ข่าวการเมืองล่าสุด

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 บังคับใช้ 1 ต.ค. นี้

“ในหลวง” มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 แล้ว กรอบวงเงิน 3.7 ล้านล้านบาท ให้ใช้บังคับตั้งแต่ 1 ต.ค. 68

วันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา

โดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ให้ตั้งเป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท จำแนกเป็นรายจ่ายตามที่ระบุต่อไปในพระราชบัญญัตินี้

(อ่าน พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ฉบับเต็ม)

สำหรับเหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณได้มีกรอบวงเงินงบประมาณสำหรับใช้จ่ายในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ โดยมี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ.

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ได้รับการโปรดเกล้าฯ อย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป กฎหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ และมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกคน

รายละเอียดสำคัญของ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569

งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 มีวงเงินรวมทั้งสิ้น 3,780,600,000,000 บาท (สามล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นหกร้อยล้านบาท) การจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลนี้ ครอบคลุมหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สาธารณสุข คมนาคม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

การจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 นั้น มีเป้าหมายหลักเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น การส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นอกจากนี้ งบประมาณยังถูกจัดสรรเพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญที่ประเทศกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความยากจน ปัญหาการว่างงาน ปัญหาสิ่งแวดล้อม และปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรและบริการของรัฐอย่างเท่าเทียมกัน

พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่รัฐบาลใช้ในการขับเคลื่อนนโยบายและแผนพัฒนาประเทศ การติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณที่ได้รับการจัดสรรไปนั้น ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

การประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รัฐบาลจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายงบประมาณก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

จับตาดูการเปลี่ยนแปลงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจาก พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 อย่างใกล้ชิด เพื่อให้เราทุกคนสามารถปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

ที่มา – โปรดเกล้าฯ แล้ว พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วงเงิน 3.7 ล้านล้าน ใช้บังคับ 1 ต.ค. 68

บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

“บิ๊กเล็ก” งง “ฮุน มาเนต” ประท้วงไทย ถามกลับวางทุ่นระเบิด-รั้วลวดหนาม อันไหนแรงกว่ากัน ซัดพฤติกรรมคล้ายมีการวางแผน ก่อกวนเสร็จ วันรุ่งขึ้นทำหนังสือฟ้องนานาชาติ

วันที่ 18 ก.ย.2568 ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม และว่าที่รมว.กลาโหม กล่าวถึงเหตุปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว ว่า แบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ระดับที่ตนรับผิดชอบคือการเจรจา เริ่มจาก GBC ก่อน ในข้อ 4 ระบุไว้แล้วว่าให้บริหารจัดการพื้นที่ และผู้ว่าฯ ทั้ง 2 ฝ่ายคุยกัน และเมื่อวานนี้ (17 ก.ย. 68) ที่ผู้ว่าฯสระแก้ว ไปคุยกับผู้ว่าบันเตียเมียนเจย ก็ยังไม่มีผลคืบหน้า ซึ่งต้องรอรัฐบาล และเมื่อเกิดเหตุการณ์เมื่อวาน ในขั้นการประชุม ก็คงให้ประชุม RBC โดยเมื่อเช้านี้ได้โทรไปคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 ให้เร่งประชุม RBC ถ้าไม่ได้ความชัดเจน คราวหน้าตนก็จะไปทวงในการประชุม GBC อีกครั้ง “ผมยืนยันว่า เราตกลงกันแล้ว โดยได้คุยกับ พลเอก เตีย เซยฮา รองนายกฯ และ รมว.กลาโหมกัมพูชา แล้ว ว่าในพื้นที่ของฝ่ายไทย จะดำเนินการตามกฎหมายไทย” พล.อ.ณัฐพล กล่าว

“อนุทิน”ย้ำชัดอธิปไตยอันดับแรก

ส่วนคำถามที่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้มีปัญหาขึ้นอีกหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ถ้าเกิดก็ต้องเกิด เพราะมันเขตประเทศไทย และเราใช้กฎหมายไทยอยู่ เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่ากัมพูชาปากว่าตาขยิบ พลเอก ณัฐพล ยอมรับว่า ก็คงอย่างนั้น พร้อมระบุว่าขณะนี้ ศบ.ทก. ที่ตั้งมาโดยรัฐบาลเก่ากำลังจะพ้นสภาพ ทำให้ความรับผิดชอบของตนเหลือความเป็นรัฐมนตรีกลาโหมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นตนก็ต้องมองเรื่องความมั่นคงอย่างเดียว ส่วนเรื่องเศรษฐกิจ ก็คงต้องรัฐบาลใหม่ที่จะว่ากัน ยืนยันว่ารัฐบาลอนุทินมีความชัดเจน เรื่องอธิปไตยต้องมาอันดับแรก แต่ตัวนโยบายลายลักษณ์อักษร อาจจะยังไม่เสร็จเรียบร้อยแต่

คล้ายจงใจสร้างปัญหา

เมื่อถามว่า เวลาประชุม GBC มีการตอบรับจากกัมพูชาดี แต่ในขณะที่พื้นที่มีปัญหาหยุมหยิมตลอด พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า ก็แบบที่เคยบอก คือดูคล้ายเขามีความตั้งใจที่จะเข้าสู่กระบวนการ แต่หน้างานก็เป็นแบบนี้ ทั้งพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 กองทัพภาคที่ 1 และด้านจันทบุรี-ตราด ซึ่งตนก็ย้ำอยู่เสมอว่า เจรจาก็ว่ากันไป ส่วนหน้างานก็ว่ากันไป ถ้าวันใดวันหนึ่ง ที่มารุกล้ำก็ต้องดำเนินการตามกฎการใช้กำลัง ตรงนี้ไม่ต้องเป็นห่วง เราไม่ยอมแน่นอนในเรื่องเขตอธิปไตยของเรา ถ้ามีการกระทำที่เกินกว่าเหตุมากกว่านี้ ก็ต้องมีการจับกุมบ้าง เพราะจากการสังเกตเมื่อวานนี้น่าจะเป็นการวางแผนไว้ของฝ่ายกัมพูชา พอมากระทำแล้ว วันรุ่งขึ้นก็มีหนังสือไปถึงประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการกระทำที่สอดรับกันมาก

ชมเจ้าหน้าที่ไทยทำตามขั้นตอน

“การที่นายกฯ กัมพูชา ไปประท้วงกับประเทศต่างๆ ว่าไทยกระทำต่อชาวกัมพูชา ซึ่งภาพต่างๆที่เกิดขึ้นอยากจะเรียนว่า 1.หัวหน้าชุด IOT ของฝ่ายไทย ที่มาจากมาเลเซีย ได้กล่าวชมเชยไทยเมื่อวาน ว่าปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย ซึ่งเราต้องพยายามทำตามขั้นตอนไว้ แต่สิ่งที่เกินกว่าเหตุก็สามารถข้ามขั้นตอนได้ 2.การที่นายกฯ กัมพูชา ไปประท้วง ผมก็ไม่เข้าใจ ในขณะที่เราประท้วงกัมพูชาว่ามาวางกับระเบิดในพื้นที่ทัพภาค 2 กัมพูชากลับมาประท้วงไทยว่าวางรั้วลวดหนาม ซึ่งก็ต้องดูว่าอันไหนมันแรงกว่ากัน ตรงนี้ก็คงต้องทำความเข้าใจกันต่อไป ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้ประสานกระทรวงต่างประเทศ ให้ทำหนังสือประท้วงไปเช่นกัน”

ย้ำกัมพูชา ขอใช้กฎหมายไทย

เมื่อถามว่า ครบ 30 วันแล้ว เดดไลน์เขายังไม่ย้ายออกจากพื้นที่ จะต้องเข้าสู่กระบวนการ JBC ในเดือนพฤศจิกายนอีกรอบ จะล่าช้าหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า มันยังมีการประชุม GBC คั่นกลางก่อน ซึ่งวันนั้นตนได้คุยกับ รมว.กลาโหมกัมพูชา ว่าในช่วงระหว่างนี้ให้ผู้ว่าฯ คุยกัน แต่ถ้าทำอะไรเกินกว่าเหตุ ไทยขอที่จะดำเนินการตามกฎหมาย เพราะนี่เป็นแผ่นดินไทยชัดเจน

“วันนั้นผมจำได้แม่นว่า ผมพูดกับพลเอก เตีย เซยฮา ว่า แม้ว่าเส้นเขตแดนจะไม่ชัดเจน แต่สื่อทุกสำนักทราบว่ามันมีเส้นน้ำเงิน เส้นแดง ซึ่งตอนนี้ทั้ง 2 เส้นก็เป็นที่รับทราบทั่วไปแล้ว ผมบอกเขาไปว่า ระหว่างเส้นน้ำเงินเส้นแดงไม่ว่ากัน รอ JBC แต่ใต้เส้นแดงมานี่คือเขตของไทย ขอใช้กฎหมายไทย และเราก็คำนึงถึงมนุษยธรรมอยู่ว่าประชาชน 2 ฝ่ายในที่สุดก็ต้องอยู่ด้วยกัน ก็ต้องทำตามขั้นตอน แต่ถ้าเขาทำอะไรที่เกินกว่าเหตุ ทางฝ่ายปกครองและฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาไม่มาดูแล ไม่มาจัดการ ฝ่ายไทยก็ต้องข้ามขั้นตอนไปเหมือนกัน คงต้องทำเกินกว่าที่ตกลงกันไว้“

ไม่บอก กระชับพื้นที่คืนหรือไม่

เมื่อถามว่า จะใช้โอกาสนี้ในการกระชับพื้นที่คืนหรือไม่ พลเอก ณัฐพล กล่าวว่า อันนี้ไม่ขอบอก เพราะตนต้องระมัดระวังในการพูด เนื่องจากเป็นช่วงที่เป็น 2 สถานะคือ รักษาการรัฐบาลเก่า และตามสื่อก็อาจเป็นรัฐบาลใหม่ สถานะจึงยังไม่สามารถสั่งการอะไรได้ แต่ก็ได้คุยเป็นการส่วนตัวกับผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาคที่ 1 ว่าขอให้ดำเนินการตามกรอบที่มีอยู่ เพราะเรามีกฎการใช้กำลังอยู่แล้ว ประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง แม้ว่ารัฐบาลจะยังไม่สามารถดำเนินงานได้ตามกฎหมาย แต่กฎการใช้กำลังของกระทรวงกลาโหมมีอยู่แล้ว และมอบอำนาจให้ตั้งแต่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก แม่ทัพภาค และ ผบ.กองกำลัง ทุกท่านมีอำนาจตัดสินใจได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการกระทำใดก็ตามที่ เป็นการล่วงล้ำอธิปไตย สามารถตัดสินใจได้ทันที

รอ “สมช.”เคาะสร้างรั้วชายแดน

พล.อ.ณัฐพล ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการสร้างรั้วชายแดนด้าน จ.สระแก้ว ว่า ขณะนี้มีความเห็นสองด้าน เนื่องจากในบางจุด มีคลองคั่นอยู่ตรงกลาง ทำให้เขตแดนอยู่กลางคลอง ถ้าเราสร้างรั้วขึ้นมาอยู่บนตลิ่ง จะมีความเห็นเป็นสองทาง ทางฝ่ายที่อยากให้สร้าง ต้องการมีไว้เพื่อป้องกันอาชญากรรม ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยจะบอกว่า เราจะเสียสภาพ การครอบครองระหว่างกลางคลองขึ้นมาได้ ตนจึงได้ให้ไปหารือในรายละเอียดอีกครั้ง อยากขอความเห็นใจว่า พอเราทำอะไรลงไป อีกฝ่ายหนึ่งก็จะประท้วง เราจึงต้องทำในสิ่งที่สองฝ่ายตกลงร่วมกันได้ 

พล.อ.ณัฐพล กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้จะต้องนำเข้าไปพิจารณาในสภาความมั่นคงแห่งชาติก่อน เพราะเกี่ยวเนื่องกับอธิปไตย และเป็นเรื่องที่มีคนพร้อมจะตัดพ้อต่อว่า ดังนั้น เมื่อเราเป็นรัฐบาลก็ต้องระมัดระวัง หลังจากครม. ชุดใหม่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ก็จะมีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานโดยทันที ที่ผ่านมาก็ไม่ได้นั่งกันเฉยๆ มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด ปัญหาก็คือ ตอนนี้ยังไม่สามารถทำอะไรได้อย่างเป็นทางการ ต้องรอคณะรัฐมนตรีเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อน

บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อพฤติกรรมของกัมพูชาที่ดูคล้ายมีการวางแผน บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ โดยมองว่าการกระทำต่างๆ สอดคล้องกับการฟ้องร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศในวันรุ่งขึ้น

ท่าทีของไทยต่อกรณี บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ

ทางฝั่งไทยยืนยันที่จะรักษากฎหมายและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งดำเนินการตามขั้นตอน แต่หากสถานการณ์เกินเลย ก็พร้อมที่จะตอบโต้เพื่อปกป้องดินแดน นอกจากนี้ พล.อ.ณัฐพล ยังได้ตั้งคำถามถึงการประท้วงของกัมพูชาว่า การวางทุ่นระเบิดกับการสร้างรั้วลวดหนาม สิ่งใดรุนแรงกว่ากัน

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด และการเจรจาเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม การปกป้องอธิปไตยและรักษาความปลอดภัยของประชาชนก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้ บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงความซับซ้อนของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การกระทำดังกล่าวของกัมพูชาทำให้เกิดคำถามถึงความตั้งใจที่แท้จริงในการแก้ไขปัญหาชายแดน การที่ บิ๊กเล็กซัดกัมพูชาคล้ายวางแผนก่อกวนเสร็จฟ้องนานาชาติ นั้นแสดงให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจและความระมัดระวังที่ไทยมีต่อการกระทำของกัมพูชา

ที่มา – “บิ๊กเล็ก”ซัดพฤติกรรมกัมพูชาคล้ายวางแผน ก่อกวนเสร็จ วันรุ่งขึ้นทำหนังสือฟ้องนานาชาติ

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาแล้ว ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า  ยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเรื่องต่างๆกลับสู่สภาพปกติ

เมื่อเวลา 10.15 น. วันที่ 18 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีกรมที่ดินแถลงข่าวยุติการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ว่า ไม่น่าแปลกใจ ตอนนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครใหญ่กว่าแล้ว ถ้ากล้าจะทำอะไรแบบนี้ ต้องคิดให้ดีๆ ซึ่งประเด็นเขากระโดง ถ้าเปรียบเทียบกับกรณี น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ อดีต สส.ราชบุรี ที่เป็นที่ดินของหลวงในการจัดสรรให้ราษฎรครอบครอง แต่เขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน หัวใจของเรื่องนี้คือที่ดินพระราชทานของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และมีการออกกฤษฎีกาในสมัยรัชกาลที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องจริง ที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ เมื่อจุดเริ่มต้นเป็นแบบนี้ เป็นที่ดินพระราชทาน ที่เป็นของหลวงโดยแท้ ไม่อาจเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ดังนั้นการที่จะไปได้ที่ดินมาจากไหนก็ต้องไปพิสูจน์ตัวเองมาว่าได้มาโดยชอบธรรม ซึ่งมันชอบไม่ได้ มันไม่มีทางได้โดยชอบ การครอบครองที่ดินแปลงนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ไปเช่าซื้อ หรืออะไรต่างๆแต่อยู่ๆเรื่องนี้มาแปลสภาพเป็นแบบนี้ คนที่ตัดสินใจทำเรื่องนี้ไม่ว่าเป็นใครก็ตามต้องตัดสินใจและต้องดูเจตนาให้ดี ถึงอย่างไรก็ตามไม่อาจลบล้างการเป็นที่ดินของพระเจ้าอยู่หัว หรือที่ดินพระราชทานได้ และหลักฐานทั้งหมด นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และยืนยันทั้งสองฝ่าย ทั้งการรถไฟยืนยันว่าเป็นที่ดินของตน และไปรังวัดเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ปี 2567 ส่วนกรณีของกรมที่ดินก็มีการรังวัดเรียบร้อยเมื่อปี 2567 เช่นกัน และแผนที่ที่ออกมาก็มีการรับรองทั้งสองฝ่าย และที่ดินตรงกัน แต่ยังมีส่วนที่ผิดพลาดอยู่บ้าง คือบริเวณโดยรอบ แต่ที่ดินเขากระโดงที่เป็นปัญหาอยู่ใจกลางแผนที่

ซัด ปชน. ยื่นดาบให้ภูมิใจไทย

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามพรรคประชาชน เพราะตอนที่ไปตกลงจะร่วมรัฐบาล ตนได้หยิบเรื่องเขากระโดงและฮั้วสว. เข้าไปพูดคุย แต่ก็รู้สึกแปลกใจทำไมเรื่องนี้นำไปพูดคุยแล้วเป็นปัญหา ซึ่งพรรคประชาชนมองว่ากระบวนการยุติธรรมมีอยู่แล้ว ทำไมเราต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา แสดงว่าอาจจะมองให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน ตนให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะที่ดินกว่า 5,000 ไร่กับเรื่องคดีฮั้วสว. ไปกระทบกระเทือน และมีปัญหากับสถาบันรัฐสภา แต่พรรคประชาชนก็ไม่ได้รับทั้งสองเรื่อง แต่เรื่องนี้ก็เริ่มชัดแจ้ง และเรื่องฮั้วสว. รวมถึงเรื่องการใช้ถนนสาธารณะเป็นทางขึ้น–ลงสำหรับอากาศยาน ซึ่งเป็นถนนหลวง ทั้ง 3 เรื่อง เกิดพร้อมกันหมดก็ต้องถามว่าเรื่อง MOA ของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่เละไปหมดแล้วจะทำอย่างไร ซึ่งตนแปลกใจตั้งแต่แรกแล้วว่า พรรคประชาชนมีคะแนนเสียงสูงสุด สามารถจับมือกับเขาตั้งรัฐบาลได้ และสามารถทำให้ตัวเองเข้าไปควบคุมได้ น.ส. ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่อยากทำกระทรวงการคลัง นี่ไงเข้าไปได้เลย เรื่องที่จะเพิ่มค่าแรงให้ประชาชนก็เข้าไปคุมกระทรวงแรงงานได้ ทำไมถึงไม่ทำ หรือคิดว่าตัวเองทำไม่ไหว หรือไม่สามารถ เพราะไม่เคยทำมาก่อน ในเมื่ออยากทำก็ควรจะเข้าไป ซึ่งการไม่เข้าไปเป็นการยื่นดาบทั้งหมดให้กับพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นสิ่งนี้เป็นเรื่องที่ได้เตือนกันไปแล้วว่า พรรคประชาชนจะต้องรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้ เพราะยังไม่ทันตั้งรัฐบาลเสร็จเลย เรื่องต่างๆก็ถูกกลับมาเป็นประเด็น และกำลังจะกลับสู่สภาพปกติ

ลั่นทำหน้าที่เต็มที่แล้ว

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ตนได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่แล้ว มีกรรมการเข้าไปตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และให้ทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยกัน ถ้าไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสิ้นเดือนกันยายนนี้ตนจะเพิกถอนอย่างแน่นอน แต่เมื่อเป็นแบบนี้ก็ต้องฝากให้นายอนุทิน ซึ่งเป็นนายกฯ ของประเทศไทย กับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้าน เมื่อจับมือกันแล้วน่าจะคุมทุกอย่างได้ แก้ไขในสิ่งที่ผิดให้เป็นถูก ทำสิ่งที่ผิดปกติใช้อำนาจเกินขอบเขต ไปทำให้ถูกต้องไม่เช่นนั้นพรรคประชาชนจะตอบประชาชนทั้งประเทศไม่ได้ เพราะ 2 เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนทั่วไปรู้สึกอยู่แล้ว เขากระโดงเมื่อไปทำโพลก็มีความเห็นทะลุ 80-90% ว่าจะต้องเอาคืนให้กับหลวง รวมถึงเรื่องสว. ที่จี้ให้ทำให้ได้ เพราะไปกระทบกระเทือนกับสถาบันชาติ และทำให้บางพรรคการเมืองมีอำนาจล้นฟ้าคุมได้หมด ทั้งสภา และฝ่ายบริหาร เรื่องนี้ต้องกลับไปถามพรรคประชาชน และนายอนุทินแม้ไม่ได้นั่งแถลงข่าว แต่การที่มีข่าวว่าโทรศัพท์หาผู้ใหญ่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงโทรศัพท์หากระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม ซึ่งคุมการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟม.) ต่อจากนี้ไปเป็นเรื่องของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยต้องแก้ปัญหา

ยันที่ดินปฏิบัติตามคำสั่งศาลไม่ครบ

เมื่อถามว่า ส่วนที่มีการอ้างอิงต้องรอคำสั่งศาลปกครองกลาง แต่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษาเรื่องนี้ไปแล้วนั้น นายภูมิธรรม ถามกลับว่า เรื่องนี้ไม่ต้องถามตน เพราะตนก็สงสัยเช่นเดียวกัน เมื่อศาลตัดสินแล้วมาพลิกได้อย่างไร ที่ตนเข้าไปเจอคือยังไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลอย่างครบถ้วน จึงพยายามเข้าไปทำให้ครบถ้วน ดังนั้นต้องไปถามคนที่เกี่ยวข้อง พรรคประชาชนที่ยื่นดาบให้เขาไปแล้วบอกว่าจะคุมได้นั้น ตกลงเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล รวมถึงทางพรรคภูมิใจไทย 4 เดือนที่เข้ามาบอกว่าจะแก้ไขเรื่องรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน มีแต่จัดการเรื่องตัวเองทั้งหมด นี่คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้เห็น และพยายามบอกเสนอแล้วแต่ไม่ยอมรับกัน ซึ่งตนสงสัยว่าทำไมไม่รับ แต่เมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้น และจัดตั้งรัฐบาลแทนก็ต้องถามว่าทำไมจึงมีใจผูกพันกับพรรคภูมิใจไทยมากขนาดนั้น หรือได้อะไรตอบแทนมาหรือไม่ต้องไปเช็กดู

“ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก

ปมเขากระโดงพลิก: ภูมิธรรมชี้ใครต้องรับผิดชอบ?

สถานการณ์ที่ดินเขากระโดงกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของท่าทีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมที่ดินที่ยุติการเพิกถอนที่ดินดังกล่าว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ศาลปกครองสูงสุดเคยมีคำพิพากษาแล้ว

นายภูมิธรรมยังวิพากษ์วิจารณ์พรรคประชาชนว่า เป็นผู้ที่ส่งมอบอำนาจให้กับพรรคภูมิใจไทยในการจัดการเรื่องนี้ ทำให้เรื่องราวต่างๆ ที่ควรจะแก้ไข กลับคืนสู่สภาพเดิมก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเสียอีก

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ที่ดินเขากระโดงเป็นที่ดินพระราชทาน ซึ่งมีความแตกต่างจากที่ดินที่รัฐจัดสรรให้ประชาชนทั่วไป การเปลี่ยนแปลงสถานะของที่ดินดังกล่าว จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาด้วยความรอบคอบและโปร่งใส

สิ่งที่เกิดขึ้นกับปมเขากระโดงพลิกนี้ เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาที่ดินในประเทศไทย และยังเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมาอย่างยาวนาน ความโปร่งใสและความยุติธรรมในการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินจะเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนต่อการเปลี่ยนแปลงท่าทีของหน่วยงานราชการในกรณีปมเขากระโดงพลิก และเรียกร้องให้พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น และแก้ไขปัญหาให้ถูกต้องตามกฎหมาย

ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของส่วนรวม และหลักการความถูกต้องชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน

การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรมในเรื่อง ปมเขากระโดงพลิกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในรัฐบาลผสม และอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – “ภูมิธรรม” ตั้งข้อสังเกต ปมเขากระโดงพลิก ซัด พรรคประชาชน ยื่นดาบให้ภูมิใจไทยมีอำนาจล้นฟ้า

“กัณวีร์” แฉมติครม. ส่วยขอสัญชาติ ต่างด้าวเดือด!

“กัณวีร์” แฉ มติ ครม.พ่นพิษส่วยสัญชาติงาบ 2.5 พันล้าน ชง 5 ข้อเสนอถึงนายกฯอนุทิน ต้องประกาศปราบคอร์รัปชันให้ชัดเจน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม แถลงกรณีส่วยสัญชาติว่า ตนลงพื้นที่ อ. ฝาง จ. เชียงใหม่ เพื่อรับฟังประชาชนในพื้นที่สะท้อนกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 จะให้คนต่างด้าวที่พำนักอาศัยในไทยถาวรจะได้รับสัญชาติ แต่พบว่าการดำเนินการ มีการเรียกเก็บเงิน 3,000-40,000 บาท ลองคิดดูว่ามีคนจำนวน 483,626 คน ตามมติ ครม. ที่เข้าเกณฑ์ จะเป็นเงินเท่าไหร่ หากทุกคนต้องมีการจ่ายเงิน 5,000 บาทต่อคน จะเป็นเงินประมาณ 2,500 ล้านบาท ที่ไม่ได้เข้าระบบ เราไม่สามารถมีสุญญากาศตรงนี้ รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ

สถานการณ์”ส่วยขอสัญชาติ” ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวต่างด้าวที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก การที่ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อแลกกับสัญชาติไทย เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม

จี้ “อนุทิน” เร่งจัดการ

“ผมมี 5 ข้อเสนอไปถึงรัฐบาล 1.ต้องเร่งปราบคอร์รัปชันให้ชัดเจนรวดเร็ว มิฉะนั้นประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ในประเทศไทย จะต้องเสียเงินไปเท่าไหร่กับเหลือบไรพวกนี้ 2.จะต้องมีมาตรการจากส่วนกลาง แต่ละจังหวัดและแต่ละอำเภอ จะให้คนไร้สัญชาติเข้าถึงขั้นตอนได้อย่างไร เนื่องจากขณะนี้ในแต่ละพื้นที่ใช้มาตรการไม่เหมือนกัน จึงมีช่องว่างให้เจ้าหน้าที่รัฐตั้งแต่ระดับสูงถึงล่าง เรียกรับเงินจากประชาชน 3.อำเภอและจังหวัดจะต้องเคลื่อนที่ไปหาประชาชน ไม่ใช่ให้ประชาชนเข้าหา 4.ต้องใช้งบประมาณ กำลังพล และอุปกรณ์ โดยกระทรวงมหาดไทยต้องจัดสรรงบประมาณให้กับท้องถิ่น 5.จำเป็นต้องมีกรอบเวลาในการให้สัญชาติกับคนจำนวน 4 แสนกว่าคน ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ท่านมาถามว่า เรื่องส่วยสัญชาติคืออะไร พอเรียนให้ทราบ นายอนุทินบอกว่า ยังไม่มีอำนาจเต็ม ผมจึงบอกไปว่า มีอำนาจเต็มเมื่อไหร่ต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน” นายกัณวีร์ กล่าว

ปูด อ. ฝาง ตบหน้า “ผวจ. เชียงใหม่”

นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่าได้จัดทำมาตรการต่างๆ และยืนยันว่าจะไม่มีการคอร์รัปชันเรียกรับสินบน แต่ล่าสุดที่อำเภอฝาง ยังมีการเรียกรับเงิน ตนจึงได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ จึงตั้งคำถามว่า เหตุใดถึงทำไม่ได้ รู้ทั้งรู้ว่ามีการรับสินบน แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เลย ทำให้รู้สึกว่ายังมีช่องว่างมากมาย แค่อำเภอเดียวของ 1 จังหวัด แต่คนไร้สัญชาติอยู่ในหลายจังหวัดของไทย ตนจึงขอเรียกร้องให้แก้ปัญหานี้โดยด่วน ส่วนราชการอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเจตจำนงทางการเมืองด้วย โดยเฉพาะนายอนุทิน ต้องออกมาตรการ การคอร์รัปชันต้องไม่มีอีกต่อไป ส่วยสัญชาติยังมีอยู่ ยังไม่จบ ประเทศไทยอยู่ในคอร์รัปชันมาอย่างยาวนาน เชื่อว่าจะนำคนผิดมาลงโทษได้ หากจัดการเร่งด่วน ก็สามารถแก้ปัญหานี้ได้ แต่ตนกังวลว่าภาคการเมือง จะมีเจตจำนงในเรื่องนี้อย่างไร เพราะการปราบคอร์รัปชันเป็นสิ่งสำคัญ และจะต้องออกมาจากฝ่ายบริหาร คือนายกรัฐมนตรี ย้ำว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เพราะมีมูลค่าความเสียหาย 2,500 ล้านบาท ยังไม่รู้ว่าเส้นทางการเงินไปถึงไหนบ้าง หากนายอนุทินบอกชัดเจนว่าจัดการได้ ก็แก้ปัญหาได้

“กัณวีร์” แฉมติครม. ส่วยขอสัญชาติ ต่างด้าวเดือด!

จากกรณีดังกล่าว นายกัณวีร์ได้ออกมาแฉถึงขบวนการ “ส่วยขอสัญชาติ” ที่เกิดขึ้นจากการตีความมติ ครม. ที่อนุญาตให้คนต่างด้าวที่พำนักในไทยถาวรสามารถขอสัญชาติได้ โดยมีการเรียกรับเงินจากชาวต่างด้าวเป็นจำนวนมากถึง 2,500 ล้านบาท

ทำไมนายกัณวีร์ถึงออกมาแฉเรื่องส่วยขอสัญชาติ?

นายกัณวีร์ สืบแสง ได้ลงพื้นที่ อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ เพื่อรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่ และพบว่ามีการเรียกรับเงินจากชาวต่างด้าวที่ต้องการขอสัญชาติจริง ทำให้เขาตัดสินใจออกมาเปิดโปงเรื่องนี้ เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหา และปราบปรามการคอร์รัปชัน

5 ข้อเสนอของนายกัณวีร์ต่อรัฐบาล:

  • เร่งปราบปรามการคอร์รัปชันอย่างจริงจังและรวดเร็ว
  • กำหนดมาตรการจากส่วนกลางเพื่อให้คนไร้สัญชาติเข้าถึงขั้นตอนการขอสัญชาติได้ง่ายขึ้น
  • ให้อำเภอและจังหวัดเคลื่อนที่ไปหาประชาชน
  • จัดสรรงบประมาณให้ท้องถิ่นเพื่อสนับสนุนการดำเนินการ
  • กำหนดกรอบเวลาในการให้สัญชาติแก่ผู้ที่เข้าเกณฑ์

การที่รัฐบาลปล่อยปละละเลยให้มีการเรียกรับ “ส่วยขอสัญชาติ” ถือเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน และยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศอีกด้วย ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

สถานการณ์ “ส่วยขอสัญชาติ” ไม่ได้เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่เพียงเท่านั้น แต่คาดว่าน่าจะมีในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องทำอย่างครอบคลุมและเป็นระบบ

การแก้ปัญหา “ส่วยขอสัญชาติ” และการให้สัญชาติอย่างเป็นธรรมแก่ผู้ที่เข้าเกณฑ์ ไม่เพียงแต่จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงและลดปัญหาอาชญากรรมอีกด้วย เพราะเมื่อผู้คนรู้สึกเป็นพลเมืองที่มีสิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกัน พวกเขาก็จะมีความผูกพันกับประเทศมากขึ้น

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รัฐบาลจะตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา “ส่วยขอสัญชาติ” และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาคสำหรับทุกคน

ที่มา – “กัณวีร์” แฉ มติ ครม.พ่นพิษ ต่างด้าวในไทยฟ้องต้องจ่ายส่วยขอสัญชาติ

“ชนินทร์” กังขา พรรคประชาชนเงียบผิดปกติจริงหรือ?

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ถาม ดีลพิสดารแลกประเทศ ชี้ชัดผิด MOA แล้ว ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ไม่กดดัน สว.น้ำเงิน แก้ รธน. หวั่น “มวยล้มต้มคนดู”

วันที่ 17 ก.ย. 2568 นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคประชาชนว่า พรรคประชาชนอย่าเงียบต่อกรณีการรวมพลเข้าพรรคภูมิใจไทย ภายหลังมีการเปิดตัวเครือข่าย สส.ทั้งเก่าและใหม่ ตบเท้าเข้าเป็นสมาชิกภูมิใจไทยกันอย่างคึกคัก ทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์และรวมไทยสร้างชาติ ซึ่งส่อเจตนาขัดต่อ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ในข้อ 4 อย่างชัดเจนว่า พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก หรือพรรคประชาชนจะแกล้งหลับหูหลับตา รอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงเกินครึ่งเด็ดขาดก่อน จึงจะออกมาวิจารณ์เรื่องนี้เมื่อสาย

นายชนินทร์กล่าวว่า นอกจากนั้น ในส่วนของการแก้รัฐธรรมนูญเอง ที่พรรคประชาชนรู้ดีว่าที่ผ่านมาติดขัดจากความร่วมมือของพรรคภูมิใจไทยและ สว.ที่พรรคประชาชนก็กล่าวขานว่าเป็น สว.สีน้ำเงิน แต่การขับเคลื่อนในรอบนี้กลับไม่มีการเรียกร้องหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยให้ส่งสัญญาณชี้ทาง สว. เหมือนแต่ก่อน แต่ปล่อยให้ สว. จำนวนหนึ่งออกมาชี้ช่องเปิดทางคว่ำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่ทางพรรคการเมืองกำลังจะเสนอ จนต้องตั้งข้อสังเกตว่า พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย มีความจริงใจร่วมกันต่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แค่ไหน หรือนี่ก็จะเป็นมวยล้มต้มคนดู โยนบาปให้ สว. แล้วลอยตัวไม่รับผิดชอบต่อข้อตกลงที่ทำร่วมกันเองเหมือนเดิม

“พรรคประชาชนสร้างวาทกรรม “ดีลแลกประเทศ” มาแปะป้ายพรรคการเมืองอื่น ในระหว่างที่พรรคตนทำข้อตกลงเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทยที่ชาวบ้านก็ยังกังขา ยิ่งประกาศยังคงเป็นฝ่ายค้าน ไม่ร่วมรัฐบาล แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยทำ ยิ่งทำให้ประชาชนคลางแคลงใจว่ามีดีลพิสดารอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่”นายชนินทร์กล่าว

“ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ

จากกรณีที่นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับท่าทีที่เงียบผิดปกติของพรรคประชาชนต่อการเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการย้ายเข้าพรรคภูมิใจไทยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จากพรรคอื่น ๆ ทำให้เกิดคำถามตามมามากมายเกี่ยวกับบทบาทของพรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้าน

ทำไม “ชนินทร์” ถึงกังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ?

ความกังวลหลักของนายชนินทร์อยู่ที่การที่พรรคประชาชนดูเหมือนจะไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์หรือแสดงท่าทีใด ๆ ต่อการที่ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์และพรรครวมไทยสร้างชาติจำนวนมาก ย้ายเข้าสังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งขัดต่อบันทึกข้อตกลง (MOA) ที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยได้ทำร่วมกันไว้ โดยเฉพาะข้อที่ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการใด ๆ ที่จะทำให้ตนเองกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก นายชนินทร์ตั้งคำถามว่า “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกตินี้ เป็นการแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เพื่อรอให้พรรคภูมิใจไทยมีเสียงข้างมากเกินครึ่งสภาก่อน แล้วค่อยออกมาวิจารณ์อย่างนั้นหรือ?

นอกจากนี้ นายชนินทร์ยังตั้งข้อสังเกตถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ดูเหมือนจะไม่มีการเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยส่งสัญญาณไปยังสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ถูกมองว่าเป็น ส.ว. “สีน้ำเงิน” ให้สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เหมือนที่เคยทำในอดีต ทำให้เกิดความสงสัยว่าพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยมีความจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากน้อยเพียงใด หรือทั้งหมดนี้เป็นเพียง “มวยล้มต้มคนดู” ที่จะโยนความผิดให้ ส.ว. แล้วลอยตัวหนีปัญหา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามว่าพรรคประชาชนกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ การที่พรรคประชาชนไม่แสดงท่าทีใด ๆ ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังขยายฐานเสียง อาจทำให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจว่ามี “ดีลพิสดาร” อะไรซ่อนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ และการที่พรรคประชาชนยังคงยืนยันว่าเป็นฝ่ายค้าน แต่กลับละเลยการวิจารณ์ในเรื่องที่เคยวิจารณ์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูคลุมเครือมากยิ่งขึ้น

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายชนินทร์ในครั้งนี้ ถือเป็นการตั้งคำถามที่สำคัญต่อพรรคประชาชนว่ากำลังทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างแท้จริงหรือไม่ และมีความโปร่งใสมากน้อยเพียงใดในการดำเนินงานทางการเมือง หากพรรคประชาชนยังคงเงียบต่อไป อาจทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นในพรรคและระบบการเมืองโดยรวมได้

ดังนั้น พรรคประชาชนจึงควรออกมาแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อประเด็นที่เกิดขึ้น และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงเหตุผลในการดำเนินงานของพรรค เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษาศรัทธาของประชาชนต่อไป อย่าให้ปรากฏภาพ “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ จนทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยต่อไปอีกเลย

หากพรรคประชาชนยังคงนิ่งเฉยต่อสถานการณ์นี้ต่อไป อาจส่งผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน และอาจนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในระบบการเมืองโดยรวมได้

ที่มา – “ชนินทร์” กังขาพรรคประชาชนเงียบผิดปกติ ปล่อยคนไหลเข้าพรรคภูมิใจไทย ผิด MOA

“ศุภชัย” เตือนเพื่อไทย คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” ช่วย?

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังอดีตเคยถูกไล่ออกจากอัยการ  ด้าน “ณัฐวุฒิ” ชี้มติพรรคต้องรวมทุกคน ส่ง 3 คำร้องให้เพื่อไทยถอดถอน “อนุทิน-เท้ง” พร้อม 212 สส.

วันที่ 16 ก.ย. 2568  ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย แถลงกรณีนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ยื่นคำร้องให้กับพรรคเพื่อไทย ในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมือง (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้นักกฎหมายจำนวนมากที่มีความเห็นว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าคิดว่าจะร้องก็ใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญที่ถูกต้อง ก็ร้องกันไป แต่อยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทย ว่าตนมีความเป็นห่วง ที่ผ่านมาท่านเป็นพรรคการเมืองใหญ่ องคาพยพสำคัญคือต้องมีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยมีนักกฎหมาย มีปรมาจารย์ มีครูกฎหมายมากมายอยู่ที่นั่น จึงไม่คิดว่าพรรคเพื่อไทยจะไปจ้างนายณัฐวุฒิให้ทำตรงนี้ แต่คิดว่านายณัฐวุฒิไปเสนอเขาเอง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ตนไม่อยากจะพูดว่าผิดมารยาทของนักกฎหมายหรือมารยาททนายความ ในการเสนอตัวเข้าไปหาลูกความ

ย้อนต้องมือสะอาดก่อนตรวจสอบใคร

“มีสุภาษิตกฎหมายอยู่คำหนึ่ง one should come to Court with clean hands คุณจะไปศาล คุณจะต้องไปด้วยมือที่สะอาด หรือคุณจะต้องเป็นคนที่สะอาดพอที่จะไปศาล รวมถึงให้คำแนะนำตรงนี้ด้วย หัวหน้าพรรคเคยพูดว่า จะขึ้นธรรมาสน์เทศน์คนอื่นต้องล้างเท้าเสียก่อน“

เผยเคยถูกไล่ออกจากราชการ

นายศุภชัย กล่าวอีกว่า นายณัฐวุฒิเคยเป็นอัยการประจำกอง แต่เคยถูกไล่ออกจากราชการ เพราะประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง เรื่องรับสินบน 1.5 ล้านบาท ไปวิ่งเต้นคดีของพวกเลือกตั้ง ในฐานะนักกฎหมายเป็นสิ่งที่ห้ามกระทำอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นท่านเป็นอัยการจนในที่สุดคณะกรรมการอัยการก็มีมติไล่ออกจากราชการด้วยเหตุผลนั้น

“ถ้าผมเป็นท่านจะอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เพราะเคยถูกไล่ออกในการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ซึ่งท่านได้ไปร้องศาลปกครองสูงสุด แต่ในที่สุดศาลปกครองก็วินิจฉัยว่ายื่นไม่ได้ คดีตัวเองยังแพ้เลย จึงอยากฝากไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าคิดดีๆ แต่ถ้าเป็นผมจะไม่ใช้วิชาความรู้จากนายณัฐวุฒิ ซึ่งแฝงด้วยความเป็นมือไม่สะอาดนั้น มาใช้ประโยชน์ด้วยหรือไม่”

มอบ 3 คำร้องชงเชือด“อนุทิน-เท้ง”

ก่อนหน้านี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ได้เดินทางไปมอบคำร้องฉบับแก้ไขในการร้องต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เกี่ยวกับข้อตกลงทางการเมืองระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย หรือ MOA หลังจากที่พรรคเพื่อไทยถอนร่างคำร้องจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร  ที่พรรคเพื่อไทย โดยมีนางมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคเพื่อไทยเป็นผู้รับ

เพิ่มเอาผิด 212 สส.

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า คำร้องฉบับใหม่ ได้เพิ่มผู้ถูกร้อง จากนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นการร้องเอาผิดต่อ สส. 212 คน ของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยด้วย และคำร้องฉบับใหม่ให้กับแกนนำพรรคเพื่อไทยเพื่อเข้าที่ประชุมฯ เพื่อดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เพราะขาดคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 วรรคหนึ่ง 3 คำร้อง ได้แก่

1.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160(4)(5) โดยขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ตาม รธน. มาตรา 82 วรรคสอง ปมตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว.สีน้ำเงิน ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

2.คำร้องส่งให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กับ 212 ได้แก่ สส.พรรคประชาชน จำนวน 143 คน พรรคภูมิใจไทย จำนวน 69 คน ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

และ3. คำร้องขอให้อัยการสูงสุดวินิจฉัยสั่งให้เลิกการกระทำการใช้สิทธิล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง ปมข้อตกลง MOA ฉบับลงวันที่ 3 กันยายน 2568 เพื่อเป็นสารตั้งต้นนำไปสู่การยุบพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

ย้อน“สิริพงศ์”ไม่รู้กฏหมาย

ส่วนกรณีที่นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ที่ระบุว่า MOA ไม่มีผลทางกฎหมาย นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ใครเป็นคนพูด นายสิริพงศ์ จบกฎหมายหรือไม่ ถ้าจบกฎหมายก็ต้องรู้ว่านิติกรรม 2 ฝ่าย มีผลผูกพันหากมีการลงชื่อ ก็มีผลก็ถือว่ามีผล เนื่องจากรัฐธรรมนูญมาตรา 114 ห้ามการครอบงำหรืออยู่ภายใต้อาณัติใดๆ ไม่สามารถกระทำได้ และหากว่ากันด้วยผลประโยชน์ส่วนตน ตามมาตรา 185 ห้ามสส.กระทำการลักษณะนี้ ซึ่งมีผลต่อการพ้นสมาชิกภาพ ตามมาตรา 101 (7)

มั่นใจเพื่อไทยยื่นศาลรธน.ได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า เชื่อมั่นว่าหากพรรคเพื่อไทย และ สส. ใช้ช่องทางตามมาตรา 82 วรรค 1 สามารถยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยเฉพาะมาตรา 82 วรรค 2 นอกจากยื่นได้แล้วยังขอคำสั่งให้ใช้วิธีการชั่วคราวก่อนศาลพิพากษา ก็สามารถกระทำได้ ซึ่งศรนั้นก็ยังกลับมาที่ตนเอง เหมือนกรณีของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เราพูดกันตามเนื้อหา และพยานหลักฐาน เราไม่มีอะไรกับเขา พูดกันตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่ปรากฏอย่างชัดแจ้ง

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีๆ เรื่อง “ณัฐวุฒิ”

นายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาเตือนพรรคเพื่อไทยให้คิดให้ดี ก่อนที่จะดึงนายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม เข้ามาช่วยเหลือด้านกฎหมาย โดยอ้างถึงประวัติในอดีตของนายณัฐวุฒิที่เคยถูกไล่ออกจากราชการ

เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับความน่าเชื่อถือและความเหมาะสมในการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองของบุคคลที่เคยมีประวัติด่างพร้อย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่จะตามมา

การที่นายศุภชัยออกมาเตือนเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของพรรคภูมิใจไทยต่อการเข้ามามีบทบาทของนายณัฐวุฒิ ซึ่งอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างสองพรรคได้

นอกจากนี้ การที่นายณัฐวุฒิยื่น 3 คำร้องให้พรรคเพื่อไทยถอดถอนนายอนุทินและ สส. อีก 212 คน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ทางการเมืองมีความซับซ้อนและน่าติดตามยิ่งขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจที่ยังคงมีอยู่ในการเมืองไทย การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยในการดึง “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย จะส่งผลอย่างไรต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรค คงต้องติดตามดูกันต่อไป

“ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส. ประเด็นนี้ยังคงเป็นที่จับตามองของสังคม

ที่มา – “ศุภชัย” เตือน “เพื่อไทย” คิดดีดี เอา “ณัฐวุฒิ” มาช่วยกฎหมาย หลังชง 3 คำร้องถอดถอน 212 สส.

ชลน่านแนะ ถอนร่างแก้รัฐธรรมนูญ วัดใจ สว.

“ชลน่าน” เผยแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องวัดใจ สว. เอาด้วยหรือไม่แนะ “เพื่อไทย-ประชาชน” ถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ มั่นใจทุกพรรคพร้อมเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ

วันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นพ. ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า จากการหารือที่ผ่านมาพบว่าทุกพรรคมีความเห็นตรงกันว่าจะต้องร่วมกันทำงานเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ จากระยะเวลาที่มีอยู่เชื่อว่าสามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญทัน ดังนั้นขั้นตอนแรกคือ ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ต่อที่ประชุมสภา พร้อมเพิ่มหมวดที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เข้าสู่การพิจารณาของสมาชิกสภา เพื่อนำไปสู่การทำคำถามประชามติ

นพ. ชลน่าน กล่าวด้วยว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต้องทำคือการถอนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 256 ที่ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ค้างอยู่ระเบียบวาระ ตามระเบียบออกก่อน พร้อมนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขมาตรา 256 ใหม่ หากทุกพรรคการเมืองจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเห็นชอบร่วมกันเข้าสู่การพิจารณาของสภา เพื่อพิจารณาในวาระแรก ซึ่งสามารถรับหลักการได้ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ก่อนปิดสมัยประชุมนี้ พอเปิดในเดือนธันวาคม ก็สามารถพิจารณาในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 ได้เลย

“ที่น่าเป็นกังวลในการแก้รัฐธรรมนูญในครั้งนี้คือ สมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. จะเห็นชอบด้วยหรือไม่ หากสมาชิกวุฒิสภาไม่เห็นชอบด้วยทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดก็จบลง เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใดก็ตามต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่ต่ำกว่า 67 เสียงหรือ 1 ใน 3 ของจำนวน สว. ที่มีอยู่ ดังนั้นหาก สว. ไม่เอาด้วยก็ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ทุกอย่างที่ทำมาไปต่อไม่ได้อย่างแน่นอน” นพ.ชลน่าน กล่าว

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐบาลปัจจุบัน ท่าทีของ สว. จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะชี้ชะตาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการได้รับความเห็นชอบจาก สว. ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นพ.ชลน่าน เสนอแนะให้พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดิมออกไปก่อน แล้วจึงเสนอร่างใหม่เข้ามาพิจารณา เพื่อให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ นพ.ชลน่านยังแสดงความมั่นใจว่าทุกพรรคการเมืองพร้อมที่จะร่วมมือกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าจับตามองคือท่าทีของ สว. ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการตัดสินใจว่าจะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ หาก สว. ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สิ่งที่พรรคการเมืองและประชาชนพยายามทำมาทั้งหมดก็อาจต้องจบลง

“ชลน่าน” แนะ “เพื่อไทย-ประชาชน” ถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ วัดใจสว.เอาด้วยหรือไม่

จากคำแนะนำของ นพ.ชลน่าน สิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนต้องทำคือการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าต่อไปได้ นอกจากนี้ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับ สว. ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

ความสำคัญของการถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่

การถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ตามคำแนะนำของ นพ.ชลน่าน มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้พิจารณารายละเอียดของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังเป็นการแสดงความจริงใจของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างโปร่งใส

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสร้างสรรค์ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนโดยรวม การถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ตามคำแนะนำของ นพ.ชลน่าน จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยั่งยืน

ดังนั้น การ“ชลน่าน” แนะ “เพื่อไทย-ประชาชน” ถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ วัดใจสว.เอาด้วยหรือไม่ จึงเป็นการตัดสินใจที่สำคัญ และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลที่จะตามมา เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

จากสถานการณ์ปัจจุบัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของ สว. จะเป็นตัวแปรสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเทศไทย

ที่มา – “ชลน่าน” แนะ “เพื่อไทย-ประชาชน” ถอนร่างเดิมก่อนเสนอใหม่ วัดใจสว.เอาด้วยหรือไม่

“จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” สส. เชียงราย เกินคาด

“จักรภพ” วิเคราะห์ชัยชนะเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 เกินความคาดหมาย เชื่อมาจาก “สง่า” ทำงานหนัก มี “ยงยุทธ-พิเชษฐ์” ช่วยเบื้องหลังเป็นระบบ เตือนอย่ามองข้ามคะแนนโนโหวตประท้วงเงียบ

วันที่ 15 ก.ย. 2568 นายจักรภพ เพ็ญแข รักษาการที่ปรึกษาของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงชัยชนะของนายสง่า พรมเมือง ในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 โดยทิ้งห่างคู่แข่งอย่างพรรคประชาชนกว่าเท่าตัวว่า หากให้วิเคราะห์น่าจะมาจาก 1. มาจากตัวผู้สมัครเอง ที่ทำงานหนัก และลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง 2. มาจากผลงานเดิมของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย 3. ความคาดหวังในตัวผู้สมัครที่เข้าใจความรู้สึกของชาวบ้าน ส่วนตัวรู้สึกว่าจังหวัดเชียงรายเป็นพื้นที่เฉพาะที่มีลักษณะเป็นเมืองนานาชาติที่มีการพัฒนาขึ้นในทุกวัน เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับประเทศจีน ลาว เมียนมา แต่องค์ประกอบหลายอย่างของจังหวัดเชียงรายยังไม่ได้จัดให้สอดคล้องกับความเป็นเมืองนานาชาติ

ไม่คิดผลคะแนนทะลุ 4 หมื่น

นายจักรภพ ยอมรับด้วยว่า ก่อนหน้านี้ ทางพรรคเพื่อไทยตั้งความหวังว่า นายสง่าจะชนะการเลือกตั้ง แต่ไม่ได้คิดว่าผลคะแนนที่ได้จะสูงถึงขนาด 4 หมื่นกว่าคะแนน ซึ่งห่างจากผู้สมัครของพรรคประชาชนที่ได้ไม่ถึง 2 หมื่นคะแนน สิ่งที่ตนเองพูดนี้ไม่ได้หมายความถึงการฮึกเหิมและก้าวร้าวทางการเมือง แต่สิ่งที่จะต้องทำหลังจากนี้ คือจะต้องศึกษาวิธีที่ได้มาซึ่งคะแนนเสียง ว่าเพราะอะไรประชาชนถึงสนับสนุนพรรคเพื่อไทยด้วยคะแนนเสียงจำนวนมาก และเท่าที่ตนเองสังเกตนายสง่าพร้อมทั้งทีมงานทำงานหนักมาโดยตลอด และได้รับการสนับสนุนจากนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา ทั้งหมดนี้บ่งบอกถึงระบบที่เคยมีการบริหารการเมืองและการเข้าถึงประชาชนโดยผ่านกระบวนการตัวแทนต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น ซึ่งจากการชนะการเลือกตั้งครั้งนี้ตนเองยังตั้งข้อสังเกตว่า ชัยชนะที่ได้มาไม่ได้มาจากการที่จัดเวทีหาเสียงในลักษณะเวทีใหญ่ แต่เป็นการหาเสียงโดยใช้เวทีย่อยแต่ละหมู่บ้าน เมื่อผลออกมาว่าชนะการเลือกตั้งแสดงว่ากลยุทธ์และวิธีที่ได้ลงพื้นที่หาเสียงไปได้ผลตอบรับเป็นอย่างดี คือประชาชนอยากได้ผู้สมัครที่เข้าถึงตัวและสามารถพูดจากันได้

เชื่อพท.ปรับกลยุทธ์ลุยเวทีย่อย

นายจักรภพกล่าวด้วยว่า จากนี้เชื่อว่า ทางผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยก็คงจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แต่ในฐานะที่ตนเองเป็นผู้ช่วยหาเสียงเขต 7 เชียงราย ในครั้งนี้ คิดว่าสามารถนำมาเป็นต้นแบบในการหาเสียงเขตอื่นๆ ได้ โดยมีวิธีการคือ 1. เข้าถึงประชาชนให้ได้มากที่สุด และให้ย้อนกลับไปคิดถึงตอนที่สร้างพรรคไทยรักไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ตอนนั้นประชาชนไม่รู้จักพรรคไทยรักไทยเลย ซึ่งเราจะต้องเอาตรงส่วนนี้มาถอดบทเรียนว่าทำอย่างไรจึงเข้าถึงประชาชน และได้รับการเลือกตั้งจนมาถึงปัจจุบันนี้ ตอนนี้ส่วนตัวคิดว่า ไม่ได้ต้องการเฉพาะที่จะได้แต่ชัยชนะ แต่ต้องปลุกฟื้นความศรัทธาของประชาชน เนื่องจากประชาชนเอือมระอาต่อการเมืองเป็นจำนวนมาก

วิเคราะห์ปัจจัยทำให้ชนะ

“ชัยชนะของคุณสง่า ในครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นเพราะตัวคุณสง่า ที่ประกอบธุรกิจพืชไร่ในพื้นที่มาโดยตลอด จนเป็นที่รักของประชาชน จึงทำให้มีฐานคะแนนเดิมอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ปฏิเสธว่าคะแนนที่ได้มาทั้งหมดจะเป็นฐานคะแนนเก่าของคุณพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน และอีกส่วนประมาณ 40% ได้รับคะแนนสงสารคุณทักษิณ ที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและต้องเข้าไปจำคุกอยู่ในเรือนจำ และสิ่งสำคัญที่ผมคิดว่ามีส่วนทำให้ชนะ คือ คุณยงยุทธ ติยะไพรัช การนำคนเก่าๆ ที่มีบทบาทในพื้นที่เข้ามาช่วยเหลือ” นายจักรภพ กล่าวและว่า

ห่วงโนโหวตประท้วงการเมือง

แต่สำหรับอีกประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือ จำนวนบัตรที่กาช่องไม่ประสงค์เลือกบุคคลใดมีจำนวนเกือบหมื่นใบ นายจักรภพ กล่าวว่า ในส่วนนี้แสดงให้เห็นได้ชัดว่าคนเบื่อหน่ายการเมือง แต่ตัวเองก็ถือว่าเป็นประเด็นที่จะต้องนำมาคิดเนื่องจาก โนโหวต ไม่ได้แปลว่าเขาชอบหรือไม่ชอบทั้งเพื่อไทยและประชาชน และก็มองว่าผู้สมัครทั้ง 2 คนไม่มีใครเป็นตัวเลือกที่สมบูรณ์ แต่ในส่วนของพรรคประชาชนนั้น คนอาจจะผิดหวังที่ไปเข้าร่วมรัฐบาล ส่วนตัวจึงคิดว่าจะต้องให้ความสำคัญกับหมื่นคะแนนที่ โนโหวต ส่วนตัวมีความรู้สึกลึกๆ ว่า จำนวนที่ โนโหวต อาจจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็สะท้อนให้เห็นว่าเป็นคะแนนที่ประท้วงระบบการเมือง

ยุ “ทักษิณ”พ้นโทษ ถือธงนำเพื่อไทย

นอกจากนี้ยังคงมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับตระกูลชินวัตร ว่า หลังจากนี้ต่อไปพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องมีบุคคลในตระกูลชินวัตรเป็นผู้บริหารพรรค สำหรับประเด็นนี้ นายจักรภพมองว่า ตอนนี้คนในครอบครัวชินวัตร ก็คงมองอยู่ว่ามีบุคคลอื่นที่มีความรู้ความสามารถที่จะเข้ามาช่วยขยายอุดมการณ์ ในการร่วมขับเคลื่อนพรรค ต้องยอมรับว่าในระยะนี้คนคิดถึงนายทักษิณมากพอสมควร เนื่องจากนโยบายหลายอย่างที่นายทักษิณเคยทำไว้ตอนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ยังไม่เคยมีใครทำได้ที่เป็นรูปธรรมขนาดนี้ และที่สำคัญตนเองคิดว่าหลังจากที่คุณทักษิณพ้นโทษ ควรจะต้องกลับมาอยู่เบื้องหน้าของพรรคเพื่อไทย เนื่องจากยังคงเป็นแบรนด์ของพรรคที่สำคัญ เพราะว่ายังคงมีคนที่ชื่นชอบในตัวคุณทักษิณอยู่อีกไม่น้อย และอีกประการเรื่องอายุขัยก็เป็นสิ่งสำคัญที่คุณทักษิณมีเวลาอีกไม่มากที่จะทำงาน เพราะฉะนั้นเมื่อประชาชนคิดว่าไม่อยากย่ำเท้าอยู่ที่เดิม ประกอบกับคุณทักษิณเองก็คิดว่าจะต้องพัฒนาก้าวไปข้างหน้าทั้ง 2 ส่วนนี้มารวมกันก็จะไปในทิศทางที่ดี และอีกประการหากนายทักษิณมาอยู่เบื้องหน้า ก็จะสามารถทำให้สร้างความมั่นใจให้กับ สส. ที่กำลังคิดว่าจะย้ายพรรค ปรับเปลี่ยนความคิดใหม่ก็อาจจะเป็นได้หลังพ้นโทษ

เบรกอย่ารีบ ต้องเรียนรู้บทเรียน

ส่วนคำถามที่ว่ามีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่นายทักษิณจะมีโอกาสมารับโทษนอกเรือนจำ นายจักรภพกล่าวว่า คิดว่าเราไม่ควรรีบร้อนที่จะทำอะไรแบบนั้น ยกเว้นเสียแต่ว่าเป็นสิทธิของผู้ต้องขังตามปกติ ซึ่งจะพิจารณาจากพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ เพราะฉะนั้นจึงคิดว่าจะใช้สิทธิ์ทางด้านอายุ อาการป่วย จนถึงขั้นพักโทษนั้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เราจะรีบเอาเรื่องนี้มาใช้เป็นสิทธิ ก็จะทำให้เกิดความคลางแคลงใจในอนาคต เราต้องเรียนรู้บทเรียนที่จะไม่ไปสร้างความระแวงของประชาชน เหมือนคราวที่ผ่านมา

“จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย เตือนอย่ามองข้ามโนโหวตประท้วงเงียบ

บทวิเคราะห์ของนายจักรภพ เพ็ญแข ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 โดยเน้นย้ำถึงการทำงานหนักของผู้สมัคร การสนับสนุนจากทีมงาน และความต้องการของผู้สมัครที่เข้าถึงประชาชน

สิ่งที่น่าสนใจจาก “จักรภพ” เผยชัยชนะ “สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย

สิ่งที่ได้จากบทสัมภาษณ์ของนายจักรภพ คือการมองถึงปัจจัยรอบด้านที่นำไปสู่ชัยชนะ ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้สมัครเอง ทีมงานเบื้องหลัง หรือแม้แต่กระแสความนิยมในอดีตของพรรคไทยรักไทย นอกจากนี้ยังมีการกล่าวถึงประเด็นที่น่าสนใจคือจำนวนผู้ที่เลือก “ไม่ประสงค์ลงคะแนน” ซึ่งสะท้อนถึงความเบื่อหน่ายทางการเมืองที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งในอนาคต

ชัยชนะของนายสง่า พรมเมือง ในการเลือกตั้งซ่อม สส. เชียงราย เขต 7 เป็นผลลัพธ์ของการทำงานอย่างหนัก ความเข้าใจในพื้นที่ และการสนับสนุนจากทีมงานที่มีประสบการณ์ นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าถึงประชาชนและการสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองในระยะยาว

การวิเคราะห์ของนายจักรภพเป็นข้อมูลที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองไทยและผู้ที่สนใจในการวางกลยุทธ์การเลือกตั้ง

ที่มา – “จักรภพ”เผยชัยชนะ“สง่า” ว่าที่สส. เชียงราย เกินความคาดหมาย เตือนอย่ามองข้ามโนโหวตประท้วงเงียบ

ผู้ตรวจการฯ ยัน ไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัว

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เหตุไม่ตัดสินแทนแพทยสภา ย้ำองค์กรยังคงยืนหยัดทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่เอื้อประโยชน์ต่อบุคคลใด 

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 2568 นายทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ถูกร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินการกรณีนายทักษิณ ชินวัตร ที่พักรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ว่า จากการแสวงหาข้อเท็จจริงและการมีคำวินิจฉัยที่ผ่านมา มีข้อเท็จจริงกรณีอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย และเกี่ยวข้องกับการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

แจงยิบ รพ.ตำรวจอ้างข้อมูลส่วนบุคคล

เนื่องจากโรงพยาบาลตำรวจชี้แจงว่า การตรวจวินิจฉัยโรคของนายทักษิณ ชินวัตร ได้ดำเนินการตามขั้นตอนทางการแพทย์ ภายใต้พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 และข้อบังคับแพทยสภา ว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2565 โดยเคร่งครัด ซึ่งผลการวินิจฉัยของโรคเป็นข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วยถือเป็นความลับ และเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 7 ซึ่งกำหนดให้ “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลเป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้น เป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะบัญญัติให้ต้องเปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารของราชการ หรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้” ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

ไม่ก้าวล่วงอำนาจแพทยสภา

ดังนั้น การรักษาความลับของข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพเป็นหลักจริยธรรมทางการแพทย์ที่สำคัญที่แพทย์จะต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด การพิจารณาและวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินจึงอยู่ภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลได้ ซึ่งแตกต่างจากศาลซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้แพทย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยความเห็นของแพทย์และผลการตรวจรักษาและวินิจฉัยผู้ป่วยต่อศาลเพื่อประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยคดีของศาลได้

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ประกอบกับข้อเท็จจริง ณ ขณะนั้น ปรากฏว่าได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1979/2566 และ 2492/2566 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2567 ว่า เมื่อได้มีผู้ร้องเรียนในกรณีเดียวกันนี้ไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ซึ่งแพทยสภาถือเป็นองค์กรทางวิชาชีพที่มีหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายโดยตรงในการตรวจสอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงไม่อาจก้าวล่วงในกรณีดังกล่าวได้ แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม หากแพทยสภามีความเห็นในเรื่องนี้เป็นประการใดแล้วเห็นควรที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ดำเนินการชี้แจงถึงข้อเท็จจริงหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าวให้สาธารณชนทราบตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป

มอบผู้เกี่ยวข้องทำตามหน้าที่

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า ต่อมา ในระหว่างแสวงหาข้อเท็จจริงเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1978/2566, 2535/2566 และ 2181/2566 ปรากฏข้อเท็จจริงว่า แพทยสภาได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมดำเนินการ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการฯ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2567 ว่า เมื่อผลการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการฯ เป็นประการใด หน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกรอบหน้าที่และอำนาจต่อไป

แจ้งเจ้าหน้าที่ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

2. นอกจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้มีความเห็นว่าเพื่อให้การปฏิบัติงานของกรมราชทัณฑ์ เรือนจำ/ทัณฑสถาน โรงพยาบาลสังกัดกรมราชทัณฑ์ทุกแห่ง ปราศจากความเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการเอื้อประโยชน์ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งและสร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณะ ตลอดจนให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมีข้อเสนอแนะในเชิงมาตรการบริหารเพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเคร่งครัด ดังนี้

(1) ในกรณีที่แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้รับรองว่ามีเหตุเจ็บป่วยที่ต้องรักษาตัวนอกเรือนจำ และผู้ต้องขังได้รับการพักรักษาตัวนอกเรือนจำเกิน 120 วัน ขอเสนอให้แก้กฎกระทรวงการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ. 2563 ให้มีคณะกรรมการเพื่อดำเนินการร่วมตรวจวินิจฉัยและให้ความเห็น

(2) กรณีผู้บัญชาการเรือนจำใช้ดุลยพินิจให้ผู้ต้องขังรักษาตัวนอกเรือนจำ เสนอให้กำหนดไว้ในกฎกระทรวงฯ โดยให้ผู้บัญชาการเรือนจำบันทึกการใช้ดุลยพินิจไว้ในระบบของเรือนจำเพื่อการตรวจสอบ หากมีผู้ประสงค์จะขอข้อมูลให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

ทำความเข้าใจเรื่อง ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ไม่เคยรับรองส่ง “ทักษิณ”รักษาตัวชั้น14 

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า 3. จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นจึงเห็นได้ว่า คำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินทุกเรื่องไม่ปรากฏการรับรองกระบวนการส่งตัวผู้ต้องขังออกมารักษาตัวภายนอกเรือนจำ และมิได้รับรองอาการเจ็บป่วยของนายทักษิณ ชินวัตร แต่อย่างใด อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ได้รับการชี้แจงในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของนายทักษิณ ชินวัตร อันเป็นข้อมูลส่วนบุคคลตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 อีกทั้ง ผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการสั่งให้เปิดเผยหรือเข้าถึงข้อมูลการตรวจรักษาและความเห็นของแพทย์ในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดียวกับศาล ดังที่กล่าวมาแล้ว ประกอบกับได้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ดุลยพินิจในการวินิจฉัยรักษาโรคของแพทย์ว่าอาจมีการใช้ดุลยพินิจที่ไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมายไปยังแพทยสภาโดยตรงแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงได้มีคำวินิจฉัยและข้อเสนอแนะตามข้อ 1 และข้อ 2

การบังคับโทษเป็นอำนาจของศาล

4. ส่วนประเด็นว่าได้มีการบังคับโทษให้เป็นไปตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาลหรือไม่ นั้น เป็นอำนาจในการไต่สวนและตรวจสอบของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2562 ข้อ 61 วรรค 2 ที่บัญญัติว่า “เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในศาลฎีกาจำนวนสามคน มีอำนาจออกหมายหรือคำสั่งใด ๆ ตามที่เห็นสมควร เพื่อบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล” ดังนั้น ในประเด็นเรื่องการบังคับโทษจึงมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินแต่อย่างใด

ชูผลงานเสนอจัดหาแหล่งน้ำดิบ

นายทรงศัก กล่าวเพิ่มว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งนอกจากจะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนจากการปฏิบัติของหน่วยงานรัฐแล้ว ปัจจุบัน สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ดำเนินงานหลายโครงการอย่างต่อเนื่อง เช่น “โครงการจัดหาแหล่งน้ำเพื่อพัฒนาการขยายเขตประปาในภูมิภาค” ภายใต้ยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2566 – 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงระบบ หลังได้รับเรื่องร้องเรียนจากหลายจังหวัดว่าประชาชนยังขาดแคลนน้ำประปาที่ได้มาตรฐาน ต้องพึ่งพาน้ำบาดาลหรือน้ำบ่อที่เสี่ยงต่อการปนเปื้อน และบางพื้นที่ต้องซื้อน้ำในราคาสูง ขณะที่ระบบประปาหมู่บ้านส่วนใหญ่ยังด้อยคุณภาพ ปัญหาหลักเกิดจากแหล่งน้ำดิบไม่เพียงพอ ทำให้การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ไม่สามารถขยายเขตบริการได้ทั่วถึงเนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย งบประมาณ และการบริหารจัดการ ดังนั้น ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงมุ่งผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบาย เช่น การจัดหาแหล่งน้ำดิบที่มั่นคง การยกระดับมาตรฐานการกรองและบำบัดน้ำ การปรับปรุงระบบจ่ายน้ำ และการขยายบริการของ กปภ. เข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดมีคุณภาพ และยั่งยืนในอนาคต

ผลักดันพัฒนาชีวิตคนไร้บ้าน

นายทรงศัก กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้นการแก้ไขปัญหาคนไร้บ้าน ได้เตรียมผลักดัน “โครงการศึกษาเชิงระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานครและพื้นที่ข้างเคียง” (บางอำเภอในนนทบุรีและสมุทรปราการ) ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างนโยบายและระบบดูแลที่ยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและภาคประชาสังคม ปัญหาคนไร้บ้านรุนแรงขึ้นหลังวิกฤตโควิด-19 ซึ่งสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินพบว่า มี 3 มิติหลัก ได้แก่ การเข้าถึงสิทธิพื้นฐานที่ยังติดขัดข้อจำกัดของหน่วยงานรัฐที่ขาดการบูรณาการและทรัพยากร และปัญหาซับซ้อนจากตัวบุคคลเอง 

เสนอแนวทางดูแลกลุ่มเปราะบาง

ในเวลาเดียวกันยังผลักดันแนวทางบูรณาการการดูแล “กลุ่มเปราะบาง” ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยติดเตียง คนไทยไร้สิทธิ และแรงงานต่างด้าว โดยเสนอให้กำหนดนิยามกลาง จัดทำยุทธศาสตร์เฉพาะกลุ่ม และตั้งกลไกร่วมจาก 5 ภาคส่วน คือ สำนักงานเขต โรงพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข คลินิกชุมชนอบอุ่น และภาคประชาชน เพื่อสร้างระบบดูแลครบวงจร มาตรการสำคัญ ได้แก่ การค้นหากลุ่ม

จากกรณีดังกล่าวที่ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงาน

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ยืนยันไม่เคยรับรอง “ทักษิณ” รักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

Scroll to top