ข่าวการเมืองล่าสุด

พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย

พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว หลังสหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเศรษฐกิจเมื่อสหรัฐอเมริกาสั่งขึ้นภาษีสินค้าไทย 12.5% ภายใต้มาตรา 301 ซึ่งนายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ได้ออกมาเปิดเผยว่า ตนเคยแจ้งเตือนถึงปัญหานี้มานานแล้ว โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ ‘นอมินี’ และช่องโหว่ทางกฎหมาย จนกระทั่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การค้าและมาตรฐานแรงงานในปัจจุบัน

ในมุมมองของนายพชร แม้รัฐบาลจะมีนโยบายส่งเสริมให้ไทยเป็น ‘รัฐอำนวยความสะดวก’ แต่หากขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวด ช่องว่างเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งแสวงหาประโยชน์ของกลุ่มที่ไม่หวังดี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจมาตรการดังกล่าว การรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการปรับตัว แต่คือการจัดระเบียบโครงสร้างทางธุรกิจให้โปร่งใสและแข่งขันได้ในเวทีโลก

เปิดโครงสร้างนอมินีและปัญหาหุ้นบุริมสิทธิ์

ปัญหาสำคัญที่นายพชรเน้นย้ำคือ ธุรกิจในพื้นที่ท่องเที่ยวที่ใช้วิธีถือหุ้น 49% ตามกฎหมาย แต่กลับใช้อำนาจเบ็ดเสร็จผ่าน ‘หุ้นบุริมสิทธิ์’ ซึ่งมีสิทธิในการออกเสียงและการตัดสินใจสูงกว่าคนไทยจริง นี่คือปมปัญหาที่พชร จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายที่ล้าสมัย โดยเฉพาะมาตรา 1142 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ล็อกเงื่อนไขไว้ถาวร ทำให้ไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้ ส่งผลให้ต่างชาติคุมกิจการได้อย่างเบ็ดเสร็จแม้จะถือหุ้นน้อยกว่า

นายพชรได้เสนอแนวทางการแก้ไข 4 ข้อหลัก เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการประกอบธุรกิจ ดังนี้:

  • ทบทวนมาตรา 1142: เปิดช่องให้แก้ไขเงื่อนไขบุริมสิทธิ์ได้ เพื่อคุ้มครองผู้ถือหุ้นส่วนน้อยตามมาตรฐานสากล
  • นิยามคนต่างด้าวใหม่: ไม่ดูแค่สัดส่วนหุ้น แต่ต้องดู ‘อำนาจควบคุมกิจการ’ (Effective Control) เป็นเกณฑ์ตัดสิน
  • เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ: กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องตรวจสอบถึงข้อบังคับบริษัท ไม่ใช่แค่รายงานตัวเลข
  • บูรณาการฐานข้อมูล: เชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง BOI, สรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อติดตามแหล่งที่มาของเงินทุน

การรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าวไม่ใช่เรื่องของการกีดกันการลงทุน แต่เป็นการสร้างกฎกติกาที่เท่าเทียมและตรวจสอบได้ ประเทศไทยจำเป็นต้องจัดการปัญหานอมินีและการฟอกสิทธิ์สินค้าอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยต้องเสียเปรียบและสูญเสียอำนาจการบริหารกิจการในประเทศของตนเองให้กับกลุ่มทุนที่ฉ้อฉล

บทเรียนครั้งนี้คือเครื่องเตือนใจว่า การสร้างบรรยากาศที่ดีต่อนักลงทุนต้องมาคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียม หากรัฐบาลกล้าที่จะปฏิรูปโครงสร้างเหล่านี้ให้โปร่งใส เชื่อว่าความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจของไทยจะยกระดับขึ้นในระยะยาวครับ

ที่มา – “พชร” ชี้ปม สหรัฐฯ ขึ้นภาษีไทย เคยเตือนเรื่องปัญหา ม.301 แล้ว จี้เร่งรื้อกฎหมายธุรกิจต่างด้าว

เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับผู้ใช้รถทุกคน เพราะตั้งแต่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป กฎหมายจราจรจะมีความเข้มข้นขึ้น โดยมีมาตรการสำคัญคือ เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมการขนส่งทางบก เพื่อยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนนและลดอุบัติเหตุทั่วประเทศให้เหลือเพียง 12 คนต่อประชากร 1 แสนคนตามเป้าหมายของรัฐบาล

เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

การปรับระบบครั้งนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มภาระ แต่เป็นการบังคับใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เมื่อระบบมีการเชื่อมโยงข้อมูลกันอย่างสมบูรณ์ ประชาชนจะสามารถตรวจสอบใบสั่งของตนเองได้ง่ายขึ้นผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งจะมีหลักฐานครบถ้วนชัดเจน ทั้งสำเนาใบสั่งและภาพถ่ายเหตุการณ์ หากใครที่ยังมีใบสั่งค้างชำระ ระบบจะแจ้งเตือนและให้เวลาดำเนินการตามขั้นตอน

สรุปขั้นตอนเมื่อต้องต่อภาษีรถยนต์

สำหรับคำถามที่ว่า เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง จะมีผลอย่างไรบ้าง นี่คือสิ่งที่คุณต้องรู้:

  • เมื่อไปต่อภาษีประจำปี ระบบจะดึงข้อมูลใบสั่งจราจรค้างชำระขึ้นมาทันที
  • คุณสามารถชำระค่าปรับที่ค้างอยู่ ณ กรมการขนส่งทางบกได้เลยในคราวเดียว
  • หากคุณเลือกชำระเฉพาะภาษีรถโดยไม่จ่ายค่าปรับ คุณจะได้รับเพียงใบแทนชั่วคราว แต่จะยังไม่ได้รับป้ายภาษีตัวจริง
  • เมื่อชำระค่าปรับครบถ้วนแล้ว คุณจึงจะได้รับป้ายภาษีฉบับจริง เพื่อนำไปติดรถตามระเบียบ

มาตรการนี้ถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการสร้างวินัยจราจรให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม การที่คุณปฏิบัติตามกฎจราจรและชำระค่าปรับให้ครบถ้วนถือเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยลดอุบัติเหตุและสร้างสังคมการขับขี่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ดังนั้นก่อนถึงกำหนดต่อภาษี อย่าลืมตรวจสอบใบสั่งค้างชำระผ่านช่องทางออนไลน์ให้เรียบร้อย จะได้ขับขี่อย่างสบายใจและไม่เสียเวลาที่สำนักงานขนส่งครับ

หากคุณยังไม่แน่ใจว่ามีใบสั่งค้างชำระหรือไม่ แนะนำให้ตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือช่องทางที่ได้รับมอบหมาย เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมและไม่พลาดการได้รับป้ายภาษีตัวจริงในปีนี้ครับ

ที่มา – เริ่ม 1 ส.ค. 69 ต่อภาษีรถ พบใบสั่งจราจรค้างชำระ ไม่ได้ป้ายภาษีฉบับจริง

Caregiver บนหมอพร้อม ดูแลผู้สูงอายุผ่าน Digital ID

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน การดูแลสุขภาพของคนในครอบครัวก็ได้รับการยกระดับขึ้นเช่นกัน ล่าสุดรัฐบาลได้เปิดตัวบริการ Caregiver บนหมอพร้อม เพื่อสนับสนุนให้ญาติสามารถดูแลผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางได้อย่างมีประสิทธิภาพผ่านระบบ Digital ID ที่มีความปลอดภัยสูง

การยกระดับสุขภาพด้วย Caregiver บนหมอพร้อม

บริการ Caregiver บนหมอพร้อม ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดสำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการใช้งานแอปพลิเคชันด้วยตนเอง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้พิการ แทนที่จะต้องใช้บัญชีหมอพร้อมร่วมกันซึ่งมีความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนตัว ระบบใหม่นี้จะช่วยให้ญาติหรือผู้ดูแลสามารถยืนยันตัวตนและจัดการเรื่องสุขภาพแทนได้โดยตรงผ่านบัญชีของตนเอง

ทำไมคุณต้องใช้ Caregiver บนหมอพร้อม?

การนำ Digital ID มาใช้ในระบบนี้ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบสิทธิ์ได้ง่าย โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้:

  • ความเป็นส่วนตัว: ผู้ดูแลไม่จำเป็นต้องเข้าถึงรหัสผ่านร่วมกัน ข้อมูลส่วนบุคคลจึงถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย
  • ความสะดวกสบาย: สามารถจัดการนัดหมายแพทย์ ตรวจสอบประวัติการรับวัคซีน หรือดูผลตรวจแล็บได้ทันที
  • ความถูกต้อง: ระบบเชื่อมโยงข้อมูลกับทะเบียนราษฎร์เพื่อยืนยันความสัมพันธ์ทางครอบครัว

ในปัจจุบัน Caregiver บนหมอพร้อม กำลังอยู่ในระหว่างการนำร่องที่โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า และในอนาคตกระทรวงสาธารณสุขมีแผนจะขยายผลให้ครอบคลุมไปถึงผู้ดูแลที่ไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด รวมถึงการเชื่อมต่อข้อมูลกับแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” เพื่อสร้างบริการภาครัฐที่ไร้รอยต่ออย่างแท้จริง

บทบาทของผู้ดูแลในยุคดิจิทัลจึงสำคัญมาก การเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจวิธีการใช้งานบริการนี้จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล และทำให้ผู้สูงอายุในบ้านของคุณได้รับบริการสุขภาพที่รวดเร็วขึ้น หากคุณมีผู้สูงอายุในความดูแล แนะนำให้คอยติดตามประกาศจากทางแอปพลิเคชันหมอพร้อม เพื่ออัปเดตสถานะการเปิดให้บริการในโรงพยาบาลใกล้บ้านคุณ ทั้งนี้ นี่คือการก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลที่ใส่ใจคุณภาพชีวิตของทุกคนอย่างแท้จริง

ที่มา – เดินหน้า “Caregiver บนหมอพร้อม” นำร่องให้ญาติดูแลผู้สูงอายุ–กลุ่มเปราะบางผ่าน Digital ID

รัฐบาลเร่งฟันบริษัทเถื่อน หลอกแรงงานไทยไปทำงานไอร์แลนด์ งัดข้อกฎหมายเตือนอย่าตกเป็นเหยื่อ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับกรณีที่มีพี่น้องแรงงานไทยถูกหลอกไปทำงานต่างประเทศกันอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงราย ที่มีการรัฐบาลเร่งฟันบริษัทเถื่อน หลอกแรงงานไทยไปทำงานไอร์แลนด์ งัดข้อกฎหมายเตือนอย่าตกเป็นเหยื่อ หลังจากมีผู้เสียหายจำนวนมากยอมจ่ายเงินก้อนโตแต่สุดท้ายกลับถูกทอดทิ้งและสูญเงินฟรี ถือเป็นอุทาหรณ์ครั้งใหญ่ที่พวกเราต้องระวังให้มากครับ

รัฐบาลเร่งฟันบริษัทเถื่อน หลอกแรงงานไทยไปทำงานไอร์แลนด์ งัดข้อกฎหมายเตือนอย่าตกเป็นเหยื่อ

เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งลงมาจัดการอย่างจริงจัง ทางรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่าเราต้องไม่หลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อบนโซเชียลมีเดียที่ดูเกินจริง ไม่ว่าจะเป็นงานสบาย รายได้ดี หรือขั้นตอนที่ดูง่ายจนน่าสงสัย เพราะกระบวนการเหล่านี้มักแฝงมาด้วยมิจฉาชีพที่พร้อมจะหลอกเงินในกระเป๋าคุณตลอดเวลาครับ ดังนั้นการที่รัฐบาลเร่งฟันบริษัทเถื่อน หลอกแรงงานไทยไปทำงานไอร์แลนด์ งัดข้อกฎหมายเตือนอย่าตกเป็นเหยื่อ จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกคนตรวจสอบข้อมูลผ่านกรมการจัดหางานก่อนตัดสินใจจ่ายเงินทุกครั้ง

5 วิธีไปทำงานต่างประเทศให้ถูกกฎหมาย

หากคุณมีความฝันที่จะไปขุดทองในต่างแดน การทำทุกอย่างให้ถูกต้องเป็นทางออกที่ดีที่สุดครับ โดยรัฐบาลแนะนำ 5 ช่องทางที่ปลอดภัย ดังนี้ครับ:

  • บริษัทจัดหางานที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายกับกรมการจัดหางาน
  • กรมการจัดหางานเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งแรงงานไปเอง
  • แรงงานเดินทางไปทำงานด้วยตนเองผ่านช่องทางที่กำหนด
  • นายจ้างในประเทศไทยพาลูกจ้างไปทำงานในต่างประเทศ
  • นายจ้างในประเทศไทยส่งลูกจ้างของตนไปฝึกงานเพื่อให้เพิ่มทักษะ

หากใครที่พยายามหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยเลือกการเดินทางผ่านช่องทางธรรมชาติหรือลักลอบเข้าประเทศ นอกจากจะเสี่ยงต่อการโดนหลอกแล้ว ยังเสี่ยงต่อการถูกค้ามนุษย์และมีความผิดทางกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองด้วยครับ สำหรับผู้ที่กระทำผิดฐานลักลอบจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มีโทษหนักถึงจำคุก 3-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 60,000 – 200,000 บาทเลยทีเดียว

ผมอยากฝากไว้ว่า ความฝันเรื่องการมีรายได้ที่ดีขึ้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ครับ แต่เราต้องเอาความปลอดภัยและข้อกฎหมายเป็นที่ตั้ง อย่าปล่อยให้ความโลภหรือความรีบร้อนทำให้เราตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้ หากเจอความผิดปกติให้รีบแจ้งกรมการจัดหางานทันที การมีสติและรอบคอบคือเกราะป้องกันตัวที่ดีที่สุดครับ ขอให้ทุกคนระมัดระวังและโชคดีกับการทำงานที่ถูกต้องนะครับ

ที่มา – รัฐบาลเร่งฟันบริษัทเถื่อน หลอกแรงงานไทยไปทำงานไอร์แลนด์ งัดข้อกฎหมายเตือนอย่าตกเป็นเหยื่อ

รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน

รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนที่ถือครองยานพาหนะเก่า วันนี้ทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระและคืนความยุติธรรมให้กับผู้ลงทะเบียนสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้รถเก่าในการประกอบอาชีพหรือชีวิตประจำวัน

ก่อนหน้านี้มีประเด็นเรื่องเกณฑ์การถือครองยานพาหนะที่อาจส่งผลต่อการได้รับสิทธิ์ ซึ่งทางรัฐบาลได้เล็งเห็นถึงปัญหาดังกล่าวและได้ปรับปรุงเงื่อนไขใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับประชาชนที่รอคอยการแก้ไขปัญหานี้ โดยปัจจุบันโครงการ รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน ได้มีการเปิดให้ประชาชนยื่นอุทธรณ์ไปแล้วมากกว่า 2.1 แสนรายทั่วประเทศ

รายละเอียดการปรับเกณฑ์และขั้นตอนสำหรับผู้มีรถเก่า

สำหรับการปรับเกณฑ์ใหม่ในปี 2569 รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการไม่นำมูลค่าหรือสภาพของรถเก่ามาเป็นตัวตัดสิทธิ์ที่ไม่เป็นธรรม โดยมีเงื่อนไขใหม่ที่น่าสนใจดังนี้:

  • ไม่นับรวมจักรยานยนต์ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป
  • ไม่นับรวมรถยนต์ รถพ่วง และรถเพื่อการเกษตรที่มีอายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป
  • ลดขั้นตอนการยื่นเอกสาร โดยให้หน่วยงานเชื่อมโยงข้อมูลกันเองเพื่อความรวดเร็ว

ความคืบหน้าล่าสุด ข้อมูลที่ได้รับรายงานระบุว่าจังหวัดนครราชสีมามีผู้ยื่นอุทธรณ์มากที่สุด ตามมาด้วยเชียงใหม่ ลำปาง เพชรบูรณ์ และนราธิวาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปัญหารถเก่าที่อยู่ในเกณฑ์ยกเว้นตามหลักเกณฑ์ใหม่ ทั้งนี้ การที่ รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน ในรอบนี้ จะช่วยให้ประชาชนที่ควรได้รับสิทธิ์แต่เดิมนั้นกลับมาได้รับสิทธิประโยชน์อย่างครบถ้วนและเป็นธรรม

สำหรับใครที่ยังไม่ได้ดำเนินการหรือมีความประสงค์จะขอทบทวนสิทธิ ขอให้รีบตรวจสอบข้อมูลและยื่นคำร้องอุทธรณ์ให้ทันภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น แนะนำว่าให้เตรียมหลักฐานให้พร้อมหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่านช่องทางหน่วยงานรัฐใกล้บ้าน เพื่อไม่ให้เสียสิทธิ์ที่ท่านควรจะได้รับครับ

ในมุมมองของผู้เขียน การปรับปรุงกฎเกณฑ์ในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจของภาครัฐที่พยายามปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตคนไทยที่มีความจำเป็นต้องพึ่งพายานพาหนะเก่า แต่ยังคงต้องดูแลเรื่องการคัดกรองผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง การอัปเดตข้อมูลให้เป็นปัจจุบันจึงมีความสำคัญมากเพื่อให้เงินสวัสดิการไปถึงมือผู้ที่เดือดร้อนอย่างแม่นยำที่สุด

ที่มา – รัฐบาลเร่งอำนวยความสะดวกคนมีรถเก่า ทบทวนสิทธิบัตรคนจน ยื่นอุทธรณ์แล้ว 2.1 แสนราย

เลขาฯ ประกันสังคม แจง ตัวเลขงบแจงศาล 30 ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณรวมของโครงการ

เลขาฯ ประกันสังคม แจง ตัวเลขงบแจงศาล 30 ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณรวมของโครงการ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงประกันสังคม เมื่อมีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณจัดเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งทางคุณกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ได้ออกมาชี้แจงด่วนเพื่อทำความเข้าใจกับผู้ประกันตนและนายจ้างทุกคนครับ โดยประเด็นหลักคือเรื่องที่ว่า เลขาฯ ประกันสังคม แจง ตัวเลขงบแจงศาล 30 ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณรวมของโครงการ แต่อย่างใด

หลายท่านอาจจะเกิดความสงสัยว่าทำไมตัวเลขถึงดูแตกต่างกันมาก ระหว่างงบที่รายงานศาล 30 ล้านบาท กับงบโครงการทั้งหมด 275 ล้านบาท ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองตัวเลขนี้มีที่มาที่ไปและวัตถุประสงค์ในการคำนวณที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ

ทำไมต้องมีสองตัวเลข? วิเคราะห์เมื่อ เลขาฯ ประกันสังคม แจง ตัวเลขงบแจงศาล 30 ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณรวมของโครงการ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูเหตุผลกันครับว่าทำไมตัวเลขถึงไม่เท่ากัน:

  • งบ 30 ล้านบาท: เป็นเพียงค่าใช้จ่ายจำเพาะในการจัดตั้งหน่วยเลือกตั้ง โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลผู้ลงทะเบียนล่วงหน้า ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เป็นจุดเปรียบเทียบในเชิงกฎหมายเพื่อนำเสนอต่อศาลเท่านั้น
  • งบ 275 ล้านบาท: นี่คืองบประมาณรวมทั้งโครงการ ที่ต้องครอบคลุมค่าบริหารจัดการทั้งหมดครับ

งบประมาณรวม 275 ล้านบาทนั้น ครอบคลุมภารกิจที่สำคัญมากมาย เช่น:

  • ค่าตอบแทนบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้ง
  • ค่าใช้จ่ายในการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ
  • การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การประชุม และการขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง
  • งบบริหารจัดการศูนย์อำนวยการเลือกตั้งทั่วประเทศ

การที่ เลขาฯ ประกันสังคม แจง ตัวเลขงบแจงศาล 30 ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณรวมของโครงการ ถือเป็นความชัดเจนที่สำนักงานประกันสังคมต้องการสื่อสารเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะการบริหารงบประมาณจำนวนมากต้องมีความละเอียดและสะท้อนความเป็นจริงของการจัดเลือกตั้งระดับประเทศ ซึ่งสมมติฐานการคำนวณงบ 275 ล้านบาทนี้ อ้างอิงจากคาดการณ์ว่าจะมีผู้มาใช้สิทธิถึง 50% ของผู้มีสิทธิทั้งหมดครับ

โดยส่วนตัวผมมองว่า การที่หน่วยงานภาครัฐออกมาให้ข้อมูลเชิงลึกแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยลดความสับสนและทำให้ผู้ประกันตนมั่นใจได้ว่า เงินกองทุนทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อตัวผู้ประกันตนเอง หวังว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมในครั้งนี้จะเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพนะครับ

ที่มา – เลขาฯ ประกันสังคม แจง ตัวเลขงบแจงศาล 30 ล้านบาท ไม่ใช่งบประมาณรวมของโครงการ

อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมออกมาเผยแผนยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งหัวข้อที่น่าจับตามองที่สุดคือ อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน บนเวทีระดับประเทศครับ

อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเวทีนี้ถึงสำคัญ? ต้องบอกว่าโลกของเราในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งเรื่องของระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีทิศทางที่ชัดเจนครับ

การที่ อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน ในงาน The INTANIA Forum ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะเป็นการถอดรหัสความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้ไม่เป็นเพียงแค่ผู้ตาม แต่เป็นผู้กำหนดทิศทางในเวทีโลก

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับเวที The INTANIA Forum

ภายในงานจะมีการพูดคุยและเสนอแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่:

  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนยุคใหม่
  • การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • กลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิรัฐศาสตร์โลก

รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เราต้องมาลุ้นกันครับว่าวิสัยทัศน์ที่ท่านนายกฯ จะนำเสนอนั้น จะช่วยให้คนไทยมีความหวังและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

ในมุมมองของผม นี่ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราไม่เตรียมตัวรับมือกับความผันผวนของโลกตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะเสียโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงครับ มาร่วมติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์จากเวทีนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงหรือไม่

ที่มา – “อนุทิน” จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

เสรีพิศุทธ์ บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก บ้านเนวิน จี้ที่ดินเขากระโดง

ถ้าพูดถึงเรื่องการเมืองที่ร้อนแรงที่สุดในตอนนี้ คงหนีไม่พ้นการที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ลุยเปิดปฏิบัติการสำคัญด้วยการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นฐานที่มั่นทางการเมืองใหญ่ โดยการที่ “เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้ นั้นสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งโซเชียลเลยทีเดียวครับ

“เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้

การลงพื้นที่ครั้งนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เริ่มปฏิบัติการที่บ้านเลขที่ 30/2 ของนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นจุดที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นที่ตั้งของบริษัทหลายแห่ง รวมถึงสนามแข่งรถชื่อดัง งานนี้หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทยได้ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับงบประมาณรัฐกว่า 4,000 ล้านบาท ที่นำมาสนับสนุนงานระดับโลกอย่างโมโตจีพี โดยมองว่าเป็นการใช้งบประมาณในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงต่อคำว่า “ชงเองกินเอง” หรือไม่

ตรวจสอบความจริงปมที่ดินเขากระโดง

นอกจากประเด็นเรื่องงบประมาณแล้ว สิ่งที่คนจับตามองมากที่สุดคือเรื่องที่ดินบริเวณสถานีรถไฟเขากระโดง ซึ่งมีประเด็นเรื่องคำพิพากษาว่าเป็นของ รฟท. แต่ยังไม่มีการจัดการที่ชัดเจน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ตั้งข้อสังเกตว่าด้วยความที่พรรคภูมิใจไทยกุมบังเหียนกระทรวงสำคัญไว้หลายแห่ง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายดูจะล่าช้าหรือไม่อย่างไร โดยภารกิจ “เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้ ยังรวมไปถึงการตรวจสอบบ้านพักของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อีกด้วย

จากการเดินสำรวจพื้นที่ตลอดทั้งคืน ทั้งสนามฟุตบอลและสถานที่ประกอบการต่างๆ ทีมข่าวรายงานว่ามีการเตรียมพยานหลักฐานชุดใหญ่เพื่อใช้ในชั้นศาล ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ดุเดือดและน่าติดตามอย่างยิ่งครับ

  • ตรวจสอบสถานะที่ดินเขากระโดง
  • ติดตามเส้นทางการใช้งบประมาณรัฐ
  • วิเคราะห์ความเชื่อมโยงในนามบริษัทเครือข่าย

ท้ายที่สุด การเคลื่อนไหวของ “เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้ ครั้งนี้ ถือเป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของการตรวจสอบอำนาจรัฐ ซึ่งประชาชนอย่างเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความจริงเรื่องที่ดินและการใช้งบประมาณจะกระจ่างขึ้นหรือไม่ เมื่อเข้าสู่กระบวนการศาลจริง ๆ หากใครมีมุมมองอย่างไร หรือคิดว่าเรื่องนี้จะจบลงแบบไหน คอมเมนต์มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับ!

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” บุกบุรีรัมย์ เปิดจุดแรก “บ้านเนวิน” เจาะที่ดินเขากระโดง ก่อนขึ้นศาลพรุ่งนี้

รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้ผมมีประเด็นร้อนที่น่าสนใจจากทางภาครัฐมาฝากกัน เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินเรื่องการบุกรุกที่ดินของรัฐกันมาบ้าง ซึ่งล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศเดินหน้าเต็มสูบกับ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว เพื่อปราบปรามการบุกรุกป่าสงวนและที่สาธารณะอย่างจริงจังครับ

ทำไมรัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ถึงสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องภูเก็ต? คำตอบคือภูเก็ตเป็นพื้นที่ที่มีมูลค่าที่ดินสูงมาก และมักเกิดปัญหาการครอบครองที่ดินโดยมิชอบ ตั้งแต่การออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ป่าไม้ ไปจนถึงกลุ่มนอมินีที่ถือครองที่ดินแทนต่างชาติ การที่ รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว จะช่วยตรวจสอบย้อนหลังทุกเส้นทางและทุกตารางนิ้ว เพื่อทวงคืนสมบัติของชาติกลับมาให้ประชาชนทุกคนครับ

ผลงานเด่นจากภูเก็ตโมเดล

ปัจจุบันเราเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนแล้ว ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติป่าเทือกเขานาคเกิด ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 28 ปี
  • การรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างรุกล้ำในพื้นที่หาดนุ้ย และหาดฟรีดอม
  • การตรวจสอบกลุ่มโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการ เพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว
  • การจัดการสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางเข้าหาดสาธารณะ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขยายผลแนวทางนี้ไปยังอุทยานแห่งชาติทับลานและพื้นที่สำคัญอื่นๆ ทั่วประเทศ เพื่อหยุดยั้งการบุกรุกป่าไม้และทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน โดยมีการทำงานร่วมกับ ปปง. เพื่อสาวไปถึงเส้นทางการเงินของผู้กระทำผิดด้วยครับ

สรุปและมุมมองส่วนตัว

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและเท่าเทียม จะช่วยให้ทรัพยากรธรรมชาติของไทยถูกรักษาไว้ให้คนรุ่นหลัง ไม่ใช่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคนเพียงไม่กี่กลุ่ม เราต้องคอยติดตามดูครับว่าโมเดลนี้จะสามารถจัดการปัญหาการบุกรุกทั่วประเทศได้สำเร็จมากน้อยแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้แผ่นดินไทยเริ่มกลับมาเป็นของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริงครับ หากเพื่อนๆ พบเห็นการรุกที่สาธารณะ อย่าลืมแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยกันปกป้องสมบัติของชาตินะครับ

ที่มา – รัฐบาลลุยภูเก็ตโมเดล เอ็กซเรย์ทุกตารางนิ้ว ปราบบุกรุกป่าสงวน-อุทยานฯ-ที่สาธารณะ ขยายผลทั่วประเทศ

Scroll to top