กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร

ตร.เร่งสอบ **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ**

จากกรณีที่ปรากฏข่าว **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ** พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างการดำเนินการสืบสวนหาที่มาของโดรนดังกล่าว แม้ว่าในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะไม่มีกล้องวงจรปิดติดตั้งไว้

ตร.เร่งตรวจสอบ ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ

ผบ.ตร. กล่าวว่า การปฏิบัติงานของตำรวจในเรื่องนี้เป็นการทำงานร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับของกองทัพอากาศ โดยมีการแบ่งพื้นที่รับผิดชอบเป็น 3 ส่วน ได้แก่ วงใน (ทอ.และ ทอท.), วงกลาง (ตร.) และวงนอก (ทบ.) ซึ่งแต่ละหน่วยงานมีมาตรการและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการป้องกัน ปราบปราม และสืบสวนสอบสวน

นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.), กสทช., ทอท., ตร. และกองทัพ เพื่อประเมินและวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร วางแผนปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

โทษทางกฎหมายสำหรับผู้กระทำผิดกรณี ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ

สำหรับผู้ที่ใช้โดรนในพื้นที่ห้ามบินหรือสนามบิน จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2558 ซึ่งมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต แต่หากพบว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคง ก็จะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ในเรื่องความมั่นคง หมวด 2 และ 3 ซึ่งมีโทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต

ผบ.ตร. ได้ฝากเตือนไปยังผู้ที่มีความคิดที่จะก่อกวนหรือกระทำความผิด ให้ตระหนักถึงโทษที่ร้ายแรงที่จะได้รับ และยืนยันว่าตำรวจได้มีการกำหนดเป้าหมายและมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน

กรณีที่มีรายงานว่าพบโดรนถึง 40 ลำในบริเวณสุวรรณภูมิ ผบ.ตร. กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ได้รับแจ้งและอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยตำรวจได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อร่วมปฏิบัติงานกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้ว แต่ยังไม่พบโดรนตามจำนวนที่ได้รับรายงาน

ในการสืบสวนหาที่มาของโดรนนั้น ตำรวจจะใช้วิชาการสอบสวน เนื่องจากในบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังไม่มีกล้องวงจรปิดหรือระบบที่สามารถใช้ในการสืบสวนได้ จึงจำเป็นต้องตั้งสมมติฐานและดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาผู้กระทำผิด

หากพบว่ามีโดรนจำนวนมากบินอยู่ในบริเวณสนามบินจริง ก็จะต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายการก่อวินาศกรรมหรือไม่ ซึ่งจะต้องนำข้อมูลมาประเมินร่วมกับฝ่ายความมั่นคงและรายงานต่อศูนย์ปฏิบัติการกองทัพอากาศ (ศปก.ทอ.) เพื่อกำหนดมาตรการป้องกันและรับมือที่เหมาะสม

ผบ.ตร. ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในหลายครั้งที่ประชาชนเห็นเป็นโดรน อาจเป็นเพียงแสงจากอากาศยาน (เครื่องบิน) ซึ่งสามารถตรวจสอบได้เบื้องต้นด้วยแอปพลิเคชั่น Flightradar แต่หากพบเห็นโดรนในพื้นที่ใด ขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการติดตามตัวผู้กระทำผิด

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ตำรวจได้กำหนดแผนปฏิบัติเพื่อรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินจากการใช้อากาศยานไร้คนขับในการก่อเหตุหรือกระทำการไม่พึงประสงค์แล้ว และยืนยันว่าจะดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้มีผู้ใดสามารถปั่นป่วนสถานการณ์ได้

เหตุการณ์ **ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ** ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกภาคส่วนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นในอนาคต

ที่มา – ตร.เร่งตรวจสอบ ปมโดรนโผล่ว่อนสุวรรณภูมิ เตือนพวกคิดป่วน โทษหนักถึงประหาร-คุกตลอดชีวิต

“บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม จ่อฟ้อง ม.157

“บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม กมธ.มั่นคง สอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจมิชอบ จ่อฟ้อง 157 พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร.หอบหลักฐานสำคัญ บุกสภายื่นข้อมูลเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคง หวังตรวจสอบการใช้อำนาจมิชอบของ “บิ๊กต่าย” พร้อมเตรียมฟ้องมาตรา 157 ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ ในสัปดาห์หน้า

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ตุลาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ได้เดินทางมายื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ความมั่นคง) ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) เป็นประธาน โดยมีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและให้ตรวจสอบ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ในกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย

“บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม กมธ.มั่นคง สอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจมิชอบ จ่อฟ้อง 157

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การมายื่นข้อมูลเพิ่มเติมในวันนี้ เป็นไปตามที่นายรังสิมันต์ได้ร้องขอ เพื่อให้ข้อมูลมีความครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เอกสารที่นำมายื่นในครั้งนี้ เกี่ยวข้องกับช่วงเวลาที่ตนเองถูกออกคำสั่ง รวมถึงประเด็นที่ว่าในขณะนั้นตนเองถูกดำเนินคดีอาญาหรือไม่ นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุผลในการออกคำสั่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองมองว่าไม่เป็นไปตามกระบวนการปกติ

“โดยปกติแล้ว การตั้งคณะกรรมการวินัย จะต้องมีกรณีที่ผู้ถูกตั้งกรรมการถูกดำเนินคดีทางอาญา แต่กรณีของผมไม่มีการแจ้งข้อหาคดีอาญาใดๆ การที่ ผบ.ตร. ใช้อำนาจโดยไม่มีเหตุผลเช่นนี้ ถือเป็นการกลั่นแกล้งกัน” พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

เตรียมฟ้อง ม.157 เอาผิด “บิ๊กต่าย”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเป้าหมายของการดำเนินการในครั้งนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตอบว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งถือว่าผิดกฎหมาย และตนเองได้ใช้สิทธิ์ในการฟ้องคดีอาญาในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาไปแล้ว นอกจากนี้ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะดำเนินการฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ในความผิดตามมาตรา 157 ต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การตรวจสอบและกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

“บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม กมธ.มั่นคง สอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจมิชอบ จ่อฟ้อง 157 ถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด การเปิดเผยข้อมูลและการดำเนินคดีจะเป็นไปในทิศทางใด และจะส่งผลกระทบต่อองค์กรตำรวจอย่างไร คงต้องรอติดตามความคืบหน้าต่อไป

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” บุกสภา ยื่นข้อมูลเพิ่ม กมธ.มั่นคง สอบ “บิ๊กต่าย” ใช้อำนาจมิชอบ จ่อฟ้อง 157

“บิ๊กโจ๊ก” ร้อง ป.ป.ช. ฟันตุลาการเพื่อนร่วมรุ่น

“บิ๊กโจ๊ก” สุรเชษฐ์ หักพาล เดินหน้าร้อง ป.ป.ช. ให้ดำเนินคดีอาญากับตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีไม่วางตัวเป็นกลางเป็นเพื่อนคู่ความ แต่กลับมาพิจารณาคดีเสียเอง ทำลายหลักประกัน ความเชื่อมั่น ศรัทธาในกระบวนการตุลาการศาลปกครองสูงสุด

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่สำนักงาน ป.ป.ช. (สนามบินน้ำ) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รองผบ.ตร. หรือบิ๊กโจ๊ก ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึงประธานกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อกล่าวหาและขอให้ ป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญากับนายอนุวัติ ธาราแสวง ประธานแผนกคดีละเมิดและความรับผิดอย่างอื่น ศาลปกครองสูงสุด ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เนื่องจาก นายอนุวัติ ธาราแสวง เป็นเพื่อนเรียนหลักสูตร นิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย หรือ นปธ. รุ่นที่ 12 ของศาลรัฐธรรมนูญ เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร. แต่ไม่ถอนตัวจากการพิจารณาและมีความเห็นในคดีหมายเลขดำที่ ฟ.117/2567 ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ยื่นฟ้อง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ และ นายกรัฐมนตรี ที่ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการ ซึ่งเป็นการกระทำผิดจริยธรรมตุลาการศาลปกครอง และยังผิดวินัยตามประกาศ ก.ศป. เรื่องวินัยแห่งการเป็นข้าราชการตุลาการศาลปกครอง

พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าวว่า การมาร้อง ป.ป.ช.ครั้งนี้ เพื่อต้องการให้กระบวนการยุติธรรมของศาลปกครองสูงสุด เป็นที่เชื่อถือ ศรัทธา ยึดมั่น ถือมั่น ไว้วางใจ เป็นหลักประกันให้กับข้าราชการทุกหมู่เหล่าที่ถูกกลั่นแกล้งจากผู้บังคับบัญชาของตนเอง ที่เขาเหล่านั้นไม่ว่าจะยศมาก ยศน้อย แต่สามารถจับต้องความยุติธรรมจากสถานที่แห่งนี้ได้อย่างแท้จริง และจะต้องไม่ใช้คอนเนคชั่นที่ตนเองได้มาจากการเรียนหลักสูตรต่างๆ มากระทำเพื่อพวกพ้อง

“นายอนุวัติ ทราบแก่ใจอยู่แล้วว่า ตนเองเป็นเพื่อนเรียนหลักสูตร ศาลรัฐธรรมนูญ รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ เมื่อปีที่ผ่านมานี่เอง แทนที่จะถอนตัวออกจากการพิจารณาพิพากษาคดี แต่กลับใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ เจตนาช่วยเหลือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ โดยพิจารณาพิพากษาคดียกคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือผู้ถูกฟ้องคดี ทำให้ตนในฐานะผู้ฟ้องคดีได้รับความเสียหาย สูญเสียความยุติธรรม เสียโอกาสในการเจริญเติบโตก้าวหน้าในชีวิตรับราชการ เสื่อมเสียชื่อเสียงต่ออนาคตหน้าที่ราชการ” พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ กล่าว

“บิ๊กโจ๊ก” เดินหน้าร้อง ป.ป.ช. ฟันตุลาการเพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

คดีนี้มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีชื่อเสียงหลายท่าน การที่ “บิ๊กโจ๊ก” ตัดสินใจร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสและความเป็นธรรมในการพิจารณาคดี

การที่ตุลาการถูกกล่าวหาว่าไม่ได้วางตัวเป็นกลางเนื่องจากมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับคู่ความอีกฝ่ายเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในคดีนี้คือ:

  • ป.ป.ช. จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างไร?
  • จะมีผลกระทบต่อตำแหน่งของตุลาการที่ถูกกล่าวหาหรือไม่?
  • คดีนี้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่าง “บิ๊กโจ๊ก” และ ผบ.ตร. อย่างไร?

เรื่องนี้เป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความยุติธรรมและความโปร่งใสในระบบราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญ

การดำเนินคดี “บิ๊กโจ๊ก” เดินหน้าร้อง ป.ป.ช. ฟันตุลาการเพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ นี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความเข้มแข็งและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย

เราต้องติดตามกันต่อไปว่า ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้ และผลลัพธ์ของคดีจะเป็นอย่างไร จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้หรือไม่ว่ากระบวนการยุติธรรมสามารถตรวจสอบได้และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างแท้จริง “บิ๊กโจ๊ก” เดินหน้าร้อง ป.ป.ช. ฟันตุลาการเพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ เป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมกันจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “บิ๊กโจ๊ก” เดินหน้าร้อง ป.ป.ช. ฟันตุลาการเพื่อนร่วมรุ่น ผบ.ตร.ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

Scroll to top