ข่าวการเมืองช่วงนี้

กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึด รธน. อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้การลงคะแนน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคนที่สนใจเรื่องการเมืองและการเลือกตั้งวันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเลยนะครับ กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึด รธน. อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้การลงคะแนน ซึ่งเป็นคำชี้แจงจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ทำให้หลายคนโล่งใจ เพราะกลัวว่าบาร์โค้ดหรือ QR Code บนบัตรเลือกตั้งจะทำให้ความลับในการลงคะแนนถูกเปิดเผย แต่จริงๆ แล้วมันยึดตามรัฐธรรมนูญ 100% เลยครับ

กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึด รธน. อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้การลงคะแนน

เรื่องนี้มาจากการประชุมถอดบทเรียนการเลือกตั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงราย โดยนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ได้ย้ำชัดเจนในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งไม่ได้ละเมิดหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญเลยสักนิด เพราะไม่มีใครรู้ว่าคุณลงคะแนนให้ใคร ไม่ว่าจะเป็น กกต. ศาล หรือแม้แต่ประชาชนทั่วไป

ทำไมถึงต้องมีบาร์โค้ดและ QR Code ล่ะ? มันช่วยป้องกันการทุจริต เช่น บัตรปลอมหรือบัตรข้ามเขต โดยไม่กระทบความลับการลงคะแนนของคุณเลยครับ สมมติมีปัญหา กกต. สามารถสแกนเพื่อเช็คความถูกต้องได้ แต่ยังไงก็ไม่รู้ว่าเครื่องหมายติ๊กตกที่หมายเลขไหน

กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ช่วยตรวจสอบทุจริตอย่างไร

เลขาธิการ กกต. อธิบายเพิ่มเติมว่า การตรวจสอบความสุจริตของการเลือกตั้งเป็นคนละเรื่องกับการสอดแนมการลงคะแนน รัฐธรรมนูญและปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนคุ้มครองความลับนี้ไว้แน่นหนา ไม่มีองค์กรไหนทำได้ครับ

ยกตัวอย่างการทำงานจริงของ กกต. และศาลในการตรวจสอบ:

  • กรณีสั่งนับคะแนนใหม่: เปิดหีบ นับบัตรใหม่ในหน่วยนั้นๆ เหมือนเดิม เช่น ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. สั่งนับใหม่หลายหน่วย แต่ความลับยังอยู่ครบ จนกว่าจะทำลายบัตรตามกฎหมาย
  • กรณีตรวจบัตรปลอมหรือข้ามเขต: สแกนบาร์โค้ดหรือ QR Code เพื่อเช็คว่าเป็นของจริงและหน่วยถูกต้องหรือไม่ ไม่ต้องดูเครื่องหมายลงคะแนนเลยครับ

เห็นไหมครับว่ามันฉลาดแค่ไหน เทคโนโลยีช่วยยกระดับความโปร่งใส โดยไม่บุกรุกสิทธิส่วนบุคคล สิ่งนี้ทำให้การเลือกตั้งไทยทันสมัยขึ้น ป้องกันโกงได้ดีกว่าเดิม

นอกจากนี้ กกต. ยังวางแผนเผยแพร่ข้อมูลจากการถอดบทเรียนนี้ให้ประชาชนรับรู้ เพื่อให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม ตรวจสอบกันเอง ทำให้การเลือกตั้งเป็นของประชาชนจริงๆ โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

ในมุมมองของผม การใช้บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดนี้คือก้าวสำคัญของระบบเลือกตั้งไทย มันสมดุลระหว่างความมั่นคงและความลับได้ดีเยี่ยม ถ้าไม่มีเทคโนโลยีแบบนี้ คงมีปัญหาบัตรปลอมเพียบแน่ๆ คุณล่ะคิดยังไง? การลงคะแนนลับแบบนี้ทำให้คุณมั่นใจมากขึ้นไหมครับ? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ จะได้แลกเปลี่ยนกัน หรือถ้าอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งหน้า ก็กดติดตามบล็อกนี้ไว้เลย!

สุดท้ายนี้ การเลือกตั้งที่ทั้งโปร่งใส ลับ และยุติธรรม คือหัวใจของประชาธิปไตยไทยที่ยั่งยืน หวังว่าทุกท่านจะได้เป็นพลเมืองดีในการเลือกตั้งครั้งต่อไปครับ

ที่มา – กกต. ย้ำ บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยึด รธน. อย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดรู้การลงคะแนน

“สมชัย” คาดศาลรธน.ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน

“สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังจับตามองในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะคดีบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดหรือบาร์โค้ดติดอยู่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีมติรับคำร้องจากผู้ตรวจการแผ่นดินด้วยคะแนน 6:3 และให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงภายใน 15 วัน

“สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด

รศ.ดร.สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ให้ความเห็นในรายการไทยรัฐนิวส์รูม เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2567 ว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้จะไม่น่าจะตื่นเต้นใน 15 วันแรก เพราะต้องรอเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากไม่มีการขอขยายเวลา ศาลน่าจะใช้เวลาไต่สวนอีก 7 วัน และวินิจฉัยอีก 7 วัน ทำให้ “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน ซึ่งเปิดโอกาสให้รัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะนายอนุทิน แสดงศักยภาพการบริหารงานเต็มที่ในช่วงเวลานี้

รศ.สมชัย ยังย้ำว่า กกต.ทั้ง 7 คน รวมถึงเลขาธิการและองค์กร ต้องรับผิดชอบเต็มตัว แม้จะอ้างว่าเป็นข้อเสนอจากโรงพิมพ์ แต่ทุกอย่างต้องผ่านการอนุมัติจากกกต.อยู่ดี

มุมมองจากนายจตุพร พรหมพันธุ์

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน มองว่าทุกขั้นตอนต้องไม่เกิน 1 เดือน โดยกกต.น่าจะขอขยายเวลา 15 วัน และศาลอาจอนุญาต ทำให้รวมเวลาเป็น 1 เดือน จากนั้นศาลจะตัดสินว่าสส.ทั้ง 499 คนต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แม้เหตุการณ์ดูเหมือนชัดเจน แต่ศาลอาจไม่ตัดสินแบบเบ็ดเสร็จ นายจตุพร ชี้ให้เห็นความเห็นที่แตกต่างจากนักกฎหมายชื่อดังอย่างศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่บอกว่าไม่โมฆะ ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม บอกว่าโมฆะ

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานปัจจุบัน รัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาให้เห็นผล หากศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.จะกระทบหนัก

กลยุทธ์ดึงเกมการเมือง

รศ.สมชัย วิเคราะห์เกมการเมืองว่า อาจมีกระบวนการดึงเวลาให้ยาวที่สุด โดยแต่ละฝ่ายจะเสนอพยานจำนวนมาก เช่น 30-40 ปาก เพื่อยืดไต่สวน ศาลอาจขยายเวลาเป็น 1-1.5 เดือน ดังนั้น รัฐบาล สภา ข้าราชการ ต้องเร่งทำงานเต็มที่ อย่าเกียร์ว่าง เพราะประเทศไทยรอไม่ได้ หากกกต.เสนอพยานเต็มที่ ศาลอาจรับแค่ 0-2 คนเท่านั้น

  • ไทม์ไลน์คาดการณ์: 15 วันชี้แจง + 7 วันไต่สวน + 7 วันวินิจฉัย = 1 เดือน
  • ความเสี่ยง: หากขยายเวลา อาจถึง 1.5 เดือน ส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาล
  • คำแนะนำ: รัฐบาลแสดงผลงานการบริหาร ประชาชนจับตากระบวนการยุติธรรม

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความสำคัญของความโปร่งใสในการเลือกตั้ง หากบัตรมีคิวอาร์โค้ดจริง อาจกระทบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สร้างความไม่แน่นอนให้การเมืองไทย

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิค แต่เป็นบททดสอบระบบเลือกตั้งไทย หากศาลตัดสินเร็วตามที่ “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด จะช่วยให้การเมืองเดินหน้าต่อได้เร็ว คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุด!

ที่มา – “สมชัย” คาดศาลรธน. ตัดสินคดีเร็วสุด 1 เดือน เชื่อมีกระบวนการดึงเกมให้ยาวที่สุด

ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของทุกคน นั่นคือ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไว้พิจารณา ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 (หรือ 2569 ตามเอกสาร) ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องให้ศาลวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้งขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะอาจทำให้การลงคะแนนไม่ลับได้

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไว้พิจารณา

ศาลรัฐธรรมนูญประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องนี้ไว้พิจารณา โดยเห็นว่าปัญหานี้เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ใช่เฉพาะเจาะจง ทำให้ต้องตรวจสอบการใช้อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 224 ประกอบมาตรา 83 วรรคสอง คำร้องนี้เข้าข่ายตามมาตรา 213 ด้วย

ผู้ร้องคือผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้รับเรื่องร้องเรียนถึง 21 เรื่อง กล่าวหาว่า กกต. (ผู้ถูกร้องที่ 1) เลขาธิการ กกต. (ที่ 2) และสำนักงาน กกต. (ที่ 3) จัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและ QR Code ซึ่งอาจสืบตัวตนผู้ลงคะแนนและผลคะแนนได้ ขัดรัฐธรรมนูญหลายมาตรา เช่น มาตรา 4 (หลักประชาธิปไตย), มาตรา 25 (สิทธิเสรีภาพ), มาตรา 34 (สิทธิเลือกตั้ง), มาตรา 50(7) (การเลือกตั้งสุจริต), มาตรา 83 วรรคสอง, มาตรา 85, มาตรา 95 และ มาตรา 224

รายชื่อตุลาการที่ลงมติรับคำร้อง

  • นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์
  • นายวิรุพห์ แสงเทียน
  • นายจิรนิติ หะวานนท์
  • นายนภทัล เทพพิทักษ์
  • นายอุดม รัฐอมฤต
  • นายสุเมธ รอยกุลเจริญ

ส่วนตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน คือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม, นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล เห็นว่าไม่ใช่การใช้อำนาจตรงตามรัฐธรรมนูญ แต่เป็นตาม พ.ร.ป.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 และ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561

หลังจากนี้ ศาลสั่งให้ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน นับจากรับสำเนาคำร้อง และทุกฝ่ายต้องยื่นบัญชีพยานหลักฐานพร้อมวิธีการได้มาภายใน 15 วันเช่นกัน ตาม พ.ร.ป.วิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 27 วรรคสาม

ประเด็นนี้สำคัญมากเพราะเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสของการเลือกตั้ง บาร์โค้ดและ QR Code ถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันการปลอมแปลง แต่ฝ่ายค้านกังวลว่าจะถูกใช้ติดตามผู้ลงคะแนนได้ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีสแกนได้ง่าย หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่หรือปรับระบบได้

จากมุมมองของผม การเลือกตั้งครั้งนี้มีข้อถกเถียงเยอะอยู่แล้ว ตั้งแต่การยุบสภา การหาเสียง ไปจนถึงวันลงคะแนน ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไว้พิจารณา จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจสร้างความเชื่อมั่นหรือสั่นคลอนระบบได้ ประชาชนควรติดตามใกล้ชิด เพราะสิทธิเลือกตั้งคือหัวใจประชาธิปไตย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? บาร์โค้ดช่วยหรือก่อปัญหา? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้ด้วยนะครับ สุดท้ายนี้ อย่าลืมติดตามอัปเดตคดีนี้ เพราะผลอาจกระทบการเมืองไทยทั้งประเทศ

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติรับคำร้องปมบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดไว้พิจารณา

ปปง. ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” เพิ่ม 12 รายการ 12 ล้านบาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวเด็ดจากวงการปราบปรามอาชญากรรมเลยนะ ปปง. ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” กับพวกเพิ่มอีก 12 รายการ มูลค่าราว 12 ล้านบาท! นี่เป็นการตอกย้ำว่ารัฐบาลไทยจริงจังกับการตัดวงจรเงินสกปรกจากพนันออนไลน์มากแค่ไหน ใครที่ติดตามข่าวคดีนี้คงตื่นเต้นไม่น้อย เพราะก่อนหน้านี้ ปปง. เคยยึดทรัพย์ไปแล้วกว่า 158 ล้านบาท ตอนนี้รวมแล้วเกือบ 170 ล้านเลยทีเดียว

ปปง. ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” กับพวกเพิ่มเติม 12 รายการ

วันที่ 11 มีนาคม 2568 นายวิทยา นีติธรรม ผู้ช่วยเลขาธิการและโฆษกประจำสำนักงาน ปปง. ได้แถลงข่าวหลังการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 3/2569 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 โดยมีนายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. เป็นประธาน คณะกรรมการมีมติเห็นชอบให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับความผิดฐานยาเสพติด ฉ้อโกงประชาชน การฉ้อโกงเป็นปกติธุระ พนันทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และความผิดมูลฐานอื่นๆ

สำหรับคดีนี้ กลุ่มบุคคลนำโดยนายชนนพัฒฐ์และพวกร่วมกันจัดให้มีการพนันผ่านเว็บไซต์ www.gimi88.com และเว็บที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นแหล่งเงินหมุนเวียนมหาศาลจากการพนันออนไลน์ที่ผิดกฎหมาย ทรัพย์สินที่ถูกยึดเพิ่มเติมครั้งนี้มี 12 รายการ เช่น หุ้นในบริษัทจำกัด เงินในบัญชีธนาคาร สรุปมูลค่าประมาณ 12 ล้านบาท ตามคำสั่ง ย.81/2569 ส่วนคำสั่งก่อนหน้า ย.286/2568 ยึดไป 158 ล้านบาท และคดีกำลังพิจารณาในศาลแพ่ง คดีหมายเลขดำที่ ฟ 16/2569

ทรัพย์สินที่ ปปง. ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” มีอะไรบ้าง

  • หุ้นในบริษัทจำกัดหลายแห่ง
  • เงินฝากในบัญชีธนาคารหลายบัญชี
  • ทรัพย์สินอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกับรายได้จากการพนันออนไลน์

การยึดทรัพย์แบบนี้เป็นกลไกสำคัญของ ปปง. หรือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่มีหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เพื่อตัดแขนตัดขาการทำความผิด โดยไม่ต้องรอให้ศาลตัดสินว่ามีความผิดก่อน ทรัพย์สินที่ยึดจะถูกอายัดไว้ก่อน แล้วตรวจสอบว่ามาจากไหน ถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นเงินสกปรก จะยึดถาวรและนำไปใช้ประโยชน์สาธารณะ เช่น สร้างโรงเรียน โรงพยาบาล

ปปง. ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” สะท้อนปัญหาพนันออนไลน์ในไทย

คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของปัญหาเว็บพนันออนไลน์ที่แพร่ระบาดในไทย gimi88.com เป็นหนึ่งในหลายเว็บที่หลอกล่อคนไทยด้วยโฆษณาหนักๆ สัญญาแจ็คพอตใหญ่ แต่จริงๆ แล้วเป็นเครื่องมือฉ้อโกงและฟอกเงิน ข้อมูลจาก ปปง. ชี้ว่าธุรกิจพนันออนไลน์ผิดกฎหมายในไทยมีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี สร้างความเสียหายให้ประชาชนนับไม่ถ้วน ทั้งเสียเงิน ทะเลาะครอบครัว สุขภาพจิตแย่

นอกจากนี้ ปปง. ยังดำเนินการคดีอื่นๆ ในที่ประชุมครั้งนี้ด้วย เช่น ยึดทรัพย์จากขบวนการยาเสพติดและฉ้อโกง แต่คดี ปปง. ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” เป็นที่สนใจเพราะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย รัฐบาลภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ หรือผู้นำคนปัจจุบัน กำลังเร่งปราบปราม โดยใช้ AI และ大数据 ติดตามธุรกรรมต้องสงสัย

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มี ปปง. เงินจากการพนันเหล่านี้จะไหลไปซื้อบ้าน ซื้อรถ ฟอกเป็นทรัพย์สินสะอาดได้สบาย การยึดทรัพย์ช่วยคืนความยุติธรรมให้สังคมจริงๆ ในปีที่ผ่านมา ปปง. ยึดทรัพย์ได้กว่า 10,000 ล้านบาททั่วประเทศ แสดงถึงประสิทธิภาพสูง

สำหรับคนที่อยากรู้เพิ่มเติม แนะนำติดตามเว็บ ปปง. อย่างเป็นทางการ หรือแอปข่าวอาชญากรรม ถ้าคุณเจอเว็บพนันน่าสงสัย รายงานได้เลยนะครับ ช่วยกันปราบปรามจะได้อยู่โลกที่ปลอดภัยกว่า สุดท้าย การพนันออนไลน์ไม่เคยให้ผลดี ลงทุนอย่างถูกกฎหมายดีกว่า!

ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ยอมให้อาชญากรออนไลน์รอดพ้นกฎหมายง่ายๆ ติดตามข่าวอัปเดตคดีนี้ต่อไป เพราะอาจมีดราม่าในศาลแพ่งรออยู่

ที่มา – ปปง. ยึดทรัพย์ “ชนนพัฒฐ์” กับพวกเพิ่มอีก 12 รายการ มูลค่า 12 ล้านบาท

“สนธิญา” ยื่น กกต. เร่งตรวจสอบปมเลือกตั้ง-ข่าวบิดเบือน

ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง ได้“สนธิญา” ยื่น กกต. เร่งตรวจสอบปมเลือกตั้ง-ข่าวบิดเบือน โดยยื่นหนังสือเข้าไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ท่ามกลางกระแสข่าวสารที่คลาดเคลื่อนและข้อสงสัยในกระบวนการนับคะแนนเลือกตั้งหลายพื้นที่ การเคลื่อนไหวครั้งนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความโปร่งใสในระบบเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตยไทย

“สนธิญา” ยื่น กกต. เร่งตรวจสอบปมเลือกตั้ง-ข่าวบิดเบือน

นายสนธิญา สวัสดี เน้นย้ำว่าการแสดงความเห็นที่แตกต่างเป็นสิทธิในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกการกระทำต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย เขายกตัวอย่างคำพิพากษาในอดีตของนักการเมืองหลายคน เช่น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, นายปิยบุตร แสงกนกกุล, น.ส.พรรณิการ์ วานิช และนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เพื่อเตือนใจผู้ชุมนุมให้ระวังไม่ละเมิดกฎหมาย ในหนังสือร้องเรียนที่ยื่น มีประเด็นสำคัญหลายข้อที่เรียกร้องให้ กกต. ดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

ประเด็นข่าวบิดเบือนที่ต้องตรวจสอบเร่งด่วน

หนึ่งในประเด็นหลักคือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เช่น กรณีภาพไฟฟ้าดับแต่พัดลมยังหมุน ซึ่งถูกอ้างว่าเกิดใน จ.ชลบุรี แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีกรณีพบเอกสารการเลือกตั้งในกองขยะ โดยนายสนธิญาเรียกร้องให้ กกต. ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามผู้กระทำผิด และกรณีภาพนับคะแนนใน จ.ปทุมธานี ที่เผยแพร่ทางทีวีก่อนติดแผ่นกระดานเพิ่ม ซึ่งเขาส่งหลักฐานให้ กกต. พิจารณาแล้ว

  • ข้อมูลคลาดเคลื่อนเรื่องไฟฟ้าดับ-พัดลมหมุน: ต้องตรวจสอบแหล่งที่มาและดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
  • เอกสารเลือกตั้งในกองขยะ: ใช้กล้อง CCTV ไล่ตามผู้เกี่ยวข้อง
  • ภาพนับคะแนนปทุมธานี: หลักฐานการติดแผ่นกระดานเพิ่มเติม

นายสนธิญาย้ำว่าการกล่าวหา กกต. จัดการเลือกตั้งไม่สุจริตต้องมีพยานหลักฐานชัดเจน มิเช่นนั้นอาจไม่ผ่านการพิจารณาของศาล

บาร์โค้ดและ QR Code: เครื่องมือเพิ่มความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

สำหรับประเด็นบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง นายสนธิญาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าสนับสนุนเต็มที่ โดยมองว่าเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบที่มาของบัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่กระทบหลักการลงคะแนนลับ เนื่องจากทุกขั้นตอนตั้งแต่แสดงตน รับบัตร ลงคะแนน และนับคะแนน เป็นกระบวนการเปิดเผยทั้งหมด การสแกนบาร์โค้ดย้อนหลังบัตรหลายสิบล้านใบอาจทำได้ยากในทางปฏิบัติ แต่ก็ช่วยยืนยันความถูกต้องได้ดี

นอกจากนี้ เขาไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ประกาศเลือกตั้งโมฆะทั้งประเทศ เนื่องจากมีหน่วยเลือกตั้งเกือบ 100,000 หน่วย และผู้มาใช้สิทธิ 32 ล้านคน ควรตรวจสอบเป็นรายกรณีเพื่อไม่ให้กระทบสิทธิประชาชนส่วนใหญ่ การวินิจฉัยสุจริต-เที่ยงธรรมเป็นอำนาจศาล เช่น ศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครอง ซึ่งเขามีประสบการณ์ฟ้องคดีด้วยตนเองหลายครั้ง

นายสนธิญายืนยันว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้ไม่ได้รับผลประโยชน์จากฝ่ายใด และขอให้ กกต. ตรวจสอบเข้มงวด เปิดข้อมูลให้สังคมรับรู้เท่าเทียม ประเด็นเหล่านี้สะท้อนปัญหาความน่าเชื่อถือของข่าวสารในยุคดิจิทัลที่แพร่กระจายเร็ว โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่อ่อนไหว การมีเครื่องมืออย่างบาร์โค้ดช่วยลดข้อสงสัยได้มาก

การเลือกตั้งที่โปร่งใสคือรากฐานของประชาธิปไตย การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรวดเร็วจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน คุณคิดเห็นอย่างไรกับจุดยืนของนายสนธิญา? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – “สนธิญา” ยื่น กกต. เร่งตรวจสอบปมเลือกตั้ง-ข่าวบิดเบือน มอง บาร์โค้ดช่วยโปร่งใส

“อนุทิน” เร่งตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยคุมมั่นคง-เศรษฐกิจ

หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้งปี 2569 เรียบร้อยแล้ว “อนุทิน” เร่งตั้งรัฐบาลหลัง กกต. รับรอง เผย พรรคภูมิใจไทยคุมความมั่นคง-เศรษฐกิจเอง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ พรรคภูมิใจไทยที่ได้รับคะแนนถล่มทลาย สัญญาจะเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ทันที เพื่อนำนโยบายสำคัญมาปฏิบัติจริง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจที่พรรคจะรับผิดชอบเอง

“อนุทิน” เร่งตั้งรัฐบาลหลัง กกต. รับรอง เผย พรรคภูมิใจไทยคุมความมั่นคง-เศรษฐกิจเอง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 19.24 น. ขอบคุณประชาชนที่ให้ความไว้วางใจพรรคในการเป็นแกนนำรัฐบาล เขายืนยันว่าจะเร่งดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลทันทีที่ กกต. ประกาศผลอย่างเป็นทางการ และจะไม่ทำให้ผู้ที่ลงคะแนนผิดหวัง โดยทุกนโยบายที่หาเสียงไว้จะถูกปฏิบัติครบถ้วน

พรรคภูมิใจไทยรับผิดชอบด้านความมั่นคงเต็มตัว

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ พรรคภูมิใจไทยจะคุมกระทรวงสำคัญด้านความมั่นคง ด้วยมาตรการทูตและทหาร เพื่อปกป้องดินแดน อธิปไตย เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของชาติ โดยเน้นความปลอดภัยของประชาชนเหนือสิ่งอื่น นโยบายเด่นที่ประกาศชัดเจน ได้แก่:

  • ปิดด่านชายแดนอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง
  • สร้างกำแพงความมั่นคงตามแนวชายแดน
  • ยกเลิก MOU 2544 เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของไทย

นอกจากนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีต่างประเทศและแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค สัญญาจะพาไทยกลับสู่เวทีโลกด้วยศักดิ์ศรี ไม่ยอมให้ใครมารังแกหรือข่มขู่ ทำให้ประชาชนโล่งใจจากปัญหาชายแดนที่ค้างคา

ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยด้วยทีมมืออาชีพ

ด้านเศรษฐกิจ พรรคภูมิใจไทยจะรับผิดชอบหลัก เพื่อดึงไทยออกจากหล่มเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ ด้วยแนวทางมืออาชีพจากทีม “ทีมประเทศไทย” ที่มีชื่อสำคัญอย่าง อนุทิน เอกนิติ ศุภจี และสีหศักดิ์ ร่วมกัน พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจะมีเป้าหมายเดียว คือ เพิ่มรายได้ให้ประชาชนทุกอาชีพ ไม่ว่าจะเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ ท่องเที่ยว บริการ หรือฟรีแลนซ์ นโยบายเหล่านี้จะแถลงต่อรัฐสภาในเร็ววัน

นายอนุทิน ยังเน้นย้ำว่า ทุกคะแนนที่พรรคได้รับคือคำสั่งจากประชาชนที่ต้องปฏิบัติให้สำเร็จเร็ว และจะพัฒนาประเทศให้เจริญยั่งยืน มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น กินดี อยู่ดี สุขภาพดี รายได้มั่นคง และมีความสุข

การประกาศครั้งนี้ของ “อนุทิน” เร่งตั้งรัฐบาลหลัง กกต. รับรอง เผย พรรคภูมิใจไทยคุมความมั่นคง-เศรษฐกิจเอง สร้างความหวังให้ประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยกำลังเผชิญความท้าทายทั้งภัยชายแดนและเศรษฐกิจถดถอย นโยบายเหล่านี้หากปฏิบัติได้จริง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับนโยบายของพรรคภูมิใจไทย? มั่นใจหรือไม่ว่าจะทำให้ไทยก้าวหน้า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ!

ที่มา – “อนุทิน” เร่งตั้งรัฐบาลหลัง กกต. รับรอง เผย พรรคภูมิใจไทยคุมความมั่นคง-เศรษฐกิจเอง

แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต. รับผิดชอบ-ชดใช้ เลือกตั้ง 2569

ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ที่สกายวอล์กแยกปทุมวัน บรรยากาศคึกคักไปด้วยประชาชนและนักศึกษาที่มาร่วมกิจกรรม แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต. รับผิดชอบ-ชดใช้ เลือกตั้ง 2569 เครือข่ายนิสิตนักศึกษาจาก 9 สถาบันชั้นนำทั่วประเทศ ได้แก่ จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ขอนแก่น ลาดกระบัง เชียงใหม่ แม่ฟ้าหลวง รามคำแหง และศรีนครินทรวิโรฒ รวมพลังกันจัด “ประชามติจำลอง” เพื่อถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกวิจารณ์หนักจากปัญหาการเลือกตั้งเมื่อ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต. รับผิดชอบ-ชดใช้ เลือกตั้ง 2569 ที่สกายวอล์กปทุมวัน

แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต. รับผิดชอบ-ชดใช้ เลือกตั้ง 2569

กิจกรรมนี้เป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อเรียกร้องความโปร่งใสในการเลือกตั้ง โดยผู้เข้าร่วมต่อแถวยาวเหยียดเพื่อโหวตในประเด็นถอดถอน กกต. บรรยากาศเต็มไปด้วยป้ายข้อความวิจารณ์การทำงานของ กกต. เช่น ปัญหาการนับคะแนน หีบบัตรเลือกตั้ง และการพิมพ์ barcode-QR code บนบัตรที่อาจละเมิดความลับของการลงคะแนน กิจกรรมดำเนินถึง 19.00 น. แล้วนับผลทันที ท่ามกลางการดูแลของตำรวจ สน.ปทุมวัน ที่เข้มงวดแต่สงบเรียบร้อย

นายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ ผู้ประสานงานกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ขึ้นปราศรัยชี้แจงปัญหาเด่น โดยเฉพาะที่ จ.ชลบุรี เขต 1 ที่มีหลักฐานผิดปกติมากมาย แต่ กกต. ไม่ยอมรับหรือตรวจสอบอย่างจริงจัง เขาย้ำว่า “กระบวนการนับคะแนนไม่โปร่งใส แม้นับใหม่ทั้งประเทศก็อาจไม่เชื่อถือได้” จึงจี้ให้ กกต. รับผิดชอบและชดใช้ความเสียหายต่อประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย

กิจกรรมประชามติจำลอง แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต.

ปัญหาการเลือกตั้ง 2569 ที่จุดชนวนการเรียกร้อง

ปัญหาหลักที่ถูกหยิบยก ได้แก่ การจัดการหีบบัตรไม่เหมาะสม แบบขีดคะแนนและรวมคะแนนผิดพลาด รวมถึงรหัส barcode บนบัตรที่อาจถูกสแกนติดตาม ทำให้การเลือกตั้งไม่ปิดลับตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นใน กกต. ตกต่ำสุดขีด นักศึกษาจึงเชิญชวนทุกภาคส่วน ทั้งประชาชน พรรคการเมือง องค์กรประชาสังคม ร่วมส่งเสียงเรียกร้องเพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่แท้จริง

  • หลักฐานผิดปกติจำนวนมาก โดยเฉพาะชลบุรี เขต 1
  • ไม่เปิดเผยคะแนนดิบให้ตรวจสอบ
  • ระบบ ECT Report ล่าช้า ไม่ประกาศผลอย่างเป็นทางการเกิน 7 วัน
  • การพิมพ์รหัส QR code ขัดรัฐธรรมนูญ
ป้ายเรียกร้อง แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต. รับผิดชอบ-ชดใช้

บก.ลายจุด ร่วมโหวต จี้เปิดคะแนนดิบ

ช่วง 18.00 น. นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เดินทางมาร่วมโหวตและปราศรัยสุดดุเดือด เขาเรียกร้องให้ กกต. เปิดเผยคะแนนดิบจากกว่า 1 แสนหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ทั้ง ส.ส. แบ่งเขต บัญชีรายชื่อ และประชามติ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบว่าตรงกับข้อมูลที่เก็บไว้หรือไม่

บก.ลายจุดตั้งคำถามตรงๆ ถึง กกต. 7 คนและเลขาธิการ “ไม่คิดรับผิดชอบบ้างหรือ? ทำไมผลยังไม่ออก ทั้งระบบ ECT Report ครบแล้ว?” เขาเชื่อว่าปัญหาไม่ใช่ตัวบุคคล แต่เป็นระบบที่พยายาม “ตกแต่งตัวเลข” เพื่อให้ตรงใจผู้มีอำนาจเบื้องหลัง ลดทอนอำนาจประชาชน

บก.ลายจุดปราศรัยในกิจกรรม

กิจกรรมยุติ 21.00 น. ด้วยความสงบ แต่สัญญาณการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยโปร่งใสยังดังก้อง แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต. รับผิดชอบ-ชดใช้ เลือกตั้ง 2569 จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการตรวจสอบครั้งใหญ่

ในมุมมองของผู้เขียน การเลือกตั้งที่ไร้ความโปร่งใสคือภัยต่อประชาธิปไตย การเรียกร้องครั้งนี้สมเหตุสมผลและจำเป็น คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์การเลือกตั้งของคุณด้านล่างนี้เลย แล้วอย่าลืมแชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลให้เพื่อนๆ ทราบ!

ที่มา – แนวร่วมธรรมศาสตร์ฯ จี้ กกต. รับผิดชอบ-ชดใช้ หลังเกิดปัญหาในการเลือกตั้ง 2569

วันตรุษจีน 17 ก.พ. หยุดราชการสงขลา ตามมติครม.

วันตรุษจีน 17 ก.พ. หยุดราชการสงขลา ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว! สำหรับปี 2569 นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติให้วันตรุษจีน ซึ่งตรงกับวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ เป็นวันหยุดราชการเฉพาะจังหวัดสงขลา ครอบคลุมทุกหน่วยงานราชการ สถานศึกษา และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ นับเป็นการตอกย้ำถึงนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ชายแดนใต้

วันตรุษจีน 17 ก.พ. หยุดราชการสงขลา : ตามมติครม.ปี 2556

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า มติครม. เมื่อ 13 สิงหาคม 2556 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง กำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 21) พ.ศ. 2556 ได้กำหนดให้วันตรุษจีน 17 ก.พ. หยุดราชการสงขลา เป็นประจำทุกปี เพื่อให้ประชาชนเชื้อสายจีนในพื้นที่ได้เฉลิมฉลองอย่างเต็มที่ โดยวันหยุดนี้จะหยุดราชการ 1 วันเต็ม ช่วยให้ข้าราชการและนักเรียนได้ร่วมกิจกรรมทำบุญไหว้พระ ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่จีนที่สำคัญ

จังหวัดสงขลาเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนชาวจีนอาศัยอยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะในตัวเมืองสงขลาและหาดใหญ่ ทำให้การกำหนดวันหยุดพิเศษนี้มีความหมายอย่างยิ่ง รัฐบาลต้องการส่งเสริมความสามัคคีในสังคมพหุวัฒนธรรม โดยควบคู่ไปกับวันหยุดทางศาสนาอิสลาม เช่น วันตรุษอีดิ้ลฟิตรี (รายอปอซอ) และวันตรุษอีดิ้ลอัฏฮา (รายอฮัจยี) ซึ่งเป็นวันหยุดราชการพิเศษเช่นกัน

ประโยชน์ของวันหยุดราชการจังหวัดสงขลา วันตรุษจีน

การหยุดราชการในวันตรุษจีนไม่เพียงแต่ช่วยให้ชาวจีนได้ประกอบพิธีกรรมตามประเพณี เช่น การไหว้เจ้า การกินเกี๊ยว และการรวมญาติเท่านั้น แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นด้วย ตลาดสดและห้างสรรพสินค้าในหาดใหญ่คึกคักไปด้วยการจับจ่ายซื้อของไหว้เจ้าและของขวัญปีใหม่ ทำให้พ่อค้าแม่ค้าสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวันตรุษจีนในจังหวัดสงขลา

ตรุษจีนหรือปีใหม่จีน เป็นเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวจีนทั่วโลก ในปี 2569 นี้ตรงกับปีงูไฟ ซึ่งเชื่อว่าจะนำโชคลาภและความเจริญรุ่งเรืองมาให้ ในสงขลา ชาวจีนมักไปไหว้พระที่ศาลเจ้าพ่อกวนอู หรือวัดอัมพรสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ ยังมีการแสดงมังกรและสิงโตเพื่อขับไล่สิ่งอัปมงคล

สำหรับประชาชนทั่วไปที่ต้องติดต่อราชการ ควรเช็คปฏิทินล่วงหน้า เพราะวันหยุดนี้จะทำให้สำนักงานหลายแห่งปิดทำการ หากมีธุระเร่งด่วน แนะนำให้ดำเนินการก่อนหรือหลังวันที่ 17 ก.พ. เพื่อหลีกเลี่ยงความลำบาก

  • หน่วยงานที่หยุด: สำนักงานจังหวัด อบจ. อบต. โรงเรียนรัฐ ฯลฯ
  • วันหยุดพิเศษอื่นในสงขลา: ตรุษอีดิ้ลฟิตรี, ตรุษอีดิ้ลอัฏฮา
  • เคล็ดลับวางแผน: จองตั๋วเดินทางล่วงหน้า หลีกเลี่ยงช่วงตรุษจีน
  • เศรษฐกิจท้องถิ่น: เพิ่มรายได้จากการท่องเที่ยวและค้าขาย

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเน้นย้ำให้ประชาชนรักษาความปลอดภัยในการเดินทาง โดยเฉพาะเส้นทางหลักอย่างถนนเพชรเกษมที่มักมีการจราจรหนาแน่นช่วงเทศกาล

ทำไมสงขลาถึงมีวันหยุดพิเศษวันตรุษจีน

เพราะบริบททางสังคมของสงขลาที่ผสมผสานไทย จีน มุสลิม และอื่นๆ เข้าด้วยกัน ทำให้การยอมรับวันหยุดหลากหลายช่วยเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน สอดคล้องกับนโยบาย “ไทยหลากหลาย สามัคคีเดียวกัน” ของรัฐบาล

สรุปแล้ว วันตรุษจีน 17 ก.พ. หยุดราชการสงขลา ไม่ใช่แค่วันหยุดธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพวัฒนธรรมที่รัฐบาลมอบให้ประชาชนในพื้นที่ เชื่อว่าจะช่วยเสริมสร้างความสุขและความสามัคคีให้ยั่งยืน

คำแนะนำ: หากคุณอาศัยหรือเดินทางไปสงขลาในช่วงนี้ อย่าลืมวางแผนการเดินทางและติดต่อราชการล่วงหน้า เพื่อให้เทศกาลนี้เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานและไร้กังวล รัฐบาลขอให้ทุกท่าน”สวัสดีปีใหม่จีน 財源廣進” (ชายหยวนกว้างจิ้น – ร่ำรวยเงินทองไหลมาเทมา!)

ที่มา – ประกาศให้ “วันตรุษจีน” 17 ก.พ.นี้ เป็นวันหยุดราชการจังหวัดสงขลา ตามมติ ครม.

ภาคประชาชนจัดประชามติจำลองถอดถอน กกต. คึกคักปทุมวัน

ภาคประชาชนจัดประชามติจำลองถอดถอน กกต. กลายเป็นกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 กลุ่มตัวแทนนักศึกษาและประชาชนทั่วไปได้รวมตัวกันที่สกายวอล์กสี่แยกปทุมวัน ใกล้หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร เพื่อชวนทุกคนออกเสียงในคำถามสำคัญว่า “ท่านเห็นชอบว่าสมควรถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกจากตำแหน่งหรือไม่” บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักตั้งแต่ช่วงบ่าย ประชาชนทยอยมาร่วมกิจกรรมจำนวนมาก สะท้อนถึงความกังวลต่อการทำงานของ กกต. จากปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ประชามติจำลองถอดถอน กกต. เริ่มต้นอย่างไร

กิจกรรมนี้ถูกจัดขึ้นตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป แต่ก่อนหน้านั้นตั้งแต่ 16.00 น. ประชาชนบางส่วนก็เริ่มเดินทางมารอที่จุดรวมพลหน้าหอศิลป์แล้ว สื่อมวลชนต่างก็ปักหลักรอทำข่าวเช่นกัน ทำให้พื้นที่รอบๆ คึกคักตั้งแต่เนิ่นๆ การจัดตั้งคูหาเลือกตั้งจำลอง โต๊ะ ปากกา กระดาษลงคะแนน กล่องบัตร และตะกร้านับคะแนน ถูกนำมาจัดวางอย่างเรียบร้อย เพื่อล้อเลียนขั้นตอนการเลือกตั้งจริงของ กกต. โดยมีลำโพงและแท่นปราศรัยครบครัน

บรรยากาศก่อนเริ่มประชามติจำลองถอดถอน กกต.

ก่อนถึงเวลานัดหมาย พบว่ามีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ปทุมวัน หน่วยควบคุมฝูงชน ตำรวจหญิง ชุด EOD ประมาณ 50 นาย และสุนัข K-9 กระจายกำลังดูแลความปลอดภัย ตรวจตราสิ่งผิดปกติ เพื่อป้องกันเหตุร้ายหรือการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม ทุกอย่างดูสงบเรียบร้อย แต่เต็มไปด้วยความตึงเครียดแบบสร้างสรรค์

เวลา 16.20 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มนำอุปกรณ์มาจัดเตรียม โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • คูหาเลือกตั้งจำลอง
  • โต๊ะและเก้าอี้สำหรับลงคะแนน
  • ปากกา กระดาษ และกล่องบัตรคะแนน
  • ตะกร้านับคะแนน
  • ลำโพง เครื่องเสียง และแท่นปราศรัย

อุปกรณ์เหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อจำลองการเลือกตั้งและประชามติที่ “โปร่งใสและสุจริต” ซึ่งกลุ่มผู้จัดมองว่าต่างจากที่ กกต. จัดการในอดีต โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งล่าสุด ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่น

คำถามหลักในประชามติจำลองถอดถอน กกต.

หัวใจของกิจกรรมคือการลงคะแนนในคำถามชัดเจน: “ท่านเห็นชอบว่าสมควรถอดถอนคณะกรรมการการเลือกตั้งออกจากตำแหน่งหรือไม่” เมื่อถึงเวลา 17.00 น. ประชาชนต่อแถวยาวเพื่อเข้าร่วม บางคนนำป้ายข้อความวิจารณ์การทำงานของ กกต. มาโชว์ เช่น ป้ายล้อการทุจริตหรือขาดความโปร่งใส กิจกรรมดำเนินไปอย่างลื่นไหล จนถึงเวลาประมาณ 20.00 น. ที่จะมีการอ่านแถลงการณ์จุดยืน ก่อนยุติก่อน 21.00 น.

ความหมายของประชามติจำลองถอดถอน กกต. ต่อสังคมไทย

กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่การชุมนุมธรรมดา แต่เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ชี้ให้เห็นปัญหาใหญ่ในการเมืองไทย โดยเฉพาะบทบาทของ กกต. ที่ถูกมองว่าล้มเหลวในการรักษาความยุติธรรมในการเลือกตั้ง หลังเหตุการณ์วันที่ 8 ก.พ. ที่มีข้อร้องเรียนมากมายเรื่องการนับคะแนน ความล่าช้า และความไม่โปร่งใส ภาคประชาชนจึงใช้เวทีนี้เรียกร้องให้มีการตรวจสอบและถอดถอน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นในระบบเลือกตั้ง

นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการมีส่วนร่วมของประชาชนในยุคดิจิทัล ที่ไม่เพียงมาร่วมเท่านั้น แต่ยังแชร์ภาพและวิดีโอบนโซเชียลมีเดีย ทำให้ประเด็นประชามติจำลองถอดถอน กกต. แพร่กระจายไปทั่วประเทศ สร้างกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอบคำถามสังคม

จากที่สังเกต บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและพลังของคนรุ่นใหม่ นักศึกษาหลายคนที่มาร่วมบอกว่า “เราต้องการเลือกตั้งที่ fair จริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่อ” ซึ่งสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ไข

ในมุมมองของผู้เขียน กิจกรรมเช่นนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันการปฏิรูปการเมือง แม้จะเป็นแค่จำลอง แต่ก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่าประชาชนไม่ยอมนิ่งเฉย คุณล่ะ คิดว่าสมควรถอดถอน กกต. หรือไม่? ลองมาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ

ที่มา – ภาคประชาชนจัดกิจกรรมประชามติจำลอง ชวนคนออกเสียงเห็นชอบสมควรถอดถอน กกต. หรือไม่

Scroll to top