ข่าวการเมืองล่าสุด

นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต่างจับตามอง เมื่อนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเกี่ยวกับคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้น โดย นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม กับสิ่งที่คนร้ายกลุ่มนี้ได้ทำไว้ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาชาวต่างชาติ

นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม

เหตุการณ์ความสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่กับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียสองพี่น้องเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกรณีการฆาตกรรมคนไทยอีก 3 ศพ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในฐานะผู้นำประเทศว่า ท่านรับทราบถึงความโกรธแค้นของประชาชนและมีความคิดเห็นในทิศทางเดียวกัน แม้ในฐานะนายกฯ จะไม่สามารถพูดระบายอารมณ์ได้เหมือนประชาชนทั่วไป แต่ท่านยืนยันว่าจะใช้กระบวนการทางกฎหมายจัดการให้ถึงที่สุด

มาตรการเด็ดขาดจากภาครัฐ

นายกฯ ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เร่งรัดทำสำนวนคดีอย่างรอบคอบ เพื่อส่งฟ้องผู้ต้องหาให้ได้รับโทษสูงสุด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติกระทำความผิดซ้ำซาก นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก

  • เร่งรัดกระบวนการสอบสวนให้รวดเร็วและแม่นยำ
  • อำนวยความสะดวกสูงสุดให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตชาวต่างชาติ
  • ขยายผลตรวจสอบกรณีมีการแอบอ้างป้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • สร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับการท่องเที่ยวไทย

ความพยายามของรัฐบาลในการจัดการคดีนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญในการเรียกคืนความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ท่านนายกฯ ได้ย้ำว่า การกระทำของคนร้ายไม่ใช่แค่การพรากชีวิตคน แต่เป็นการทำลายชื่อเสียงของประเทศ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรมของศาลโดยเร็วที่สุด

ในฐานะประชาชน เราควรเฝ้าติดตามผลการดำเนินคดีอย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ในการทำงาน เพื่อให้ความยุติธรรมบังเกิดแก่ผู้สูญเสียอย่างแท้จริง เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินคือพื้นฐานสำคัญที่สุดของสังคมไทย

ที่มา – นายกฯ บอกคิดเหมือนประชาชน ซัด “ป๋อง-ธง” ฆ่าสองพี่น้องรัสเซีย ลั่นจะไม่มีวันปล่อย จะเอาให้สาสม

“ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3

“ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3

การเมืองสนามอุดรธานีกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขต 3 แทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยล่าสุดบรรยากาศที่ว่าการอำเภอเพ็ญ จังหวัดอุดรธานี เต็มไปด้วยความน่าสนใจ เมื่อ “ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3 ในนามพรรคภูมิใจไทย เพื่อสานต่องานของพ่อตาที่ล่วงลับไปแล้ว

เปิดศึกสนามอุดรฯ เขต 3 ระหว่างคนรุ่นใหม่และเก๋าเกม

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ ถือเป็นการวัดพลังระหว่างสองขั้ว โดยพรรคภูมิใจไทยได้ส่ง นายอธิการ แก้วเครือศรี หรือ “ตุ๋ง” ลงชิงชัย ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำ” และเน้นย้ำความเป็นคนในพื้นที่ผ่านคำว่า “คนบ้านเฮา” ซึ่งเป็นจุดขายสำคัญที่ได้แรงสนับสนุนมาจากฐานเสียงเดิมของ นายหรั่ง ธุระพล อดีต สส. ผู้เป็นพ่อตา

ในขณะที่อีกฟากหนึ่ง พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ส่ง นายขจิตร ชัยนิคม อดีต สส. 6 สมัย ที่มีความเชี่ยวชาญการเมืองสูงมาก เข้ามาลงสนามแข่งขัน ทำให้การเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้มีความเข้มข้นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ “ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3 ครั้งนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคอีสานตอนบนอย่างแท้จริง

บรรยากาศการสมัครเป็นไปอย่างเรียบง่าย โดยทั้งสองฝ่ายได้มีการพูดคุยทักทายกันด้วยไมตรีจิต เนื่องจากเป็นนักการเมืองที่รู้จักมักคุ้นกันมานาน โดยเฉพาะภาพการจับมือกันระหว่างนายขจิตร และนายทรงศักดิ์ ทองศรี ที่แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นคู่แข่งทางการเมือง แต่ความสัมพันธ์ส่วนตัวยังคงไว้ซึ่งความเป็นพี่เป็นน้อง

  • นายขจิตร ชัยนิคม (พรรคประชาธิปไตยใหม่) ได้หมายเลข 1
  • นายอธิการ แก้วเครือศรี (พรรคภูมิใจไทย) ได้หมายเลข 2

ความน่าสนใจของการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้คือการที่ นายอธิการ แก้วเครือศรี จะสามารถพิสูจน์ตัวเองเพื่อครองใจชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเพ็ญ สร้างคอม และตำบลบ้านขาวได้มากน้อยเพียงใด เพราะการที่ “ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3 นั้น ย่อมมีเป้าหมายเพื่อยึดพื้นที่เดิมไว้ให้ได้ตามเป้าหมายของพรรค

สุดท้ายแล้ว ผลการเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร ต้องรอให้พี่น้องชาวอุดรธานีเขต 3 เป็นผู้ตัดสินใจผ่านคูหาเลือกตั้ง ในฐานะประชาชนคนไทย เราควรติดตามกระบวนการประชาธิปไตยนี้อย่างใกล้ชิด เพราะทุกเสียงมีความหมายต่อการพัฒนาพื้นที่และประเทศชาติครับ

ที่มา – “ทรงศักดิ์” ส่งลูกเขย “หรั่ง ธุระพล” ชิงเก้าอี้เลือกตั้งซ่อม สส.อุดรฯ เขต 3

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย

เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อคุณพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ ออกมาส่งสัญญาณเตือนถึงการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะกรณี เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย ครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของกระทรวงมหาดไทยภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล

ในฐานะประชาชน เราต่างเฝ้ามองว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นเพียงการสลับตำแหน่ง หรือเป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่แท้จริง คุณพร้อมพงศ์ย้ำชัดว่า เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย โดยเน้นย้ำว่าต้องเลิกเล่นเกมเก้าอี้ดนตรี และหันมาวางคนให้ตรงกับงาน เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

บทบาทสำคัญกับการผลักดันเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากประเด็นเรื่องการเมืองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจคือการเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทำหน้าที่เป็นแม่ทัพเศรษฐกิจ ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญหาก เพื่อไทย ดักคอ อนุทิน แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย แล้วผลลัพธ์ที่ได้คือคนเก่งที่ลงไปขับเคลื่อนรายได้ในพื้นที่จริง จะถือเป็นก้าวย่างที่น่าชื่นชม โดยมีประเด็นหลักที่ควรให้ความสำคัญดังนี้:

  • ความโปร่งใสในการคัดเลือกคนเข้าสู่ตำแหน่ง
  • การตรวจสอบความผิดปกติในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่นกว่า 5,000 ราย
  • การมอบอำนาจให้ผู้ว่าฯ บริหารจัดการงบประมาณเพื่อสร้างรายได้ในจังหวัด
  • ดัชนีชี้วัดผลงานที่ชัดเจนและจับต้องได้

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าการปรับคณะรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นเร็วหรือช้า โจทย์ใหญ่ที่สุดคือความเชื่อมั่นของประชาชน การที่พรรคเพื่อไทยออกมาเตือนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเล่นเกมการเมือง แต่เป็นการสะท้อนเสียงของคนในสังคมที่อยากเห็นระบบราชการไทยพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น อย่าปล่อยให้การโยกย้ายเป็นเพียงการจัดสรรผลประโยชน์ เพราะในยุคสมัยนี้ ผลลัพธ์จากการทำงานคือสิ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองทุกคนครับ

ที่มา – เพื่อไทย ดักคอ “อนุทิน” แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการมหาดไทย อย่าแค่เล่นเก้าอี้ดนตรี แนะวางคนให้ตรงงาน

“อนุทิน” ไหว้ ท้าวเวสสุวรรณ ด้วยธูปใหญ่ อ้อนคนสุพรรณฯ ยก สส.ให้ทั้งจังหวัด

“อนุทิน” ไหว้ ท้าวเวสสุวรรณ ด้วยธูปใหญ่ อ้อนคนสุพรรณฯ ยก สส.ให้ทั้งจังหวัด

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังพูดถึง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจราชการ ณ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีไฮไลท์สำคัญคือการที่ “อนุทิน” ไหว้ ท้าวเวสสุวรรณ ด้วยธูปใหญ่ อ้อนคนสุพรรณฯ ยก สส.ให้ทั้งจังหวัด เพื่อหวังผลักดันการทำงานในพื้นที่ให้มีความคล่องตัวและไร้รอยต่อมากยิ่งขึ้น

บรรยากาศการลงพื้นที่ครั้งนี้เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยนายอนุทินได้เดินทางไปที่แปลงสาธิตการปลูกข้าวต้นทุนต่ำ บ้านท่านางเริง เพื่อพบปะพี่น้องเกษตรกรและย้ำถึงนโยบายที่มุ่งเน้นการยกระดับรายได้ให้ถึงมือชาวนาโดยตรง ไม่ให้ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง โดยท่านนายกฯ ได้กล่าวอย่างเป็นกันเองว่า การที่ตนตัดสินใจลงพื้นที่สุพรรณบุรีครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเพราะความเคารพในตัวคุณประภัตร โพธสุธน สส.สุพรรณบุรี ที่เปรียบเสมือนพี่น้องร่วมอุดมการณ์

ก้าวต่อไปของ “อนุทิน” ไหว้ ท้าวเวสสุวรรณ ด้วยธูปใหญ่ อ้อนคนสุพรรณฯ ยก สส.ให้ทั้งจังหวัด

นอกจากภารกิจด้านการเกษตรแล้ว นายอนุทินยังได้เดินทางไปยังวัดเดิมบาง (คงคาราม) เพื่อสักการะท้าวเวสสุวรรณ เทพหน้าทอง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านให้ความเคารพนับถือ โดยการมาเยือนครั้งนี้ “อนุทิน” ไหว้ ท้าวเวสสุวรรณ ด้วยธูปใหญ่ อ้อนคนสุพรรณฯ ยก สส.ให้ทั้งจังหวัด พร้อมกับจุดธูปมงคลปรากฏเป็นเลข 996 ซึ่งถือเป็นเลขเด็ดที่สร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้านที่มารอรับชมและร่วมขอโชคลาภกันอย่างคึกคัก

ในทางการเมือง นายอนุทินได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า แม้ปัจจุบันภูมิใจไทยจะมี สส. ในสุพรรณบุรี 4 จาก 5 คน แต่หากได้รับความไว้วางใจให้ได้ยกจังหวัดจะช่วยให้การขับเคลื่อนนโยบายและการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนทำได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นมาก โดยท่านยังเปรยอย่างติดตลกว่า ถึงแม้ตนจะเป็นหัวหน้าพรรค แต่ก็ถือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีของคนสุพรรณบุรีด้วยเช่นกัน

  • เน้นยกระดับรายได้เกษตรกรด้วยเทคโนโลยีต้นทุนต่ำ
  • วางแผนระบบชลประทานภาคกลางเพื่อป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก
  • สานต่อเจตนารมณ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแบบอย่างอดีตนายกฯ บรรหาร ศิลปอาชา

ความมุ่งมั่นของนายอนุทินในการลงพื้นที่ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการเมืองที่ใกล้ชิดประชาชนคือหัวใจสำคัญของการทำงานในฐานะผู้นำประเทศ การให้ความสำคัญกับทั้งปากท้องและจิตใจของพี่น้องประชาชนผ่านการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำถิ่น เป็นการแสดงถึงความเคารพในวัฒนธรรมและความเชื่อของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรกับการที่นักการเมืองลงพื้นที่เพื่อขอความไว้วางใจให้ได้ สส. ยกจังหวัดแบบนี้? นี่อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองขับเคลื่อนนโยบายได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” ไหว้ ท้าวเวสสุวรรณ ด้วยธูปใหญ่ อ้อนคนสุพรรณฯ ยก สส.ให้ทั้งจังหวัด

กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” เริ่ม 1 ส.ค.

ข่าวดีสำหรับข้าราชการและครอบครัวครับ! ล่าสุดทางกรมบัญชีกลางได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย โดยมีการประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ในการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือการเพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมากต่อการเกิดกระดูกหัก โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพได้อย่างทั่วถึงและลดภาระค่าใช้จ่ายที่เกินความจำเป็น

กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน”

การปรับปรุงระเบียบในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ช่วยแบ่งเบาภาระของข้าราชการได้อย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนรุนแรง ซึ่งยาในกลุ่ม Teriparatide และ Romosozumab เป็นยาที่มีประสิทธิภาพสูงแต่เดิมนั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง การที่ภาครัฐขยับตัวเข้ามาดูแลตรงจุดนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่องครับ โดยการดำเนินการครั้งนี้แบ่งออกเป็นรายละเอียดสำคัญที่ทุกคนควรทราบ ดังนี้ครับ

รายละเอียดการเพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน”

เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่าและผู้ป่วยได้รับยาที่เหมาะสม ทางกรมบัญชีกลางได้กำหนดอัตราการเบิกจ่ายไว้ชัดเจนเพื่อให้สถานพยาบาลยึดถือปฏิบัติ:

  • ยา Teriparatide: เบิกจ่ายได้ในอัตราไม่เกิน 7,710 บาทต่อ 1 ด้ามต่อกล่อง
  • ยา Romosozumab: เบิกจ่ายได้ในอัตราไม่เกิน 16,670 บาทต่อ 2 ด้ามต่อกล่อง

ข้อควรระวังสำคัญคือ การเบิกจ่ายยาเหล่านี้จะต้องดำเนินการผ่านระบบเบิกจ่ายตรงสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเท่านั้น และต้องเป็นไปตามแนวทางที่กรมบัญชีกลางกำหนดอย่างเคร่งครัด หากสถานพยาบาลออกใบเสร็จมาให้ในรูปแบบค่ายาที่เบิกไม่ได้ ท่านจะไม่สามารถนำมาเบิกคืนภายหลังได้ ดังนั้นก่อนเข้ารับการรักษาแนะนำให้สอบถามกับทางโรงพยาบาลให้แน่ใจว่าอยู่ในเงื่อนไขหรือไม่ครับ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการปรับตัวของระบบสาธารณสุขไทยให้ทันสมัยและตอบโจทย์วิถีชีวิตในสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย หากท่านหรือคนในครอบครัวมีภาวะเสี่ยงสูง แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อประเมินการใช้สิทธิดังกล่าวตั้งแต่ตอนนี้เลยครับ ถือเป็นข่าวดีที่น่าชื่นชมของข้าราชการไทยจริงๆ ครับ

ที่มา – กรมบัญชีกลางออกหลักเกณฑ์ใหม่ เพิ่มสิทธิข้าราชการเบิกค่ายา “รักษากระดูกพรุน” เริ่ม 1 ส.ค.

สก.ภัทรศักดิ์ แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน

สก.ภัทรศักดิ์ แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในสภา กทม. เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการลงคะแนนโหวต ล่าสุด สก.ภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร สมาชิกสภากรุงเทพมหานครจากพรรคประชาชน ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่ากรณี สก.ภัทรศักดิ์ แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน เป็นเพียงอุบัติเหตุจากความเร่งรีบเท่านั้น

รายละเอียดเหตุการณ์ สก.ภัทรศักดิ์ แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน

นายภัทรศักดิ์ได้อธิบายถึงที่มาของความผิดพลาดในครั้งนี้ว่า เนื่องจากเครื่องลงคะแนนของนายไซราม ประกายกิจ สก.เขตสาทร มีปัญหาการใช้งานมาตั้งแต่วันก่อนหน้า ทำให้นายไซรามต้องขยับที่นั่งมานั่งติดกับตนเอง ซึ่งตามปกติจะมีที่นั่งเว้นระยะห่างไว้ ในขณะที่บัตรของนายไซรามยังคงเสียบค้างไว้ที่เครื่องเดิม

ในระหว่างการลงมติวาระแก้ไขบังคับการประชุมสภา นายภัทรศักดิ์ได้รีบเดินกลับเข้ามาในห้องประชุมด้วยความเร่งรีบเพื่อให้ทันเวลาโหวต ทำให้เกิดความสับสนและเผลอไปกดปุ่มโหวตที่เครื่องของนายไซรามที่อยู่ใกล้ตัว โดยในขณะนั้นนายไซรามกำลังอยู่ระหว่างการคุยโทรศัพท์และกำลังเดินกลับเข้าที่ประชุมพอดี

  • ยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้มีเจตนาเสียบบัตรแทนกัน
  • ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาทันทีเมื่อทราบว่าเกิดความผิดพลาด
  • ระบุว่านายไซรามอยู่หน้าห้องและกำลังเดินเข้ามา จึงไม่มีเหตุผลให้ต้องโหวตแทน

สก.ภัทรศักดิ์ยังกล่าวเสริมอีกว่า “ผมยืนยันว่าไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน เพราะบัตรของคุณไซรามเสียบไว้อยู่แล้ว ผมเพียงแค่เผลอกดผิดด้วยความรีบร้อนเท่านั้น” นอกจากนี้เจ้าตัวยังได้แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยืนยันว่าจะใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้นในอนาคตเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ซ้ำอีก

เหตุการณ์นี้นับเป็นบทเรียนสำคัญของการทำงานในสภาที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญต่อการลงมติ การแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาของ สก.ภัทรศักดิ์ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของนักการเมืองที่พร้อมรับฟังและอธิบายต่อสาธารณชน เพื่อลดความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในสังคม

ที่มา – “สก.ภัทรศักดิ์” แจง เผลอกดโหวตผิดเครื่อง ไม่มีการเสียบบัตรแทนกัน

เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวสำคัญที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องรู้ โดยเฉพาะใครที่กำลังวางแผนเปิดบริษัทหรือมีหุ้นส่วนเป็นชาวต่างชาติ เพราะล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ เพื่อสร้างความโปร่งใสในระบบเศรษฐกิจบ้านเราครับ

เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

การปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่ต้องการขจัดปัญหาการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง หรือที่เรารู้จักกันในนามของ “นอมินี” ซึ่งเป็นการเอาเปรียบผู้ประกอบการไทยที่ทำธุรกิจอย่างสุจริต โดยมาตรการนี้ไม่ได้มีผลแค่ตอนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่เท่านั้น แต่ยังขยายขอบเขตไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นและกรรมการในภายหลังด้วย เพื่ออุดช่องโหว่ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตครับ

รายละเอียดเจาะลึก: ทำไมต้องเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

สำหรับมาตรการใหม่ที่กำลังจะบังคับใช้ มีจุดที่ต้องให้ความสำคัญดังนี้ครับ:

  • แสดงหลักฐานการเงิน: กรณีต่างด้าวร่วมลงทุน ต้องยื่นรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อพิสูจน์แหล่งที่มาของเงินทุน
  • ครอบคลุมวงจรชีวิตนิติบุคคล: ไม่ใช่แค่ตอนตั้งบริษัท แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในอนาคตด้วย
  • ความโปร่งใสของเอกสาร: มีการเพิ่มข้อความในบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เพื่อย้ำว่าเป็นเพียงเอกสารนายทะเบียน ไม่ใช่ใบรับรองสถานะผู้ถือหุ้นปัจจุบัน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วนักลงทุนต่างชาติที่มาทำธุรกิจถูกต้องจะได้รับผลกระทบไหม? คำตอบคือไม่เลยครับ รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าต้องการส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนที่ดี เพียงแต่ต้องการคัดกรองนิติบุคคลที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อป้องกันการใช้บริษัทเป็นเครื่องมือถือครองที่ดินหรือทำธุรกิจต้องห้ามโดยมิชอบนั่นเอง

ในฐานะผู้ประกอบการ การทำธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายตั้งแต่ต้นเป็นเรื่องที่ดีที่สุดครับ เพราะนอกจากจะได้รับความเชื่อมั่นจากทั้งคู่ค้าและภาครัฐแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงในการถูกตรวจสอบย้อนหลังที่อาจทำให้ธุรกิจสะดุดได้ การประกาศเริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยกำลังยกระดับมาตรฐานทางธุรกิจให้มีความยุติธรรมและแข่งขันได้มากขึ้นในระดับสากลครับ

หากคุณกำลังวางแผนจดทะเบียนบริษัทหรือปรับโครงสร้างหุ้นในช่วงนี้ อย่าลืมเตรียมเอกสารทางการเงินให้พร้อมและศึกษาเกณฑ์ใหม่ให้ละเอียด เพื่อให้การดำเนินธุรกิจของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและไร้กังวลนะครับ

ที่มา – เริ่ม 1 ส.ค. เข้มมาตรการตรวจสอบการจัดตั้งบริษัท อุดช่องโหว่ป้องกันคนไทยเป็น “นอมินี” ให้ต่างชาติ

“อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก ลั่นมาเที่ยวพักผ่อน

“อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก ลั่นมาเที่ยวพักผ่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลทันที เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวเพื่อสยบข่าวลือกรณี “อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก หลังจากที่มีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับดีลลับระหว่างขั้วการเมือง “แดง-เขียว” ในดินแดนหรูอย่างโมนาโก จนทำเอาหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีอะไรซ่อนอยู่หรือไม่

เบื้องลึกเรื่อง “อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก

สำหรับการเคลื่อนไหวครั้งนี้ แพทองธารได้โพสต์ข้อความสไตล์คนรุ่นใหม่ที่ชัดเจนและเป็นกันเองว่า “มาเที่ยวครับ พักผ่อนครับ โนดีลลับครับ ดีลเดียวที่มี คือ ดีลกับลูกครับ #ingsaway” ซึ่งถือเป็นการตอบโต้ข่าวลือที่แชร์กันอย่างกว้างขวางว่าเธอได้ไปพบปะหารือทางการเมืองกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ถึงทิศทางการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ นายไทกร พลสุวรรณ ได้ออกมาโพสต์ข้อมูลเชิงวิเคราะห์เกี่ยวกับการเมืองที่ทำเอาหลายคนตื่นตระหนก โดยอ้างว่ามีดีลลับเกิดขึ้นเพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางอำนาจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เมื่อ “อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก ออกมาเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นการปิดประตูข่าวลือทั้งหมดอย่างเป็นทางการ

  • ไม่มีการนัดพบนักการเมืองในโมนาโก
  • ทริปนี้เป็นเพียงการพักผ่อนกับครอบครัวเท่านั้น
  • เน้นย้ำความชัดเจนด้วยความจริงใจสไตล์คนรุ่นใหม่

ในฝั่งของร้อยเอกธรรมนัสเอง ก็ได้ออกมาชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองได้เดินทางไปพักผ่อนที่ฝรั่งเศสและโมนาโกจริง แต่ไปกับครอบครัวและไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด พร้อมทั้งท้าให้เช็กการเดินทางของนายทักษิณ ชินวัตร ได้เลยว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวตามที่เป็นข่าว ดังนั้น เรื่องราวดีลลับที่ถูกกล่าวขวัญถึงจึงเป็นเพียงการคาดเดาจากกระแสสังคมเท่านั้น

ในมุมมองของเรา เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าในยุคดิจิทัล ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายไปเร็วมาก โดยเฉพาะข่าวลือทางการเมืองที่มักจะถูกหยิบยกมาวิเคราะห์จนเกินจริง การที่คนดังหรือนักการเมืองออกมาสื่อสารด้วยตัวเองอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสับสนของประชาชนครับ

ที่มา – “อิ๊งค์” โพสต์โต้กระแสดีลลับโมนาโก ลั่นมาเที่ยวพักผ่อน โนดีลลับ ดีลเดียวที่มีคือดีลกับลูก

สก.พรรคประชาชน เสียบบัตรแทนกัน หลังเพื่อน สก.เขตสาทร ไม่ได้เข้ามาโหวต

สก.พรรคประชาชน เสียบบัตรแทนกัน หลังเพื่อน สก.เขตสาทร ไม่ได้เข้ามาโหวต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในห้องประชุมสภากรุงเทพมหานคร เมื่อเกิดเหตุการณ์ความผิดปกติในการลงคะแนนเสียงระหว่างการพิจารณาวาระสำคัญ จนนำมาสู่ดราม่า สก.พรรคประชาชน เสียบบัตรแทนกัน หลังเพื่อน สก.เขตสาทร ไม่ได้เข้ามาโหวต ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับจริยธรรมของนักการเมืองท้องถิ่นในครั้งนี้

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อมีการพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภา กทม. โดยนายสมชาย เต็มไพบูลย์กุล สก.เขตคลองสาน ได้ลุกขึ้นประท้วงเนื่องจากสังเกตว่าผลคะแนนโหวตมีความผิดปกติ ไม่สอดคล้องกับจำนวนสมาชิกที่อยู่จริงในห้องประชุม ทำให้บรรยากาศการประชุมเริ่มตึงเครียด นายนริสสร แสงแก้ว รองประธานสภาฯ จึงต้องสั่งให้นับองค์ประชุมและตรวจสอบรายชื่อผู้โหวตใหม่อีกครั้ง

เบื้องลึก สก.พรรคประชาชน เสียบบัตรแทนกัน กลางสภา

หลังจากหยุดพักการประชุมเพื่อตรวจสอบข้อมูล สมาชิกสภาเขตยานนาวา นายภัทรศักดิ์ ใหม่พระเนตร ได้ขอกดไมค์ยอมรับผิดต่อที่ประชุมว่า ตนเป็นผู้กดบัตรลงคะแนนแทนเพื่อนสมาชิกจริง โดยใช้บัตรของตนเองร่วมกับบัตรของว่าที่ร้อยตรี ไซราม ประกายกิจ สก.เขตสาทร ซึ่งในขณะนั้นไม่ได้อยู่ในห้องประชุมเพื่อลงคะแนนด้วยตนเอง

  • จุดเริ่มต้นปัญหา: การลงคะแนนที่ไม่ตรงกับจำนวนคนในห้องประชุม
  • การยอมรับผิด: นายภัทรศักดิ์ สารภาพว่ากดบัตรแทนกันจริง
  • ปฏิกิริยาสภา: สมาชิกคนอื่นร่วมประท้วงและหวั่นว่าจะมีความผิดทางกฎหมาย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่โต คำตอบคือเพราะคดีการเสียบบัตรแทนกันของ สส. ในอดีตเคยมีบรรทัดฐานที่ชัดเจนว่ามีความผิดถึงขั้นจำคุกมาแล้ว การที่ สก.พรรคประชาชน เสียบบัตรแทนกัน หลังเพื่อน สก.เขตสาทร ไม่ได้เข้ามาโหวต จึงเป็นสิ่งที่สังคมมองว่าเป็นการทำผิดหลักการประชาธิปไตยและขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่

ในขณะนี้มีกลุ่มสมาชิกสภา กทม. บางส่วน กำลังหารือเพื่อดำเนินการเอาผิดอย่างจริงจัง เนื่องจากเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อคะแนนเสียงในสภา แต่ยังบ่อนทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อตัวแทนของเขาเอง เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะไปจบที่ตรงไหน และพรรคต้นสังกัดจะมีการจัดการเรื่องนี้อย่างไรให้โปร่งใสที่สุด

การเมืองท้องถิ่นคือรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ ความโปร่งใสในการทำหน้าที่จึงถือเป็นหัวใจหลัก หากนักการเมืองขาดวินัยเสียเอง การจะสร้างความไว้วางใจให้ประชาชนคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ผู้มีอำนาจตัดสินใจควรนำไปทบทวนให้ดี

ที่มา – สก.พรรคประชาชน เสียบบัตรแทนกัน หลังเพื่อน สก.เขตสาทร ไม่ได้เข้ามาโหวต

Scroll to top