ข่าวการเมืองล่าสุด

สส. เกาะติดงบ Soft Power แฉอบรมไม่เข้าเป้า

สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power เผยโครงการเรือธงอบรมทักษะขนาดใหญ่ ตั้งเป้าหมายอบรมคนไทย 20 ล้านคนภายใน 4 ปี แต่ปรากฏ 2 ปีผ่านมา อบรมได้เพียง 2 หมื่นคนเท่านั้น กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

วันที่ 14 ก.ย. 2568 นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนโพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กระบุว่า จากกรณีเพจ THACCA ที่อ้างว่าปี 2567 ได้รับงบประมาณเพียง 635 ล้านบาทนั้น ตนในฐานะ สส. ที่ติดตามนโยบายด้าน Soft Power มาโดยตลอด ขอชี้แจงถึงข้อเท็จจริงที่ได้เคยอภิปรายในสภา คือ

1. THACCA ยังไม่ได้จัดตั้งเป็นหน่วยงานส่วนราชการ ไม่มีงบประมาณเป็นของตัวเอง ไม่มีตัวตนอยู่จริง การดำเนินงานนั้นจะเป็นการกระจายเงินงบประมาณไปยังกระทรวงและกรมต่าง ๆ เพื่อดูแลโครงการ เช่น ด้านภาพยนตร์อยู่กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ด้านอาหารอยู่กับกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

2. งบประมาณปี 2567 จริงอยู่ คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ได้งบ 635.54 ล้านบาท จากงบกลาง แต่นอกเหนือจากงบก้อนนั้น รัฐบาลยังของบเพิ่มเติมซอฟต์พาวเวอร์เพื่อจัดงานมหาสงกรานต์และอีเวนต์อีก 404.96 ล้านบาท และยังมีงบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงอื่น ๆ อีก 2,188.96 ล้านบาท ดังนั้น งบซอฟต์พาวเวอร์ในปี 67 มากกว่า 3,000 ล้านบาท

3. ในปี 2568 คณะกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ได้รับงบไป 2,318.42 ล้านบาท และยังมีการขอเพิ่มเติมในงบกลางอีก 1,336.72 ล้านบาท และยังมีงบโครงการซอฟต์พาวเวอร์ในกระทรวงอื่น ๆ อีก 2,082.85 ล้านบาท ดังนั้นงบในปี 2568 รัฐบาลเพื่อไทยได้ใช้เงินในเรื่องซอฟต์พาวเวอร์ไปกว่า 5,000 ล้านบาท หากรวมเงินงบประมาณสองปีแล้ว เกือบ 8,000 ล้านบาท

4. โครงการเรือธงที่อยู่ภายในโครงการนี้ที่สำคัญคือ OFOS (one family one soft power) เป็นโครงการอบรมทักษะขนาดใหญ่ โดยใช้งบประมาณในปี 2567 ถึง 227 ล้านบาท และในปี 2568 ถึง 752 ล้านบาท โดยโครงการนี้มีเป้าหมายอบรมคนไทย 20 ล้านคนให้ได้ภายใน 4 ปี แต่ปรากฏว่าภายในสองปีที่ผ่านมา ผลผลิตของผู้อบรมได้เพียง 20,355 คน เท่านั้น ดังเช่น โครงการ OFOS อาหาร ที่ตั้งเป้าหมายในปี 2567 ว่าจะมีเชฟอาหารไทยถึง 10,000 คนในปีนั้น แต่ปรากฏว่ามีผู้เข้าร่วมฝึกอบรมเพียง 1,300 คนเท่านั้น นี่คือความน่ากังวลของการใช้งบประมาณ

5. ในปีงบประมาณ 2569 นั้นรัฐบาลเพื่อไทย ได้ของบประมาณในแผนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์กว่า 3.9 พันล้านบาท แต่หลังจากการพ้นตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ทำให้คณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์สิ้นสภาพไปด้วย แต่งบกว่า 3.9 พันล้านบาทที่ผ่านสภาไปแล้วนั้น ยังคงจะกระจายไปอยู่ตามหน่วยงานอื่น ๆ เช่น เงินอุดหนุนภาพยนตร์ก็ยังคงอยู่กับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เงินอบรมเชฟอาหารไทยอยู่กับ กระทรวงการอุดมศึกษา เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จากนี้สิ่งที่สำคัญไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ๆ ตนในฐานะ สส.จะติดตามตรวจสอบการใช้เงินงบประมาณก้อนนี้ ที่กระจายอยู่ตามกระทรวงต่าง ๆ ต่อไป

สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power

สถานการณ์สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power นี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐอย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของประชาชนถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ทำไม สส. ต้องเกาะติดงบ Soft Power?

การที่ สส. ต้องเกาะติดเรื่องสส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power เนื่องจากงบประมาณก้อนนี้มีขนาดใหญ่ และเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศชาติ การตรวจสอบอย่างโปร่งใสจะช่วยป้องกันการทุจริต และส่งเสริมให้เกิดการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า

หลายภาคส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ Soft Power ที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการอบรมทักษะที่ดูเหมือนจะไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ การที่ สส. ออกมาเปิดเผยข้อมูลและตั้งคำถามต่อการใช้งบประมาณ จึงเป็นเรื่องที่น่ายกย่องและควรสนับสนุน

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้อยู่ที่การมีนโยบาย Soft Power แต่อยู่ที่การบริหารจัดการและการดำเนินงานที่อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การปรับปรุงกลไกการทำงาน การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน และการติดตามประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้การใช้งบประมาณ Soft Power เกิดประโยชน์สูงสุด

ต่อไปนี้เป็นข้อเสนอแนะบางส่วนเพื่อให้การใช้งบประมาณ Soft Power มีประสิทธิภาพมากขึ้น:

  • กำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้
  • สร้างกลไกการติดตามประเมินผลที่เข้มแข็ง
  • เปิดเผยข้อมูลการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส
  • รับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน
  • ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม

การลงทุนใน Soft Power เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ต้องทำอย่างรอบคอบและระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การที่ สส. ออกมาเกาะติดเรื่องสส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power ถือเป็นการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในฐานะตัวแทนของประชาชน เราหวังว่าการตรวจสอบนี้จะนำไปสู่การปรับปรุงการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสร้างผลประโยชน์ที่แท้จริงให้กับประเทศชาติ

ที่มา – สส.พรรคประชาชนเกาะติดงบ Soft Power แฉโครงการเรือธงอบรมทักษะไม่เข้าเป้า

สส.แนะ! ผู้เสียหายจากช้างป่า ยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้

“อับดุลอายี สาแม็ง” สส.ยะลา แนะนำว่า ผู้เสียหายจากช้างป่า สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้ โดยไม่มีกำหนดหมดอายุ หลังจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืชออกระเบียบเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแล้ว

วันที่ 14 ก.ย. 2568 นายอับดุลอายี สาแม็ง รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงาน และศึกษาแนวทางการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างยั่งยืน สภาผู้แทนราษฎร และสส.ยะลา เขต3 พรรคประชาชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมาธิการเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ได้ติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้รับการชี้แจงจากกรมอุทยานแห่งชาติว่า ประชาชนที่ได้รับความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากช้างป่า สามารถยื่นคำร้องขอรับเงินชดเชยย้อนหลังได้ โดยไม่มีการกำหนดอายุความ หลังจากขณะนี้ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. 2568 ให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช อนุมัติจ่ายเงินเยียวยาค่าเสียหายจากช้างป่าให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทรายใดแล้ว จะต้องเบิกจ่ายให้กับผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทภายใน 5 วันทำการ

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากช้างป่า จากงบกลางประจำปี 2568 ซึ่งถือเป็นการสร้างหลักประกันความเป็นธรรม และบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ทั้งนี้ ผู้ได้รับผลกระทบต้องแจ้งขอรับการช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายจากช้างป่าภายใน 3 วันนับแต่วันที่ทราบเหตุต่อเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่าหรือเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานในพื้นที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งต่อหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่เพื่อประสานแจ้งประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายทราบและดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายโดยทันที

ผู้เสียหายจากช้างป่า ยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้

ข่าวดีสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากช้างป่า! ตอนนี้คุณสามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้แล้ว โดยไม่มีกำหนดหมดอายุ นี่เป็นผลมาจากการผลักดันและติดตามการแก้ไขปัญหาช้างป่าอย่างต่อเนื่องของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาติดตามผลการดำเนินงานฯ สภาผู้แทนราษฎร ทำให้เกิดระเบียบที่ชัดเจนในการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย

ใครบ้างที่สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้?

ประชาชนทุกคนที่ได้รับความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินจากช้างป่า สามารถยื่นคำร้องเพื่อขอรับเงินชดเชยย้อนหลังได้ ไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม ตราบใดที่ยังไม่เคยได้รับการชดเชยมาก่อน

ขั้นตอนการยื่นขอชดเชย ผู้เสียหายจากช้างป่า ต้องทำอย่างไร?

หากท่านได้รับผลกระทบจากช้างป่า สิ่งที่ต้องทำคือ แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ในพื้นที่โดยเร็วที่สุด โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  • แจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์ป่า หรือเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์อุทยานในพื้นที่ ภายใน 3 วันนับแต่วันที่ทราบเหตุ
  • เจ้าหน้าที่จะแจ้งต่อหัวหน้าหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อประสานแจ้งประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหาย
  • จากนั้นจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายโดยทันที

เมื่อการตรวจสอบเสร็จสิ้นและได้รับการอนุมัติ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะอนุมัติจ่ายเงินเยียวยาค่าเสียหาย และจะทำการเบิกจ่ายให้กับผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทภายใน 5 วันทำการ

ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เมื่อไหร่?

ระเบียบนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2568 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้น ผู้ที่ได้รับความเสียหายก่อนหน้านี้ก็สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้เช่นกัน อย่ารอช้า รีบดำเนินการเพื่อรักษาสิทธิของท่าน

การดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้เสียหายจากช้างป่า ถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากสัตว์ป่า การที่ผู้เสียหายจากช้างป่า สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้ นั้น เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและทันท่วงที

ดังนั้น หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบจากช้างป่า อย่าลังเลที่จะดำเนินการขอรับความช่วยเหลือตามสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ เพื่อให้ได้รับการเยียวยาและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างปกติสุข

ที่มา – สส.พรรคประชาชาติแนะผู้เสียหายจากช้างป่า สามารถยื่นขอชดเชยย้อนหลังได้

ดร.เอ้ ลุยตั้ง “ไทยก้าวใหม่” เปิดตัว ก.ย.นี้

“ดร.เอ้ สุชัชวีร์” ยืนยันเดินหน้าตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” เตรียมเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้อย่างแน่นอน ไม่วอกแวก แม้หลายพรรคจะชวนร่วมงานไม่ใช่แค่ประชาธิปัตย์ ย้ำการแก้ปัญหาวิกฤตประเทศต้องเริ่มต้นจากการยกเครื่องการศึกษา

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวี ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งพรรคการเมืองว่า ขณะนี้ได้ทำการจดทะเบียนจัดตั้ง “พรรคไทยก้าวใหม่” เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ได้ลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์มาครบ 2 เดือนเต็ม ตั้งใจที่จะเริ่มการประชุมพรรคและประกาศตัวให้ได้ภายในเดือนนี้ ขอย้ำอีกครั้งว่าประเทศไทยต้องทำการยกเครื่องการศึกษาให้ได้ พร้อม ๆ ไปกับการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะวิกฤตของประเทศไทยในขณะนี้นั้นถือว่าหนักมาก หากไม่เริ่มแก้ที่การศึกษา ประเทศไทยจะไม่สามารถแข่งขันกับใครได้อย่างแน่นอน

ดร.เอ้ เดินหน้าตั้ง “ไทยก้าวใหม่” ไม่หวั่นเสียงทาบทาม

ดร.สุชัชวีร์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์เริ่มมีการติดต่ออดีตสมาชิกพรรคให้กลับไปกอบกู้พรรคคืนด้วยว่า ขอยืนยันอย่างหนักแน่นว่าตนนั้นเป็นคนที่ไม่วอกแวก อยากให้ทุกคนได้เห็นอย่างชัดเจนว่ามีพรรคการเมืองหนึ่งที่ชื่อว่าพรรคใหม่ได้เกิดขึ้นแล้ว ที่ผ่านมานั้นไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่เชิญให้กลับไปช่วยพรรค แต่ยังมีพรรคอื่น ๆ ที่ได้มาชักชวนเช่นกัน ซึ่งตนก็ได้ตอบปฏิเสธไปอย่างสุภาพ

“วันนี้ผมยังมั่นใจว่า ประเทศไทยก้าวใหม่ ก้าวแรกนั้นจะต้องเริ่มต้นมาจากห้องเรียน เราให้ความสำคัญกับการสร้างคน การศึกษา และการลดปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าหลายพรรคนั้นไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากนัก ผมมาสร้างพรรคใหม่โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นอยู่ที่ความมุ่งมั่นมากกว่า” ดร.สุชัชวีร์กล่าวและว่า

ให้กำลังใจพรรคประชาธิปัตย์

การที่แกนนำพรรคประชาธิปัตย์พยายามที่จะประสานขอให้อดีตสมาชิกกลับไปช่วยกอบกู้พรรคนั้น จะส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าในการตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” หรือไม่ ดร.สุชัชวีร์ กล่าวว่า ตนนั้นเป็นคนที่ไม่ค่อยย้ายงานบ่อย ๆ พรรคประชาธิปัตย์ถือเป็นโรงเรียนการเมืองแห่งแรกของตน ก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคน และหวังว่าในอนาคตจะได้มีโอกาสร่วมงานกัน

เรือยอร์ชมารับก็ไม่กลับ

ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ก่อนหน้านี้นายเทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส ได้ทำการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า… มีเสียงเรียกร้องให้ ดร.เอ้ สุชัชวีร์ กลับไปช่วยกอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่นายเฉลิมชัยได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค แต่ ดร.เอ้ ได้ประกาศอย่างชัดเจนต่อหน้าเพื่อน ๆ พี่ ๆ เมื่อวานนี้ว่า “ถ้าผมเดินหน้าทำอะไรแล้ว จะไม่มีการถอยกลับ ผมว่ายน้ำออกมาไกลขนาดนี้แล้วก็คงจะไม่ว่ายกลับไป ถึงแม้ว่าจะส่งเรือยอร์ชมารับก็จะไม่กลับ ตอนนี้กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดตัวพรรคการเมืองอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ “พรรคไทยก้าวใหม่” ที่จะชูเรื่องของการศึกษาเป็นนโยบายหลัก”

การตัดสินใจเดินหน้าจัดตั้ง “ไทยก้าวใหม่” ของ ดร.เอ้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการศึกษา หากพรรค “ไทยก้าวใหม่” สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับการพัฒนาประเทศในอนาคต

ที่มา – “ดร.เอ้” ยืนยันเดินหน้าตั้งพรรค “ไทยก้าวใหม่” เตรียมเปิดตัวภายในเดือนกันยายนนี้

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ เพื่อประโยชน์ประชาชน เผยต้นทุนราคาก๊าซจาก 3 แหล่ง โรงงานอุตสาหกรรมถูกใช้อ้างเพื่อกินหัวคิวใช่หรือไม่

วันที่ 12 ก.ย. 2566 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก อธิบายระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนว่าเกี่ยวอะไรกับค่าไฟฟ้า โดยระบุว่าเป็นระบบที่เอาก๊าซที่ได้จากหลายแหล่งหลายราคามารวมกันแล้วหาราคาเฉลี่ยเพื่อใช้เป็นราคากลาง Pool Price สำหรับประเทศไทย มีแหล่งก๊าซอยู่ 3 แหล่ง คือ

1. ก๊าซจากอ่าวไทย ตรงนี้ราคาถูก ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ประเทศไทยผลิตจากอ่าวได้ 50% จากความต้องการของทั้งประเทศ

2. ก๊าซที่นำเข้าจากเมียนมา จะมีราคาแพงขึ้นมานิดหนึ่ง ประมาณ 324 บาทต่อ MMbtu แต่ยังพอไหว ซึ่งนำเข้ามาใช้อยู่ที่ 10% ของความต้องการ และ

3. ก๊าซจากการนำเข้าจากต่างประเทศที่ต้องทำให้เป็นของเหลวเพื่อการขนส่ง จึงมีราคาแพงและราคาขึ้นลงตามตลาดโลกและสถานการณ์โลก เรียกว่า LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลว มีราคาแพงมากแถมยังมีหลากหลายราคา ซึ่งราคาที่ประเทศไทยต้องจ่ายเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 400-500 บาทต่อ MMbtu ซึ่งต้องนำเข้ามาถึง 40% จากปริมาณความต้องการใช้ก๊าซของทั้งประเทศ

ก๊าซ LNG เป็นตัวปัญหา

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ก๊าซ LNG เป็นตัวปัญหา แต่ไม่นำเข้าก็ไม่ได้ เพราะไทยใช้ก๊าซประมาณวันละ 5,000 MMbtu แต่ขุดก๊าซจากอ่าวไทยที่เรียกว่าก๊าซอ่าวได้เพียงวันละประมาณ 2,500 MMbtu จึงต้องนำเข้าก๊าซจากเมียนมาอีกประมาณวันละ 600-700 MMbtu และต้องนำเข้า LNG อีกวันละประมาณ 1,800 – 1,900 MMbtu ซึ่ง LNG มีหลากหลายราคา ที่ผ่านมาจึงเกิดระบบ Pool Gas ขึ้นมา คือนำราคาก๊าซทั้งสามประเภทนี้มาเฉลี่ยราคาเข้าด้วยกัน เพื่อให้ราคาก๊าซในประเทศราคาเท่ากันทั้งหมด แต่กันเฉพาะส่วนที่จะใช้เป็นก๊าซหุงต้มสำหรับประชาชนออกมา ที่เรียกว่า LPG

Pool Gas ทำให้ราคาลดลง

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ราคาก๊าซ LPG จะยึดตามราคาก๊าซอ่าวที่แยกไว้เฉพาะ ปัจจุบันอยู่ที่ราคาประมาณ 210 บาทต่อ MMbtu ทำให้ราคาก๊าซหุงต้มในปัจจุบันอยู่ที่ราคา 423 บาท ต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ที่เหลือเอาไปลง Pool Gas หมด รวมทั้งก๊าซจากเมียนมา ทำให้ราคา Pool Gas ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 356 บาทต่อ MMbtu และราคานี้นำมาใช้ผลิตไฟฟ้าและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ถามส่วนต่างใครรับไปบ้าง

เหตุผลที่จัดระบบ Pool Gas แบบนี้เพราะต้องการให้ต้นทุนราคาก๊าซที่โรงงานอุตสาหกรรมใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องจักรถูกลง, แต่โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซสำหรับเครื่องจักรมีประมาณไม่เกิน 2,000 โรงงาน ในขณะที่โรงงานทุกประเภทมีประมาณ เกือบๆ 70,000 โรงงาน และประชาชนคนไทยมีเกือบ 70 ล้านคน ซึ่งประชาชนและโรงงานทุกแห่งต้องใช้ไฟฟ้า ไม่ได้ใช้ก๊าซมาเดินเครื่องจักร

“กลายเป็นว่าก๊าซจาก Pool Gas สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมนั้น เอาเข้าจริงไม่ได้ขายให้โรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง แต่ขายให้บริษัท PTT NGD แล้ว PTT NGD จะนำไปขายต่อให้โรงงานอุตสาหกรรม ไม่ใช่ในราคา Pool Gas แต่กลับนำไปขายในราคาสิงคโปร์ครับ ส่วนต่างใครรับไปบ้าง ไปลองหากันดูว่าใครเป็นใครในบริษัทนี้ แต่พอจะสรุปได้ไหมว่าโรงงานอุตสาหกรรมเหล่านี้ถูกใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกินหัวคิวเท่านั้นใช่หรือไม่” นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า

แฉระบบเก่าทำค่าไฟสูง

นายพีระพันธุ์ กล่าวด้วยว่า ระบบนี้ยังทำให้ต้นทุนราคาก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้าสูงขึ้นเพราะต้องใช้ราคา Pool Gas เป็นราคาเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าแทนที่จะใช้ราคาก๊าซอ่าว ดังนั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาตนจึงเสนอ กพช. (คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ) ให้ปรับสูตรการคิด Pool Gas ใหม่ เพื่อจะนำก๊าซจากอ่าวไทยทั้งหมดที่ราคาถูกมาใช้สำหรับการผลิตไฟฟ้าเพื่อประชาชน แทนที่จะนำก๊าซส่วนนี้ไปลง Pool Gas ให้คนกินหัวคิว และเพื่อช่วยลดราคาก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานที่มีเพียงไม่ถึง 2,000 แห่ง ในขณะที่โรงงานทั้งหมดในประเทศและประชาชนต้องใช้ไฟฟ้า ซึ่ง กพช. เห็นชอบและตนได้มอบให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน หรือ สนพ. ทำการศึกษาเพื่อปรับสูตร Pool Gas ใหม่มาตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

ถูกถล่มเพราะปรับสูตรคิดต้นทุน

ระบบใหม่นี้จะนำก๊าซอ่าวทั้งหมดที่เหลือจากการแยกเป็นก๊าซหุงต้ม LPG มาใช้ผลิตไฟฟ้าในราคาก๊าซอ่าวซึ่งจะทำให้ต้นทุนราคาไฟฟ้าถูกลงทันที แต่ก็ยังไม่พอ ต้องเอาก๊าซจากเมียนมาทั้งหมดมารวมด้วย และยังขาดอยู่ประมาณ 20% ส่วนนี้ต้องนำ LNG มารวมด้วย แต่ก็เพียงเล็กน้อย และถ้าให้ กฟผ. หาก๊าซ LNG ที่ราคาถูกมารวมเองโดยไม่ต้องนำไปเข้าระบบ Pool Gas ก็จะไม่กระทบมากนัก เคยคำนวณดูคร่าวๆ พบว่าราคาต้นทุนก๊าซที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าจะลงจาก 356 บาทต่อ MMbtu มาอยู่ที่ประมาณ 244 บาทต่อ MMbtu ราคาค่าไฟฟ้าลงแน่นอน

“ความจริงจะต้องแก้ปัญหาในส่วนอื่นเพื่อลดค่าไฟฟ้าลงด้วย ไม่ใช่แค่เรื่อง Pool Gas เรื่องเดียว เช่น ค่าพร้อมจ่ายที่สูงเกินสมควร และต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่สูงเกินสมควรด้วยเช่นกัน ที่ผมถูกถล่มหนักมากในช่วงที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งก็เพราะเรื่องนี้ด้วย”

อุตสาหกรรมค้านสุดตัว

อย่างไรก็ตาม ระบบ Pool Gas แบบนี้จะทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงทั้งประเทศ แต่ค่าก๊าซของโรงงานอุตสาหกรรมจะสูงขึ้น เลยค้านสุดตัว ล่าสุดทาง ผอ.สนพ. ไปหารือกับสภาอุตสาหกรรม เมื่อประมาณวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา ก็ไม่เห็นด้วย แต่ผมบอกให้ ผอ.สนพ. เดินหน้าต่อเพราะประชาชนสำคัญกว่า โดยให้หาวิธีและรูปแบบที่ทางอุตสาหกรรมพอจะรับได้ ขณะนี้ ผอ.สนพ. กำลังเดินเครื่องเรื่องนี้อยู่ครับ และนี่คือระบบ Pool Gas เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

เสียดายยังไม่ทันเสร็จ

“เสียดายที่ยังไม่ทันเสร็จก็หมดเวลาเสียก่อน แต่ผมมั่นใจว่านโยบายนี้และสูตร Pool Gas ที่ผมวางรูปแบบใหม่ไว้นี้จะเดินหน้าต่อ เพราะผมเชื่อมั่นใน สนพ. ที่มีความตั้งใจจะลดภาระค่าไฟฟ้าให้ประชาชนดังที่ช่วยผมตลอด 2 ปีที่ผ่านมา จนทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงตลอดมา และผมเชื่อว่ารัฐบาลใหม่นี้ก็คงเห็นตรงกัน เราคงได้เห็น ระบบ Pool Gas เพื่อประชาชน จะเกิดขึ้นจริงตามที่ผทและ สนพ. ได้ดำเนินการใกล้แล้วเสร็จ ใครทำก็ได้ ขอให้ทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่เท่านั้น” นายพีระพันธุ์ กล่าว

“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่

ทำไมต้องเดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่?

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ฝากความหวังให้รัฐบาลใหม่สานต่อนโยบาย“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ ที่ตนได้วางรากฐานไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงสูตร Pool Gas เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน แม้ว่าจะมีแรงต้านจากภาคอุตสาหกรรม แต่เขายืนยันว่าผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาเป็นอันดับแรก

การผลักดันสูตร Pool Gas ใหม่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาพลังงานของประเทศอย่างยั่งยืน แม้ว่าจะต้องเผชิญกับความท้าทายและความขัดแย้ง แต่ด้วยความตั้งใจจริงและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรค และสร้างความมั่นคงด้านพลังงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าได้

นโยบาย“พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะมีผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์” ฝากรัฐบาลใหม่เดินหน้าสูตร Pool Gas ใหม่ ซัดโรงงานอุตสาหกรรมถูกใช้อ้าง

“ไชยชนก” ยัน ไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา

“ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เชื่อสังคมอาจตีความผิด ชี้ระหว่างจัดการเรื่อง MOU 44 ไม่ควรเปิดช่องเพิ่มความเสี่ยง

วันที่ 12 ก.ย. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีข้อตกลงของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ระหว่างประเทศไทย-กัมพูชา ในการพิจารณาเปิดด่านชายแดน ไทย-กัมพูชาว่า สิ่งที่ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนเข้าใจผิดเพราะกระแสออนไลน์ตอนนี้ไปอีกทิศทางหนึ่ง ขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่งไม่สงบยังไม่มีความชัดเจน และเรากำลังเดินหน้าพิจารณาเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ 44 จึงเป็นเวลาไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะต้องเปิดด่าน และตามกระแสสังคมที่เห็น อาจมีการตีความผิดพลาด จากการสื่อสารที่ระบุว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มีนโยบายแบบนี้ แต่ส่วนตัวมั่นใจว่านายอนุทินเป็นหนึ่งในคนที่รักชาติและสถาบันมากที่สุด อีกทั้งที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไปคลุกคลีในพื้นที่ 4 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ในการลงไปดูแลพี่น้องประชาชนที่ศูนย์อพยพ นำคนออกจากบ้าน และมีคนคิดสั้น จึงเชื่อว่าเป็นการสื่อสารที่ผิด เข้าใจผิดว่าเป็นนโยบายของนายอนุทิน ทั้งนี้เห็นว่าไม่เหมาะสม น่าจะเป็นภัยต่อประเทศ

เมื่อถามถึงกรณีแม่ทัพภาค 2 ไม่สนับสนุนเปิดด่าน นายไชยชนก กล่าวว่า ทุกคนก็คิดเช่นนี้ได้ การปิดด่านไทย-กัมพูชา เศรษฐกิจได้รับผลกระทบตามแนวชายแดน แต่สิ่งที่กระทบมากที่สุดคือเศรษฐกิจของประเทศ เรารู้ข้อมูลอยู่แล้วว่าบ่อนต่างๆ ในกัมพูชา ผู้ใช้ส่วนใหญ่คือคนไทย และการปิดจะส่งผลกระทบต่อเขามหาศาล และยังไม่รวมถึงธุรกิจอื่นๆ ที่ตอนนี้มีคำพูดว่ามีประเทศที่ 3 กดดัน ซึ่งตนเข้าใจทุกเรื่อง แต่ต้องถามว่าประชาชนคนไทยอยู่ตรงไหนในสมการนี้

ไม่เปิดด่านจนกว่าจัดการปัญหาเสร็จสิ้น

“ผมเชื่อว่าในวันนี้คนที่ได้รับผลกระทบ ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องมากที่สุด คือคนที่อยู่ในพื้นที่ ผมมั่นใจว่าทุกคนจะบอกเป็นเสียงเดียวกัน ว่าอย่าเปิด จะให้ปิดไปอีกนานเท่าใดก็ตาม ตราบใดที่มันปลอดภัยแล้ว เราจะจัดการเรื่องนี้อย่างถาวรได้ เขายินดี เราควรคิดหาวิธีประคองให้ผ่านช่วงนี้ไปได้โดยไม่ต้องเปิดด่าน จนกว่าจะได้รับความชัดเจน” นายไชยชนก กล่าว

นายไชยชนก กล่าวอีกว่า สิ่งที่ห่วงเป็นพิเศษคือ ช่วงเราจัดการเรื่อง MOU 44 อยู่ที่เป็นหัวใจสำคัญของทุกปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างเวลา 20 ปี มีเรื่องทรัพยากรในทะเลมาเกี่ยวข้อง ถ้าเรื่องนี้กำลังจะถูกยุติลง การที่เราเปิดด่าน ตนว่า จะมีความเสี่ยงเพิ่มเติม เหมือนเป็นการเปิดช่องทางให้สร้างความโกลาหลได้ จึงไม่ควรเปิดช่องทางเลย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุด นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่า เขาไม่สนับสนุนการเปิดด่านไทย-กัมพูชาในขณะนี้ โดยให้เหตุผลว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่ง และอาจมีการตีความผิดในสังคม

ทำไมนายไชยชนกถึงไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา?

นายไชยชนกให้เหตุผลหลักๆ สองประการในการไม่สนับสนุนการเปิดด่าน ประการแรกคือ สถานการณ์ชายแดนยังไม่นิ่งและยังไม่มีความชัดเจน การเปิดด่านในขณะนี้อาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่กำลังพิจารณาเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ 44

ประการที่สอง นายไชยชนกเชื่อว่าการเปิดด่านอาจนำไปสู่การตีความผิดในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการสื่อสารที่อาจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี

ผลกระทบจากการไม่เปิดด่านไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการไม่เปิดด่านอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดน แต่สิ่งที่นายไชยชนกให้ความสำคัญมากกว่าคือความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ เขามองว่าการเปิดด่านในขณะนี้อาจเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง MOU 44

นายไชยชนกยังกล่าวอีกว่า เขาเข้าใจถึงแรงกดดันจากภายนอกที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจเรื่องการเปิดด่าน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนคนไทยเป็นหลัก

“ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เพราะห่วงความปลอดภัยและความมั่นคงของชาติ แม้ว่าจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจบ้าง แต่การรักษาผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อนความเห็นของนายไชยชนกสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการเปิดด่านในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้ การพิจารณาอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ดังนั้น เราควรสนับสนุนการตัดสินใจที่ไม่เร่งรีบในการเปิดด่านชายแดนจนกว่าสถานการณ์จะมีความชัดเจนและปลอดภัย เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – “ไชยชนก” ยืนยันไม่หนุนเปิดด่านไทย-กัมพูชา เชื่อสังคมอาจตีความผิด

“สุชาติ” ตั้งสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ 1 สัปดาห์รู้ผล

“สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ ปมทรัพย์สิน-สีกา หลังสะพัดว่อนโซเชียล คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล ย้ำ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

เมื่อเวลา 15.50 น. วันที่ 12 ก.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี มีการร้องเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหารผ่านโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง เข้าข่ายกระทำความผิดพระธรรมวินัย ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยการร้องเรียนเป็นเรื่องทรัพย์สินและเรื่องสีกา ซึ่งเจ้าอาวาสวัดโสธรฯ เป็นเจ้าคณะจังหวัด และเป็นพระสังฆาธิการด้วย ดังนั้น จึงต้องให้ความเป็นธรรม ทั้งกับผู้ร้องและประชาชน รวมถึงตัวเจ้าอาวาสด้วย เพราะหากไม่เป็นความจริงจะทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธาน ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงให้ปรากฏ โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูง รวมไปถึงสำนักงานพระพุทธศาสนา และให้ผู้ตรวจของสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าไปเป็นคณะกรรมการด้วย เพราะไม่ทราบว่าในโลกออนไลน์พูดเพื่อความสนุกสนานหรือไม่ แต่ยอมรับว่าตนก็ได้ยินเรื่องนี้มานาน มีเค้าโครง ยืนยันว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และให้ผู้ร้องสบายใจ แต่หากเจ้าอาวาสทำผิดก็ต้องว่าไปตามระเบียบกฎหมาย และต้องแจ้งให้สำนักงานพระพุทธศาสนาดำเนินการต่อไป

คาดไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล

เมื่อถามว่า วางกรอบระยะเวลาการตรวจสอบไว้เท่าใด นายสุชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้วาง แต่คาดว่าไม่น่าจะเกิน 1 สัปดาห์ เพราะจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นพื้นที่ของตน ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้ และตนก็เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประชาชนเลือกมาเป็นผู้แทน ยอมรับว่าเรื่องนี้มีมานาน ตนก็เคยไปสอบถามและเตือนเจ้าอาวาสมาแล้ว ว่ามีเรื่องใดที่ผิดพระธรรมวินัย แต่เนื่องจากวันนี้มีเสียงร้องเรียนจากโซเชียล จึงต้องดำเนินการ

เชื่อเจ้าอาวานไม่หนีไปไหน

เมื่อถามว่า จำนวนทรัพย์สินของวัดโสธรฯมีเท่าใด นายสุชาติกล่าวว่าวัดโสธรฯ เป็นวัดที่มีทรัพย์สินจำนวนมาก แต่ไม่ทราบว่าเจ้าอาวาสมีทรัพย์สินขนาดไหน เพราะเห็นว่ามีการโอนกันไปมา แต่อย่าลืมว่าพระสังฆาธิการคือเจ้าพนักงาน เรื่องนี้สำคัญที่สุด  เมื่อถามว่า จำเป็นที่เจ้าอาวาสจะต้องลาสิกขาระหว่างการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ยัง เพราะท่านยังไม่ผิดต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ว่าเรื่องสีกาที่เขาร้อง เป็นความจริงหรือไม่  เมื่อถามว่า กังวลว่าเจ้าอาวาสจะหนีหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า คิดว่าท่านคงไม่หนีไปไหน

เรื่องราวของ“สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล ถือเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในสังคมออนไลน์ การตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนจักร

“สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล

นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกรณีที่มีการร้องเรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของเจ้าอาวาสวัดโสธรวรารามวรวิหาร ผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องทรัพย์สินและเรื่องสีกา ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชน

ความคืบหน้าการสอบสวน “สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล

จากการเปิดเผยของนายสุชาติ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและเป็นธรรม

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามในกรณี “สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล คือ:

  • ความโปร่งใส: การดำเนินการตรวจสอบต้องมีความโปร่งใส และเปิดเผยข้อมูลให้กับประชาชนได้รับทราบ
  • ความเป็นธรรม: ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ร้องเรียนและผู้ถูกร้องเรียน
  • ระยะเวลา: การตรวจสอบควรดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อคลี่คลายข้อสงสัย

การที่นายสุชาติให้ความสำคัญกับกรณี “สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรักษาความถูกต้อง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม ผลการตรวจสอบจะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “สุชาติ” ทิ้งทวน ตั้งคณะกรรมการสอบ เจ้าอาวาสวัดโสธรฯ คาด ไม่เกิน 1 สัปดาห์รู้ผล

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

“นายกฯ อนุทิน” สร้างความประหลาดใจ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษที่มาทัศนศึกษาพรรคภูมิใจไทย ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน เพื่อให้ประชาชนกลับมามีชีวิตปกติสุขโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คณะนักเรียนห้องเรียนพิเศษนิติศาสตร์ – รัฐศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2568 โรงเรียนสตรีสิริเกศ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 39 คน พร้อมคณาจารย์ 5 คน ได้เดินทางมาทัศนศึกษาภายในพรรคภูมิใจไทย ในระหว่างการบรรยายหัวข้อ “การเดินหน้านโยบายเพื่อแก้ปัญหาและดูแลประชาชน” โดยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งในขณะนั้นเอง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาเข้าร่วมฟังการบรรยายและทักทายนักเรียนอย่างไม่เป็นทางการ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง

นายอนุทินได้เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามเกี่ยวกับนโยบายที่จะดำเนินการในช่วง 4 เดือนแรก โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา “เวลานี้ต้องเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน เช่น จังหวัดศรีสะเกษ กลับมามีชีวิตที่ปกติสุขโดยเร็วที่สุด เรื่องความมั่นคง เรื่องการปฏิบัติการทางทหาร ขอให้เป็นหน้าที่ของกองทัพ หน้าที่ของรัฐบาลคือต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและสงบสุข” นายกรัฐมนตรีกล่าว

“นายกฯ อนุทิน” ทักทายนักเรียนศรีสะเกษ เร่งแก้ชายแดน

การปรากฏตัวของนายกรัฐมนตรีสร้างความตื่นเต้นให้กับนักเรียนเป็นอย่างมาก ที่ได้มีโอกาสพบปะและสนทนากับผู้นำประเทศอย่างใกล้ชิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความชื่นมื่นและเป็นกันเอง สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นของเยาวชนและพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน

ความสำคัญของการแก้ไขปัญหาชายแดน

การที่ “นายกฯ อนุทิน” ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว การแก้ไขปัญหาชายแดนไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข แต่ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาในระยะยาวอีกด้วย

  • การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและข้อพิพาทต่างๆ
  • การส่งเสริมการค้าและการลงทุนบริเวณชายแดน
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาชายแดนจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองและคาดหวังว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน รวมถึงภาพรวมของประเทศ

“นายกฯ อนุทิน” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน เช่น สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน การดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “นายกฯ อนุทิน” เซอร์ไพรส์ แวะทักทายนักเรียนศรีสะเกษ ย้ำเร่งแก้ปัญหาชายแดน

“ไชยชนก” นั่งประธาน MOU 2543-2544 ตามคาด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ เจ้าตัวให้คำมั่นปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ เชื่อว่าจะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้

วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาข้อตกลงบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU 2543-2544 ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก มีการเลือกบุคคลดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในกรรมาธิการฯ ในที่ประชุมนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส. สตูล พรรคภูมิใจไทย ได้เสนอชื่อนายไชยชนก ชิดชอบ สส. บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเป็นประธานคณะกรรมาธิการ ขณะที่ ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูน อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ในฐานะกรรมาธิการเสนอชื่อนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงพนมเปญ ทั้งนี้ นายประศาสน์ได้ขอถอนตัว ให้เหตุผลว่า ได้รับเชิญมาเพื่อทำหน้าที่กรรมาธิการ ทำให้นายไชยชนกได้รับเป็นประธานกรรมาธิการ

ส่วนรองประธาน ประกอบด้วย 1. นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, 2. นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส. กระบี่ พรรคภูมิใจไทย, 3. นายศุภโชติ ไชยสัจ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน, 4. ม.ล. กรกสิวัฒน์ เกษมศรี กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ และ 5. นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีนายธนาธร โล่ห์สุนทร เป็นเลขานุการคณะกรรมาธิการ สำหรับโฆษกคณะกรรมาธิการ คือ นายปิยรัฐ จงเทพ และ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์

ลั่นแก้ปมเขตแดนสุดฝีมือ

นายไชยชนก กล่าวว่า ขอขอบคุณที่โหวตให้มาทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ และทำหน้าที่อย่างเป็นกลาง แม้ว่าแต่ละคนจะมีความเห็นต่างกัน เชื่อว่าทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เชื่อมั่นว่า กรรมาธิการชุดนี้จะหาทางออกที่ดีร่วมกันได้ และยังเชื่อมั่นว่า กรรมาธิการหลายคนมีประสบการณ์และความรู้ ทั้งนี้ MOU 2543 และ 2544 มีผลกระทบที่เกี่ยวข้อง และส่งผลต่อประเด็นในบ้านเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อม กรรมาธิการจะรวบรวมประเด็นและทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

“ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544

การเข้ารับตำแหน่งประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ของนายไชยชนก ชิดชอบ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพิจารณาข้อตกลงที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยและกัมพูชา โดย MOU ดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับเขตแดน ซึ่งมีความสำคัญต่อความมั่นคงและอธิปไตยของชาติ การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นที่จับตาของประชาชนชาวไทยอย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของ MOU 2543-2544

MOU 2543 และ 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ ข้อตกลงนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีผลต่อการกำหนดสิทธิในการแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ดังกล่าว เช่น น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม MOU ดังกล่าวยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงและมีความเห็นต่างกันในหลายฝ่าย ทำให้การพิจารณาและแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างล่าช้า

การที่นายไชยชนกได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิการชุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในความสามารถและความเป็นกลางของเขาในการนำพากรรมาธิการไปสู่การหาทางออกที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ MOU 2543-2544 ไม่เพียงแต่จะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ยังมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศไทยอีกด้วย

นายไชยชนกได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถและเป็นกลาง โดยมุ่งหวังที่จะรวบรวมประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและหาทางออกที่ดีที่สุด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่กรรมาธิการชุดนี้ประกอบไปด้วยบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลาย ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาประเด็นต่างๆ เป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุม ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง อดีตข้าราชการ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลเหล่านี้จะช่วยให้กรรมาธิการสามารถเข้าถึงข้อมูลและมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจและการหาทางออกที่ดีที่สุด

โดยสรุป การแต่งตั้งนายไชยชนกเป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 2543-2544 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่คั่งค้างมานาน การทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทยและกัมพูชา การติดตามและให้กำลังใจการทำงานของกรรมาธิการชุดนี้จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรให้ความสนใจ

ที่มา – “ไชยชนก” นั่งประธานกรรมาธิการวิสามัญ MOU 2543-2544 ตามโผ

“สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ออกมาชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก เชื่อว่าเป็นจุดเริ่มต้นของผู้นำต้นแบบที่แท้จริง

วันที่ 10 กันยายน 2566 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมเข้ารับโทษในเรือนจำตามคำพิพากษาของศาลฎีกา โดยระบุว่า นายทักษิณเป็นสุภาพบุรุษที่ยอมรับผิดเมื่อทำผิด และหากนายทักษิณคิดดีทำดีตามที่ได้แสดงเจตจำนงไว้ ก็อาจจะก้าวขึ้นเป็นรัฐบุรุษคนต่อไป ต่อจากนายปรีดี พนมยงค์ และพลเอกเปรม ติณสูลานนท์

ดร.สุวิทย์ยังกล่าวอีกว่า การกระทำของนายทักษิณ อาจทำให้แนวคิดที่ว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุค Post-Shinnawatra Era ต้องได้รับการทบทวนใหม่ หากนายทักษิณนำแนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง เพราะการเกิดขึ้นของพรรคไทยรักไทยเป็นการพลิกโฉมการเมืองไทยครั้งสำคัญ ด้วยนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมและประสบความสำเร็จ ทำให้ นายทักษิณเป็น Political Innovator ที่สามารถผสมผสานการเมือง ประชาชน และนโยบายได้อย่างลงตัว

ในช่วงที่นายทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้วาดฝันถึง “โมเดลประเทศไทยในโลกที่หนึ่ง” ไว้ 7 ประการ ได้แก่ การมีความภาคภูมิใจในความเป็นชาติและวัฒนธรรมของตน การมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก การมีโครงสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง การเป็นผู้นำโลกในบางอุตสาหกรรม การเป็นสังคมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสร้างสรรค์ นวัตกรรม และการเรียนรู้ การมีผู้ประกอบการที่แข็งแกร่งสามารถแข่งขันในเวทีโลก และการเป็นประเทศที่มีสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคมที่ดี แต่น่าเสียดายที่ความฝันเหล่านี้ต้องหยุดชะงักลงเนื่องจากการรัฐประหาร

ดร.สุวิทย์กล่าวว่า นายทักษิณอาจเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศไทยที่ต้องเข้าเรือนจำ แต่ก็เป็นผู้นำที่เป็นต้นแบบของความเป็น Visionary x Actionable Leadership การยอมเข้าเรือนจำของนายทักษิณจะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง Moral Leadership ทำให้นายทักษิณเป็นต้นแบบของผู้นำที่สมบูรณ์แบบ ครบเครื่องทั้ง Visionary x Moral x Actionable Leadership เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่รัฐคุณธรรมอย่างแท้จริง

“สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก

การออกมาแสดงความเห็นของ ดร.สุวิทย์ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจและมีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ จนทำให้ ดร.สุวิทย์ ต้องออกมาโพสต์ข้อความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “อภัยทาน” ซึ่งเป็นทานที่มีความสูงส่งที่สุดในพระพุทธศาสนา หมายถึงการให้ความไม่โกรธ การไม่ผูกพยาบาท และการให้อภัยแก่ผู้อื่น

ทำไม “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก ถึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจ?

การที่ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกมาชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะเป็นการแสดงความเห็นจากบุคคลที่เคยอยู่ในแวดวงการเมืองและเคยมีความคิดเห็นที่แตกต่างจากนายทักษิณ การที่ ดร.สุวิทย์ มองว่าการยอมรับผิดและรับโทษของนายทักษิณเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นผู้นำต้นแบบ แสดงให้เห็นถึงมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับบทบาทของนายทักษิณในการเมืองไทย

นอกจากนี้ การที่ ดร.สุวิทย์ กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่นายทักษิณจะก้าวขึ้นเป็นรัฐบุรุษคนต่อไป ก็เป็นประเด็นที่น่าจับตามอง เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาบทบาทของนายทักษิณในอนาคตอย่างเปิดกว้างมากขึ้น

การที่ “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างความปรองดองและความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้นในสังคมไทย

การยอมรับผิดและรับโทษของนายทักษิณ อาจเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างรัฐคุณธรรมอย่างแท้จริง ดังที่ ดร.สุวิทย์ ได้กล่าวไว้

ที่มา – “สุวิทย์” ชื่นชม “ทักษิณ” ลูกผู้ชายตัวจริง ยอมติดคุก เชื่อจุดเริ่มต้นผู้นำต้นแบบ

Scroll to top