเพื่อไทยจะยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่นั้น นายวรวัจน์ กล่าวว่า หากอีกฝั่งหนึ่งทำอะไรได้ตามใจชอบ คิดว่าสังคมมองเห็นว่าอะไรเป็นอะไร ทุกอย่างก็ควรทำให้มันชัดเจน

เมื่อถามว่าในฐานะคนเก่าแก่ของพรรคเพื่อไทยมองกรณีที่คุณทักษิณ ชินวัตร บินไปดูไบในช่วงนี้อย่างไร หลังหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าสุดท้ายแล้ว คุณทักษิณไม่กลับแน่ นายวรวัจน์ กล่าวว่า ไม่อยากพูดว่า ท่านจะกลับหรือไม่กลับ แต่ในฐานะสส.ยังมั่นใจว่าประชาชนยังให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะเราคิดแก้ปัญหาให้กับประชาชนจริงๆ ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของคุณทักษิณและคิดว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคเพื่อไทย

“ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าจะเกิดมีปัญหา จะตัดสินใจอย่างไรไม่ต้องมาห่วงเลย เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันไม่ปกติ” นายวรวัจน์ กล่าว

วรวัจน์ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดคือเรื่องการกลับประเทศไทยของคุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะมีกระแสข่าวและบทวิเคราะห์มากมายเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ท่านจะไม่กลับมา แต่เสียงจากภายในพรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานของพรรคแต่อย่างใด นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

ทำไมต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ MOA?

สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพของนายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายวรวัจน์ อธิบายว่าพรรคต้องการทราบแนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับที่พรรคเคยเผชิญมาก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง

นอกจากนี้ นายวรวัจน์ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอชื่อรัฐมนตรีที่มีมลทิน โดยย้ำว่าหากมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องเกิดขึ้น สังคมจะมองเห็นและทุกอย่างควรทำให้มันโปร่งใสและชัดเจน สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการรักษาหลักการและความถูกต้องในการทำงานทางการเมือง

เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของคุณทักษิณ ชินวัตร ที่เดินทางไปดูไบในช่วงนี้ นายวรวัจน์กล่าวว่าไม่อยากแสดงความเห็นว่าท่านจะกลับหรือไม่กลับ แต่ในฐานะสส. เขายังคงมั่นใจว่าประชาชนยังคงให้การสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง และเชื่อว่าการตัดสินใจของคุณทักษิณจะไม่ส่งผลกระทบต่อพรรค

นายวรวัจน์ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “ถ้าท่านพิจารณาแล้วว่าจะเกิดมีปัญหา จะตัดสินใจอย่างไรไม่ต้องมาห่วงเลย เพราะสถานการณ์ขณะนี้มันไม่ปกติ” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การพิจารณาอย่างรอบคอบ และการตัดสินใจใดๆ จะคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การกลับมาหรือไม่กลับมาของทักษิณจึงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังคงยืนยันว่าจะมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชนต่อไป โดยไม่ปล่อยให้ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของพรรค

จากคำกล่าวของนายวรวัจน์ เราได้เห็นถึงความเชื่อมั่นของพรรคเพื่อไทยในศักยภาพของตนเองและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการทำงาน แต่พรรคก็พร้อมที่จะเผชิญหน้าและก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ความชัดเจนและโปร่งใสในการทำงานจึงเป็นสิ่งสำคัญที่พรรคให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

ดังนั้นการที่ วรวัจน์ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ จึงเป็นข้อความที่สะท้อนความเชื่อมั่นในสถานการณ์และเชื่อมั่นในการตัดสินใจของอดีตนายกฯ ทักษิณ

ที่มา – “วรวัจน์” ไม่ห่วง “ทักษิณ”กลับ-ไม่กลับประเทศไทย เพราะสถานการณ์ขณะนี้ไม่ปกติ เชื่อไม่กระทบเพื่อไทย

สมศักดิ์: การเมืองอย่าจริงจัง ยินดี อนุทิน นายกฯคนที่ 32

“สมศักดิ์” แสดงความยินดี “อนุทิน” เป็นนายกฯ คนที่ 32 ยืนยัน พรรคมีแนวทางจัดการ สส.งูเห่า เชื่อเพื่อไทย ไม่ขับ “เฉลิม” พ้นพรรคเหตุอยู่มานาน บอก การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมากไม่ถึงล้มถึงตาย

เมื่อเวลา 21.45 น. วันที่ 5 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงแนวทางการทำงานของพรรคเพื่อไทยหลังมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่า ตนยังไม่ทราบว่าในพรรคมีการดำเนินการอย่างไรบ้าง เนื่องจากวันนี้ยังอยู่ที่สภา ซึ่งหลังจากนี้จะไปสอบถามว่าผู้บริหาร และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ทำอะไรไปแล้วบ้าง 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการอย่างไรกับ สส.ที่โหวตสวนมติพรรค นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ พรรคก็มีบทลงโทษอยู่ แต่คนที่โหวตสวนมติพรรคก็ต้องทำจิตใจของเขาแล้วว่าเขารับสภาพอย่างไร หรือต้องเดินทางในทิศทางที่ต้องย้ายพรรค เพราะเขาเห็นว่ารัฐบาลใหม่มีเวลาแค่ 4 เดือน ไม่ต้องหลบมาก ไม่เครียดมาก เมื่อตัดสินใจไปแล้วก็ไม่ว่ากัน มันเป็นทิศทางการเมืองและเป็นเอกสิทธิ์ด้วย

เมื่อถามว่า กรณีนายวัน อยู่บำรุง เรียกร้องให้ขับ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกจากพรรคนั้น นายสมศักดิ์ กล่าวว่า พรรคคงไม่ขับออก เพราะอยู่มาตั้งนานแล้วจะไปขับอะไร ก็อยู่กันไปเถอะ เผื่อวันหน้าวันหลังจะได้มาพูดคุยกัน คนทะเลาะกันส่วนใหญ่โกรธกันหลายปี กว่าจะมาคุยกัน ถ้าทะเลาะน้อยๆ หายโกรธก็คุยกัน เรื่องการเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมาก ไม่ถึงล้มถึงตาย มันเป็นทิศทางของการบริหารจัดการที่จะต้องเปลี่ยนแนวทาง เป็นสิ่งที่เราต้องเข้าใจว่ามีล้ม มีลุก มียืน มีนั่ง มีวิ่ง เป็นเรื่องของการเมือง และใช้เวลาไม่นานอีก 4 เดือนก็เตรียมการเลือกตั้งได้แล้ว 

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยจะเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่หรือไม่ เนื่องจากขณะนี้พรรคประชาชนเริ่มเตรียมแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวต้องเตรียมการเพราะต้องไปช่วยทุกแห่ง แต่ในส่วนของพรรคก็มีการเตรียมไว้อยู่แล้ว ซึ่งก็คงต้องทำกิจกรรมให้สำเร็จ นั่นคือการส่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกฯ เราต้องยอมรับในระบบรัฐสภา ต้องขอแสดงความดีใจกับนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เมื่อสภายอมรับแล้วก็ต้องยอมรับ

การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจัง

สมศักดิ์เตือน: การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังมากเกินไป

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเน้นย้ำว่า การเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจังกันมากจนเกินไป เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้ถึงขั้นล้มถึงตาย และเป็นเพียงแค่ทิศทางของการบริหารจัดการที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

นอกจากนี้ นายสมศักดิ์ยังได้กล่าวถึงกรณีที่มี สส. โหวตสวนมติพรรคว่า เป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล และพรรคก็มีบทลงโทษอยู่แล้ว แต่คนที่โหวตสวนมติพรรคก็ต้องยอมรับสภาพที่อาจจะต้องย้ายพรรคไป หากเห็นว่าทิศทางไม่ตรงกัน

ในส่วนของการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งใหม่ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ส่วนตัวต้องเตรียมการเพราะต้องไปช่วยทุกแห่ง แต่ในส่วนของพรรคก็มีการเตรียมไว้อยู่แล้ว และสิ่งสำคัญที่สุดคือการสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้เป็นนายกรัฐมนตรี

ท่าทีของนายสมศักดิ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในเกมการเมือง และการมองสถานการณ์อย่างเป็นกลาง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการประนีประนอม และการยอมรับในความแตกต่าง เพื่อให้การเมืองดำเนินไปได้อย่างราบรื่น

สถานการณ์ทางการเมืองไทยในขณะนี้มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจในสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หากคุณสนใจที่จะติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด สามารถติดตามได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ เพื่อช่วยกันพัฒนาการเมืองไทยให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “สมศักดิ์” บอกการเมืองอย่าไปเอาจริงเอาจัง ยินดี “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

“บิ๊กป้อม” ยังไหว ลุ้นคุมความมั่นคง-กลาโหม

ทีมงานยืนยัน “บิ๊กป้อม” ยังแข็งแรงดี พร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติ ลุ้น ครม.คุมความมั่นคง-กลาโหม แก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา

วันที่ 5 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ครั้งที่ 20 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ วาระเรื่องด่วนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีเสียงโหวตสนับสนุน 311 เสียง ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นว่าที่นายกฯ คนที่ 32 มีความเคลื่อนไหวการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) คึกคัก

ทั้งนี้ เบื้องต้นคาดว่า นายอนุทิน จะควบตำแหน่งนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ขณะที่ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั้น คาดว่า จะได้รับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีรวม 4 ตำแหน่ง โดยที่น่าจับตา คือ ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อเข้ามาแก้ปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา ซึ่งกรณีถ้าพรรคพลังประชารัฐได้ดูแลจริงแคนดิเดตคนสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ คือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ในวันนี้ ได้เข้าร่วมประชุมสภาฯ โหวตนายอนุทิน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ทีมงานของ พล.อ.ประวิตร ยืนยันทุกวันนี้ พล.อ.ประวิตร ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ สุขภาพแข็งแรงดี พร้อมทำงานเพื่อประเทศชาติ ดังเช่นที่ผ่านมา โดยตั้งแต่สมัยเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 เคยดูแลพื้นที่ยุทธศาสตร์พื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง ซึ่งไม่เพียงออกแบบมาตรการความมั่นคงอย่างรอบคอบ แต่ยังสร้างสายสัมพันธ์ทหาร–ประชาชน จนพื้นที่ชายแดนเต็มไปด้วยความรู้สึกอบอุ่น

จากนั้น เมื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง ผบ.ทบ. ได้ปรับยุทธวิธีให้ทันสมัย เสริมกำลังชายแดน พร้อมพัฒนากองทัพให้ยืนเคียงข้างประชาชน และเมื่อเป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ผลักดันการปฏิรูปกองทัพ สมัยเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ยังได้ผลักดันนโยบายสร้างรั้วชายแดนไทย–มาเลเซีย เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

ล่าสุด ออกเดินสายให้กำลังใจทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะชายแดนไทยกัมพูชา โดยพร้อมเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในการดูแลงานด้านความมั่นคงและกลาโหม.

“บิ๊กป้อม” ยังไหว ลุ้นคุมความมั่นคง-กลาโหม

การจัดตั้งรัฐบาลใหม่กำลังเป็นไปอย่างเข้มข้น และหนึ่งในตำแหน่งที่น่าจับตามองคือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งอาจเป็นโอกาสของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ “บิ๊กป้อม” ในการกลับมาดูแลความมั่นคงของประเทศอีกครั้ง หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่า “บิ๊กป้อม” ยังไหว และพร้อมที่จะสานต่องานที่เคยทำไว้หรือไม่

“บิ๊กป้อม” กับประสบการณ์ด้านความมั่นคง

พล.อ.ประวิตร มีประสบการณ์ยาวนานในด้านความมั่นคง ทั้งในฐานะทหารและนักการเมือง ตั้งแต่สมัยเป็นแม่ทัพภาคที่ 1 ผบ.ทบ. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในสถานการณ์และความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

ผลงานที่โดดเด่นของ พล.อ.ประวิตร ได้แก่ การวางมาตรการความมั่นคงในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลาง การปรับยุทธวิธีให้ทันสมัย เสริมกำลังชายแดน พัฒนากองทัพ และผลักดันนโยบายสร้างรั้วชายแดนไทย–มาเลเซีย เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย นอกจากนี้ เขายังให้ความสำคัญกับการสร้างสายสัมพันธ์ทหาร–ประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในการรักษาความสงบเรียบร้อย

ความท้าทายในการคุมความมั่นคงและกลาโหม

หาก พล.อ.ประวิตร ได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกครั้ง เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ทั้งปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การพัฒนากองทัพให้ทันสมัย และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทยกัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากมีความขัดแย้งและปัญหาการปะทะกันอยู่บ่อยครั้ง พล.อ.ประวิตร จะต้องใช้ประสบการณ์และความสามารถในการเจรจาเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

นอกจากนี้ การพัฒนากองทัพให้ทันสมัยก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พล.อ.ประวิตร จะต้องสนับสนุนการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในกองทัพ และส่งเสริมให้ทหารมีความรู้ความสามารถที่ทันสมัย

  • สานต่อนโยบายเดิม
  • ปรับปรุงแก้ไขนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์
  • สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

การกลับมาของ “บิ๊กป้อม” ในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม อาจเป็นทางออกหนึ่งในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงของประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานอย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประเทศชาติอย่างยั่งยืน “บิ๊กป้อม” ยังไหว และพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ยังไหว ใจบันดาลแรง ลุ้นครม.คุมความมั่นคง-กลาโหม

รัฐบาลเสียงข้างน้อย: สั่นคลอนประชาธิปไตยไทย

การเมืองไทย ณ ปัจจุบัน อาจนิยามได้ว่าตกอยู่ในสภาวะไม่ปกติอย่างสมบูรณ์แบบ หลังผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วถึง 2 คนภายในวาระเดียว ในวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภากำลังจะลงมติเลือกผู้นำประเทศเป็นครั้งที่ 4 ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้นให้ประเทศไทยอาจได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้การนำของพรรคอันดับสาม และที่น่าจับตาที่สุดคือการเกิดรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่งอย่างพรรคประชาชน

ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค

ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์การเมืองและศรัทธาของประชาชนต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไร ผศ.ดร.วีระ หวังสัจจะโชค อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้วิเคราะห์ถึงสถานการณ์อันน่ากังวลนี้ไว้อย่างน่าสนใจ

ความผิดเพี้ยนที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์

แม้ในอดีตการเมืองไทยเคยมีรัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคเสียงข้างน้อยในสภา เช่นในยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ แต่ ผศ.ดร.วีระ ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญว่า “ในอดีต เมื่อมีการรวมเสียงกับพรรคร่วมต่างๆ แล้ว เสียงรวมในสภาจะเกินกึ่งหนึ่งตั้งแต่วันแรกเสมอ” แต่สถานการณ์ปัจจุบันกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง นี่คือการจัดตั้งรัฐบาลที่เริ่มต้นด้วยเสียงข้างน้อยอย่างแท้จริง โดยอาศัยเสียงจากพรรคที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านมาโหวตให้ แต่ไม่เข้าร่วมรัฐบาล ซึ่งถือเป็น “ปรากฏการณ์ใหม่” ที่ไม่เคยเกิดขึ้นและขัดต่อหลักการพื้นฐานของระบบรัฐสภา

ไม่ใช่แค่ทำงานไม่ได้ แต่อยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

อาจารย์วีระวิเคราะห์ว่า สภาพของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่แค่ ทำงานไม่ได้ แต่แทบจะอยู่ไม่ได้ตั้งแต่แรก เพราะแม้พรรคประชาชนจะโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าจะให้การสนับสนุนการออกกฎหมายสำคัญอื่นๆ

“ถ้ารัฐบาลอยากจะทำนโยบายอะไรก็ต้องออกมาเป็นกฎหมาย ถ้าสุดท้ายพรรคประชาชนจะโหวตแค่นายกฯ แต่ตั้งใจโหวตให้กฎหมายอื่นตกไป พรรคภูมิใจไทยก็ทำงานไม่ได้”

สถานการณ์นี้จะนำไปสู่สภาวะทางตัน (Deadlock) ทันทีที่รัฐบาลเริ่มทำงาน กลายเป็นรัฐบาลที่เข้าสู่ภาวะชะงักงัน และไม่สามารถผลักดันนโยบายใดๆ ได้เลย

เมื่อฝ่ายค้านคือผู้มอบฉันทานุมัติ

วิกฤตศรัทธาจากรัฐบาลเสียงข้างน้อย

ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการพังทลายของกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อฝ่ายค้านซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล กลายเป็นผู้มอบฉันทานุมัติให้รัฐบาลเข้ามามีอำนาจเสียเอง ผศ.ดร.วีระ มองว่านี่คือสภาวะ “ผิดฝาผิดตัว” ที่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน

“หากรัฐบาลอนุทินทำผิดพลาดในอนาคต พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะคุณเอา 150 เสียงที่มาจากประชาชน ไปโหวตให้เขาฟรีๆ แล้วไม่ต้องรับผิดชอบ แบบนี้พรรคประชาชนควรจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก”

อาจารย์วีระยังฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจในอนาคต “เรานึกภาพได้เลยว่าในอนาคตพรรคภูมิใจไทยทำอะไรผิด ก็คงจะบอกว่า ก็คุณมาโหวตให้ผมเอง”

สำหรับกรณีคล้ายกันในต่างประเทศ ผศ.วีระระบุว่า เท่าที่ทราบ กรณีฝ่ายค้านมีบทบาทชี้ขาดในการโหวตตั้งรัฐบาลโดยที่ตัวเองไม่ร่วมรัฐบาล เคยเกิดขึ้นราว 70 ปีก่อนในสหราชอาณาจักร แต่ในการเมืองสมัยใหม่ นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หลักการคือฝ่ายบริหารต้องมีเสียงเกินกึ่งหนึ่ง หากรวมเสียงไม่ได้ก็มักยื้อกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ไปจนกว่าจะได้เสียงพอ (เช่นในเบลเยียมและเยอรมนี) มากกว่าที่ฝ่ายค้านจะไปโหวตให้อีกฝ่ายขึ้นเป็นรัฐบาลแล้วตัวเองถอยไปเป็นฝ่ายค้าน

เมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องโกหกนำมาสู่จุดจบของศรัทธา

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปรากฏการณ์นี้ คือการกัดเซาะความไว้วางใจ (Trust) ของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองทั้งหมด ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่เคยผิดหวังกับการ “ตระบัดสัตย์” ของพรรคเพื่อไทย ก็จะได้เห็นภาพซ้ำรอยกับพรรคประชาชนหรือไม่ ทำให้การเมืองกลายเป็นเพียง “ละครหนึ่งฉาก” ที่นักการเมืองพร้อมจะละทิ้งอุดมการณ์เพื่อแลกกับผลประโยชน์เฉพาะหน้า

ในทางกลับกัน อาจารย์วีระตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า พรรคภูมิใจไทยซึ่งไม่เคยชูธงอุดมการณ์ในระดับชาติ แต่เน้นการดูแลพื้นที่และประสานประโยชน์ในแบบ “นักการเมืองบ้านใหญ่” อาจกลายเป็นพรรคที่ดูเหมือน “รักษาสัญญา” ได้ดีที่สุดในสายตาประชาชนบางส่วน ซึ่งอาจนำไปสู่แนวโน้มที่น่าเศร้า คือประชาชนจะเลิกโหวตเชิงอุดมการณ์ และหันกลับไปสู่การเมืองแบบอุปถัมภ์ที่ดูเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นในพื้นที่ของตัวเองเป็นหลักหรือไม่

ทางออกที่เหลืออยู่ คืนอำนาจสู่ประชาชน

อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ
อาจารย์วีระสรุปทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด”

ท้ายที่สุด อาจารย์วีระสรุปว่า ภายใต้สถานการณ์ที่สภาไม่สามารถทำงานได้ตามกลไกปกติ และประเทศขาดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเช่นนี้ ทางออกที่ดีที่สุดต่อระบอบประชาธิปไตยคือ “การยุบสภาโดยเร็วที่สุด” เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง

การยื้อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ผิดหลักการนี้ดำรงอยู่ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำให้ประเทศชาติเสียโอกาส แต่ยังเป็นการทำลายศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตยที่อาจต้องใช้เวลาอีกนานในการฟื้นฟู

รัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย การสร้างเสถียรภาพทางการเมืองและฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนต้องเริ่มต้นจากการเคารพหลักการประชาธิปไตยและเสียงของประชาชน

ที่มา – รัฐบาลเสียงข้างน้อย ภาวะผิดปกติ สั่นคลอนศรัทธาประชาธิปไตยไทย

Scroll to top