การโจมตีทางการเมือง

“ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร”

“ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร”

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อโต้กลับกรณีที่ สว.เทวฤทธิ์ มณีฉาย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ผลการเลือก สว. ที่ผ่านมา โดยมองว่านายศุภชัยใช้ถ้อยคำที่เผ็ดร้อนเปรียบเทียบว่านี่คือสถานการณ์ “ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร” เนื่องจากมองว่าอีกฝ่ายพยายามปลุกกระแสโจมตีผู้ที่ได้รับเลือก ทั้งที่ในความเป็นจริงคดียังไม่ถูกชี้มูลความผิดใดๆ ทั้งสิ้น

เบื้องหลังดราม่าการเลือก สว. และวาทกรรม “ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร”

นายศุภชัยได้ชี้ให้เห็นถึงความสงสัยในการรวมตัวกันของกลุ่ม “สว.สีส้ม” หรือ “สว.ประชาชน” โดยระบุว่าการพบกันที่เมืองทองนั้น มีการนัดแนะกันมาก่อนอย่างแน่นอน ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องบังเอิญหรือการมาพบปะกันธรรมดา แต่เป็นการระดมสมองวางแผนเพื่อผลประโยชน์ในการเลือก สว. ให้เป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มตนเอง เมื่อผลการเลือกออกมาไม่เป็นไปตามคาดการณ์ จึงเกิดการเคลื่อนไหวเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้ามทันที

ประเด็นหลักที่นายศุภชัยตั้งข้อสังเกตมีดังนี้:

  • มีการวางแผนนัดแนะกันเพื่อเลือกลงคะแนนให้กันเองในกลุ่มอย่างเป็นระบบ
  • เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามความต้องการ จึงใช้วิธีการกดดันและปั่นกระแสทางสังคม
  • ใช้วาทกรรมทางการเมืองเพื่อสร้างความเข้าใจผิดให้มวลชนเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามกระทำความผิด

“ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร” ได้อย่างเจ็บแสบ เพราะเขามองว่าการที่อีกฝ่ายออกมาป่าวร้องกล่าวหาคนอื่น ทั้งที่ผลเลือกตั้งไม่ถูกใจ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการแพ้แล้วพาลนั้น แท้จริงแล้วกลับสะท้อนพฤติกรรมของการกลุ่มตนเองที่พยายามล็อบบี้คะแนนเสียงมาตั้งแต่ต้น การที่คดียังไม่ถูกชี้มูลความผิดชัดเจน แต่กลับกระโจนเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามด้วยคำรุนแรง จึงเป็นเหตุผลที่นายศุภชัยต้องออกมาปกป้องความถูกต้องในมุมมองของเขา

ในมุมมองวิเคราะห์ การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยการสาดโคลนใส่กันด้วยวาทกรรม แต่สิ่งที่ประชาชนควรตระหนักคือการเสพข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ ไม่หลงเชื่อกระแสที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง สุดท้ายแล้วกระบวนการยุติธรรมจะเป็นตัวตัดสินเองว่าใครทำผิดหรือถูกอย่างไร อย่าปล่อยให้เกมการเมืองมาครอบงำความจริงจนเกินไป

ที่มา – “ศุภชัย” ฟาดกลับ “สว.เทวฤทธิ์” เปรียบ “ขโมยร้องจับโจร” หลังผลเลือก สว. ไม่เป็นไปตามคาด

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

“ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กลุ่มไอลอว์ได้มีการเปิดเผยรายชื่อบุคคลว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ “ฮั้ว” เลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวปรากฏชื่อของนายทรงศักดิ์รวมอยู่ด้วย ทำให้นายทรงศักดิ์ต้องออกมาเปิดใจกับสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดเพื่อปกป้องชื่อเสียงของตนเอง

นายทรงศักดิ์ได้ยืนยันความบริสุทธิ์ใจต่อหน้าสื่อมวลชน ณ ทำเนียบรัฐบาลว่า ตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับกระบวนการดังกล่าว พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการนำชื่อมาพาดพิงทั้งที่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดนั้น ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ดังนั้นในฐานะบุคคลที่ได้รับผลกระทบ “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ผ่านกระบวนการทางกฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้แก่ตนเองและพรรคภูมิใจไทย

เหตุผลที่ต้องใช้กฎหมายจัดการข้อครหา

เมื่อถูกถามว่าการเปิดรายชื่อดังกล่าวเป็นการโจมตีทางการเมืองหรือไม่ รองนายกฯ ทรงศักดิ์ระบุว่าตนไม่ต้องการด่วนสรุปเจตนาของกลุ่มผู้เปิดเผยข้อมูล แต่ยอมรับว่าในฐานะนักการเมืองซึ่งเป็นบุคคลสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องปกติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อการวิจารณ์นั้นก้าวก่ายจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ การปกป้องสิทธิส่วนบุคคลจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ

  • การปรึกษาทีมกฎหมายพรรคเพื่อดำเนินการภาพรวม
  • การตรวจสอบข้อกฎหมายว่าคำกล่าวอ้างมีองค์ประกอบความผิดหรือไม่
  • การรวบรวมหลักฐานเพื่อแจ้งความดำเนินคดีหากพบการหมิ่นประมาท

นายทรงศักดิ์ยังกล่าวเสริมว่า ขณะนี้ได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีท่านอื่นๆ ที่มีชื่อปรากฏในลักษณะเดียวกัน เพื่อประเมินสถานการณ์และหาแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเน้นว่าการดำเนินการทุกอย่างจะเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เดินหน้าปกป้องสิทธิ ตามมาตรฐานของกฎหมายและหลักธรรมาภิบาล

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การที่นักการเมืองระดับสูงแสดงจุดยืนในการปกป้องสิทธิผ่านช่องทางกฎหมายแทนการเผชิญหน้าด้วยวาทกรรม ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่พึงกระทำได้ เพื่อให้สังคมได้รับทราบข้อเท็จจริงที่รอบด้านและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานรองรับ ประเด็นนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการติดตามข่าวสารการเมืองในยุคดิจิทัลที่ต้องอาศัยการไตร่ตรองและรอคอยข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรมแทนการด่วนตัดสินจากกระแสสังคม

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ปัดเอี่ยวปมฮั้ว สว. ยันบริสุทธิ์ใจ เล็งใช้กฎหมายดำเนินคดีปกป้องสิทธิ หลังถูกพาดพิง

ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

เดือดสนั่นวงการเมืองไทยอีกครั้ง หลังจากที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กรณี ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เมื่อนายพิชญุตม์ พอจิต สส. อุตรดิตถ์ จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาตอบโต้คำวิจารณ์ของนางการดี เลียวไพโรจน์ สส. พรรคประชาธิปัตย์ อย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็นการตั้งรัฐมนตรีกลุ่มลูกเทพ

ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่คุณการดีได้ออกมาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและที่มาของรัฐมนตรี โดยระบุว่าควรวัดกันที่ความสามารถมากกว่าการใช้นามสกุลดังหรืออิทธิพลตระกูลใหญ่ ซึ่งทางฝั่งภูมิใจไทยมองว่านี่ไม่ใช่การตรวจสอบเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่เป็นการประชดประชันที่สะท้อนถึงปมในใจของผู้พูดเอง

เปิดศึกแลกหมัด ทำไม ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ ถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่?

การโต้ตอบครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การปกป้องรัฐมนตรีในสังกัดเท่านั้น แต่ยังมีการเปิดประเด็นสั่นสะเทือนไปถึงพรรคคู่แข่งอีกด้วย ทางนายพิชญุตม์ได้ให้เหตุผลถึงเรื่องนี้ไว้ว่า:

  • เป็นการแสดงออกถึงคนที่ไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จได้ด้วยตัวเอง
  • การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นคือเครื่องมือในการกลบปมด้อย
  • ต้องการลดความมั่นใจคนอื่นเพื่อหวังผลทางการเมือง

นอกจากนี้ นายพิชญุตม์ยังตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายอย่างเผ็ดร้อนถึงเส้นทางการเมืองของคุณการดีเอง ว่าได้รับการยอมรับจากคนในพรรคเดียวกันมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการก้าวขึ้นสู่บัญชีปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 4 ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งเป็นคำถามที่สังคมยังต้องการคำตอบอยู่เช่นกันว่า นี่คือการเติบโตจากความสามารถจริงหรือมีเบื้องหลังที่มากกว่านั้น

ในมุมมองของนักสังเกตการณ์ทางการเมือง เรื่องราวที่ ภูมิใจไทย ซัดกลับ การดี ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ยังวนเวียนอยู่กับการสาดโคลนใส่กันมากกว่าการนำเสนอแนวนโยบายเพื่อประชาชน การที่พรรคการเมืองมุ่งเน้นแต่จะจับผิดนามสกุลหรือที่มาของกันและกัน อาจเป็นตัวบ่งชี้สำคัญว่าถึงเวลาแล้วที่การเมืองไทยต้องยกระดับการทำงานให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง แทนที่จะเสียเวลาไปกับการใช้คำพูดเชือดเฉือนเพื่อเอาชนะกันในเชิงวาทศิลป์เท่านั้น

ที่มา – “ภูมิใจไทย” ซัดกลับ “การดี” ปมแขวะ รมต.ลูกเทพ

“แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงใกล้เลือกตั้ง ย่อมมีประเด็นร้อนแรงเสมอ ล่าสุดประเด็นที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางคือ “แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง ซึ่งเกิดจากโพสต์เฟซบุ๊กของผู้บริหารแพลตฟอร์มชื่อดัง ทำให้ กกต. ต้องเข้าแทรกแซงทันที

“แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง

นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สั่งการให้สำนักงาน กกต. ดำเนินการเรียกตัวนายซีเค เจิง หรือ CK Cheong ผู้บริหารแพลตฟอร์ม Fastwork ซึ่งเป็นเว็บไซต์จัดหางานฟรีแลนซ์ออนไลน์ชั้นนำในประเทศไทย มาสอบสวนด่วน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 14.00 น. ที่สำนักงาน กกต.

สาเหตุมาจากโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวของนายซีเค เมื่อช่วงค่ำวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 โดยโพสต์ดังกล่าวอ้างถึงการสนทนากับคุณยายของตนเอง ดังนี้

CK: ยาย เลือกตั้งปีนี้จะเลือกใคร
ยาย: เอ้าลูก! ยายรับเงินเขามาแล้ว 2,000 น่าจะเลือกพรรค xxx นะ
CK: ยายเห็น TV OLED ที่ซีเคเพิ่งซื้อให้ตรงข้างหน้ายายไหมครับ? เดี๋ยวพรุ่งนี้ซีเคส่งคนมายึดคืนนะครับ…

โพสต์นี้จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ชาวเน็ตจำนวนมากตั้งคำถามถึงความจริงของเรื่องนี้ และแนะนำให้นายซีเคพาคุณยายไปแจ้งความกับตำรวจหรือ กกต. ทันที เนื่องจากเป็นหลักฐานชัดเจนของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งผิดกฎหมายเลือกตั้งอย่างร้ายแรง

ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง: ชาวเน็ตตั้งข้อสังเกต

หลังจากโพสต์ดังกล่าวแพร่กระจาย ผู้คนจำนวนมากแสดงความเห็นหลากหลาย บางส่วนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องทันที ขณะที่บางส่วนสงสัยว่านายซีเคอาจแต่งเรื่องขึ้นมาเพื่อโจมตีพรรคการเมืองคู่แข่ง โดยเฉพาะเมื่อต่อมาโพสต์นั้นถูกลบออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดข้อครหาว่าเป็นการสร้างข่าวปลอม

  • โพสต์จุดกระแสวิจารณ์กว้างขวางในโซเชียลมีเดีย
  • ชาวเน็ตแนะนำให้แจ้งความและแจ้ง กกต.
  • การลบโพสต์ทำให้เกิดข้อสงสัยเรื่องความจริง
  • Fastwork ในฐานะแพลตฟอร์มใหญ่ อาจกระทบภาพลักษณ์

Fastwork เป็นแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในหมู่นักฟรีแลนซ์ไทย โดยมีผู้ใช้หลายแสนราย การที่ผู้บริหารออกมาโพสต์เช่นนี้ จึงยิ่งทำให้ประเด็น “แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง รุนแรงยิ่งขึ้น

บทบาทของ กกต. ในการตรวจสอบ

กกต. ในฐานะหน่วยงานดูแลการเลือกตั้ง มีหน้าที่ตรวจสอบทุกรายการที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการซื้อสิทธิ์ขายเสียงที่เป็นปัญหาเรื้อรังในการเมืองไทย นายแสวง บุญมี จึงสั่งการให้เรียกตัวนายซีเคมาสอบสวน เพื่อหาความจริง หากพบว่าเป็นเรื่องจริง จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที แต่หากเป็นข่าวลือ จะมีการชี้แจงต่อสาธารณะ

ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้โซเชียลมีเดียในยุคเลือกตั้ง ผู้บริโภคข่าวสารต้องตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี เพื่อป้องกันการแพร่กระจายข้อมูลเท็จที่อาจบิดเบือนการเลือกตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเรื่องนี้อย่างโปร่งใสจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้งไทย หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับการซื้อเสียง สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เราจะรวบรวมเพื่อนำเสนอต่อไป

ที่มา – “แสวง” เรียก “ซีเค เจิง” สอบ ปมโพสต์คุณยายรับเงินซื้อเสียง

“ชญาภา” วอนหยุดโจมตีการเมืองด้วยเรื่องอดีต!

“ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตมาดิสเครดิตโจมตีการเมือง พ้อแค่ความคิดผิดในอดีตก็แย่พอแล้ว ยืนยัน ครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ ไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของตนเองซึ่งเป็นเรื่องในอดีต และได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน ไปเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของนายยศชนัน ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก ขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองว่า ครอบครัวของตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ และไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีต และยืนยันว่าครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ

นางสาวชญาภา เผยต่อไปว่า ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ จึงอยากวอนขอความกรุณาให้งดเว้นการเผยแพร่หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตมาใช้โจมตีในทางการเมือง เพราะเพียงแค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เคยคิดผิดในอดีตไปก็แย่พอแล้ว” และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของนายยศชนัน

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

จากกรณีที่นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ออกมาขอร้องให้หยุดนำเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตของเธอมาใช้ในการโจมตีทางการเมือง กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องส่วนตัวในอดีตจึงถูกนำมาโยงกับการเมืองได้ และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อนายยศชนัน

การออกมาเรียกร้องของนางสาวชญาภา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและครอบครัว รวมถึงต้องการให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยปราศจากการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อื่น

ประเด็นสำคัญที่นางสาวชญาภาย้ำคือ ครอบครัวของเธอเป็นคนไทยที่รักชาติ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากความสัมพันธ์ในอดีต การออกมาพูดในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และต้องการให้สังคมเข้าใจว่า เรื่องส่วนตัวของเธอไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทำความเข้าใจสถานการณ์ “ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการใช้ข้อมูลส่วนตัว หรือเรื่องราวในอดีตมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่เพียงแต่จะทำร้ายผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการเมืองโดยรวมอีกด้วย

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่จุดประกายให้สังคมได้ทบทวนถึงจริยธรรมในการนำเสนอข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ

สำหรับการเลือกที่จะเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้น ผู้บริโภคควรใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การที่นางสาวชญาภาออกมาเรียกร้องให้หยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมืองนั้น สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย และควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเน้นการแข่งขันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ การเมืองควรเป็นการแข่งขันด้วยนโยบายและความสามารถ ไม่ใช่การขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวมาทำลายกัน

ที่มา – “ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส

เหตุการณ์สุดสลดเกิดขึ้นที่เมืองดัลลัส เมื่อเกิดเหตุดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส โดยตำรวจเชื่อว่าแรงจูงใจอาจมาจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่ฝังรากลึก หลังพบข้อความต่อต้าน ICE ถูกเขียนไว้บนกระสุนปืน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เหตุการณ์ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส และบังคับใช้กฎหมายศุลกากร (ICE) ในรัฐเท็กซัส ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มเป็น 2 ราย บาดเจ็บอีก 1 ราย การสืบสวนในเบื้องต้นพบว่า คนร้ายได้เขียนข้อความ “ต่อต้าน ICE” (ANTI-ICE) ลงบนลูกกระสุนที่ยังไม่ได้ถูกใช้งาน

นายแคช พาเทล ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) ได้โพสต์ภาพลูกกระสุนดังกล่าวผ่าน X พร้อมระบุว่า แม้ว่าการสืบสวนจะยังคงดำเนินต่อไป แต่หลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ถึงแรงจูงใจทางอุดมการณ์ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิออกแถลงการณ์ว่า ผู้ต้องสงสัยก่อเหตุยิงแบบไม่เลือกหน้า โดยมุ่งเป้าไปที่อาคารสำนักงาน ICE รวมถึงรถตู้ที่จอดอยู่ในทางเข้าซึ่งมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และเป็นจุดที่เหยื่อถูกยิง

นายโจเซฟ รอธร็อก เจ้าหน้าที่พิเศษผู้รับผิดชอบสำนักงานภาคสนามของ FBI ในดัลลัส กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์นี้ในฐานะ “การกระทำความรุนแรงที่มีเป้าหมาย” แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับตัวตนของผู้ต้องสงสัย

พบข้อความ
พบข้อความ “ANTI-ICE” บนกระสุนของคนร้าย

ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส

สำนักงาน ICE ที่ถูกโจมตีครั้งนี้เป็นสำนักงานภาคสนาม ไม่ใช่ศูนย์กักกันผู้อพยพเข้าเมือง เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่เสียชีวิตเป็นผู้อพยพที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไว้

คนร้ายเริ่มเปิดฉากยิงใส่อาคารสำนักงานจากอาคารข้างเคียงเมื่อเวลาประมาณ 06.40 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากกระสุนปืน 2 ราย ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนอีก 1 รายเสียชีวิต ณ จุดเกิดเหตุ ก่อนที่หนึ่งในผู้บาดเจ็บจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา คนร้ายตัดสินใจจบชีวิตตัวเองหลังก่อเหตุ

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเพียง 2 สัปดาห์ หลังจากที่นาย ชาร์ลี เคิร์ก นักเคลื่อนไหวฝ่ายอนุรักษนิยม ถูกมือปืนซุ่มยิงระหว่างงานอีเวนต์ในเมืองโอเร็ม รัฐยูทาห์ ซึ่งจุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับการโจมตีทางการเมืองระลอกใหม่ในสหรัฐอเมริกา

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, รองประธานาธิบดีเจ.ดี. แวนซ์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาล ต่างออกมากล่าวโทษองค์กรเสรีนิยมว่าปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบและสนับสนุนความรุนแรงต่อฝ่ายขวา โดยปราศจากหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวอ้างใดๆ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายทรัมป์เพิ่งลงนามคำสั่งพิเศษ ประกาศให้ ขบวนการต่อต้านฟาสซิสต์ (antifa) เป็น “องค์กรก่อการร้าย” แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใดๆ เชื่อมโยงกลุ่ม antifa กับการเสียชีวิตของเคิร์ก

เหตุการณ์ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส: ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น

เหตุโจมตีครั้งล่าสุดนี้ นับเป็นเหตุโจมตีสถานที่ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิครั้งที่ 3 ในรัฐเท็กซัสในปีนี้ หลังจากเมื่อเดือนกรกฎาคม มีตำรวจถูกยิงที่ศูนย์กักกัน ICE ในเมืองแพรรีแลนด์ และในเดือนเดียวกัน ชายชาวมิชิแกนวัย 27 ปีถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิตหลังจากเปิดฉากยิงใส่สถานีลาดตระเวนชายแดนสหรัฐฯ ในเมืองแมคอัลเลน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงปัญหาความรุนแรงที่ฝังรากลึกในสังคมอเมริกัน การดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส เป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิดและอุดมการณ์ที่กำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันเพื่อหาทางออกและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ดับแล้ว 2 ศพ ซุ่มยิง สนง.คนเข้าเมืองดัลลัส มือปืนเขียนข้อความบนกระสุน

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ เตรียมฟ้องค้านทรัมป์

ลิซา คุก ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ เตรียมฟ้องร้องเพื่อท้าทายคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะไล่เธอออกจากตำแหน่ง โดยทนายของเธอย้ำว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจที่จะไล่ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอบเบ โลเวลล์ ทนายความของนางลิซา คุก ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศในวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 ว่าเขากำลังยื่นฟ้องร้องเพื่อท้าทายความพยายามของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะปลดนางคุกออกจากตำแหน่งเมื่อช่วงเย็นวันจันทร์ที่ผ่านมา

“ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่มีอำนาจในการปลดผู้ว่าการธนาคารกลาง ลิซา คุก ออกจากตำแหน่ง ความพยายามของเขาที่จะไล่เธอออก บนพื้นฐานจากจดหมายอ้างอิงเพียงฉบับเดียวนั้น ขาดทั้งข้อเท็จจริงใดๆ และพื้นฐานทางกฎหมาย เราจะยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อท้าทายการกระทำที่ผิดกฎหมายนี้” นายโลเวลล์ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งให้สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น

ประกาศดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนายทรัมป์โพสต์ภาพจดหมายซึ่งจ่าหน้าถึงนางคุกผ่าน Truth Social เพื่อแจ้งให้เธอทราบว่าเขามี “เหตุผลเพียงพอ” ที่จะไล่เธอออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ นางคุกกำลังถูกโจมตีอย่างหนักจากทั้งนายทรัมป์และสมาชิกรัฐบาลของเขา ซึ่งกล่าวหาว่าเธอฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่เธอไม่ได้ถูกตั้งข้อหาว่ากระทำผิดใดๆ ขณะเดียวกัน ทนายความของเธอยังเป็นตัวแทนให้กับ เลทิเทีย เจมส์ อัยการรัฐนิวยอร์ก ซึ่งกำลังถูกสำนักงานสืบสวนกลาง (FBI) สืบสวนเรื่องฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัยเช่นเดียวกันด้วย

อนึ่ง นายโลเวลล์เป็นทนายให้กับบุคคลสำคัญหลายคนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงอิวานกา ลูกสาวของโดนัลด์ ทรัมป์ กับจาเรด คุชเนอร์ สามีของเธอ ในการสู้คดีใช้อีเมลส่วนตัวในการทำธุระอย่างเป็นทางการของทำเนียบขาว และเคยเป็นทนายให้ฮันเตอร์ ไบเดน ลูกชายของโจ ไบเดน สู้คดีภาษีด้วย

เมื่อสัปดาห์ก่อน นางคุกออกแถลงการณ์ระบุว่าเธอจะไม่ยอม “ถูกรังแกให้ลาออก” และเธอได้รวบรวมข้อมูลที่แม่นยำเพื่อตอบคำถามที่ถูกต้องทางกฎหมายใดๆ และข้อเท็จจริงทุกอย่าง

ต่อมาในคืนวันจันทร์ นางคุกออกมาย้ำว่าเธอจะอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติสหรัฐฯ ต่อไป หลังจากนายทรัมป์โพสต์จดหมายดังกล่าว

“ประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งใจที่จะไล่ฉันออกโดยมี ‘เหตุผล’ ทั้งที่ไม่มีเหตุผลใดๆ ภายใต้กฎหมาย และเขาไม่มีอำนาจจะทำเช่นนั้น” นางคุกระบุในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา “ฉันจะไม่ลาออก ฉันจะปฏิบัติหน้าที่นี้เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของอเมริกาต่อไป อย่างที่ฉันทำมาตั้งแต่ปี 2565”

สถานการณ์ระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ และ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ ลิซา คุก กำลังทวีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ การที่นางคุกตัดสินใจฟ้องร้องเพื่อท้าทายคำสั่งของทรัมป์ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างทั้งสองฝ่าย

ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ เตรียมฟ้องค้านทรัมป์สั่งไล่ออกจากตำแหน่ง

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องการฉ้อโกงสินเชื่อที่อยู่อาศัยต่อนางคุก ซึ่งเธอปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น ทนายความของเธอเองก็กำลังเผชิญกับการสอบสวนในประเด็นเดียวกัน ทำให้เรื่องนี้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ?

การเผชิญหน้ากันระหว่างประธานาธิบดีและผู้ว่าการธนาคารกลางเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของตลาดและเศรษฐกิจโดยรวม หากทรัมป์สามารถปลดนางคุกออกจากตำแหน่งได้สำเร็จ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่น่ากังวลเกี่ยวกับความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่ทนายความของนางคุกเคยเป็นตัวแทนให้กับบุคคลสำคัญหลายราย รวมถึงคนในครอบครัวของทรัมป์เองและลูกชายของโจ ไบเดน นี่แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบกฎหมายและการเมืองในสหรัฐฯ

การต่อสู้ทางกฎหมายนี้อาจยาวนานและซับซ้อน และผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่ออนาคตของธนาคารกลางสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารและสถาบันการเงินอิสระ

อนาคตของผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไรต่อไป? การฟ้องร้องครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย หรือจะกลายเป็นการต่อสู้ที่ยืดเยื้อในชั้นศาล? สิ่งเหล่านี้เป็นคำถามที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

โดยรวมแล้ว คดีนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจและมีความซับซ้อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมืองของสหรัฐฯ ในระยะยาว การที่ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ ตัดสินใจที่จะต่อสู้กับประธานาธิบดี แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาความเป็นอิสระของธนาคารกลาง และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเธอจะไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดันทางการเมือง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม เราจะติดตามความคืบหน้าของคดีนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป

ที่มา – ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติสหรัฐฯ เตรียมฟ้องค้านทรัมป์สั่งไล่ออกจากตำแหน่ง

Scroll to top