ข่าวการเมืองล่าสุด

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร?

“สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนคือ 4 เดือน เหน็บใครสัญญาไว้ต้องทำ หลังฝ่ายค้านขู่ยื่นซักฟอก มองควรให้ทำงาน แล้วสู้กันในสนามเลือกตั้ง ชี้ กรณี “ธรรมนัส” ให้ประชาชนตัดสิน

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเปรยว่าอาจยุบสภาก่อน 1 เดือน หากมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า นายกฯ พูดด้วยความเป็นลูกผู้ชาย สิ่งที่รับปากไว้แล้ว และการตกลงไม่ต้องพูดอะไรเยอะ ครั้งสองครั้งก็รู้กันหมดแล้ว

ส่วนการยุบสภาถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และนายกฯ ยังไม่ได้มีการเปรยอะไรกับพรรคร่วมรัฐบาล แต่ส่วนตัวต้องรู้อยู่แล้ว ตั้งแต่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ก็นับถอยหลังการทำงาน รู้กันอยู่แล้วว่า จะต้องเลือกตั้ง ทางการเมืองมีตารางการทำงานกันอยู่แล้ว ระหว่างทางก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ในฐานะฝ่ายบริหาร แต่ในทางการเลือกตั้ง ก็ต้องนับถอยหลัง เพราะมีการกำหนดกันไว้แล้ว ต่างคนต่างเป็นผู้ทรงเกียรติพูดกันครั้งเดียวก็จบ“อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน คืออะไร ทำไมสุชาติถึงมั่นใจ?

ควรให้เวลา ครม.ทำงาน

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ใช้คำว่าหากสู้เกมการเมืองไม่ไหว ก็ต้องยุบสภา นายสุชาติ กล่าวว่า นายกฯ ทำงานหนักและสถานการณ์วันนี้ ไม่ควรนำเกมการเมืองมาเล่น ควรจะให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเป็นไปตามที่ได้คุยกันไว้ ประชาชน 70 กว่าล้านคน รู้อยู่แล้วว่าใครรับปากอะไรใครไว้ ดังนั้น ควรปล่อยให้นายกรัฐมนตรี ทำงานอย่างเต็มที่ เพราะตอนนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีหลายด้านเข้ามา ต้องให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือน

ชี้นายกฯทำตามตกลง

เมื่อถามว่ามองเป็นการขู่หรือไม่ที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายสุชาติ กล่าวว่า การที่ให้สัญญาประชาคมกับประชาชนทั่วประเทศไว้แล้ว ใครที่ให้สัญญาประชาคมอะไรไว้ก็ต้องปฏิบัติ มิฉะนั้นจะกลายเป็นคนที่พลิกไปพลิกมา ต่อไปประชาชนก็จะไม่เชื่อถือ นายกรัฐมนตรี บอกแล้ว ว่า ชัดเจน “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือนก็คือ 4 เดือนที่ทำงาน หลังจากนั้นก็ว่ากันตามระบอบประชาธิปไตยทำไมต้อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน?

ให้ประชาชนตัดสิน “ธรรมนัส”

เมื่อถามว่าล่าสุดนายรังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุชาติ ตอบด้วยความเห็นส่วนตัว ว่า บุคคลท่านใดที่เป็นรัฐมนตรีทำดีหรือไม่ดี ท่านต้องดีใจ เพราะใกล้เลือกตั้ง หากเขาไม่ดี ท่านก็ต้องปล่อยให้ทำงานไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนเห็นว่าเขาดีหรือไม่ดี และสุดท้ายท่านก็จะได้เป็นผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล

“วันนี้ทำงานได้แค่เดือนเดียว เดือนกว่าเองท่าน จะมาวิเคราะห์คนนั้นดีไม่ดี ผมว่ามันแค่งานประจำทุกวันนี้ ยังไม่มีเวลาเลย และยังมีที่ต้องสนองภารกิจต่างๆ อีกเยอะแยะ ตามนโยบายต่างๆ ผมว่าถ้าสื่อมวลชนมองคนนั้นดีไม่ดี ประชาชนมองคนนั้นดีไม่ดี ฝ่ายค้านมองคนนั้นดีไม่ดี สุดท้ายมันก็ตัดสินกันตอนใช้สิทธิ์ประชาธิปไตยเลือกตั้งนั่นแหละ ถ้าเรามั่นใจในวันนั้นจะไปกลัวอะไร เราลูกผู้ชายด้วยกัน”นายสุชาติ กล่าว

จากคำพูดของนายสุชาติ ชมกลิ่น ทำให้เห็นว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ และพร้อมที่จะให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินผลงานในการเลือกตั้งครั้งหน้า ประเด็นเรื่อง “อนุทิน” ลูกผู้ชาย 4 เดือน จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชน

การเมืองไทยเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่มา – “สุชาติ” มั่นใจ “อนุทิน” ลูกผู้ชาย ทำตามสัญญา 4 เดือน มองฝ่ายค้านควรให้เวลารัฐบาลทำงานก่อน

“สุชาติ” เจรจา ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” คืน

“สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล เชื่อสัญญาณดี เผย นายกฯหนุน ทำเต็มที่ ขอประชาชนมั่นใจ

เมื่อเวลา 08.30 วันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเจรจาขอพลายประตูผา และพลายศรีณรงค์ คืนจากศรีลังกา กลับมาดูแลที่ประเทศไทย ว่า ทางอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้หารือกับอธิบดีกรมเอเชียใต้ กระทรวงการต่างประเทศ ถึงข้อตกลงและพิธีการต่างๆ รวมถึงการประสานงานกับประเทศศรีลังกา ขณะที่ตนจะหาโอกาสพบกับผู้นำรัฐบาลศรีลังกา ซึ่งอยู่ในระหว่างการประสานงาน

จึงฝากถึงประชาชนคนไทยที่มีความห่วงใยช้างทั้ง 2 เชือก ขอให้หลีกเลี่ยงการไปพูดถึงการดูแลช้างทั้ง 2 เชือก ว่าดีหรือไม่ดี ควรพูดในลักษณะที่มาขอความเห็นใจว่าเราอยากขอกลับมาดูแล และไม่อยากให้ไปดิสเครดิตหรือไปโทษใคร เรื่องวิธีการดูแล เพราะวิถีชีวิตและการเลี้ยงของแต่ละประเทศย่อมต่างกัน

นายสุชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีสนับสนุนเต็มที่ โดยผ่านการดำเนินงานของกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นขอพี่น้องคนไทยทุกคนที่มีเสียงเรียกร้องในเรื่องนี้ว่าให้มั่นใจ ทุกอย่างมีความคืบหน้า โดยการเจรจาจะต้องมีวิธีการพูดที่ละมุนละม่อมในลักษณะขอความเห็นใจ จะไม่ไปพูดว่าใครดีหรือไม่ดี และยืนยันว่าตนจะทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ โดยใช้สติในการพูดคุยเจรจา และจะเดินทางไปพบกับทางศรีลังกาในเร็วๆนี้ จะได้เจอและได้พูดคุยในเรื่องนี้แน่นอน เชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปในทิศทางที่ดี

“สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีของพลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ สองช้างไทยที่ปัจจุบันอาศัยอยู่ที่ประเทศศรีลังกา กำลังได้รับความสนใจจากประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยถึงแผนการที่จะเดินทางไปเจรจากับผู้นำศรีลังกาด้วยตนเอง เพื่อขอให้พลายประตูผาและพลายศรีณรงค์ได้กลับมาอยู่ในความดูแลของประเทศไทย

ทำไมการขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” คืนจึงสำคัญ?

การที่นายสุชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันและความห่วงใยที่คนไทยมีต่อช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรา การนำช้างทั้งสองกลับมา ไม่เพียงแต่เป็นการดูแลชีวิตสัตว์ แต่ยังเป็นการรักษาไว้ซึ่งความภาคภูมิใจและความรู้สึกที่ดีของคนในชาติอีกด้วย

การเจรจาครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความรู้สึกของประชาชนทั้งสองฝ่าย นายสุชาติได้เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะใช้ “สติ” และ “วิธีการพูดที่ละมุนละม่อม” ในการเจรจา เพื่อให้การพูดคุยเป็นไปในทิศทางที่ดีและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ นายสุชาติยังได้ขอความร่วมมือจากประชาชนชาวไทย ให้หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์หรือการแสดงความคิดเห็นในเชิงลบเกี่ยวกับการดูแลช้างในศรีลังกา เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาได้ การแสดงออกถึงความเห็นอกเห็นใจและความปรารถนาดี จะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการมากกว่า

ทางด้านนายกรัฐมนตรี ก็ได้ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ เพื่อให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

สำหรับประชาชนที่ติดตามข่าวสารและให้กำลังใจในการดำเนินการครั้งนี้ นายสุชาติได้กล่าวให้ความมั่นใจว่า ทุกอย่างมีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี และขอให้เชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ

เรื่องราวของ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของการย้ายช้างสองเชือกกลับประเทศ แต่เป็นเรื่องที่สะท้อนถึงความรัก ความผูกพัน และความรับผิดชอบที่เรามีต่อสัตว์ร่วมโลก การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันผลักดันให้เกิดผลสำเร็จ จะเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง

ความสำเร็จในการเจรจาครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะนำ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับสู่บ้านเกิด แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและศรีลังกาอีกด้วย

ที่มา – “สุชาติ” เตรียมบินเจรจา “ผู้นำศรีลังกา” ขอ “พลายประตูผา-พลายศรีณรงค์” กลับมาดูแล

โฆษกรัฐบาลไทย ตอกกลับกัมพูชา ย้ำปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลง

โฆษกรัฐบาลไทย ตอกกลับข่าว “สำนักโฆษกกัมพูชา” ให้ข่าวไม่สร้างสรรค์ ย้ำ “ไทย” ยึดกรอบข้อตกลง ควรปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลงอย่างเคร่งครัด

วันที่ 6 พ.ย. 2568 นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย เป็นกังวลหลังสำนักโฆษกกัมพูชาสื่อสารข้อกล่าวหาที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง ในประเด็นเรื่องการที่ไทยจะใช้กำลัง และการทวงถามเรื่องการปล่อยทหารกัมพูชา ที่ถูกจับกุมทั้ง 18 ราย จึงขอชี้แจงว่า รัฐบาลไทย ทุกหน่วยงานทั้งด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ เดินหน้าโดยยึดตามถ้อยแถลงร่วม ฯ และทุกอย่างอยู่ในกระบวนการ โดยนายกรัฐมนตรียังดำริให้จัดตั้ง คณะกรรมการ เพื่อติดตามการดำเนินการต่าง ๆ ตามถ้อยแถลงร่วมด้วย

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงร่วม ฯ ซึ่งผู้นำทั้งสองประเทศได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ยืนยันชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายมีเจตนารมณ์เดียวกันที่จะรักษาสันติภาพ ความมั่นคง และความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศ โดยอ้างอิงเจตนารมณ์เดิมที่ประกาศไว้ ณ เมืองปุตราจายา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ ร่วมแถลงข่าว เมื่อวันจันทร์ที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา มีความชัดเจนว่า ไทยได้ยึดมั่นปฏิบัติตามสาระสำคัญของถ้อยแถลงร่วม ที่ระบุให้ทั้งสองประเทศละเว้นการคุกคามหรือใช้กำลังในการแก้ไขข้อพิพาททางพรมแดน ยึดมั่นในหลักสันติวิธี เคารพต่อเขตแดนและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อสร้างสันติภาพ เสถียรภาพ และความรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาค ซึ่งไทยได้ยึดมั่นและปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลงโดยเคร่งครัดมาโดยตลอดและขอให้ฝั่งกัมพูชาได้ดำเนินการตามข้อตกลง โดยเฉพาะเรื่อง หลักทั้ง 4 ข้อ อย่างเคร่งครัด

โฆษกรัฐบาลไทย ตอกกลับ “สำนักโฆษกกัมพูชา” ย้ำควรปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลง

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในช่วงหลังมานี้มีความละเอียดอ่อน การสื่อสารที่ผิดพลาด หรือการให้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง อาจส่งผลกระทบต่อความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศได้ การที่โฆษกรัฐบาลไทยออกมาเน้นย้ำให้ปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลงนั้น จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ทำไมการปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลงจึงสำคัญ?

การปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลงแสดงให้เห็นถึงความเคารพซึ่งกันและกัน และความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขในภูมิภาค การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเลยข้อตกลง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด ความไม่ไว้วางใจ และอาจบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

นอกจากนี้ การปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลงยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อประชาคมโลก ว่าทั้งสองประเทศมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี และให้ความสำคัญกับกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของทั้งสองประเทศในเวทีโลก

ข้อตกลงเหล่านี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความเข้าใจอันดี และความร่วมมือระหว่างประเทศ การสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และการยึดมั่นในข้อตกลง เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดี และสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

รัฐบาลไทยได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการยึดมั่นในหลักการสันติวิธี และการปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลงอย่างเคร่งครัด หวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะให้ความร่วมมือในการดำเนินการตามข้อตกลง เพื่อประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศต้องอาศัยความอดทน การเจรจา และความเข้าใจซึ่งกันและกัน การยึดมั่นในหลักการสากล และความเคารพในข้อตกลง จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – โฆษกรัฐบาลไทย ตอกกลับ “สำนักโฆษกกัมพูชา” ให้ข่าวไม่สร้างสรรค์ ย้ำควรปฏิบัติตาม 4 ข้อตกลง

นายกฯ สั่งรับมือพายุ “คัลแมกี” เตือนน้ำท่วม!

นายกรัฐมนตรี สั่งการทุกหน่วยงาน เตรียมพร้อมรับมือพายุ “คัลแมกี” เตือนพื้นที่ภาคเหนือ อีสาน กลาง ภาคใต้ และ กทม. อาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. นี้ สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

วันที่ 6 พ.ย. 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์พายุไต้ฝุ่น “คัลแมกี” ซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนาม ก่อนอ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนและพายุดีเปรสชั่น เคลื่อนผ่านประเทศลาวเข้าสู่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 อาจส่งผลให้เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง ในช่วงวันที่ 7 – 9 พ.ย. 2568

นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี”

เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวด้วยว่า ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยง เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมขัง ดังนี้

ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ และจังหวัดอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย หนองคาย บึงกาฬ หนองบัวลำภู อุดรธานี สกลนคร นครพนม ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี

ภาคกลาง จำนวน 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปทุมธานี นนทบุรี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรปราการ

ภาคใต้ จำนวน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล

และกรุงเทพมหานคร ขอให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วมขัง

ภาคใต้คลื่นลมแรง

สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังคลื่นลมแรง ในระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ได้แก่พื้นที่บริเวณภาคใต้ จำนวน 6 จังหวัด ดังนี้ จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง อำเภอสุขสำราญ และอำเภอกะเปอร์) จังหวัดพังงา (อำเภอเกาะยาว อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเหมือง อำเภอตะกั่วป่า และอำเภอคุระบุรี) จังหวัดภูเก็ต (ทุกอำเภอ) จังหวัดกระบี่ (อำเภอเมืองกระบี่ อำเภอคลองท่อม อำเภอเกาะลันตา อำเภอเหนือคลอง และอำเภออ่าวลึก) จังหวัดตรัง (อำเภอกันตัง อำเภอสิเกา อำเภอปะเหลียน และอำเภอหาดสำราญ) และจังหวัดสตูล (อำเภอเมืองสตูล อำเภอละงู อำเภอท่าแพ และอำเภอทุ่งหว้า)

การเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์พายุ “คัลแมกี”

“นายกรัฐมนตรีสั่งการทุกหน่วยงานเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์และผลกระทบจากพายุ “คัลแมกี” เน้นให้การช่วยเหลือเรื่องความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมกำชับให้จัดทีมปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำพื้นที่เสี่ยงเพื่อเข้าเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย โดยเฉพาะพื้นที่จุดเสี่ยงที่เคยเกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และพื้นที่ที่ยังมีสถานการณ์น้ำท่วมอยู่ ให้เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุอุทกภัยให้ได้มากที่สุด รวมถึงแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยทราบล่วงหน้า และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนปฏิบัติตามประกาศแจ้งเตือนภัยจากทางราชการอย่างเคร่งครัด” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สถานการณ์ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น จัดเตรียมสิ่งของจำเป็นและวางแผนอพยพ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

การรับมือกับพายุ “คัลแมกี” ไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐ แต่เป็นความร่วมมือของทุกคนในสังคม การตระหนักถึงความเสี่ยงและเตรียมพร้อมรับมืออย่างเหมาะสม จะช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติและทำให้เราสามารถผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย ดังนั้น ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเองและสังคม

ดังนั้น การ นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี” จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนต้องใส่ใจและร่วมมือกัน

ที่มา – นายกรัฐมนตรีสั่งทุกหน่วยเตรียมรับมือพายุ “คัลแมกี”เตือนทุกภาคอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลัน 7-9 พ.ย.นี้

“โรม” เย้ย MOU ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ

“โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แค่พิธีการ ประชาชนหวังเห็นผลลัพธ์มากกว่า ลั่นคนทั้งโลกสงสัย “ธรรมนัส” ถ้าไม่ปลด รัฐบาลยากที่จะมีความเชื่อมั่น 

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส. บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง กรณีที่นายกรัฐมนตรี เป็นประธานลงนาม MOU เรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า เรื่องการทำ MOU ประเด็นสำคัญมันไม่ได้อยู่ที่การทำ MOU ที่เป็นแค่พิธีการ แต่พิธีการเหล่านี้จะมีความหมาย หรือไม่ ก็อยู่ที่การปฏิบัติหน้าที่จริงๆ แต่ถ้าไม่มีการปฏิบัติหน้าที่แล้วก็ไปเอาในเรื่องของการสอบสวน ในเรื่องของเส้นเงินต่างๆมา เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบุคคลต่างๆ ตนคิดว่าเป็นไปไม่ได้เลย ในการที่จะปราบสแกมเมอร์ การลงนาม MOU เพียงแค่มารวมพลังกันนี้ ตนคิดว่ามันยังไม่เห็นผลในการปฏิบัติ อาจจะมีดีอยู่บ้างที่จะได้เห็นภาพการทำงานร่วมกัน มันก็ได้แค่นี้ แต่สิ่งที่สังคมคาดหวัง คือการได้ผลลัพธ์ที่ดี คือการจัดการกับพวกทุนสีเทา และนับตั้งแต่เรื่องนี้ที่มีการตรวจสอบคนในรัฐบาลอย่างเข้มแข็ง เราก็มักจะเห็นข่าวมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเจ้าหน้าที่ไปจับกุมเว็บนั้น ทลายเว็บนี้ ซึ่งจริงๆเราก็ยังไม่รู้ ว่าจะนำไปสู่การจัดการตัวคีย์แมนจริงๆ อย่างไร แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็มีข้อมูลอยู่ในมือ ซึ่งเป็นตัวคีย์แมนระดับโลกอย่างปริ้นซ์ กรุ๊ป ก็ยังไม่มีความคืบหน้าตรงนี้เลย หรือก๊กอาน ที่บอกว่าออกหมายจับ ก็ต้องชี้แจงให้ชัดว่ามีการดำเนินการอย่างไร หรือนายลี ยงพัด ที่บอกว่ามีการยึดทรัพย์ ก็น้อยมาก 

เรียกร้องปลด  “ธรรมนัส”

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า แม้กระทั่งนายเบน สมิธ เอายังไง ยิม เลียก เอายังไง นี่คือสิ่งที่เรายังไม่ได้เห็นในส่วนนี้ แล้วมากไปกว่านั้นความเชื่อมั่นที่รัฐบาลจะต้องมอบให้ประชาชนคือการปลดร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ออกจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้ายังอุ้มกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ คิดว่ารัฐบาลนี้ยากที่จะมีความเชื่อมั่นได้

สังคมสงสัยเชื่อมโยง เบน สมิธ

เมื่อถามว่านายกรัฐมนตรีได้ถามกับผู้สื่อข่าววันนี้ว่าการปลดร้อยเอกธรรมนัส เกี่ยวอะไรกับการปราบสแกมเมอร์ นายรังสิมันต์ กล่าวว่าวันนี้ต้องยอมรับว่าร้อยเอกธรรมนัส เป็นส่วนหนึ่งที่ถูกสังคมและกรรมาธิการสงสัยว่ามีความเชื่อมโยง กับนายเบน สมิธ ซึ่งตนเชื่อว่านายกรัฐมนตรีมีทักษะภาษาอังกฤษ ผู้ช่วยคนไหนก็ได้ ไปเปิดดู ร่างกฎหมายสภาคองเกรส ที่เขาเสนอกันได้ระบุชื่อใครบ้าง หนึ่งในนั้นคือนายเบน สมิธ ถามว่าถึงขนาดนี้จะไม่ให้เราสงสัย ถึงความสัมพันธ์ระหว่างร้อยเอกธรรมนัส กับนายเบน สมิธ ได้อย่างไร ซึ่งร้อยเอกธรรมนัสก็เป็นคนพูดเองว่ารู้จัก ถ้าจนถึงตอนนี้เรายังไม่เห็นผลประโยชน์ที่มันทับซ้อน กันและกัน ถ้านายกฯไม่สงสัย ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดมาก

รับไม่ได้นายกฯยังอุ้ม

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ดังนั้นเราเห็นรูปแบบถึงการพึ่งพาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ระหว่างนายเบน สมิธ กับร้อยเอกธรรมนัส และร้อยเอกธรรมนัสคือคนที่ทั้งโลก สงสัยอยู่ว่าเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ ถ้านายกฯจะมาอุ้มชูร้อยเอกธรรมนัส แบบนี้ตนรับไม่ได้ เรื่องนี้น่าผิดหวัง ถ้าจะมาปกป้องร้อยเอกธรรมนัส กันแบบนี้และ “ผมก็อยากให้นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ช่วยบอกนายกรัฐมนตรีหน่อยว่า ตกลงใครเป็นโจร ช่วยไปชี้ให้หน่อย เพราะท่านชาดารู้ดีว่าใครเป็นใคร” 

พบนักการเมืองเอี่ยมเส้นเงิน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่ารายละเอียดในเอกสารที่พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์นำมามอบให้กับคณะกรรมาธิการนั้นมีเนื้อหาอย่างไรบ้าง ซึ่งทางนายรังสิมันต์ เปิดเผยเพียงสั้นๆว่าเท่าที่ดูผ่านๆ ก็เป็นเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินว่าเงินจำนวนเท่าไร ไหลเข้าไปสู่บัญชีของใครบ้าง ซึ่งจากการที่ดูในรายละเอียดคร่าวๆ ก็เห็นว่า ตามเอกสารเส้นทางการเงินปรากฏชื่อของบุคคล ในระดับผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าไปเกี่ยวข้องอีกหลายคน รวมถึง ผู้บังคับบัญชาระดับสูงทั้งในอดีตและปัจจุบันของกองบัญชาการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และนอกจากนี้ก็ยังพบว่ามีนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่น นอกจากพรรคกล้าธรรมเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ด้วย

“โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ

ความคืบหน้าล่าสุดในการปราบสแกมเมอร์

จากกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำ MOU ของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ ทำให้เกิดคำถามถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหา และประสิทธิภาพของมาตรการที่ออกมา

  • การลงนาม MOU เป็นเพียงพิธีการหรือไม่?
  • รัฐบาลมีความจริงใจในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแค่ไหน?
  • ประชาชนจะได้รับประโยชน์อะไรจากการปราบปรามสแกมเมอร์?

ขณะที่สังคมกำลังจับตาดูการดำเนินการของรัฐบาลในการปราบสแกมเมอร์ เราก็ต้องไม่ลืมที่จะตรวจสอบข้อมูล และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าการแก้ไขปัญหานี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

สิ่งที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อการทำงานของรัฐบาลในเรื่องการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ การสร้างความเชื่อมั่นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ

ที่มา – “โรม” เย้ย นายกฯ ทำ MOU ผนึก 14 หน่วยงาน ปราบสแกมเมอร์แค่พิธีการ รับข้อมูลเส้นเงินโยงนักการเมือง

“บิ๊กป้อม” ถวายอาลัยสมเด็จพระพันปีหลวง

“พล.อ.ประวิตร” นำคณะผู้บริหาร และสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ เข้าลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตาและความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทย

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2568 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พร้อมด้วย พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา นางตรีนุช เทียนทอง คณะกรรมการบริหาร และสมาชิกพรรค ได้เข้าร่วมลงนามถวายความอาลัย และถวายสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง

ทั้งนี้พิธีการเป็นไปอย่างสงบ สำรวม น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ ตลอดรัชสมัยแห่งพระองค์ ได้ทรงทุ่มเทพระกำลัง พระสติปัญญา และพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยความเมตตา เพื่อธำรงรักษาความผาสุกของพสกนิกรและความมั่นคงของชาติบ้านเมือง พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความอาทร และความงดงามทางจิตใจ เป็น “แม่แห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงมอบแบบอย่างของความอ่อนโยนที่สง่างามควบคู่กับความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทุกหมู่เหล่าโดยแท้จริง

พรรคพลังประชารัฐ ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายความอาลัยอย่างสุดดวงใจแด่พระองค์ ผู้ประดับแผ่นดินไทยให้งดงามด้วยพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ตราบนิรันดร์

ทั้งนี้ สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายหลังจาก การพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลครบ 15 วัน โดยจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมทุกวัน เวลา 09.00 – 21.00 น. เริ่มตั้งแต่ วันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

“บิ๊กป้อม” นำคณะผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

การเข้าร่วมลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของพรรคพลังประชารัฐ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ความสำคัญของการลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

การลงนามถวายความอาลัย แด่ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงออกถึงความรัก ความเคารพ และความเทิดทูน ที่ประชาชนชาวไทยมีต่อพระองค์ท่าน ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน

ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ท่านได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย ทรงเป็นแบบอย่างของความเสียสละ ความเมตตา และความห่วงใย ที่มีต่อประชาชนทุกหมู่เหล่า พระองค์ทรงเป็น “แม่แห่งแผ่นดิน” อย่างแท้จริง

การที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นำคณะผู้บริหารและสมาชิกพรรค เข้าร่วมลงนามถวายความอาลัยในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความตั้งใจของพรรค ที่จะสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ในการพัฒนาประเทศชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยให้ดียิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การเข้าร่วมลงนามถวายความอาลัย ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของ “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง ในการสร้างความสามัคคี และความเข้มแข็งให้กับสังคมไทย

พวกเราทุกคนควรน้อมนำเอาพระราชดำรัส และพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่าน มาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต และการทำงาน เพื่อสร้างสรรค์สังคมไทย ให้เป็นสังคมที่น่าอยู่ และมีความสุขอย่างยั่งยืนสืบไป

ที่มา – “บิ๊กป้อม” นำคณะผู้บริหารพรรคพลังประชารัฐ ลงนามถวายความอาลัย “สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง”

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนซักฟอกจริง

“ธรรมนัส” เผยปิดห้องคุยนายกฯ ฝากแต่การบ้านให้สะสาง แจง ประเด็นร้อนชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก นายกฯพูดเอง ยอมรับสนิทกันมานานแล้ว โทรศัพท์คุยกันทุกคืน รับปากจะทำงานให้ดีที่สุด

วันที่ 6 พ.ย. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เมื่อวานนี้(5 พ.ย.2568) นาน 3 ชั่วโมง ว่าเป็นการพูดคุยแต่เรื่องการบ้าน ไม่มีเรื่องการเมือง ส่วนใหญ่นายกรัฐมนตรีได้ฝาก เน้นย้ำโครงการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแวดวงกีฬาเพราะสะสมมานาน สมาคมแต่ละสมาคมส่วนใหญ่มีปัญหากัน นายกรัฐมนตรีจึงเป็นห่วงภาพลักษณ์เพราะกำลังจะเข้าสู่เทศกาลแข่งขันซีเกมส์ในปลายปี นายกรัฐมนตรีก็ได้ถามความพร้อมการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์เพราะเป็นเรื่องสำคัญ

เตรียมลงนามขายข้าวให้จีน

ส่วนอีกเรื่องคือวันที่ 11 พฤศจิกายนนี้ตนเองจะเดินทางไปนครฉงชิ่ง ประเทศจีน จะไปลงนามการขายสินค้าการเกษตร นายกรัฐมนตรีเป็นห่วงว่านอกจากสินค้าภาคการเกษตร ที่หลายอย่างราคาตกต่ำ อย่าง ข้าว หรือสินค้าอื่นๆจึงอยากขยายตลาดซึ่งกระทรวงเกษตรมีอุปทูต ประจำประเทศจีน 3 คน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรที่จะต้องทำ

รับปากดึงนักท่องเที่ยว

นอกจากนั้นนายกรัฐมนตรียังพูดถึงโครงการ Quick win ที่จะให้ของขวัญประชาชนในช่วงปีใหม่ และตนเองที่กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ซึ่งรับปากว่าจะนำเอานักท่องเที่ยวเข้ามาในช่วง ก่อนระยะเวลา 4 เดือนซึ่งตนเองตั้งเป้าเอาไว้จะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศไทยถึงเป้าหมายให้ได้ ซึ่งไม่ได้คุยเรื่องการเมืองกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะคุยกันแต่เรื่องการบ้าน

คุยโทรศัพท์นายกฯทุกคืน

ร.อ.ธรรมนัสยังกล่าวอีกว่า ตนเองกับนายอนุทินโทรศัพท์คุยกันทุกคืนจนภรรยาเข้าใจว่ามีอะไรกับนายอนุทินไปแล้ว ซึ่งคุยกันเรื่องงานทุกคืนสิ่งสำคัญที่สุดนายกรัฐมนตรีก็พยายามให้กำลังใจตนเอง เพราะตัวนายกฯก็ต้องทำงาน ซึ่งก็รับปากไปว่าจะทำงานให้ดีที่สุด

ยันนายกฯพูดเองยุบสภาหนีอภิปราย

ส่วนที่ช่วงหนึ่งบนเวทีที่ตนเองพูดว่า “ถ้าเกิดจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกฯ ก็จะชิงยุบสภาก่อนนั้น” ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่าเป็นประเด็นที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ ตนจึงถามนายอนุทินว่าจะเอาอย่างนั้นจริงหรือ แต่ถ้านายกรัฐมนตรีชิงยุบสภาก่อน แต่ ครม. ก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติจนกว่าจะได้รัฐบาลชุดใหม่มา

ยันข้อกล่าวหาไม่เกี่ยวกับตัวเอง

เมื่อถามว่ายังมีความตั้งใจจะทำงานต่อเพราะมีหลายเรื่องที่ถูกพาดพิงมาที่ตัวร้อยเอกธรรมนัส โดยเจ้าตัวกล่าวว่าหลายเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับตัวผม แต่เป็นเรื่องของคนรอบข้างซึ่งก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม อันไหนผิดก็ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเอาจริงเอาจัง บ้านเมืองเราที่วุ่นวายทุกวันนี้เพราะการบังคับใช้กฎหมายแบบเอาจริงเอาจังยังไม่เข้มพอ

ยอมรับการตรวจสอบ

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับ พรรคกล้าธรรม หรือตัวของผมเองก็เป็นเรื่องการเมือง เราอยู่วิถีการเมืองหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบ แต่การตรวจสอบจากคำครหาหรือข้อเท็จจริงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ประธานยุทธศาสตร์ของพรรคก็ตั้งวอร์รูมเพื่อจะหาข้อมูล อะไรที่คนของเราถูกครหาก็ต้องตรวจสอบ อันไหนที่ข้อมูลฝั่งตรงข้ามที่กล่าวหาเราก็ต้องจัดการอย่างเป็นระบบโดยใช้กฎหมายนำ ไม่ใช้อารมณ์หรือความคิดส่วนตัวเข้ามา ต้องเห็นประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

“ธรรมนัส” เผย นายกฯ ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก

ทำไมนายกฯ ถึงอาจตัดสินใจชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก?

จากคำกล่าวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ทำให้เกิดประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกนั้น อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล

การตัดสินใจดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย การประเมินสถานการณ์และความเสี่ยงต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้บริหารประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของนักการเมืองแต่ละคนล้วนมีผลต่อทิศทางของประเทศชาติ สิ่งสำคัญคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก

การชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอกถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสีย

ที่มา – “ธรรมนัส” เผย นายกฯ พูดเอง ชิงยุบสภาก่อนถูกซักฟอก ยอมรับสนิท “อนุทิน” โทรศัพท์คุยกันทุกคืน

ไทยก้าวใหม่พา Mobile STEMLAB เปิดโลกเทคโนโลยี

พรรคไทยก้าวใหม่ นำ Mobile STEMLAB ให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนเทคโนโลยีล้ำสมัย เชื่อมจินตนาการกับองค์ความรู้ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โครงการดีๆ ที่ช่วยเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและสร้างแรงบันดาลใจ

เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายวราวิช กำภู ณ อยุธยา รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ พร้อมทีมงาน ได้นำ Mobile STEMLAB (Science Technology Engineering Mathematics) มาเปิดประสบการณ์การเรียนการสอนด้วยอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่ จัดกิจกรรมเครื่องพิมพ์ 3 มิติแห่งอนาคตและการต่อวงจรไฟฟ้าไมโครคอนโทรลเลอร์กับเซนเซอร์ต่างๆ และจอ LCD บนโพรโตบอร์ด ให้นักเรียนชั้นประถม 4 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเกษมพิทยา เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โดยมีทีมผู้สอนคอยแนะนำให้ความรู้กับเด็กนักเรียนประมาณ 50 คน ได้เรียนรู้วิธีการพิมพ์ 3 มิติเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ตามจินตนาการของนักเรียน สร้างความสนุกสนานและความตั้งใจที่จะเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริง หลังจากการเรียนการสอนในกรุงเทพฯ ทางพรรคมีแผนที่จะนำ Mobile STEMLAB เดินทางไปยังโรงเรียนในต่างจังหวัด เพื่อให้นักเรียนที่อยู่ห่างไกลได้มีโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเช่นเดียวกัน

เด็กหญิงเบญญาพร วงศ์ปุ๋ย นักเรียนชั้นประถมปีที่ 6 ที่เข้าร่วมโครงการ กล่าวว่า ได้รับทั้งความรู้และความสนุกสนาน ได้ลงมือทำด้วยตัวเอง โดยมีการคิดวิเคราะห์ในการวาดรูปไดโนเสาร์ออกมาเป็นชิ้นงานสามมิติในรูปแบบของโมเดล และเธออยากให้มีกิจกรรมแบบนี้ทุกวัน

นางจารุณี เพียรมานะ ประธานชมรมผู้ปกครองเครือข่าย โรงเรียนเกษมพิทยา กล่าวว่า โครงการนี้ทำให้เด็กได้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ต้องการออกมาพัฒนาต่อเติมให้เห็นภาพได้จริง เป็นการเรียนรู้ที่สนุก และเด็กๆ มีความสุขกับการเรียน เมื่อลูกของเราเรียนอย่างมีความสุข ผู้ปกครองก็มีความสุขด้วย หากโครงการนี้ขยายไปยังโรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ก็จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและเป็นประโยชน์ที่ช่วยเติมเต็มโอกาสทางการศึกษาด้านเทคโนโลยีให้แก่นักเรียนในโรงเรียนที่ห่างไกล

กิจกรรมที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ “กิจกรรมเครื่องพิมพ์สามมิติแห่งอนาคต” ซึ่งเป็นการวาดแบบและสั่งพิมพ์ชิ้นงานสามมิติด้วยตนเอง นักเรียนได้เรียนรู้การวาดแบบโมเดลสามมิติเบื้องต้น พร้อมผลิตชิ้นงานจากจินตนาการ ด้วยเทคโนโลยีเครื่องพิมพ์สามมิติ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ของโลก นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมต่อวงจรเครื่องหาพลังงานลี้ลับ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้การต่อวงจรไฟฟ้าไมโครคอนโทรลเลอร์กับเซนเซอร์ต่างๆ และจอ LCD บนโพรโตบอร์ด และนำเอาออกไปสำรวจหาพลังงานลี้ลับได้จริง

ไทยก้าวใหม่พา Mobile STEMLAB เปิดโลกเทคโนโลยี

ทำไม Mobile STEMLAB ถึงสำคัญ?

การที่พรรคไทยก้าวใหม่นำ Mobile STEMLAB ให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทย เพราะเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสู่ห้องเรียน ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้และสนุกไปกับการเรียนรู้ ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์และทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกในอนาคต ที่สำคัญคือช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลได้เข้าถึงเทคโนโลยีและประสบการณ์การเรียนรู้ที่เท่าเทียมกับนักเรียนในเมืองใหญ่

กิจกรรม Mobile STEMLAB ไม่ได้เป็นเพียงการเรียนรู้เทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียน ให้พวกเขามีความสนใจในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ (STEM) ซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การลงทุนในการศึกษาและพัฒนาทักษะด้าน STEM ให้กับเยาวชนไทย ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะจะช่วยสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพและมีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล

โครงการ Mobile STEMLAB ของพรรคไทยก้าวใหม่ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการพัฒนาการศึกษา และแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสให้เยาวชนไทยทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ

ที่มา – รองหัวหน้าพรรคไทยก้าวใหม่ นำ Mobile STEMLAB ให้นักเรียนได้สัมผัสประสบการณ์การเรียนเทคโนโลยีล้ำสมัย

“พิพัฒน์” ยัน ทางพิเศษภูเก็ต เดินหน้าตามแผน

“พิพัฒน์” ยืนยันเดินหน้า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” ตามแผนเดิม เร่งเจรจาการทางพิเศษฯ พิจารณายกเว้นค่าผ่านทางช่วงอุโมงค์กะทู้–ป่าตอง

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงการปล่อยข่าวว่าจะชะลอ หรือยกเลิกการก่อสร้างโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต ว่า ไม่เป็นความจริง ยืนยันว่าจะเดินหน้าตามแผนเดิม ไม่มีการชะลอหรือยกเลิกอย่างแน่นอน หลังจากมีการทบทวนและหารือร่วมกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้ว โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนเตรียมการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะเปิดขายซองและเปิดซองได้ภายในปี 2569 และเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า โครงการดังกล่าว เป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงระบบคมนาคมของจังหวัดภูเก็ตอย่างครบวงจร โดย การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เป็นหน่วยงานดำเนินการ ซึ่งโครงการแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ช่วงกะทู้–ป่าตอง ระยะทางประมาณ 3.98 กิโลเมตร ระยะที่ 2 ช่วงเมืองใหม่–เกาะแก้ว–กะทู้ ทางยกระดับต่อเนื่อง ระยะทางประมาณ 30.6 กิโลเมตร ซึ่งโครงการผ่านการศึกษาความเป็นไปได้และรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) แล้วตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นโครงการสมัยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัด และลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางหลักเชื่อมสนามบินภูเก็ตกับป่าตอง

นายพิพัฒน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้กระทรวงคมนาคมหารือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ถึงแนวทางยกเว้นค่าผ่านทางในช่วงอุโมงค์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งมีแนวโน้มอย่างมากที่จะไม่เก็บเงินผ่านอุโมงค์ ส่วนทางยกระดับในระยะที่ 2 จะยังคงเก็บค่าผ่านทางตามปกติ เนื่องจากผู้ใช้ถนนสามารถเลือกได้ว่าจะขึ้นทางยกระดับหรือใช้ถนนปกติ

“ผมขอยืนยันว่า อุโมงค์ภูเก็ตจะสร้างแน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่กำลังพิจารณาในรายละเอียดเรื่องการเก็บค่าผ่านทาง ซึ่งแนวโน้มคือไม่เก็บ เพื่อช่วยลดรายจ่ายและเปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับพี่น้องชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยว” นายพิพัฒน์กล่าว

ทั้งนี้ หากคงรูปแบบเดิมไว้ได้โดยไม่ต้องทำอีไอเอใหม่ โครงการจะสามารถดำเนินการได้เร็วขึ้นตามไทม์ไลน์ โดยกระทรวงคมนาคมยืนยันว่าจะเดินหน้าเต็มที่ เพื่อให้ภูเก็ตยังคงเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีระบบคมนาคมสะดวก ปลอดภัย และรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“อยากให้พี่น้องชาวภูเก็ตสบายใจ เราไม่ชะลอ ไม่หยุดแน่นอน และจะพยายามให้การผ่านอุโมงค์ไม่ต้องเสียเงิน เพื่อให้การเดินทางสะดวก ปลอดภัย และประหยัดมากที่สุด นี่คือสิ่งที่ทางรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล กำชับกระทรวงคมนาคมบอกว่าทำอย่างไรก็ได้ขอให้เกิดความสะดวกในการเดินทาง และลดเรื่องของคำว่า รถติดให้ได้มากที่สุด” นายพิพัฒน์ กล่าว

“โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” เดินหน้าต่อแน่นอน

จากข่าวที่ออกมาสร้างความกังวลใจให้กับชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” วันนี้เรามีข่าวดีมาแจ้งให้ทราบกันว่า ท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองแล้วว่าโครงการนี้จะเดินหน้าต่อไปตามแผนเดิมอย่างแน่นอน ไม่มีการชะลอหรือยกเลิกใดๆ ทั้งสิ้น

ทำไมโครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ตถึงสำคัญ?

โครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจังหวัดภูเก็ต เพราะจะช่วยแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว และยังช่วยลดอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งบนเส้นทางหลักที่เชื่อมสนามบินภูเก็ตกับป่าตอง นอกจากนี้ยังเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคตอีกด้วย

โครงการ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้:

  • ระยะที่ 1: ช่วงกะทู้ – ป่าตอง ระยะทางประมาณ 3.98 กิโลเมตร
  • ระยะที่ 2: ช่วงเมืองใหม่ – เกาะแก้ว – กะทู้ ทางยกระดับต่อเนื่อง ระยะทางประมาณ 30.6 กิโลเมตร

หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วค่าผ่านทางล่ะจะเป็นอย่างไร? ทางกระทรวงคมนาคมกำลังพิจารณาแนวทางการยกเว้นค่าผ่านทางในช่วงอุโมงค์ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากๆ เลยทีเดียว

ดังนั้นสบายใจได้เลยว่า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” นี้จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน และจะช่วยให้การเดินทางในภูเก็ตสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เตรียมตัวพบกับภูเก็ตที่เดินทางง่ายกว่าเดิมได้เลย!

สำหรับใครที่กำลังวางแผนจะไปเที่ยวภูเก็ต อย่าลืมติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” อย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น และวางแผนการเดินทางให้เหมาะสม

ที่มา – “พิพัฒน์” ยืนยันเดินหน้า “โครงการทางพิเศษจังหวัดภูเก็ต” ตามแผนเดิม

Scroll to top