กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์

บิ๊กต่าย ยืนยันไม่เคยคิดย้าย รองไมค์ หวังตำรวจทุกคนทำงานตามหน้าที่

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงสีกากี เมื่อมีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่ง ล่าสุด บิ๊กต่าย ยืนยันไม่เคยคิดย้าย รองไมค์ หวังตำรวจทุกคนทำงานตามหน้าที่ เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

บิ๊กต่าย ยืนยันไม่เคยคิดย้าย รองไมค์ หวังตำรวจทุกคนทำงานตามหน้าที่

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการตัดโอนย้าย พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี หรือ ‘รองไมค์’ ไปยังหน่วยงานอื่น โดยท่าน ผบ.ตร. ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า ตนเองไม่เคยทาบทามหรือมีความคิดที่จะโยกย้ายท่านรองฯ ไปที่ใดเลย พร้อมทั้งย้ำว่านโยบายหลักในขณะนี้คือการผนึกกำลังให้ตำรวจทุกนายสามัคคีกัน

ทำไมเรื่อง บิ๊กต่าย ยืนยันไม่เคยคิดย้าย รองไมค์ หวังตำรวจทุกคนทำงานตามหน้าที่ ถึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การออกมาให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ถือเป็นการเคลียร์ใจและยุติข่าวลือที่อาจส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสร้างความสามัคคี: ผบ.ตร. เน้นย้ำให้ตำรวจทุกระดับชั้นหันมาจับมือกันแทนการคำนึงถึงเรื่องตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
  • ความชัดเจนในการบริหารงาน: ยืนยันว่าไม่มีการคุยเรื่องการโยกย้ายกับนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด
  • โฟกัสที่ภารกิจ: เป้าหมายสูงสุดคือการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับประชาชนให้สมกับหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาระบบการบริหารงานบุคคลของตำรวจมักถูกจับตามอง การที่ บิ๊กต่าย ยืนยันไม่เคยคิดย้าย รองไมค์ หวังตำรวจทุกคนทำงานตามหน้าที่ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าผู้บริหารระดับสูงต้องการก้าวข้ามเรื่องความขัดแย้ง และมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าองค์กรตำรวจจะสามารถสร้างภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือและเป็นที่พึ่งให้กับสังคมได้ หากตำรวจทุกนายร่วมมือกันทำงานอย่างตั้งใจตามที่ผู้บังคับบัญชาได้ให้แนวทางไว้ ไม่ว่าจะมีตำแหน่งหน้าที่ใด ทุกคนย่อมมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนบ้านเมืองให้สงบสุขครับ

ที่มา – “บิ๊กต่าย” ยืนยันไม่เคยคิดย้าย “รองไมค์” หวังตำรวจทุกนายร่วมกันทำงานตามหน้าที่

ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมายช่วงสงกรานต์

ช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 นี้ ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย ให้กำลังใจตำรวจ ไม่ได้หยุดพัก ดูแลประชาชนให้ปลอดภัยตลอดวันหยุดยาว ด้วยการเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างเป็นทางการ เพื่อรับมือกับปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นและความเสี่ยงต่างๆ

ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย ให้กำลังใจตำรวจ ไม่ได้หยุดพัก ดูแลประชาชนช่วงสงกรานต์

วันนี้ (11 เมษายน 2569) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ประจำปี 2569 โดยมีการประชุมรับฟังรายงานสถานการณ์จากหน่วยงานทั่วประเทศ เพื่อติดตามและบริหารจัดการอย่างใกล้ชิด

ภาพรวมสถานการณ์จราจรและการบินสำรวจ

จากผลการบินสำรวจเส้นทางหลัก พบว่า มอเตอร์เวย์สาย 9 และสาย 7 มุ่งหน้าภาคตะวันออก ปริมาณรถยังเบาบางและไหลลื่นดี มอเตอร์เวย์ M6 ใช้งานปกติ แต่ทางหลวงพิเศษสาย 7 (ทับช้าง-รามอินทรา) และสาย 9 เริ่มมีรถสะสมเพิ่มขึ้นจากคืนก่อน อย่างไรก็ตาม ยังน้อยกว่าปีที่แล้ว และตำรวจจัดการจราจรได้ดีเยี่ยม

มาตรการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้น

ผบ.ตร. เน้นย้ำการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะสาเหตุอุบัติเหตุรุนแรงหลักๆ เช่น

  • ไม่สวมหมวกนิรภัย สำหรับผู้ขับขี่จักรยานยนต์
  • เมาแล้วขับ ไม่ว่าจะรถคันใด
  • ใช้สารเสพติดขณะขับขี่ ซึ่งเป็นอันตรายสุด

ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก ตรวจสภาพรถและผู้ขับรถสาธารณะอย่างละเอียด รวมถึงตรวจสารเสพติดและความพร้อมร่างกาย เพราะรับผิดชอบผู้โดยสารจำนวนมาก

ผบ.ตร. กล่าวว่า “อุบัติเหตุเกิดจากคน รถ ถนน สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะช่วงปลายทางที่คนขับอ่อนเพลีย หลับใน ขอประชาชนตรวจสภาพรถก่อนเดินทาง และแวะพักที่จุดบริการได้”

ป้องกันอาชญากรรมช่วงเทศกาล

สั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล คุมเข้มพื้นที่จัดงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เช่น ถนนข้าวสาร ป้องกันลวนลาม ล้วงกระเป๋า และดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยแอปและศูนย์แปลภาษา นอกจากนี้ ด้วยเศรษฐกิจปัจจุบัน กังวลการปล้นร้านทอง ร้านสะดวกซื้อ จึงเพิ่มลาดตระเวนและขอความร่วมมือผู้ประกอบการติดตั้งระบบป้องกัน

เคล็ดลับปลอดภัยช่วงสงกรานต์จากผบ.ตร.

เพื่อช่วยลดอุบัติเหตุ ผบ.ตร. แนะนำประชาชนดังนี้

  • ตรวจสภาพรถยนต์ ลมยาง เบรก ไฟ ครบถ้วนก่อนออกเดินทาง
  • งดเหล้า งดสารเสพติดขณะขับขี่ หากดื่มให้ใช้บริการรถสาธารณะ
  • สวมหมวกนิรภัยทุกครั้งสำหรับผู้ขับขี่สองล้อ
  • พักรถทุก 2 ชั่วโมง หากรู้สึกง่วง
  • เคารพกฎจราจร ไม่ขับรถซิ่งหรือแซงซ้าย
  • สำหรับเล่นน้ำสงกรานต์ ระวังพื้นที่ลื่นและฝูงชน

ผบ.ตร. ยังให้กำลังใจตำรวจทุกนายที่ต้องทำงานหนัก ไม่ได้หยุดพักในวันหยุดยาว แต่ทุ่มเทเพื่อความปลอดภัยและความสุขของประชาชน

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสร้างสงกรานต์ที่ปลอดภัย สนุกสนาน ลดอุบัติเหตุและอาชญากรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะผ่านพ้นช่วงเทศกาลนี้ได้อย่างราบรื่น

CTA: แชร์บทความนี้ให้เพื่อนและครอบครัว เพื่อช่วยกันสร้างความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยบนท้องถนนช่วงสงกรานต์!

ที่มา – ผบ.ตร. สั่งคุมเข้มบังคับใช้กฎหมาย ให้กำลังใจตำรวจ ไม่ได้หยุดพัก ดูแลประชาชนช่วงสงกรานต์

ตร. เปิด 4 โครงการเร่งด่วน รื้อระบบงานสอบสวน

ในวันที่ 22 มีนาคม 2569 พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารและพัฒนางานสอบสวน ได้เปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อนพัฒนางานสอบสวนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ตร. เปิด 4 โครงการเร่งด่วน รื้อระบบงานสอบสวน แจกโน้ตบุ๊ก-อัดฉีดงบคดีออนไลน์ 500 บาท ซึ่งเป็นคำสั่งตรงจากพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับระบบงานสอบสวนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน โครงการ Quick-Win เหล่านี้จะช่วยให้การอำนวยความยุติธรรมมีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างมาตรฐานการทำคดีที่โปร่งใสและรวดเร็วสำหรับประชาชนทุกคน

ตร. เปิด 4 โครงการเร่งด่วน รื้อระบบงานสอบสวน แจกโน้ตบุ๊ก-อัดฉีดงบคดีออนไลน์ 500 บาท

โครงการทั้ง 4 นี้ได้รับการอนุมัติแล้วและพร้อมใช้งานในปีงบประมาณ 2569 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องมือ คลังกฎหมาย เงินเพิ่มเติม และระบบบริหารงบประมาณ เพื่อรองรับภาระงานสอบสวนที่หนักหน่วงในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะคดีออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โครงการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยพนักงานสอบสวนแต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในการติดต่อแจ้งความและติดตามคดี

1. จัดหาโน้ตบุ๊กให้พนักงานสอบสวนใหม่

โครงการแรกมุ่งจัดหาอุปกรณ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กให้กับพนักงานสอบสวนใหม่ในระดับรองสารวัตรที่ผ่านการอบรมจากสถาบันส่งเสริมงานสอบสวนในปี 2569 โดยแจก 1 เครื่องต่อ 1 คน สำหรับใช้ปฏิบัติงานประจำสถานีตำรวจ ในปัจจุบันพนักงานสอบสวนต้องจัดการข้อมูลจำนวนมหาศาล การมีโน้ตบุ๊กส่วนตัวจะช่วยให้ทำงานได้คล่องตัว ลดปัญหาเครื่องเก่าไม่ทันสมัย และเพิ่มประสิทธิภาพในการบันทึกสำนวนคดีแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการรื้อระบบงานสอบสวนให้ทันสมัย

2. ห้องสมุดกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart E-Library)

โครงการที่ 2 คือการพัฒนาห้องสมุดกฎหมายอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สำหรับพนักงานสอบสวน นิติกร และข้าราชการตำรวจ สามารถสืบค้นกฎหมาย ตำรา งานวิจัย วิทยานิพนธ์ และคำพิพากษาศาลฎีกาได้อย่างรวดเร็ว พร้อมระบบ AI ที่ช่วยแนะนำเนื้อหาและหนังสือที่เกี่ยวข้อง ทำให้การทำสำนวนคดีหรือความเห็นแย้งง่ายขึ้น ลดเวลาการค้นคว้าแบบเดิมที่ใช้เวลานาน ยกระดับงานวิชาการของตำรวจให้เทียบเท่าหน่วยงานยุติธรรมอื่นๆ

ภาพโครงการพัฒนางานสอบสวน

3. อัดฉีดงบคดีออนไลน์ 500 บาทต่อเคส

สำหรับคดีออนไลน์ที่รับแจ้งผ่าน Thai Police Online (TPO) กว่า 380,000 คดีต่อปี หรือเฉลี่ย 1,041 คดีต่อวัน พนักงานสอบสวนต้องรวบรวมหลักฐานดิจิทัล ร่องรอยออนไลน์ สอบพยาน ประสานสถาบันการเงิน อายัดบัญชีม้า และทำผังความเชื่อมโยงตาม พ.ร.ก.ป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 โครงการนี้จึงจัดสรรเงินเพิ่ม 500 บาทต่อ CASE ID จากกองทุนเพื่อการสืบสวนสอบสวน ช่วยลดภาระและเพิ่มแรงจูงใจ เหมือนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ อัยการ และศาลทำกับงานพิเศษ

4. ระบบสารสนเทศบริหารงบประมาณงานสอบสวน

โครงการสุดท้ายพัฒนาระบบติดตามการใช้จ่ายงบประมาณ 6 รายการ ได้แก่

  • เงินค่าสำนวน
  • ค่าตอบแทนพยาน
  • ค่าตอบแทนนักจิตวิทยา
  • ค่าชันสูตรพลิกศพ
  • ค่าตอบแทนผู้ไกล่เกลี่ย
  • ค่าใช้จ่ายส่งหมายเรียกพยาน

รวม 461 ล้านบาท เพื่อให้ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่การเงินตรวจสอบได้โปร่งใส เริ่มใช้งานเดือนเมษายน 2569 ป้องกันการ挪งบไปงานอื่น

ตร. เปิด 4 โครงการเร่งด่วน รื้อระบบงานสอบสวน แจกโน้ตบุ๊ก-อัดฉีดงบคดีออนไลน์ 500 บาท นี้เป็น Quick-Win ที่ช่วยพนักงานสอบสวนโดยตรง เมื่อรวมกับแผนระยะยาว จะยกระดับกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้มีขวัญกำลังใจและมาตรฐานสูง สร้างความไว้วางใจจากประชาชนในฐานะต้นธารยุติธรรม

โครงการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ ผบ.ตร. ในการพัฒนาบุคลากรและระบบ หากคุณเป็นประชาชนที่เคยพบปัญหาในการแจ้งความคดีออนไลน์ โครงการนี้จะช่วยให้การทำงานของตำรวจมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ติดตามข่าวสารพัฒนาการตำรวจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ตร. เปิด 4 โครงการเร่งด่วน รื้อระบบงานสอบสวน แจกโน้ตบุ๊ก-อัดฉีดงบคดีออนไลน์ 500 บาท

ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ

ในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง ทำให้รัฐบาลไทยโดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งช่วยเหลือคนไทยที่ติดค้างอยู่ในพื้นที่นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงได้ขานรับนโยบายทันที โดย ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ เพื่อรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านความมั่นคง ความสงบเรียบร้อย หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ ช่วยคนไทยในตะวันออกกลาง

ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ ช่วยคนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศ

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2569 พล.ต.ท. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. ได้แถลงข่าวว่า พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้สั่งการด่วนไปยังหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อยกระดับการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม รักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคง โดยเฉพาะ ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ เช่น สถานที่ราชการ บุคคลสำคัญ และพื้นที่เสี่ยงต่างๆ

รายละเอียดมาตรการที่ ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ

มาตรการหลักที่ถูกสั่งการมีหลายด้าน เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของความเสี่ยง โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  • เพิ่มการรักษาความปลอดภัยสถานที่สำคัญ: ยกระดับการคุ้มครองบุคคลสำคัญ สถานที่ราชการ และสถานที่สาธารณะที่เสี่ยงต่อการก่อเหตุร้าย
  • สืบสวนและเฝ้าระวังต่างด้าว: ติดตามบุคคลต่างชาติจากประเทศเฝ้าระวังที่อาจเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะผู้ที่อาจกระทำผิดกฎหมาย
  • เพิ่มจุดตรวจชายแดน: เข้มงวดช่องทางเข้าออกประเทศ ชายแดนธรรมชาติ ท่าข้าม และท่าเรือต่างๆ เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าเมือง
  • เตรียมรับคนไทยกลับประเทศ: จัดแผนรองรับที่ท่าอากาศยานทุกแห่ง ป้องกันความแออัดและเหตุฉุกเฉิน โดยประสานกับสายการบินและหน่วยแพทย์
  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว: ตำรวจท่องเที่ยวพร้อมช่วยเหลือผ่านสายด่วน 1155 พร้อมล่ามภาษาต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการประสานข้อมูลกับกระทรวงการต่างประเทศไทย เหล่าทัพ และหน่วยข่าวกรอง เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ทำให้การตอบสนองรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

การเฝ้าระวังข่าวปลอมและสื่อสังคมออนไลน์

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการติดตามตรวจสอบข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกัน Fake News หรือข่าวปลอมที่อาจก่อให้เกิดความตื่นตระหนก สร้างความหวาดกลัว หรือนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมาย เช่น มาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หากพบข้อมูลบิดเบือนที่กระทบความมั่นคง ศปก.ตร. จะดำเนินการปิดกั้นทันที โดยทำงาน 24 ชั่วโมง

ประสานงานระดับสากลเพื่อช่วยคนไทยในตะวันออกกลาง

ตร.ยังประสานกับองค์การตำรวจสากล (Interpol) หน่วยตำรวจประเทศต้นทาง และช่องทางกงสุลตำรวจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร ช่วยเหลือคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศให้ปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูง สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ตึงเครียด เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน หรือกลุ่มติดอาวุธ ทำให้คนไทยหลายพันคนต้องอพยพ ตร.จึงเตรียมพร้อมทุกด้านเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในไทย

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยปกป้องความมั่นคงภายใน แต่ยังแสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนไทยที่อยู่ต่างประเทศ การยกระดับแบบนี้ช่วยสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มาไทยได้อีกด้วย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือการตอบสนองที่รวดเร็วและครอบคลุม ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีปัญหา สามารถติดต่อสายด่วนตำรวจ 191 หรือ 1155 เพื่อขอความช่วยเหลือทันที ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – ตร.สั่งยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัย สถานที่สำคัญ ช่วยคนไทยในตะวันออกกลางกลับประเทศ

ผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่

ผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่ เตือนราคาทองพุ่ง เสี่ยงคดีชิงทรัพย์เพิ่มขึ้น ล่าสุด พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของคดีสุดสะเทือนขวัญ ที่มีเยาวชนวัยเพียง 15 ปีบุกชิงทองหนัก 33 บาท จากร้านทองในห้างดังย่านหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้เจ้าหน้าที่กังวลว่าอาจก่อให้เกิดคดีอาชญากรรมลักษณะนี้เพิ่มมากขึ้น

ผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่ เตือนราคาทองพุ่ง เสี่ยงคดีชิงทรัพย์เพิ่มขึ้น

จากข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร.กิติ์รัฐ ได้อัปเดตสถานการณ์ โดยระบุว่าตำรวจกำลังเร่งขยายผลคดี เพื่อตรวจสอบว่ามีผู้ใดให้การช่วยเหลือหรือเป็นผู้อยู่เบื้องหลังหรือไม่ แม้ผู้ก่อเหตุจะอ้างว่าทำคนเดียว แต่การหลบหนีจากสงขลาไปไกลถึงสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดอุบลราชธานี ทำให้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจมีผู้สนับสนุน โดยเฉพาะเพื่อนฝูงหรือผู้ยุยง แต่เบื้องต้นยังไม่พบหลักฐานชัดเจน ผู้ต้องหาอ้างเพียงว่ามีเพื่อนอยู่ที่นั่นเท่านั้น

ทองของกลางขาดหาย 3 บาท สอบปลายทางทันที

สำหรับทองคำของกลาง ตำรวจยึดคืนได้ 30 บาท จากทั้งหมด 33 บาท ส่วนที่เหลือ 3 บาท เจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนว่าผู้ก่อเหตุนำไปขายหรือใช้ประโยชน์อย่างไร รวมถึงปลายทางของทองทั้งหมดว่าจะถูกนำไปที่ใด หลังจากนี้ ผู้ต้องหาจะถูกส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่จังหวัดสงขลาต่อไป คดีนี้สะท้อนปัญหาเยาวชนที่กล้าลงมือกับเป้าหมายมูลค่าสูง โดยไม่กลัวผลทางกฎหมาย

ผบ.ตร.ยังได้เตือนประชาชนและผู้ประกอบการร้านทองให้เพิ่มความระวัง เนื่องจากราคาทองที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้เกิดแรงจูงใจในการก่อเหตุชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์มากขึ้น ตำรวจได้เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังและตรวจตราในพื้นที่เสี่ยง แต่ยืนยันว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

มาตรการป้องกันร้านทองและบทบาทประกันภัย

ผบ.ตร.ชี้ว่าผู้ประกอบการร้านทองต้องเสริมระบบรักษาความปลอดภัย เช่น ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่ม กระจกกันกระสุน และระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน รวมถึงควบคุมการเข้าถึงพนักงานและทรัพย์สินให้เข้มงวดยิ่งขึ้น สำหรับประชาชนที่สวมใส่เครื่องประดับทองคำ ก็ควรหลีกเลี่ยงการโชว์ในที่สาธารณะ นอกจากนี้ ยังมีการหารือกับบริษัทประกันภัย โดยพล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. จะประชุมร่วมกับสำนักงาน คปภ. ในวันที่ 10 ก.พ. เพื่อกำหนดเงื่อนไขประกันที่กระตุ้นให้ร้านทองติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันมากขึ้น

  • เพิ่มการตรวจตราในพื้นที่ร้านทองหนาแน่น
  • ร้านทองควรใช้ตู้นิรภัยสองชั้น
  • ประชาชนหลีกเลี่ยงการถือทองจำนวนมาก
  • ผู้ปกครองอบรมลูกหลานเรื่องกฎหมาย
  • ประกันภัยกำหนดมาตรฐานความปลอดภัย

ปัญหาเยาวชนก่ออาชญากรรมเพิ่ม สาเหตุจากครอบครัวและสังคม

หนึ่งในประเด็นสำคัญคือจำนวนผู้ก่อเหตุที่เป็นเยาวชนมีแนวโน้มสูงขึ้น ผบ.ตร.แนะนำให้แก้ไขตั้งแต่ระดับครอบครัว โดยผู้ปกครองต้องปลูกฝังทัศนคติที่ดีและความรู้เรื่องกฎหมายให้บุตรหลาน ตำรวจเองก็จะใช้กำลังตำรวจมวลชนเข้าไปใกล้ชิดชุมชน ร่วมกับโรงเรียนและสถาบันการศึกษาในการให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ชีวิตในสังคมและเคารพกฎหมาย สถิติล่าสุดแสดงให้เห็นว่าคดีชิงทองในปีนี้เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน สอดคล้องกับราคาทองที่ทะยานสู่ 40,000 บาทต่อบาททองคำ

คดีผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่ เตือนราคาทองพุ่ง เสี่ยงคดีชิงทรัพย์เพิ่มขึ้นนี้ เป็นเครื่องเตือนใจว่าสังคมไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและปัญหาวัยรุ่น สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องตื่นตัวและร่วมมือกันป้องกัน

คุณเห็นด้วยกับมาตรการที่ผบ.ตร.เสนอหรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ รับทราบ!

ที่มา – ผบ.ตร.สั่งขยายผลคดีเด็ก 15 ชิงทองหาดใหญ่ เตือนราคาทองพุ่ง เสี่ยงคดีชิงทรัพย์เพิ่มขึ้น

อัจฉริยะยื่นสอบซื้อขายตำแหน่งตำรวจอีสาน

“อัจฉริยะ” หอบหลักฐานเอาผิด “ผบ.ตร.” หลังมีผู้เสียหายนำหลักฐาน อ้างเกี่ยวข้องกับการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ 4 นายในพื้นที่ภาคอีสาน ปี 2567

วันที่ 19 พ.ย. 68 ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ได้เดินทางเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวก ในข้อหาตามพระราชบัญญัติตำรวจ มาตรา 87 วรรคท้าย ซึ่งเทียบเท่ากับมาตรา 157 หลังมีผู้เสียหายนำหลักฐาน อ้างเป็นแชตข้อความและคลิปเสียงที่มีเนื้อหาการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

โดยบอกว่า ที่มาวันนี้ก็เป็นไปตามที่ ผบ.ตร. บอก “อยากได้หลักฐานตำรวจที่ซื้อขายตำแหน่งตำรวจ และใครซื้อขายก็เป็นคนโง่”

นายอัจฉริยะ เปิดเผยว่า ข้อความทั้งหมดที่ตัวเองนำมาเป็นหลักฐานนั้น คือเหตุการณ์ที่เกิดในปี 2567 โดยปัจจุบันนายตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้เข้ารับราชการในตำแหน่งที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งนอกจากมีข้อความการสนทนาแล้ว ยังมีคลิปเสียงการพูดคุยระหว่างตัวเอง กับภรรยาของนายตำรวจระดับผู้บังคับการในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นผู้เสียหายและได้ร้องทุกข์กับตัวเอง พร้อมนำพยานหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งผู้ร้องอ้างว่าถูกคุณหญิง ซึ่งแอบอ้างเบื้องสูงได้เข้ามาแอบอ้างกับตัวเองว่า สามารถช่วยให้ตำรวจได้รับตำแหน่งต่างๆได้ โดยจะต้องแลกกับค่าตอบแทนซึ่งเป็นเงินสดหรือทรัพย์สินราคาแพงในรูปแบบต่างๆ เช่น เงินสด , นาฬิกา และ กระเป๋าแบรนด์เนม โดยเนื้อหาที่ปรากฏเกี่ยวข้องกับนายตำรวจ 4 นาย ซึ่งต้องการจะเลื่อนตำแหน่ง ขึ้นเป็นผู้บังคับบัญชาในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกนำมาใช้สำหรับแลกเปลี่ยนในการแต่งตั้งทั้งหมด 24 ล้านบาท

ส่วนนี้จึงต้องการให้กรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องตาม พระราชบัญญัติตำรวจมาตรา 88 วรรคท้าย ซึ่งระบุว่า ผู้ใดให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือแอบอ้างอำนาจของบุคคลใดหรือเรียก รับ ยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือกระทำการใดอันมิชอบ เพื่อให้มีการแต่งตั้ง หรือไม่แต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งใด ไม่ว่าการแต่งตั้งหรือไม่แต่งตั้งนั้นจะชอบด้วยหลักเกณฑ์ ตามพระราชบัญญัตินี้หรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี

นายอัจฉริยะ ยืนยันว่า การที่ตัวเองออกมาเปิดเผยข้อมูลและแจ้งความดำเนินคดีกับผู้นำองค์กรตำรวจในระยะนี้ เนื่องจากต้องการให้สังคมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นประเด็นการทุจริต และตัวเองไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลเฉพาะฝั่งของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น แต่ในวันที่ 26 พ.ย. ที่จะถึงนี้ ตัวเองก็ยังเปิดข้อมูลการทุจริตในฝั่ง พลตํารวจเอกสุรเชชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เช่นกัน ในประเด็นที่เจ้าตัวอาจจะเกี่ยวข้องกับการครอบครองทองคำ น้ำหนัก 300 บาท ซึ่งพลตํารวจเอกสุรเชษฐ์ ก็ต้องชี้แจงที่มาที่ไปต่อสังคมให้ได้

ส่วนกรณีที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวตำหนิพฤติกรรมของตนในที่ประชุมคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ จากการสอบถาม ป.ป.ง. เรื่องเกี่ยวกับการดำเนินการยึดอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองรายหนึ่งนั้น หาก พล.ต.ท.ไตรรงค์ ไม่มีไฟเขียว ในวันนี้จะมีการยึดอายัดทรัพย์สินของนักการเมืองไหม ตนเป็นสายลับ ปปง. มา 10 กว่าปี ตนจึงย่อมมีสิทธิ์ที่จะสอบถาม ปปง. เมื่อประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงฯ อนุญาต ตนไม่ได้ใช้อำนาจอะไร ตนมีสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ

พร้อมกับย้อนกลับไปถึง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ว่า ท่านเป็นเจ้าของสำนวนคดีนี้เอง เป็นผู้จับกุมเอง แต่กลับยึดเงินสดได้เพียง 2.1 ล้านบาท และรถยนต์ 3 คัน ไม่สามารถยึดของกลางจำพวกอาวุธปืน คอมพิวเตอร์ และเอกสารอื่น ๆ ทำไมไม่ไปถาม ผกก.สภ.เมืองสงขลา ว่า เพราะเหตุใดถึงคืนรถของกลางจำนวน 2 คันให้นักการเมือง ซึ่งได้นำรถทั้ง 2 คันไปขายต่อแล้ว

ตนเป็นเพียงแค่ประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ แต่ก็ยังทราบเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมด แล้วทำไม พล.ต.ท.ไตรรงค์ ถึงไม่ทราบ เมื่อท่านไม่ถาม ปปง. ตนก็ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญถามแทน ตนมีข้อมูลว่านักการเมืองคนนี้ มีทรัพย์สินใน Binance กว่าพันล้านบาท ตนจึงถามย้อนกลับไปถึง พล.ต.ท.ไตรรงค์ ว่า “ตนผิดอะไร”

อัจฉริยะยื่นสอบซื้อขายตำแหน่งตำรวจอีสาน

ประเด็นสำคัญ: การสอบสวนการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ

คดีซื้อขายตำแหน่งตำรวจนี้สะท้อนถึงปัญหาการทุจริตในวงการตำรวจที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง การเปิดโปงข้อมูลและการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความยุติธรรมในสังคม

ที่มา – “อัจฉริยะ” ยื่นหลักฐานดีเอสไอ สอบซื้อขายตำแหน่ง ตำรวจ 4 นายในภาคอีสาน

ผบ.ตร. ลั่น! “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ” ผบ.ตร. เปิดใจดราม่าองค์กรตำรวจ ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน บอกตำรวจรับเงินซื้อขายตำแหน่ง “โง่สุดๆ” ขู่ฟันไม่เลี้ยง หากมีหลักฐาน

วันที่ 18 พ.ย. 68 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. เปิดเผยว่า ในฐานะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นเหมือนหลุมระเบิด มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเราทำงาน เรามีความใกล้ชิดกฎหมาย ถือกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งอาจจะไปกระทบกระทั่งกับคนที่ไม่เห็นด้วย หรือเห็นต่าง หรือกระทำผิด และอาจใช้โอกาสที่เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีเรื่องที่ดำเนินการเรื่องต่างๆ อยู่ และหยิบไปให้รายละเอียด แต่ไม่ครบ ซึ่งอาจทำให้คนเชื่อ โดยที่ยังได้รับข้อมูลไม่ครบ และเผยแพร่ต่อ และผู้ฟังก็มองว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ดี

ส่วนกรณีที่มีคนด้อยค่าตัวเอง ว่าเป็นลิเก เดินไปเดินมานั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ บอกว่า ผมเป็นตำรวจ คุณพ่อเป็นตำรวจ ผมเติบโตมาเป็นตำรวจ และทุกวันนี้ก็ยังเป็นตำรวจ ถ้าจำความได้ไม่เคยเล่นลิเกเลย ซึ่งลิเกก็จะเป็นเรื่องบทละคร ผู้แสดงก็มีหน้าที่ให้ความสุขกับคนที่มานั่งดู แต่ตนเป็นข้าราชการตำรวจ มีหน้าที่ทำงาน ที่ผ่านมาเกิดอะไรขึ้น ตนก็พยายามยืนหยัดปกป้ององค์กร และพยายามเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยการปรับ mindset เราทำหน้าที่บริการ และอำนวยความสะดวก บังคับใช้กฎหมายให้เป็นธรรม สิ่งที่ตนพูดไม่ใช่ลิเก แต่การเป็น ผบ.ตร. ตนคิด แนะนำ สั่งการ บอกให้ทำ หน่วยปฏิบัติก็ทำตาม นั่นคือนโยบาย

ส่วนที่มีการพูดว่า ตำรวจเป็นองค์กรอาชญากรรมนั้น พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า เป็นเรื่องที่ตำรวจทั้งหมดรู้สึกไม่ดีกับคำพูดที่ว่าเราเป็นองค์กรอาชญากรรม หลายหน่วยก็มีการออกมาปฏิญาณตน ยืนยันตนเอง บางเรื่องก็มีการฟ้องร้องกัน ผมอยากจะบอกว่า องค์กรนี้ ผมมั่นใจว่าตั้งแต่ที่ผมรักษาการ จนเป็น ผบ.ตร. ผมยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และดูแลข้าราชการตำรวจ ที่เหมือนครอบครัว ส่วนข้าราชการตำรวจคนใดที่มีพฤติกรรมแอบแฝงอยู่ ถ้ามีหลักฐานก็ต้องดำเนินการ ขอย้อนกลับไปที่ว่า ผมเป็นลิเก เดินไปเดินมา ผมจะบอกว่า การเป็น ผบ.ตร. เราใช้สมองในการทำงาน เราใช้สมองในการบอก สั่ง กำชับ ให้หน่วยปฏิบัติทำในสิ่งที่ดี ที่ชอบ ที่ควรตามกฎหมาย และต้องดูแลประชาชน ผมไม่ใช่ตัวละครลิเก ไม่ใช่ผู้กำกับหนัง บางคนอาจจะคิดว่าตัวเองกำลังเล่นลิเก เล่นละคร หรือกำกับหนังอยู่ แต่มองว่าคนอื่นเป็นลิเกด้วยหรือเปล่า แต่ตนยืนยันว่าทุกวินาทีคิดแต่จะทำให้องค์กรของตัวเองดีขึ้น แต่เจอหลุมระเบิด ผมก็ต้องพยายามทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งที่ไม่ดีอย่างมั่นคงให้ได้

เมื่อถามว่า การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกตำหนิ สั่นคลอนกับตำแหน่ง ผบ.ตร. หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า ผมไม่รู้สึกแบบนั้น ผมห่วงหน่วยปฏิบัติต่างๆ เมื่อวานก็ได้เชิญ ผบ.ตร. ทั้ง 5 ท่าน และจเรตำรวจแห่งชาติอีก 1 ท่าน มาพูดคุยกันในเรื่องของการทำงาน จากการพูดคุย เรามีความหนักแน่น และจะทำงานเพื่อนำพาสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปในทิศทางที่ดี แม้บางคนจะมองว่าสิ่งที่พูดออกไปเป็นลิเก แต่ผมว่าไม่ใช่ อีกทั้งวันนี้เรายังมีพิธีสำคัญ โดยผู้บัญชาการทุกหน่วยต้องมาด้วยตนเอง ผมก็ให้ทุกคนเน้นย้ำ หนักแน่น ในการปฏิบัติที่ดีงาม ถ้าใครทำไม่ดี แล้วมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน อย่าโกรธถ้าตนจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด ในฐานะผู้นำหน่วย

ในส่วนของกระแสข่าวการเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า อยากให้แยกแยะก่อน การกล่าวหาว่าตนไปมีส่วนเกี่ยวข้อง รับเงินรับทอง ตนเคยประกาศนโยบายไปแล้วว่า ปูอย่ากินเลือดปู หมายความว่า เตือนไว้แล้วว่าอย่าเอาเรื่องการแต่งตั้งมาหาผลประโยชน์โดยไม่ชอบ ถ้าผู้ใด ดำเนินการแต่งตั้งแล้วหาผลประโยชน์เข้าตัวเอง มีหลักฐานชัด ตนไม่เลี้ยงจริงๆ

เมื่อถามว่า กรณีที่จะมีการเปิดหลักฐาน พล.ต.อ. ครอบครัว และคนใกล้ชิด ที่เอี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้าย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เผยว่า ทุกวันนี้เราเสพข้อมูลจากการพูดกันไปมา แต่พยานหลักฐานอยู่ไหน ข้อมูลอยู่ไหน ทุกวันนี้องค์กรเราก็จะมีคนส่งกระดาษมา 1 แผ่น ร้องเรียนตำรวจ โดยไม่มีอะไรเลย แล้วก็ตั้งกรรมการกัน ผมถามว่าเป็นธรรมหรือไม่ จึงเกิดแนวคิดว่า เราจะตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลที่ได้มาจากการร้องเรียนให้ครบถ้วนก่อน อย่างน้อยให้มีเชื้อที่มีพยานหลักฐานชัดเจน เรื่องที่ปรากฏตอนนี้เป็นเรื่องของการบอกข่าวสารกัน ผ่านสื่อ ผ่านโซเชียล คนที่รับฟังอาจจะบอกว่าตำรวจเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตนบอกเลยว่า ถ้ามีหลักฐาน พยาน ข้อมูลที่ชัดเจน ให้นำมาให้เราว่ามีตำรวจนายใดตั้งโต๊ะ หรือรับเงิน ผมบอกได้เลยว่า ถ้ามีตำรวจคนไหนรับเงินจากการแต่งตั้ง “โง่สุดๆ” ตนเป็น ผบ.ตร. ต้องหนักแน่นด้วยข้อมูลและหลักฐาน และถ้ามีข้อมูลผมก็ไม่เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจระดับไหน

“ผมว่าคนที่เคยทำแล้วคิดว่าคนอื่นจะทำ ผมคิดว่าจะเรามีความบริสุทธิ์ใจเพียงพอ และย้ำกับผู้บัญชาการภาค 8 ว่า ผมหนักแน่นพอ แต่ถ้าผมรู้ และปรากฏหลักฐาน จะไม่เอาท่านไว้เลย ผมไม่ได้มองในฐานะเพื่อน แต่มองในฐานะผู้บังคับบัญชา และผู้ใต้บังคับบัญชา จะหาว่าผมไปร่วม หรือมีส่วนได้เสีย อย่าพูดลอยๆ เอาเรื่องจริงดีกว่า คนอย่างผม ถ้าคิดจะทำแบบนี้ ผมไม่หน้าหนาพอที่จะประกาศเป็นนโยบาย และย้ำกับผู้ใต้บังคับบัญชาทุกหน่วยว่า คุณต้องไม่ทำ ถ้าผมทำ ผมขอปลดยศผมเองเลยจะดีกว่า ผมไม่ทำแน่ๆ” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

ผบ.ตร. ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน

ผบ.ตร. ย้ำชัด: ไม่ใช่ลิเก ทำงานด้วยสมอง!

จากกรณีดราม่าในองค์กรตำรวจ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้ออกมาตอบโต้เสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างดุเดือด โดยยืนยันว่า “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน พร้อมทั้งขู่จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับตำรวจที่เรียกรับเงินซื้อขายตำแหน่ง

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ตำรวจถูกมองว่าเป็นองค์กรอาชญากรรม ว่าเป็นเรื่องที่ทำให้ตำรวจทุกคนรู้สึกไม่ดี และเน้นย้ำว่าตนจะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง ทำงานเพื่อประชาชน และดูแลข้าราชการตำรวจอย่างเต็มที่ หากพบว่ามีตำรวจคนใดประพฤติมิชอบ ก็จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ผบ.ตร. ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีหลักฐานที่ชัดเจนในการกล่าวหา พร้อมทั้งเตือนตำรวจทุกนายว่าอย่าเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งโยกย้าย เพราะถือเป็นเรื่องที่ “โง่สุดๆ” และตนจะไม่ปล่อยไว้แน่นอน

การออกมาประกาศิตของ ผบ.ตร. ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการที่จะปฏิรูปองค์กรตำรวจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน คงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผบ.ตร. จะสามารถนำพาองค์กรตำรวจไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้หรือไม่

ที่มา – ผบ.ตร. ลั่น “ผมไม่ใช่ลิเก” ใช้สมองทำงาน ขู่ฟัน ตร. รับเงินซื้อขายตำแหน่ง

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ

ท่าทีล่าสุดจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต่อกรณีที่มี “คนนอก” ออกมาโจมตีองค์กรตำรวจ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยบิ๊กต่ายเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบในสิ่งที่พูด และขอให้ตำรวจก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนไม่ขอเอ่ยชื่อใครที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์องค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ทุกคำพูดต้องมีความรับผิดชอบ เพราะอาจกระทบต่อจิตใจของข้าราชการตำรวจทั้งในและนอกราชการได้ ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ตนขอเลือกที่จะอดทนและทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ

สำหรับกรณีที่มีอดีตนายตำรวจยื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองว่าการแชร์ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเป็นการทำลายองค์กร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนรับฟังทุกความคิดเห็น ทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งที่ต้องการคือการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงความรู้สึกของตำรวจที่ทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน โดยยกตัวอย่างตำรวจที่เสียสละจนพิการหรือล้มป่วยจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้สมควรถูกมองว่าเป็นสแกมเมอร์หรือไม่ และยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายกับตำรวจที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ฝากถึง “คนนอก” ที่เคยอยู่ในกรมปทุมวัน

สิ่งที่บิ๊กต่ายฝากถึงคนที่เคยอยู่ในกรมปทุมวัน คือการสำนึกในบุญคุณขององค์กรตำรวจ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านที่ให้ที่พักพิง ที่อยู่อาศัย ที่กิน เงินเดือน และอาชีพ บิ๊กต่ายเน้นย้ำว่าตนเองเติบโตมาจากครอบครัวตำรวจและโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งปลูกฝังวินัย ความซื่อสัตย์ และความรักชาติ รักสถาบัน และได้รับการฝึกอบรมจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งหล่อหลอมอุดมคติของตำรวจให้ยึดมั่นในประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงการที่นายกรัฐมนตรีได้เปิดเวทีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยอมรับว่า การกล่าวหาต่อองค์กรตำรวจเป็นเรื่องร้ายแรงและกระทบต่อจิตใจของตำรวจทั้งประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะหารือกันเพื่อพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะรับฟังทุกความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่ตำรวจทุกคนต้องตระหนักคือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด และการรักษาเกียรติขององค์กรไว้

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมต่อไป

ที่มา – “บิ๊กต่าย” ไม่ขอเอ่ยชื่อ “คนนอก” โจมตีองค์กรตำรวจ แต่ฝากอย่าทำร้ายบ้านตัวเอง

ตร. จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนปี 2568

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตในขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ และพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนาม เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธานในพิธีต่างๆ เนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ณ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ อ.สามพราน จ.นครปฐม พร้อมด้วย คุณกนกวรรณ พันธุ์เพ็ชร์ นายกสมาคมแม่บ้านตำรวจ โดยมี รอง ผบ.ตร., จเรตำรวจแห่งชาติ (จตช.), ผู้ช่วย ผบ.ตร., รอง จตช., ข้าราชการตำรวจ และคณะสมาคมแม่บ้านตำรวจ ร่วมพิธีวางพานพุ่มถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5, พิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ, พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของนักเรียนนายร้อยตำรวจ

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 24 นาย โดยในพิธีสดุดีข้าราชการตำรวจที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ณ หอประชุมชุณหะวัณ นั้น ผบ.ตร.ได้เชิญผู้บังคับบัญชา สมาคมแม่บ้านตำรวจ และผู้ร่วมพิธีทุกท่าน ยืนสงบนิ่งและไว้อาลัยวีรชนทั้ง 24 นาย

ผบ.ตร.กล่าวว่า การทำงานตำรวจมีความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจสูงมาก แม้จะเป็นงานที่มีความตรากตรำ เสี่ยงภัย เผชิญอันตรายอยู่ทุกวัน แต่ตำรวจทุกนายยังคงยืนหยัดปกป้องชีวิตประชาชน ขจัดอริราชศัตรู ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งในปี 2568 มีข้าราชการตำรวจเสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 24 นาย ยังความโศกเศร้าและอาลัยเป็นอย่างยิ่ง ขอให้คุณงามความดีที่ผู้กล้าเหล่านั้นได้กระทำ เป็นเครื่องเตือนสติและให้พวกเราทุกคนได้ระลึกถึงความกล้าหาญเสียสละ ที่สมควรยกย่องเป็นวีรชนแห่งผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในการทำงานด้วยจิตวิญญาณของความเป็นตำรวจ ที่ต่อสู้ยืนหยัดปกป้องประเทศชาติโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตน 

ซึ่งธงชาติไทยที่คลุมร่างผู้กล้าเหล่านั้น เปรียบเสมือนผืนแผ่นดินที่ได้โอบกอดร่างของตำรวจกล้าไว้ด้วยใจของพวกเราทุกคน เสียงปืนยิงสลุตที่ดังขึ้นในแต่ละนัดถือเป็นการสดุดีจิตวิญญาณ ความกล้าหาญ เกียรติยศและศักดิ์ศรีของตำรวจผู้กล้า ที่จะส่งเสียงกึกก้อง ดังอยู่ในใจเพื่อนข้าราชการตำรวจและครอบครัวทุกคน

ตร.จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

ปิดท้ายอย่างสมเกียรติเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 คือพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามของข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจ โดยมี ผบ.ตร.เป็นประธานตรวจพลสวนสนาม และกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนต่อหน้าธงชัย

ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นเครื่องหมายของสามสถาบันหลัก คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อันเป็นหลักใจสำคัญของบ้านเมือง เพื่อย้ำคำมั่นสัญญาในการเป็นข้าราชการตำรวจที่ดี ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ในการพิทักษ์ปกป้องสถาบัน และดูแลความปลอดภัยพี่น้องประชาชน สังคม และประเทศชาติ

ความสำคัญของพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงพันธสัญญาที่ตำรวจมีต่อประชาชนและประเทศชาติ การได้เห็นข้าราชการตำรวจและนักเรียนนายร้อยตำรวจแสดงความเคารพต่อธงชัย แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความพร้อมเพรียงในการปฏิบัติหน้าที่

การมีตำรวจที่เข้มแข็งและพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบและความปลอดภัยของสังคม พิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 จึงเป็นกิจกรรมที่มีคุณค่าและควรได้รับการสนับสนุน

พิธี กล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเป็นไปตามกฎหมาย เพื่อสร้างสังคมที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

ที่มา – ตร.จัดพิธีกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณตนและสวนสนามเนื่องในวันตำรวจ ประจำปี 2568

Scroll to top