ขโมยเงินวัด

ล่าคนร้ายฉกทอง 100 บาท! วัดดังชลบุรี

ตำรวจพนัสนิคมเร่งล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท พร้อมเงินสดนับล้านบาทจากกุฏิเจ้าอาวาสวัดนามะตูม จังหวัดชลบุรี ทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปเป็นของที่ชาวบ้านร่วมบริจาคเพื่อใช้ในการเททองหล่อพระองค์ปฐมและพระพุทธเจ้า 28 พระองค์

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 คนร้ายได้บุกเข้าไปลักทรัพย์สิน ซึ่งเป็นทองคำน้ำหนักรวมกว่า 100 บาท และเงินสดจำนวนมากภายในกุฏิเจ้าอาวาสวัดนามะตูม หมู่ 3 ตำบลนามะตูม อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ในช่วงที่มีงานพิธีเททอง

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 พันตำรวจเอกธรรมรัฐ อัครไชยพงศ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรพนัสนิคม ได้เปิดเผยว่า หลวงพ่อขวัญชัย ธมฺมวโร เจ้าอาวาสวัดนามะตูม ได้แจ้งความว่ามีคนร้ายเข้ามาก่อเหตุลักทรัพย์ภายในกุฏิ ทรัพย์สินที่หายไปประกอบด้วยทองคำน้ำหนักประมาณ 100 บาท และเงินสดอีกกว่าล้านบาท จำนวนทรัพย์สินที่สูญหายยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด เนื่องจากเป็นเงินและทองที่ญาติโยมร่วมกันบริจาคเพื่อใช้ในการเททองหล่อพระสมเด็จองค์ปฐมและพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ ซึ่งวัดนามะตูมได้จัดพิธีขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 25 สิงหาคม 2568 โดยมีพระพรหมวชิราทร เจ้าคณะภาค 13 เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายธวัชชัย ศรีทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส

ขณะนี้ ตำรวจชุดป้องกันปราบปรามและชุดสืบสวน สภ.พนัสนิคม กำลังเร่งสืบสวนเพื่อหาเบาะแสล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท ที่ก่อเหตุลักทรัพย์ภายในกุฏิ โดยจะทำการตรวจสอบกล้องวงจรปิดภายในวัดในช่วงวันและเวลาที่วัดได้แจ้งความไว้ และจะทำการสอบสวนพระภิกษุสงฆ์ กรรมการวัด รวมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียดอีกครั้ง

จากการสอบถามรองเจ้าอาวาสวัดนามะตูมเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ท่านได้เปิดเผยว่า หลวงพ่อขวัญชัย เจ้าอาวาส ไม่อยู่ในวัด และขอให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการติดตามจับกุมคนร้าย

เด็กวัดและคนดูแลความสะอาดวัดได้ให้ข้อมูลว่า ตำรวจได้ทำการสอบสวนในฐานะพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ในวันเกิดเหตุซึ่งเป็นวันที่มีพิธีเททอง ทุกคนภายในวัด ทั้งพระภิกษุสงฆ์ กรรมการวัด เด็กวัด และคนงาน ต่างเข้าร่วมในพิธีทั้งหมด ผู้ที่น่าสงสัยว่าเป็นคนร้ายคือผู้หญิง สวมเสื้อสีขาว กางเกงยีนส์ ผมสั้น สะพายกระเป๋าเป้ เดินอยู่บริเวณกุฏิเจ้าอาวาส ส่วนทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปนั้น ยังไม่ทราบจำนวนที่แน่ชัด แต่ทราบว่ามีทองคำนับ 100 บาท และเงินสดจำนวนกว่า 800,000 บาท

ล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท จากวัดดัง

ตำรวจเร่งล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท วัดนามะตูม

คดีล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท จากวัดดังในชลบุรีนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยในสถานที่สำคัญทางศาสนา และความจำเป็นในการตรวจสอบบุคคลที่เข้าออกอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีกในอนาคต

ที่มา – ล่าคนร้ายฉกทองหนักกว่า 100 บาท-เงินสดนับล้านจากกุฏิเจ้าอาวาสวัดดัง ชลบุรี

คดีอดีตไวยาวัจกร ปลอมเอกสารวัดเครือวัลย์ฯ ถึงอัยการ


ความคืบหน้าล่าสุดของคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ ที่หลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะนี้เรื่องได้ถูกส่งต่อไปยังขั้นตอนการพิจารณาของอัยการแล้ว คดีนี้เกี่ยวข้องกับการที่อดีตไวยาวัจกรและผู้ช่วยไวยาวัจกรของวัดเครือวัลย์วรวิหารถูกกล่าวหาว่าใช้เอกสารปลอมเพื่อเบิกเงินของวัดเข้าบัญชีส่วนตัว

คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 จากกรณีที่มีการปลอมลายมือชื่อเจ้าอาวาสเพื่อเบิกถอนเงินออกจากบัญชีวัด ทางเจ้าอาวาสวัดเครือวัลย์วรวิหารและตัวแทนธนาคารได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ผลการสอบสวนเบื้องต้นพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2558 ถึง 2567 โดยเงินในบัญชีธนาคารต่างๆ ของวัดเครือวัลย์มีจำนวนเหลือน้อยอย่างผิดสังเกต

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ของวัดจำนวน 7 บัญชี มีการถอนเงินออกไปถึง 240 รายการ รวมเป็นเงินจำนวนมหาศาลถึงประมาณ 320 ล้านบาท ทางธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้ตรวจสอบไปยังสาขาต่างๆ รวม 6 แห่ง และพบว่ามีการนำใบถอนเงินทั้ง 240 รายการมาเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของวัด

ผลการสืบสวนชี้ให้เห็นว่า นายกฤษณ์ อุรัสยะนันท์ อดีตไวยาวัจกร และนายชัยณรงค์ นพรัตน์ อดีตผู้ช่วยไวยาวัจกร เป็นผู้ที่ทำการเบิกถอนเงินดังกล่าว ก่อนที่จะนำเงินไปฝากเข้าบัญชีส่วนตัวของตนเอง

ต่อมาในวันที่ 16 สิงหาคม 2567 ทางวัดเครือวัลย์ได้ส่งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจเข้าแจ้งความกับสถานีตำรวจนครบาลบางกอกใหญ่ เพื่อดำเนินคดีกับนายชัยณรงค์ ในข้อหา “ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอม ปลอมและใช้เอกสารปลอม” พร้อมทั้งออกหมายเรียกตัวนายชัยณรงค์มารับทราบข้อกล่าวหา

จากนั้นในวันที่ 11 ตุลาคม 2567 ผู้รับมอบอำนาจจากวัดเครือวัลย์ยังได้เดินทางไปแจ้งความกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤษณ์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในข้อหาเดียวกัน ซึ่งนายกฤษณ์ได้รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

หลังจากนั้นในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 ผู้รับมอบอำนาจจากธนาคารได้เข้าแจ้งความกับกองกำกับการ 1 กองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีกับนายกฤษณ์ และนายชัยณรงค์ ในข้อหาฉ้อโกง ปลอมเอกสารสิทธิ และใช้เอกสารสิทธิปลอม พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาแก่ทั้งคู่ และส่งสำนวนพร้อมสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และขณะนี้คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ

ขั้นตอนต่อไปของคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ

เมื่อสำนวนถูกส่งไปยังอัยการ อัยการจะทำการพิจารณาสำนวนอย่างละเอียด หากเห็นว่ามีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีต่อ อัยการก็จะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล จากนั้นกระบวนการยุติธรรมก็จะดำเนินต่อไป โดยมีการสืบพยานหลักฐาน และตัดสินคดีตามกฎหมาย

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินบริจาคของประชาชนที่ตั้งใจนำมาทำนุบำรุงวัด ดังนั้นการดำเนินคดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • ตรวจสอบเอกสารทางการเงินของวัดอย่างละเอียดและสม่ำเสมอ
  • กำหนดผู้มีอำนาจในการเบิกถอนเงินอย่างชัดเจน
  • ตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลการเงินของวัด
  • ให้ความรู้แก่คณะกรรมการวัดและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดการทางการเงินที่ถูกต้อง

คดีนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกวัดและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเงินบริจาค ควรมีการตรวจสอบและควบคุมภายในที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการทุจริตและรักษาศรัทธาของประชาชน

ที่มา – คดีอดีตไวยาวัจกร – ผู้ช่วย ปลอมเอกสาร เบิกเงินวัดเครือวัลย์ฯ อยู่ขั้นตอนอัยการ

Scroll to top