การเมืองไทย

แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก.

บรรยากาศ แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก.

เมื่อช่วงสายของวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ถือเป็นวันสำคัญทางการเมืองท้องถิ่นของคนกรุงเทพมหานคร โดยมีภาพบรรยากาศที่น่าสนใจเมื่อ แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก. ณ หน่วยเลือกตั้งที่ 15 เต็นท์บริเวณลานกีฬา 1 หมู่บ้านเคหะธานี 3 ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนที่ไปปักหลักรอทำข่าวกันอย่างคึกคัก

โดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาพร้อมกับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ พี่สาว ท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นกันเองและอบอุ่น ทั้งหมดมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายประชาชนที่มารอติดตามสถานการณ์เลือกตั้งอย่างเป็นกันเอง ซึ่งกิจกรรมในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่ส่งผลโดยตรงต่อการพัฒนาเมืองหลวงของเรา

รายละเอียดการเดินทางมาใช้สิทธิ์ของ แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก.

เมื่อเดินทางไปถึงหน่วยเลือกตั้ง น.ส.แพทองธารและครอบครัวได้ทักทาย นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต สส.กทม. และนางชญาดา วิภัติภูมิประเทศ ผู้สมัคร สก. ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบรายชื่อ รับบัตรเลือกตั้งผู้ว่าฯ และบัตรเลือกตั้ง สก. เพื่อนำเข้าไปใช้สิทธิ์ในคูหาตามขั้นตอน โดยทุกขั้นตอนเป็นไปอย่างเรียบร้อยและรวดเร็ว

หากคุณต้องการทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งครั้งนี้ สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ไทยรัฐ เพื่ออัปเดตสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยขั้นตอนการเลือกตั้งพื้นฐานที่คุณควรรู้มีดังนี้:

  • ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งและลำดับรายชื่อของตนเอง
  • เตรียมบัตรประชาชนให้พร้อมเพื่อใช้ยืนยันตัวตน
  • ทำเครื่องหมายกากบาทในช่องผู้สมัครที่ต้องการเพียงคนเดียว
  • หากไม่ประสงค์ลงคะแนน ให้เลือกช่อง “ไม่ประสงค์ลงคะแนน”

การออกมาใช้สิทธิ์ในวันนี้ของ แพทองธารพร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก. ไม่เพียงแต่เป็นการทำหน้าที่พลเมืองที่ดี แต่ยังเป็นการกระตุ้นให้คนกรุงเทพฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการออกไปเลือกตั้ง เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองหลวงของเราให้ดียิ่งขึ้น ทุกคะแนนเสียงมีผลลัพธ์ที่สำคัญเสมอสำหรับอนาคตของคนกรุงเทพมหานครอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “แพทองธาร” พร้อมครอบครัว ใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.-สก.

ดร.โจ ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก

เชื่อว่าคนกรุงเทพฯ หลายคนต้องรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับปัญหาเดิมๆ ที่วนเวียนอยู่คู่กับเมืองหลวงมานานนับหลายสิบปี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำท่วมขัง รถติดมหาโหด หรือปัญหาขยะล้นเมือง หลายคนอาจเคยตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่ชีวิตคนเมืองจะดีขึ้นเสียที ล่าสุด “ดร.โจ” นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่สะเทือนวงการการเมืองท้องถิ่น โดยเจ้าตัวประกาศชัดว่า ดร.โจ ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก ได้เพียงลำพัง แต่ต้องใช้การบริหารแบบรื้อโครงสร้าง

ดร.โจ ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก

ในการปราศรัยใหญ่ที่สวนเบญจกิตติ ดร.โจ ย้ำชัดเจนว่า การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเหมือนที่ผ่านมาไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคตของคนกรุงเทพฯ เขาชี้ให้เห็นว่าการลอกท่อเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ แต่กทม. ต้องกล้าที่จะลงทุนเพื่อแยกท่อน้ำฝนออกจากท่อน้ำเสียอย่างเด็ดขาด นี่คือหัวใจสำคัญของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน

เปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อพี่น้องชาวกรุง

นอกจากนี้ ดร.โจยังเน้นย้ำถึงเรื่องความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเสนอให้มีการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาตรวจสอบการทำงาน เพื่อป้องกันปัญหาการฮั้วประมูลและการล็อกสเปก ซึ่งเป็นต้นตอของการทุจริตในกทม. มายาวนาน ดร.โจ ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก ได้หากขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ ดังนั้นเขาจึงขอโอกาสจากประชาชนที่เคยเชื่อมั่นในอุดมการณ์ตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่และก้าวไกล ให้หันมาสนับสนุนพรรคประชาชนเพื่อเปลี่ยนเมืองหลวงให้ดีขึ้นด้วยนวัตกรรมและระบบที่ตรวจสอบได้จริง

สิ่งที่ดร.โจนำเสนอ ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายขายฝัน แต่เป็นการตั้งมั่นที่จะพัฒนาตนเองให้พร้อมรับความรับผิดชอบในฐานะผู้ว่าฯ กทม. โดยเน้นหลักการสำคัญดังนี้:

  • การบริหารที่โปร่งใส: ประชาชนต้องตรวจสอบได้ว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้ไปเพื่ออะไร
  • แก้ปัญหาที่โครงสร้าง: ไม่ใช่แค่ซ่อมแซมจุดเดิม แต่ต้องวางรากฐานเมืองใหม่
  • ใช้เทคโนโลยีนำทาง: ยกระดับการป้องกันคอร์รัปชันด้วยระบบ AI ที่แม่นยำ

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีที่ชาวกรุงเทพฯ จะได้แสดงพลังว่าเราต้องการเห็นผู้นำที่ทำงานด้วยเจตจำนงและแผนงานที่จับต้องได้มากกว่าแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ หากเป้าหมายคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนเมืองอย่างแท้จริง การเลือกคนที่กล้าชนกับโครงสร้างเก่าคือจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด ถึงเวลาแล้วที่เราจะร่วมกันตัดสินใจเพื่ออนาคตของเมืองที่เราอาศัยอยู่ร่วมกัน

ที่มา – “ดร.โจ” ลั่น ไม่มีซุปเปอร์ฮีโร่แก้ปัญหากรุงซ้ำซาก ปลุกคนเคยเชื่อมั่น “อนาคตใหม่-ก้าวไกล” กา ปชน.

“ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย”

“ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย”

เป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้ถามถึงความโปร่งใสในกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีที่สังคมสงสัยอย่างหนักว่าทำไมรัฐบาลถึงยังนิ่งเฉยกับเรื่อง “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นการปล่อยเกียร์ว่างในประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการชั้นผู้ใหญ่

เบื้องลึกความสงสัยในระบบราชการไทย

นอกจากประเด็นแชตหลุด สส.ภคมนยังหยิบยกเรื่องการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นขึ้นมาอภิปราย โดยระบุว่าเหตุใดกระทรวงจึงไม่มีการจัดการที่เด็ดขาดกับผู้เกี่ยวข้อง ทั้งที่หลักฐานเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ การที่ “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ตอกย้ำให้เห็นว่า กระบวนการตรวจสอบภายในอาจมีปัญหาในเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการปกป้องพวกพ้องเดียวกันเอง

  • การโยกย้ายข้าราชการใน จ.ภูเก็ต ที่ถูกมองว่าไม่เป็นธรรม
  • ข้อกังขาเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่นมูลค่ามหาศาล
  • ความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนจริยธรรม

คำชี้แจงจากฝ่ายรัฐบาลและการตอบโต้

ทางด้าน นายวรศิษฐ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงว่าทุกเรื่องอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ โดยมีการนำข้อมูลไปดำเนินการตามสายงานแล้ว พร้อมยืนยันว่าไม่มีการละเว้นใครแน่นอนหากพบการกระทำผิดจริง แม้ทางฝั่ง สส.ภคมน จะยังคงยืนยันว่าการไม่ตั้งคณะกรรมการสอบกรณี “ภคมน” คาใจ มหาดไทยยังไม่ตั้งคณะกรรมการสอบ แชตไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” นั้น สะท้อนถึงวุฒิภาวะและความกล้าหาญทางการเมืองที่ยังไม่เพียงพอต่อการกอบกู้ศรัทธาของประชาชน

ในฐานะประชาชน เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า กระทรวงมหาดไทยจะสามารถทลายกำแพงระบบอุปถัมภ์ที่หยั่งรากลึกนี้ได้จริงหรือไม่ หรือสุดท้ายแล้วเรื่องราวทั้งหมดจะจบลงด้วยการเงียบหายไปตามกาลเวลาดั่งเช่นหลายคดีที่ผ่านมา ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายจะถูกพิสูจน์ได้ก็ต่อเมื่อผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจ กล้าที่จะเอาผิดพวกพ้องของตนเองอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เพียงแค่การใช้คำพูดสวยหรูในสภาเท่านั้น

เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ชัชชาติจัดทริปไฟไหม้ 24 ชม.

โค้งสุดท้ายของการเมืองไทยเริ่มเดือดขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ครั้งนี้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครหมายเลข 9 ได้สร้างสีสันและกระแสให้คนกรุงหันมาสนใจด้วยการงัดกลยุทธ์สุดแหวกแนวอย่าง “ทริปไฟไหม้” ลงพื้นที่หาเสียงต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตะโกนบอกพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ว่า 28 มิ.ย. นี้ คือวันตัดสินอนาคตของเมืองหลวงของเรา

กลยุทธ์ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 กับทริปไฟไหม้ 24 ชม.

หลายคนอาจจะคุ้นชินกับการปราศรัยใหญ่แบบเดิมๆ แต่ครั้งนี้ชัชชาติเลือกที่จะลงพื้นที่จริงแบบต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 26 ไปจนถึง 27 มิ.ย. 2569 โดยเป้าหมายหลักในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 ของเขาคือการเข้าถึงคนกรุงทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานกลางคืน พ่อค้าแม่ค้า หรือคนที่เดินทางในยามวิกาล เพื่อสะท้อนชีวิตเมืองที่ขับเคลื่อนตลอดเวลา

เปิดใจชัชชาติกับภารกิจ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569

นายชัชชาติเปิดเผยว่า ความเป็นห่วงที่สำคัญที่สุดคือบรรยากาศการเลือกตั้งที่ดูเงียบเหงาเกินไป จึงอยากกระตุ้นให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิให้มากที่สุด เพื่อสร้างฉันทามติที่แข็งแกร่งให้กับผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ ในการเจรจางานกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการพัฒนากรุงเทพฯ อย่างยั่งยืน โดยกิจกรรมนี้ไม่ได้หวังแค่คะแนนเสียง แต่ต้องการให้ทุกคนเห็นภาพความเป็นไปของเมืองและการลงคะแนนในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้

กิจกรรมไฮไลต์ตลอด 24 ชั่วโมง:

  • เริ่มสตาร์ตจากสกายวอล์กช่องนนทรี
  • เยี่ยมชมการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยฉุกเฉินยามค่ำคืน
  • ไลฟ์สดผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อรับฟังปัญหาคนกรุงแบบเรียลไทม์
  • รณรงค์ความปลอดภัยผ่านนโยบายไฟส่องสว่างและกล้อง CCTV

นอกจากนี้ ชัชชาติยังย้ำถึงแผนงานด้านความปลอดภัยที่ชัดเจน ทั้งการติดตั้งไฟ LED เพิ่มอีก 100,000 ดวง และการเชื่อมต่อโครงข่ายกล้อง CCTV จากภาคเอกชนกว่า 200,000 กล้อง เข้ากับศูนย์ Command Center เพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือนักท่องเที่ยว

ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 นี้ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม ตรวจสอบหน่วยเลือกตั้งให้ดี และออกไปใช้สิทธิกันตั้งแต่ช่วงเช้า เพราะเสียงของคุณคือพลังที่จะเปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้นได้ การได้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่แสดงถึงพลังประชาธิปไตยที่แท้จริง ใครรักใคร หรืออยากเห็นเมืองเป็นอย่างไร อย่าลืมออกไปกาบัตรเลือกตั้งกันนะครับ

ที่มา – เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2569 : “ชัชชาติ” งัดกลยุทธ์ “ทริปไฟไหม้” หาเสียง 24 ชม. ชวนคนกรุงไปใช้สิทธิ

วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง เมื่อมีการพยายามโยงชื่อของ สก. พรรคประชาชน หรือพรรคส้มเดิม เข้าไปพัวพันกับกระแสข่าวลือเรื่องการฮั้วเงินทอน ล่าสุด นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้ออกมาเปิดใจชัดเจนว่า เขาเป็นคนจุดประเด็นเรื่องการทุจริตงบ กทม. นี้มาตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว พร้อมยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปคือความโปร่งใส ไม่ใช่การหาเสียงแบบสาดโคลนใส่กัน

เปิดเบื้องหลัง วิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

นายวิโรจน์อธิบายว่า ตนได้ออกมาตีแผ่กลโกงเรื่อง ‘งบแปรญัตติ’ มาตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคม 2567 โดยพบกระบวนการตัดงบประมาณอย่างไม่มีเหตุผลเพื่อนำไปต่อรองกับผู้ว่าฯ และล็อกสเปกผู้รับเหมาเครือข่ายตนเอง หากพรรคส้มเป็นตัวการทุจริตเสียเอง ตนคงไม่นำความลับเหล่านี้ออกมาแฉแต่แรก การที่ สส. ศุภณัฐ ร่วมตั้งข้อสังเกตเรื่องทุจริตเครื่องออกกำลังกาย จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าพรรคของเรายืนหยัดต่อสู้กับคอร์รัปชันอย่างแท้จริง

หากพิจารณาถึงความจริงจังในการปราบทุจริต นายวิโรจน์เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานดังนี้:

  • การปรับระบบงบประมาณ: ต้องทำให้อุดช่องโหว่การโกง ไม่ว่าใครจะเป็นผู้บริหารก็ไม่สามารถทุจริตได้
  • ความโปร่งใสในสภา กทม.: สก. ต้องทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบ ไม่ใช่ผู้แสวงหาผลประโยชน์
  • การคัดเลือกคนดีเข้าสู่สภา: สก. ที่มีคุณภาพเปรียบเสมือน CFO ที่ซื่อตรง ช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายเป็นไปอย่างคุ้มค่า

ในอีกมิติหนึ่ง นายวิโรจน์ ยันแฉทุจริตงบ กทม. ไม่เกี่ยว สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน เพราะนโยบายของพรรคคือการทำงานอย่างสร้างสรรค์ การนำเรื่องเก่ามาตีปี๊บใส่ร้ายโดยปราศจากหลักฐาน คือพฤติกรรมของการเมืองยุคเก่าที่ประชาชนชาว กทม. ไม่พึงปรารถนา และเชื่อมั่นว่าในวันเลือกตั้ง 28 มิถุนายนนี้ ชาวเมืองหลวงจะมีวิจารณญาณที่เพียงพอในการตัดสินใจลงคะแนนให้กับผู้ที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

สุดท้ายแล้ว การปราบทุจริตไม่ใช่แค่การพูดให้ดังในช่วงหาเสียง แต่คือการสร้างระบบที่ตรวจสอบได้จริง เราอยากเชิญชวนให้ทุกคนออกไปใช้สิทธิเพื่อกำหนดอนาคตของ กทม. ร่วมกันครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ยันแฉทุจริตงบ กทม. ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว หยุดสาดโคลนกล่าวหา สก.พรรคส้มฮั้วเงินทอน

ณัฐพงษ์นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่พัทยา ชูเลือกอิทธิวัฒน์

ณัฐพงษ์นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่พัทยา ชูเลือกอิทธิวัฒน์

กระแสการเมืองท้องถิ่นในเมืองพัทยากำลังร้อนระอุ เมื่อล่าสุด ณัฐพงษ์นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่พัทยา ชูเลือกอิทธิวัฒน์ เป็นนายกเมืองพัทยาคนใหม่ โดยมีหัวหน้าพรรคประชาชนลงพื้นที่เองเพื่อประกาศจุดยืนสู้กับระบบเดิมที่ผูกขาดอำนาจมานาน

ในวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ท่ามกลางชาวพัทยานับพันที่มารวมตัวกัน ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้ย้ำชัดว่า พัทยาจะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อพี่น้องประชาชนออกไปใช้สิทธิ์เกิน 70% โดยเน้นย้ำถึงการบริหารงบประมาณมหาศาลกว่า 10,000 ล้านบาทใน 4 ปี ที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ ไม่เอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนในพื้นที่

เหตุผลที่ต้องเลือกอิทธิวัฒน์เป็นนายกเมืองพัทยา

การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเมืองท่องเที่ยวระดับโลก โดยทางทีมงาน ณัฐพงษ์นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่พัทยา ชูเลือกอิทธิวัฒน์ วัฒนศาสตร์สาธร ผู้สมัครเบอร์ 1 ได้ชูนโยบายแก้ปัญหาเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก รถติด ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนรากหญ้าและแรงงานในพัทยาที่มักถูกละเลย

  • งบประมาณพัทยาต้องถึงมือประชาชนอย่างเท่าเทียม
  • แก้ไขระบบมาเฟียและทุจริตที่ซุกอยู่ใต้พรม
  • ยกระดับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตให้กับทุกคนในพื้นที่

ด้านอิทธิวัฒน์เองได้ให้คำมั่นสัญญาว่า เขาจะบริหารงานโดยไม่ติดค้างบุญคุณกับใคร และพร้อมจะชนกับระบบที่เอื้อประโยชน์ให้คนเพียงไม่กี่กลุ่ม การก้าวเข้ามาทำงานการเมืองในครั้งนี้คือความตั้งใจจริงที่จะทำให้พัทยาเป็นเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

บทสรุปของการปราศรัยใหญ่ในครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า ณัฐพงษ์นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่พัทยา ชูเลือกอิทธิวัฒน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของความพึงพอใจส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของการเลือกอนาคตเมืองพัทยาให้กลับคืนสู่มือประชาชนอย่างแท้จริง ใครที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง อย่าลืมไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ เพื่อกำหนดอนาคตของพัทยาด้วยมือของคุณเอง!

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำทัพ ปชน. ปราศรัยใหญ่พัทยา ชูเลือก “อิทธิวัฒน์” เป็นนายกเมืองพัทยา ประกาศสู้ระบบเก่า

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการกล่าวถึงกรณีที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงข้อพิพาททางกฎหมายกับ นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ “ไอซ์” สส.พรรคประชาชน โดยประเด็นหลักที่หลายคนสนใจคือกรณี ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าการดำเนินการทางกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อหวังปิดกั้นการตรวจสอบในปัจจุบัน

ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

นายสุชาติได้ชี้แจง ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ความเคลื่อนไหวในการยื่นฟ้องนางสาวรักชนกในข้อหาหมิ่นประมาทและนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จนั้น ได้มีการดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว ไม่ใช่การตอบโต้หลังจากการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ตามที่มีกระแสข่าวลืออ้างถึง ทั้งนี้เป็นไปตามสิทธิในการปกป้องชื่อเสียงจากการถูกกล่าวหาว่าโกงเลือกตั้ง

รายละเอียดการฟ้องและประเด็นที่ ปัดฟ้องปิดปาก สุชาติ ยันฟ้องหมิ่น ไอซ์ กล่าวหาโกงเลือกตั้ง

สำหรับคดีความที่เกิดขึ้นนั้น ฝ่ายทนายความของนายสุชาติได้สรุปประเด็นการฟ้องร้องไว้ทั้งหมด 4 คดีหลักๆ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่นายสุชาติมองว่าเป็นการหมิ่นประมาทและสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ ดังนี้:

  • คดีเกี่ยวกับกรณีตึกสกายไนน์
  • คดีกล่าวหาว่าเป็นรัฐมนตรีที่มาจากการโกงเลือกตั้ง
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าปกป้องคนผิดในกรณีผลสำรวจสินบนของ กกร.
  • คดีโพสต์กล่าวหาว่าเป็นคนถ่อยและมีกิริยาต่ำทราม

นายสุชาติกล่าวเน้นย้ำว่า การที่ศาลเพิ่งนัดไต่สวนมูลฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่ผ่านมา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับจังหวะเวลาในการทำงานของคณะกรรมาธิการที่ไอซ์เป็นประธานอยู่แต่อย่างใด เป็นเพียงขั้นตอนตามกระบวนการของศาลที่เพิ่งมาถึงคิวตรวจสอบในส่วนนี้เท่านั้น การที่ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้นานถึงหลายเดือน จึงเป็นหลักฐานสำคัญว่าเรื่องนี้เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายปกติ ไม่ใช่ความพยายามในการสะกัดกั้นการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส.ฝ่ายค้าน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองออกมาปกป้องสิทธิ์ของตนเองผ่านกระบวนการศาลถือเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามผลการพิจารณาคดีอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะทั้งการทำหน้าที่ตรวจสอบของ สส. และการใช้สิทธิ์ทางกฎหมายของรัฐมนตรี ต่างก็เป็นกลไกที่ช่วยให้สังคมได้รับรู้ความจริงในหลายๆ แง่มุมที่สังคมกำลังตั้งคำถามอยู่

ที่มา – ปัดฟ้องปิดปาก “สุชาติ” ยันฟ้องหมิ่น “ไอซ์” กล่าวหาโกงเลือกตั้ง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์แล้ว

ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและกระบวนการยุติธรรมไทย เมื่อล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องนายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน ในคดีฟอกเงินที่ถูกระบุว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายยาเสพติด โดยทาง ผบ.ตร. ยืนยันชัดเจนว่า ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์” อดีตผู้สมัคร ปชน. ปมโยงคดีฟอกเงิน เพื่อให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม

ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์” อดีตผู้สมัคร ปชน. ปมโยงคดีฟอกเงิน

การเคลื่อนไหวดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนปกติทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เมื่อพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีสำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีสิทธิ์ที่จะพิจารณาและทำความเห็นแย้ง เพื่อเสนอต่ออัยการสูงสุดสำหรับการพิจารณาชี้ขาดต่อไป พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ย้ำว่าการสอบสวนของตำรวจดำเนินการไปตามพยานหลักฐานที่มีอยู่ ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองแต่อย่างใด

เบื้องหลังการทำความเห็นแย้งในกรณีนี้

หลายคนอาจสงสัยว่าการที่ ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์” อดีตผู้สมัคร ปชน. ปมโยงคดีฟอกเงิน นั้นเป็นเพราะสำนวนอ่อนหรือไม่ ซึ่งทางด้าน ผบ.ตร. ได้ชี้แจงในมุมมองของตำรวจว่า:

  • การสอบสวนทุกขั้นตอนยึดตามหลักพยานหลักฐานและกฎหมาย
  • ไม่มีการกลั่นแกล้งทางการเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายให้ถึงที่สุด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ยังคงถูกจับตามองจากสังคมอย่างใกล้ชิด เนื่องจากนายบุญฤทธิ์เป็นอดีตผู้สมัครในสังกัดพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน การตรวจสอบในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการฟอกเงินจึงมักถูกโยงเข้าประเด็นการเมืองโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในมุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ยืนยันว่านี่คือการทำหน้าที่ตามปกติเพื่อขยายผลคดีอาญาเครือข่ายยาเสพติด

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ ความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด ถึงแม้จะมีการตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในทางปฏิบัติ แต่การทำตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานของตำรวจ หรือการพิจารณาคำสั่งฟ้องของอัยการ คือหัวใจที่จะพิสูจน์ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการยุติธรรมไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะจบลงที่ตรงไหน และอัยการสูงสุดจะมีคำสั่งชี้ขาดอย่างไรในท้ายที่สุด

ที่มา – ผบ.ตร. เตรียมทำความเห็นแย้ง หลังอัยการสั่งไม่ฟ้อง “บุญฤทธิ์” อดีตผู้สมัคร ปชน. ปมโยงคดีฟอกเงิน

อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาหลายคนต้องหันมาโฟกัสกับการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้กรณีที่นางสาวรักชนก ศรีนอก สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งคำถามถึงกระบวนการ KPI ในพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเหตุการณ์ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน ได้กลายเป็นวลีเด็ดที่สร้างแรงกระเพื่อมในโซเชียลมีเดียอย่างกว้างขวาง โดยเป็นการตอกกลับที่ดุเดือดและแสดงให้เห็นถึงทัศนคติของหัวหน้าพรรคต่อบุคคลภายนอกที่เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานภายในพรรคตัวเอง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายอนุทินประกาศให้ สส. และรัฐมนตรีในสังกัดพรรคภูมิใจไทยมีการประเมินผลงานรอบ 1 ปี ซึ่งทางนางสาวรักชนกมองว่าเป็นการกระตุ้นให้ สส. เร่งปั่นผลงานเพื่อปกป้องโครงการ TH-AI Passport ของนายไชยชนก ชิดชอบ ทำให้เกิดการโต้ตอบกันไปมาจนกลายเป็นข่าวใหญ่โตในขณะนี้

เบื้องหลังการปะทะฝีปากเรื่องมาตรฐานการทำงาน

สำหรับประเด็นที่คนติดตามมากที่สุดคือ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน นั้น แสดงให้เห็นว่านายกฯ อนุทินให้ความสำคัญกับการให้เกียรติซึ่งกันและกัน โดยเน้นย้ำว่าเรื่องภายในพรรคเป็นเรื่องที่คนนอกไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว นอกจากนี้เขายังได้กล่าวถึงการทำงานของผู้บริหารว่ามีการประเมินตลอดเวลาเพื่อให้งานของรัฐบาลมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • พรรคภูมิใจไทยยันการประเมิน KPI เป็นเรื่องภายใน
  • นายกฯ เน้นความมุ่งมั่นทุ่มเทในการทำงานเพื่อประชาชน
  • การวิพากษ์วิจารณ์ควรอยู่บนความเหมาะสมและข้อเท็จจริง

หลายคนมองว่าการที่ อนุทิน สวน ไอซ์ รักชนก จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน สะท้อนถึงวุฒิภาวะและการตอบโต้สไตล์นักการเมืองรุ่นใหญ่ที่ต้องการตัดบทผู้ที่มาวิจารณ์แบบมองว่าไม่เหมาะสม ทั้งนี้นายอนุทินยังเสริมทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่าเรื่องเวลาในการทำงานนั้น วันหนึ่งก็นานเกินไปสำหรับการรอคอยผลสัมฤทธิ์ งานการเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการปะทะคารมในครั้งนี้จะส่งผลต่อความร่วมมือระหว่างพรรคฝ่ายค้านและรัฐบาลอย่างไรบ้างในอนาคต

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานควรยึดหลักจรรยาบรรณและข้อเท็จจริงเพื่อไม่ให้กลายเป็นการสร้างความขัดแย้งส่วนตัว ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์การเมืองไทยในสายตาประชาชน คุณคิดอย่างไรกับการโต้ตอบในครั้งนี้? มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลยครับ

ที่มา – “อนุทิน” สวน “ไอซ์ รักชนก” จะขึ้นเทศน์ล้างเท้าให้สะอาดก่อน

Scroll to top