ข่าวการเมืองล่าสุด

ภูมิใจไทย กางแผน 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ

“ภูมิใจไทย” วางไทม์ไลน์ 120 วัน ยุบสภา เปิดโรดแมปแก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ – แก้ชายแดนไทยกัมพูชา ตามเงื่อนไขคุยพรรคส้ม ด้าน “อนุทิน” เก็บตัวไม่เข้าพรรค

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 2 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศที่พรรคภูมิใจไทย กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรคทยอยเดินทางเข้ามาที่ทำการพรรค อาทิ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล เพื่อเกาะติดสถานการณ์จัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคประชาชนยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย  ส่วนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เดินทางเข้าพรรคในวันนี้

กรรมการบริหารพรรค วางโรดแมป 120 วัน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ รายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่า วันนี้มีการประชุมของกรรมการบริหารพรรค เพื่อกำหนดกรอบและแนวทางนโยบายที่จะเริ่มดำเนินการภายใน 120 วัน หลังจากแถลงนโยบาย รวมถึงกรอบการลงพื้นที่ของฝ่ายบริหาร หรือ ครม.สัญจร ซึ่งจะเน้นไปในพื้นที่ภัยพิบัติ และจังหวัดที่มีปัญหาชายแดนไทย – กัมพูชา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ประชาชนจะต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรกๆ

ดันแก้รัฐธรรมนูญวาระแรกประชุมสภา

ส่วนการขับเคลื่อนวาระงานในสภาผู้แทนราษฎรจะเร่งบรรจุวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระแรกของการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงไว้กับพรรคประชาชน ซึ่งแหล่งข่าวยืนยันว่า จะดำเนินการให้เป็นไปตามที่แกนนำได้ร่วมกำหนดไว้ และยังจะพิจารณาปลดล็อกกฎหมายการกระจายอำนาจท้องถิ่นด้วย

“ภูมิใจไทย” กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชายแดนไทย-กัมพูชา

พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศแผนการดำเนินงานที่สำคัญภายใน 120 วัน โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การผลักดันกฎหมายกระจายอำนาจ และการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นี่คือประเด็นหลักที่พรรคให้ความสำคัญ และตั้งเป้าที่จะดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในช่วงเวลาที่กำหนด

ทำไมต้องแก้รัฐธรรมนูญ?

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญ เนื่องจากมองว่าเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศให้มีความเป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรมมากขึ้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองและกฎหมายให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน และเอื้อต่อการพัฒนาในด้านต่างๆ

การกระจายอำนาจท้องถิ่นคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

การกระจายอำนาจท้องถิ่นคือการโอนอำนาจและทรัพยากรจากส่วนกลางไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นมีความสามารถในการบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น การกระจายอำนาจจะช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในท้องถิ่น และทำให้การพัฒนาเป็นไปอย่างยั่งยืน

แก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา: ความท้าทายที่ต้องเร่งแก้ไข

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีมายาวนาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหานี้ โดยมุ่งเน้นไปที่การเจรจา การสร้างความเข้าใจ และการพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญและความสงบสุข

พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าตามโรดแมปที่วางไว้ และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศภายใน 120 วันข้างหน้า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การกระจายอำนาจ และการแก้ไขปัญหาชายแดนเป็นเป้าหมายหลักที่พรรคให้ความสำคัญ และต้องติดตามดูกันต่อไปว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนได้หรือไม่ ทั้งนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้องและยั่งยืน

โรดแมป 120 วันของพรรคภูมิใจไทยในการ ภูมิใจไทย กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการแก้ไขปัญหาสำคัญของประเทศ เราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าพรรคจะสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้สำเร็จได้หรือไม่ และจะมีผลกระทบอย่างไรต่อประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ภูมิใจไทย” กางโรดแมป 120 วัน แก้รัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ชายแดนไทย-กัมพูชา

เยาวลักษณ์ เบรก! หนุนอนุทิน-เพื่อไทย

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย” ชี้ไม่ต่างอะไรจากเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยว เปรียบช่วยพายเรือให้โจรนั่งก็ไม่การันตีว่าจะถึงฝั่งอย่างปลอดภัยอยู่ดี

วันที่ 30 ส.ค. 2568 นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า แสดงความเห็นส่วนตัวในสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า การเลือกที่จะรีบยกมือ รีบประคอง เพื่อปิดทางไม่ให้ขั้วเก่ากลับมา ในมุมมองของตน ถือว่าการทำแบบนั้นไม่ต่างอะไรกับการเข้าไปซ่อมระบบที่บิดเบี้ยวตั้งแต่ต้น สุดท้ายอาจจะถูกกลืน ถูกหักหลัง เหมือนที่เคยเจ็บ เคยจำกันมาแล้วหลายครั้ง “หลายคนอาจมองว่า ถ้าเราไม่ร่วมมือ ไม่ยกมือสนับสนุนใคร กลไกเก่า (ทหาร–ตุลาการ–เครือข่ายอนุรักษ์) อาจหาทางดัน “พลเอกประยุทธ์” หรือขั้วทหารกลับมาอีก ดิฉันเข้าใจเหตุผลนั้น แต่มันเป็นการเมืองที่มองสั้น ๆ แค่กันไม่ให้คนที่เราไม่ชอบกลับมา”

“เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่อไปว่า ในมุมของตน สิ่งที่ลึกกว่านั้นคือ 1.การยกมือให้อนุทิน หรือเพื่อไทย ก็คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ไม่ยุติธรรมอยู่ดี 2.เราเจ็บแล้วต้องจำ พรรคประชาชน ฝ่ายก้าวหน้าเคยถูกหลอกมาแล้วหลายครั้ง ทั้งสัญญาในสภา นอกสภาที่ไม่เคยทำจริง ยังไม่นับรวมการยุบพรรค ถูกตัดสิทธิ ดังนั้น การ “ไม่เข้าร่วม” สำหรับดิฉัน คือการดึงตัวเองออกจากเกมเดิม ไม่เล่นตามกติกาที่ถูกวางมาเพื่อให้เราต้องแพ้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ “ไม่เข้าร่วม” ไม่ว่าจะด้วยยุทธศาสตร์ใดหรือกับฝั่งใด คือการยืนหยัดให้ชัดว่า “เราจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของเกมที่เขาออกแบบมาเพื่อให้เราแพ้อยู่เสมอ”

ทำไม “เยาวลักษณ์” ถึงเบรกพรรคประชาชน?

นางเยาวลักษณ์ ระบุต่ออีกว่า ดังนั้นปล่อยให้กลไกมันทำงานไปตามสภาพที่มันเป็น ระบบจะเปิดโปงตัวเองว่าไม่ใช่คำตอบ เพื่อให้สังคมได้เห็นเองว่านี่ไม่ใช่ทางออกของประเทศที่แท้จริง และตอกย้ำว่ากลไกอำนาจ (ตุลาการ, สถาบัน) มีอิทธิพลเกินกว่าการเลือกตั้งจริง จริงอยู่ที่รัฐธรรมนูญใหม่ เป็นเรื่องสำคัญ แต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบการเมืองสถาบันที่มีข้อจำกัดมากอย่างที่เราทราบ การสร้างฐานรากจากภาคประชาชนเป็นสิ่งที่อาจเป็นไปได้มากกว่า (แม้ต้องใช้เวลาหรือถูกกลไกกดกัน) แต่ถ้าโครงสร้างมันบิดเบี้ยวมาตั้งแต่แรก ต่อให้เราช่วยพายเรือให้โจรนั่ง เราก็ไม่ได้ไปถึงฝั่งที่ปลอดภัยอยู่ดี สุดท้ายเราจะกลายเป็นเหยื่อของเกมนั้น

นางเยาวลักษณ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย ชวนพรรคประชาชนลืมอดีต เพราะดีเอ็นเอของทั้งสองพรรคใกล้เคียงกัน แต่ที่ต้องแยกกันรอบที่แล้วเพราะเหตุจำเป็น นางเยาวลักษณ์ ระบุสั้น ๆ เพียงว่า กลิ่น “Toxic Relationship” ลอยมาแต่ไกล

ความเห็นของนางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ สื่อให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และการตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน ชาญวีรกูล นางเยาวลักษณ์มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการเข้าไปมีส่วนร่วมในระบบที่ไม่ยุติธรรม และอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ในอนาคต เธอยืนยันว่าการไม่เข้าร่วมเกมเดิมคือการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่าจะไม่ยอมเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้พ่ายแพ้อยู่เสมอ นางเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างฐานรากจากภาคประชาชน และการตระหนักถึงอิทธิพลของกลไกอำนาจที่มีต่อการเมืองไทย แม้ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ก็ยังคงเป็นการเคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัด การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจึงอาจต้องเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชน

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการสนับสนุนพรรคเพื่อไทยและนายอนุทิน จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยในอนาคตอย่างไร และ “เยาวลักษณ์” จะออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองอย่างไรต่อภายใต้สถานการณ์เช่นนี้

ที่มา – “เยาวลักษณ์” คณะก้าวหน้า เบรกพรรคประชาชน ยกมือหนุน “อนุทิน-เพื่อไทย”

“ไชยชนก” ยัน วอร์รูม “ภูมิใจไทย” แค่รวมพลเฉย ลุ้นภัยธรรมชาติ

“ไชยชนก” ยัน วอร์รูม “ภูมิใจไทย” แค่รวมพลเฉย ลุ้นคดีคลิปเสียง ยอมรับห่วงภัยธรรมชาติ – ความมั่นคง ซัดรัฐบาลเยียวยาน้ำท่วมไม่ใกล้เคียงความสูญเสีย ขณะที่ “พิพัฒน์” บอก มาช่วยกันลุ้น

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการตั้งวอร์รูมเพื่อติดตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยนายไชยชนก ชิดชอบ ส.ส.บุรีรัมย์ และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทยเดินทางเข้าพรรค เมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามว่า วันนี้มาวอร์รูมอะไรกัน นายไชยชนก ตอบเพียงว่า “รวมพลเฉยๆ คิดถึงกัน ก็ลุ้นครับ ลุ้น”

ผู้สื่อข่าวจึงถามย้ำว่าลุ้นให้กับนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายไชยชนก ปฏิเสธว่า ไม่ใช่เรื่องนั้น ตนรู้สึกว่าไม่ว่าอย่างไรก็เป็นเรื่องของระยะเวลา วันนี้สิ่งที่ตนอยากให้นึกถึงมากที่สุดคือให้ธรรมชาติ ซึ่งจะมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ได้เห็นการถามคำถามของเพื่อน ส.ส.พรรคประชาชนแล้ว และการตอบคำถามของ รมช.มหาดไทย เหมือนพึงพอใจมากกับสิ่งที่รัฐบาลได้ทำไป แต่สำหรับตนรัฐบาลที่รู้ข้อมูลล่วงหน้า และเราต้องสูญเสียทั้งทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน ก็ไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรพรรคภูมิใจไทยก็จะเดินหน้าเหมือนเดิมมากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ตามอำนาจหน้าที่ที่รับผิดชอบ

ส่วนจะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนนายกรัฐมนตรี เราก็จะขับเคลื่อนเรื่องภัยพิบัติใช่หรือไม่ นายไชยชนก ยืนยันว่า ไม่ใช่แค่เรื่องภัยพิบัติธรรมชาติ แต่รวมถึงภัยความมั่นคงและสภาวะจิตใจของคนไทย ตนคิดว่าการเยียวยาการช่วยเหลือมันไม่เพียงพอสำหรับทุกสถานการณ์ เรื่องน้ำท่วมเยียวยาไม่ใกล้เคียงสิ่งที่สูญเสียไป สุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดในประเทศคือประชาชน และหากประชาชนท้อและหมดหวัง สิ้นหวัง คุณจะพยายามทำสิ่งใด ไอเดียดีแค่ไหน ตนก็คิดว่าไม่ก้าวไปข้างหน้า และไม่เพียงแค่รัฐบาลทุกคนอาจจะมองข้ามประเด็นเหล่านี้ไป

ขณะที่เวลา 12:31 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าพรรค เมื่อผู้สื่อข่าวแซวว่าร่วมลุ้นหรือไม่ นายพิพัฒน์ ตอบเพียงว่า “ก็มาช่วยกันลุ้นนะครับ” ขณะที่นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี เข้าพรรคโดยใช้ไม้พยุง เนื่องจากประสบอุบัติเหตุ แต่ก็มาร่วมกันวอร์รูมในครั้งนี้ด้วย

“ไชยชนก” ยัน วอร์รูม “ภูมิใจไทย” แค่รวมพลเฉย ลุ้นภัยธรรมชาติ

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลายฝ่ายกำลังจับตามองการทำงานของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องภัยธรรมชาติและความมั่นคงที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง การออกมาให้ข้อมูลของนายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นที่น่าสนใจและถูกนำมาพิจารณาอย่างละเอียด

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การรวมตัวของสมาชิกพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้ มองได้หลายแง่มุม ทั้งในเรื่องของการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงการแสดงจุดยืนและแนวทางการทำงานของพรรคในอนาคต

ความกังวลเรื่องภัยธรรมชาติและความมั่นคง

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ความกังวลของนายไชยชนกเกี่ยวกับภัยธรรมชาติและความมั่นคง รวมถึงสภาพจิตใจของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ การเยียวยาและการช่วยเหลือที่ไม่เพียงพอ อาจส่งผลเสียต่อกำลังใจและความหวังของประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การที่นายไชยชนกเน้นย้ำถึงความสำคัญของประชาชนเป็นอันดับแรก สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่และความรู้สึกของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักและใส่ใจ

บทสรุปและข้อคิด

สถานการณ์ทางการเมืองและสังคมในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทาย การรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ การให้ความสำคัญกับประชาชนและสร้างความหวังให้กับพวกเขาย่อมเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายไชยชนกในครั้งนี้ ทำให้เราได้เห็นถึงมุมมองและความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น การทำความเข้าใจถึงประเด็นเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตของเรา

ที่มา – “ไชยชนก” ยัน วอร์รูม “ภูมิใจไทย” แค่รวมพลเฉย ลุ้นคดีคลิปเสียง ยอมรับห่วงภัยธรรมชาติ – ความมั่นคง

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก!

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก ต่อสายคุยกันดีอยู่ เมิน “บิ๊กป้อม-อนุทิน” หม่ำข้าวส่งสัญญาณ โยนถามคนปล่อยสูตรพลิกขั้ว 270 เสียง

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 29 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการพลิกขั้วล้มรัฐบาลชุดนี้ ได้มีการส่งสัญญาณไปยังพรรคร่วมรัฐบาลบ้างหรือไม่ ว่า ไม่จำเป็นต้องส่งสัญญาณ ส่วนเรื่องดีลข้ามขั้วนั้น ก็เห็นพูดมาเป็นเดือน ไม่เป็นอะไร ทุกอย่างชัดเจนและเรามั่นใจว่าได้แสดงความจริงใจทุกอย่าง และตั้งใจทำไม่มีปัญหาแบบที่ถูกกล่าวหาอยู่ที่ดุลพินิจของศาลในการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากศาลตัดสินอย่างไรก็ว่าไปตามนั้น เพราะเราได้แสดงหลักฐานทุกอย่างไปแล้ว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวพรรคฝ่ายค้านประชุมกันถึงตี 2 เมื่อคืนที่ผ่านมา ก็เชิญประชุมไป ไม่มีปัญหาอะไร เป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ แต่ถ้าจะไปถามว่ามีเงินมาซื้อจำนวนหนึ่ง ตนมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระเอาความจริงดีกว่า เขามีสิทธิ์ประชุม ส่วนผลจะเป็นอย่างไรตนตอบไม่ได้ ไม่รู้ว่าเขาไปตกลงอะไรกัน

เมื่อถามว่ายังมั่นใจในพรรคร่วมรัฐบาลที่จับมือกันอยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มั่นใจเราคุยกันดีมาตลอด เวลาเจอกันก็บอกว่าสื่อไปไกล ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรเลย ดังนั้นตนมั่นใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และเมื่อถึงเวลาสถานการณ์จะช่วยให้ทุกฝ่ายตัดสินใจอย่างรอบคอบด้วยตัวของเขาเอง เราจะไม่คาดหวังและไปพูดให้เกิดความขัดแย้ง ตนจะพูดเฉพาะความจริงจากสิ่งที่เกิดขึ้น ย้ำว่าไม่มีปัญหา ใครจะไปกินข้าวกับใครหรือไปประชุมกับใครก็ทำได้ไม่มีอะไร และในสถานการณ์แบบนี้ใครกินข้าวกับใครก็ได้ ตนก็คุยโทรศัพท์กับบุคคลต่างๆ เป็นเรื่องธรรมดาในวงการเมือง

เมื่อถามต่อถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พบกันที่บ้านป่ารอยต่อ เป็นการส่งสัญญาณว่ามีการเดินเกมพลิกขั้วหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ส่งสัญญาณหรอก ตนก็นั่งกินข้าวกับคนอื่น

เมื่อถามย้ำว่ามีการปล่อยข่าวว่าฝั่งตรงข้ามมีการรวมเสียงได้แล้วถึง 270 เสียง มองว่าเป็นไปได้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ควรไปถามคนปล่อยข่าว ให้เขาพูดมาให้ชัดเจน ตนไม่อยากตอบ  เมื่อถามอีกว่า มีพรรคร่วมรัฐบาลต่อสายมาพูดคุยบ้างหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูด เพราะเป็นเรื่องภายในของแต่ละพรรค

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ค่อนข้างร้อนแรงในขณะนี้ คำถามที่หลายคนสงสัยคือ รัฐบาลจะยังคงอยู่รอดปลอดภัยหรือไม่? นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์และยืนยันความมั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลยังคงจับมือกันอย่างแน่นแฟ้น และไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง

ความมั่นใจของ “ภูมิธรรม” ต่อพรรคร่วมรัฐบาล

นายภูมิธรรมย้ำว่าได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง และทุกฝ่ายยังคงมีความเข้าใจอันดีต่อกัน แม้ว่าจะมีข่าวลือเกี่ยวกับการดีลข้ามขั้วหรือการรวมเสียงของฝ่ายค้าน แต่เขามองว่าเป็นเพียงกระแสข่าวที่ไม่มีมูลความจริง

ท่าทีของนายภูมิธรรมต่อข่าวลือ

ถึงแม้จะมีข่าวลือและกระแสต่างๆ มากมาย แต่ “ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก และพร้อมที่จะทำงานร่วมกันต่อไป เขายังกล่าวอีกว่า การที่นักการเมืองจะไปพบปะพูดคุยกับใครเป็นเรื่องปกติ และไม่ควรนำมาเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

สิ่งที่ประชาชนควรจับตาดู

  • การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาล
  • ท่าทีของพรรคฝ่ายค้านและการเคลื่อนไหวต่างๆ
  • การแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศของรัฐบาล

ในขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ

“ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่าย หากรัฐบาลสามารถทำได้ตามเป้าหมาย ก็จะสามารถฝ่าฟันอุปสรรคทางการเมืองไปได้

ที่มา – “ภูมิธรรม” มั่นใจพรรคร่วมรัฐบาลจับมือแน่นปึ้ก เมินสูตรพลิกขั้ว 270 เสียง

ภูมิใจไทยลุ้น “คดีนายกฯ” เตรียมซักฟอก!

“โฆษกพรรคภูมิใจไทย” ไม่แปลกใจหลัง “อนุทิน” พบ “ลุงป้อม” เหตุ รู้จักคนเยอะ โพสต์โซเชียลตลอด ย้ำ สส.พรรคภูมิใจไทย รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ” หากรอดเตรียมยื่นซักฟอก ม.151-152 ทันที

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการติดตามการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีนายกฯ ว่า ไม่ได้มีเป้าหมายอะไร เพียงแต่มาร่วมสังเกตการณ์ ซึ่งวันนี้ไม่ได้มีแค่เพียงพรรคภูมิใจไทย แต่มีพรรคอื่นๆ ด้วยเช่นเดียวกัน

หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาเป็นลบ นางสาวแนน ระบุถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยว่าขอให้เราได้มีเวลาได้พูดคุยกันอีกรอบ และคงไม่คิดไปล่วงหน้าก่อนว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขณะนี้เราก็รอสถานการณ์เหมือนทุกพรรคการเมืองตอนนี้

ส่วนที่มีการตีความว่านายอนุทินมีการเดินสาย มีการไปทานข้าวหน้าไก่และพบปะกับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะถือเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปหรือไม่นั้น น.ส.แนน เผยว่า นายอนุทินมีเพื่อนพี่น้องคนรู้จักเยอะ การที่ไปทานข้าวกับใครก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร และหากติดตามเพจของนายอนุทินก็จะเห็นว่ามีโพสต์อยู่ตลอด จึงมองว่าไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

เมื่อถามต่อว่าหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง ยืนยันได้หรือไม่ว่าพรรคภูมิใจไทยยังเหนียวแน่นกับพรรคร่วมอื่นได้ น.ส.แนน ระบุว่า ไม่ขอให้ความเห็นเรื่องในอนาคต เพราะต้องดูสถานการณ์ของวันนี้ จนกว่าจะมีคำตัดสินของศาล และเราจะเดินหน้าอะไรอย่างไรต่อไปค่อยว่ากันอีกที แต่ถ้าคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบวกกับนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยก็ยังยืนยันทำหน้าที่ในส่วนของนิติบัญญัติต่อไป เพราะสภาก็ยังอยู่ไม่มีปัญหาอะไร

ทั้งนี้ น.ส.แนน กล่าวต่อว่า ตนเคยให้สัมภาษณ์ก่อนสมัยเปิดการประชุม หากตำแหน่งนายกรัฐมนตรียังเป็นนางสาวแพทองธารอยู่ ก็พร้อมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 และ 152

โฆษกพรรคภูมิใจไทยย้ำ สส. รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ”

พรรคภูมิใจไทยจับตา “คดีนายกฯ” อย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญใน คดีนายกฯ กำลังจะถูกอ่านในไม่ช้า ท่าทีของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคภูมิใจไทย หนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล ที่ล่าสุด โฆษกพรรคได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำถึงการรวมตัวของ สส.พรรค เพื่อติดตามสถานการณ์ คดีนายกฯ อย่างใกล้ชิด โดยหากผลการวินิจฉัยออกมาเป็นคุณ พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ในส่วนของนิติบัญญัติต่อไป แต่หากผลออกมาเป็นลบ ก็ขอให้มีการพูดคุยหารือกันภายในพรรคอีกครั้ง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

นอกจากนี้ น.ส.แนน ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวการพบปะกันระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กับ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากทั้งสองท่านเป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และรู้จักผู้คนมากมาย การพบปะทานข้าวกันจึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจคือ หากผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นบวกต่อนายกรัฐมนตรี น.ส.แนน ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงพร้อมที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 และ 152 ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของพรรคในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของโฆษกพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการรับมือกับทุกสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร พรรคภูมิใจไทยก็พร้อมที่จะเดินหน้าทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของการสนับสนุนรัฐบาล และการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศได้

ที่มา – “โฆษกพรรคภูมิใจไทย”ย้ำ สส. รวมตัวลุ้น “คดีนายกฯ” หากรอดเตรียมยื่นซักฟอก ม.151-152 ทันที

วิโรจน์ชี้ กัมพูชายั่วยุไทยใช้กำลัง!

“วิโรจน์” ยืนยันไม่ได้ตำหนิ “กันจอมพลัง” ชวนคิด “กัมพูชา” ต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง หวังฟ้องชาวโลก เรียกร้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มแข็ง ปฏิบัติตามขั้นตอนการสลายฝูงชน ไม่ให้เกิดการจลาจล

วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ไทยรัฐทีวี ยืนยันไม่ได้ตำหนิกันจอมพลัง ที่นำรถสูบส้วมไปเตรียมพ่นใส่ชาวกัมพูชาที่เข้ามารุกล้ำอธิปไตยของไทย โดยระบุว่าเข้าใจคุณกัน และรู้ว่าหลายคนตำหนิตน แต่สิ่งที่ได้แสดงความเห็นไป “แค่ต้องการชวนสนทนาว่า หากเราไปฉีด ไปพ่นอึ ก็เท่ากับฉีดในบ้านเรา คนของเราต้องมาเหม็นกลิ่นนี้ด้วย คุณคิดว่าสุดท้ายกัมพูชาจะมาเก็บกวาดให้เราหรือ” เพียงแต่อยากชวนให้คิดว่าหากทำแบบนั้น จะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการยั่วยุให้คนไทยโกรธ แล้วก็จะนำสิ่งที่เราทำไปฟ้องชาวโลกว่าเราย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

ถามใครดมกลิ่นรถส้วม

นายวิโรจน์ กล่าวด้วยว่า สุดท้ายนำรถหลายสิบคันมาจอดทิ้งไว้ รถส้วมมันก็มีกลิ่น ถามว่าใครเป็นคนดมกลิ่น ผู้สื่อข่าวถามว่าหากเป็นคุณวิโรจน์ถูกท้าทายแบบนั้น จะทำอย่างไร นายวิโรจน์ กล่าวว่า ก็ใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน ใช้เสียงคลื่นความถี่สูง ใช้กล้องวงจรปิดดำเนินคดีตามกฎหมาย เมื่อถามว่าจะบอกให้ปล่อยเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ใช่หรือไม่ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ประชาชนก็ให้กำลังใจร้องเพลงชาติในระยะที่เจ้าหน้าที่ยืนยันว่าปลอดภัยได้ เพราะเรามั่นใจชาวกัมพูชาได้อย่างไรว่าที่มาประท้วง เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดา คนพวกนี้เป็นทหารบ้านหรือเปล่าก็ไม่รู้ หากเขาซ่อนอาวุธไว้ ถ้าคนไทยไปเจอกระสุนปืนปริศนาขึ้นมา คิดว่าเจ้าหน้าที่คงไม่พอใจ ในเมื่อรู้อยู่แล้วว่ากัมพูชาต้องการสร้างความวุ่นวาย แล้วเราจะให้ความวุ่นวายกับเขาทำไม

แนะบังคับใช้กฎหมายเต็มที่

“ถ้าเป็นผม ผมจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่เลย อุปกรณ์สลายฝูงชนต่างๆ เอาเข้ามาประจำการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง แก๊สน้ำตา อุปกรณ์ปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง แทนที่จะนำรถส้วม แบบนี้ได้ผลกว่า และไม่ละเมิดกติกาสากล ไม่ได้ย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งนานาประเทศเขาใช้กัน ไม่ให้เกิดจลาจลขึ้น ขอย้ำว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุ ให้เราใช้กำลัง เพื่อจะไปขยายผลในเวทีโลกเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในเวทีโลก และอึที่จะฉีด ถามว่าเลอะบ้านใคร มันจะเลอะกำแพงบ้านของเราเอง เลอะประตูบ้านเราอีก อีกฝั่งมันปีนรั้วกลับไป สุดท้ายใครเป็นคนเก็บ ใครต้องเป็นคนดมกลิ่น ถ้าไม่ใช่คนไทย แบบนี้ แจ้งความเอาตำรวจลากคอมันเข้าคุกไม่ดีกว่าหรือ” นายวิโรจน์ กล่าว

วิโรจน์ชี้ กัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง

ทำไมวิโรจน์ถึงคิดว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง?

จากบทสัมภาษณ์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ได้อธิบายถึงเหตุผลที่เขาเชื่อว่ากัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง โดยเขามองว่าการตอบโต้ด้วยวิธีการที่รุนแรงหรือไม่เป็นสากล อาจจะเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการสร้างภาพให้ไทยเป็นผู้ร้ายในสายตาชาวโลก

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่าการกระทำใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย เช่น การใช้รถสูบส้วม อาจจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนในประเทศเอง และไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

นายวิโรจน์เสนอแนะให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และใช้อุปกรณ์ควบคุมฝูงชนที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงและการจลาจล

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน และต้องการการจัดการที่รอบคอบ การตอบโต้ด้วยอารมณ์อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่บานปลายได้ การพิจารณาถึงผลกระทบในระยะยาว และการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่นายวิโรจน์ออกมาแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมได้ตระหนักถึงความซับซ้อนของปัญหา และพิจารณาถึงแนวทางแก้ไขที่สร้างสรรค์และยั่งยืน การเปิดใจรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการหาทางออกร่วมกัน จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต

สิ่งที่วิโรจน์เน้นย้ำคือ การรักษาสติและไม่ตกเป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้าม การตอบโต้อย่างมีเหตุผลและเป็นไปตามกฎหมาย จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของชาติได้อย่างยั่งยืน การพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทย และการแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่สันติวิธี จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิโรจน์เกี่ยวกับเรื่อง กัมพูชาต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง นับเป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้? ร่วมแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – “วิโรจน์” ยืนยันไม่ได้ตำหนิ “กันจอมพลัง” ชวนคิด “กัมพูชา” ต้องการยั่วยุให้ไทยใช้กำลัง

“ณัฐพงษ์” ชี้ MOU 43-44 ดีเเต่ไม่แก้ปัญหา

“ณัฐพงษ์” ชี้ผลอภิปรายญัตติด่วน MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา แนะตั้ง กมธ.ศึกษาผลดี-เสีย MOU อย่างรอบด้าน ห่วงความขัดแย้งเริ่มฝังรากสู่ระดับประชาชนสองประเทศ

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สส. จากพรรคการเมืองต่างๆ ร่วมเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาทบทวน MOU 43 และ 44 ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา โดยในการนี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เป็นผู้อภิปรายเสนอญัตติในส่วนของพรรคประชาชน

“ณัฐพงษ์” ชี้ผลอภิปรายญัตติด่วน MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา

โดยณัฐพงษ์ระบุว่าการอภิปรายในวันนี้ สมาชิกมีการแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นความเห็นที่มองว่า MOU เป็นกลไกที่ขาดประสิทธิภาพ รวมทั้งความเห็นที่ว่าควรมีการแก้ไขหรือพิจารณายกเลิก MOU รวมถึงการใช้กลไกอื่นมาช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา แต่ไม่ว่าข้อสรุปวันนี้จะออกมาเป็นอย่างไร แล้วมีการส่งผลการศึกษาให้รัฐบาลชุดปัจจุบันในการแก้ไข ตนก็เชื่อว่าปัญหาไม่จบ แม้จะเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย นั่นเป็นเพราะปัญหาทั้งหมดนั้นมีต้นตอปัญหามาจากรัฐบาลชุดปัจจุบัน เริ่มต้นที่ผู้นำประเทศ

ดังนั้น ผลการหารือของสภาในวันนี้ว่าอะไรคือทิศทางที่ดีที่สุดของประเทศไทย ยังมีความสำคัญไม่เท่ากับการที่สภาจะยื่นของการศึกษานี้ให้ใครเป็นผู้นำไปปฏิบัติ สิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคือความชอบธรรมของรัฐบาล ที่หมายถึงความไว้เนื้อเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลในการเข้าไปเจรจาแก้ไขปัญหา หากรัฐบาลขาดความชอบธรรม ถึงแม้ผลการศึกษาจะดีแค่ไหน แต่เมื่อประชาชนคนไทยไม่เชื่อถือ เวทีต่างประเทศไม่ให้ความเคารพนับถือ ปัญหาก็ย่อมไม่ได้รับการแก้ไข

ณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าดังนั้น ตนจึงขอเชิญสมาชิกทุกคนร่วมกันสนับสนุนญัตติในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาเพื่อศึกษาก่อน เพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดให้กับประเทศ และส่งต่อไปยังรัฐบาลชุดหน้าที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และมีความชอบธรรมสูงกว่านี้ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา และตนอยากให้สมาชิกทุกคนพิจารณาในภาพที่กว้างมากกว่าเรื่องของ MOU ทั้งสองฉบับ เพราะไม่ว่าประเทศไทยจะตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง เหรียญย่อมมีเหรียญด้านกลับเสมอ

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตนเข้าใจถึงข้อกังวลที่มองว่ากลไกของ MOU ที่ผ่านมาขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลกัมพูชาละเมิด MOU หลายร้อยครั้ง แต่ก็ต้องอย่าลืมว่ากรอบของ MOU ทั้งสองฉบับที่ไทยร่วมจัดทำกับกัมพูชามาตลอดกว่า 20 ปี ช่วยทำให้ประเทศไทยเดินหน้าการปักปันเขตแดนไปแล้วกว่า 74 หลักหมุดเขตแดนด้วยกัน แม้กระบวนการในปัจจุบันจะติดขัดข้อปัญหา ซึ่งต้องมีการพิจารณาศึกษาในการแก้ไข หรือแม้หากจะมีการยกเลิกข้อตกลงบางส่วน แต่การรื้อกระบวนการทั้งหมดก็ต้องไม่ลืมพิจารณาในเรื่องของผลกระทบอีกด้านด้วยเช่นเดียวกัน

“ณัฐพงษ์” แนะศึกษาผลกระทบ MOU 43-44 รอบด้าน

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่าวันนี้ทุกคนล้วนมีโจทย์เดียวกัน คือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยได้รับผลประโยชน์และมีอำนาจต่อรองมากที่สุดเพื่อคนไทยทุกคน ดังนั้น ในเรื่องความเห็นที่แตกต่างหลากหลายของสมาชิกในปัจจุบัน ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องรีบเร่งส่งข้อสรุปนี้ไปยังรัฐบาลที่ขาดความชอบธรรมให้ดำเนินการแก้ไขในวันนี้ จึงขอเชิญสมาชิกทุกคนให้ร่วมเห็นด้วยกับญัตติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาก่อนอย่างรอบด้าน โดยกรอบในการศึกษาควรมีอยู่ 4 ประการใหญ่ด้วยกัน คือ

  • ควรต้องมีการศึกษาในเรื่องผลกระทบต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเวทีระหว่างประเทศ
  • ควรต้องมีการศึกษาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกระบวนการทวิภาคีในการเจรจาปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา
  • ถ้าคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะศึกษาในเรื่องการยกเลิก MOU ก็อย่าลืมคิดเผื่อไว้ด้วยว่าจะมีกลไกใดมาใช้แทนที่ ในการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชา ระหว่างที่ยังไม่มีข้อตกลงฉบับใหม่
  • การบริหารจัดการความมั่นคงชายแดนระหว่างสองประเทศ ในระหว่างที่มีสภาวะช่องว่างที่ขาดกลไกในการเดินหน้าปักปันเขตแดน ทั้งในเรื่องของกฎหมายระหว่างประเทศ กลไกที่จะเดินหน้าการเจรจาระหว่างไทยและกัมพูชา และความเสี่ยงทางด้านความมั่นคงต่างๆ

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่านอกจากนี้ อีกประการที่ตนขอฝากไว้หากมีการลงมติให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาจริง ตนอยากให้มีการใช้กลไกของคณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้ ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเวลานี้ความขัดแย้งได้ลุกลามบานปลายจากความขัดแย้งระหว่างผู้นำ มาถึงระหว่างรัฐบาล และปัจจุบันกำลังจะฝังรากลึกลงไปในระดับประชาชน

ไทยและกัมพูชาไม่สามารถยกประเทศหนีจากกันได้ ต่อให้มีกลไกที่ดีและมีประสิทธิภาพขนาดไหน แต่หากยังมีบาดแผลลึกในใจที่ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศไม่ไว้วางใจต่อกันและกัน การปักปันเขตแดนรวมถึงการเจรจาต่อจากนี้ในอนาคตก็จะเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างยากยิ่ง เราเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้กลไกทุกอย่างของสภาหรือกรรมาธิการวิสามัญในการทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์สูงสุด แต่ก็ต้องไม่ลืมอีกหนึ่งข้อ คือการเยียวยาบาดแผลที่ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของประชาชนคนไทย ที่เกิดขึ้นจากการบริหารแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมาด้วย

จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า แม้ MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา หากรัฐบาลขาดความชอบธรรม การพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ที่มา – “ณัฐพงษ์” ชี้ผลอภิปรายญัตติด่วน MOU 43-44 ดีแค่ไหน ก็ไม่แก้ปัญหา หากรัฐบาลขาดความชอบธรรม

“ธีรรัตน์” ย้ำ ปลดล็อกแรงงานผู้หนีภัยการสู้รบเมียนมา

“ธีรรัตน์” ย้ำ มาตรการปลดล็อกแรงงานผู้หนีภัยการสู้รบเมียนมา เป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม–แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยไม่แย่งอาชีพคนไทย

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นางสาวธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวที่พำนักอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามเห็นชอบด้วย มาตรการดังกล่าวสะท้อนถึงนโยบายด้านมนุษยธรรมที่ไทยยึดมั่นมาโดยตลอด ควบคู่กับการเสริมสร้างกำลังแรงงานให้กับภาคธุรกิจที่เผชิญภาวะขาดแคลนแรงงาน

สนับสนุนเศรษฐกิจภาพรวม

ปัจจุบันมีผู้หนีภัยจากเมียนมาอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ครอบคลุมจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี รวมกว่า 77,000 คน โดยในจำนวนนี้กว่า 42,000 คนเป็นวัยแรงงาน มาตรการนี้เปิดโอกาสให้บุคคลกลุ่มนี้สามารถเข้าสู่ระบบการทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้กรอบการควบคุมอย่างรัดกุมของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ผู้หนีภัยสามารถพึ่งพาตนเองได้แล้ว ยังมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวมด้วย

ต้องได้รับอนุญาตออกนอกพื้นที่

นางสาวธีรรัตน์ กล่าวด้วยว่า ขั้นตอนการดำเนินงานกำหนดให้ผู้หนีภัยที่เข้าร่วมมาตรการต้องผ่านการตรวจสอบสถานะจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และต้องได้รับอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่พักพิง พร้อมผ่านการตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพตามข้อกำหนด ก่อนเข้าสู่กระบวนการยื่นคำขออนุญาตทำงานกับกระทรวงแรงงาน โดยนายทะเบียนเป็นผู้มีอำนาจอนุญาต และจะทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่งอนุญาตให้ทำงาน โดยมีสิทธิทำงานกับนายจ้างได้ทุกประเภทที่มิได้ประกาศห้ามคนต่างด้าวทำ เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการนี้จะไม่กระทบต่อโอกาสการทำงานของแรงงานไทย

สนองความต้องการแรงงาน

นอกจากการบรรเทาภาระของรัฐในการดูแลผู้หนีภัยระยะยาวแล้ว ยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในหลายภาคธุรกิจที่พร้อมรับแรงงานกลุ่มนี้เข้าทำงานโดยความสมัครใจ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบปัญหาขาดแคลน อีกทั้งยังสร้างผลลัพธ์เชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมในหลายมิติ อาทิ ลดการพึ่งพาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมระยะยาว เสริมสร้างเสถียรภาพทางสังคมชายแดน ลดการค้ามนุษย์และการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน และยกระดับมาตรฐานด้านสุขภาพแรงงาน ขณะเดียวกันยังสะท้อนบทบาทเชิงรุกของไทยในเวทีนานาชาติ ซึ่งองค์การ UNHCR ได้ชื่นชมว่าการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยใช้ศักยภาพของตนเอง ไม่เพียงแต่ยึดมั่นในหลักมนุษยธรรม แต่ยังถือเป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างงานใหม่ และเพิ่มความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

“ธีรรัตน์” ย้ำปลดล็อกแรงงานผู้หนีภัยการสู้รบเมียนมา

ประเด็นสำคัญที่นางสาวธีรรัตน์เน้นย้ำคือ การปลดล็อกแรงงานผู้หนีภัยการสู้รบเมียนมานั้นไม่เพียงแต่เป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในประเทศไทย โดยมาตรการนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างรอบคอบ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อโอกาสในการทำงานของคนไทย

มาตรการปลดล็อกแรงงานผู้หนีภัยการสู้รบเมียนมานี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศเพื่อนบ้าน และในขณะเดียวกันก็ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักสากลด้านสิทธิมนุษยชน

ขั้นตอนการขออนุญาตทำงานสำหรับแรงงานผู้หนีภัย

สำหรับผู้หนีภัยที่สนใจเข้าร่วมโครงการปลดล็อกแรงงานผู้หนีภัยการสู้รบเมียนมา จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบและได้รับอนุญาตจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบสถานะ การตรวจสุขภาพ และการทำประกันสุขภาพ การดำเนินการทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงแรงงาน

โดยสรุปแล้ว มาตรการนี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในเวทีระดับนานาชาติ

ที่มา – “ธีรรัตน์” ย้ำปลดล็อกแรงงานผู้หนีภัยการสู้รบเมียนมา เพื่อช่วยด้านมนุษยธรรม แก้ปัญหาขาดแรงงาน

รัฐบาลเปิดศูนย์ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ สุรินทร์

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านแนวชายแดน ย้ำกองทัพบก ประณาม “กัมพูชา” ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังปกติ กองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ขณะที่ ศบ.ทก.ได้รับรายงานจากกองทัพบก ยืนยันว่า การวางลวดหนามในทุกจุดนั้น เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงและอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำบ้านเรือนหรือที่ดินของประชาชนฝ่ายกัมพูชา แต่กัมพูชาเองกลับเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยยืนยันเป็นพื้นที่ที่เคยให้กัมพูชาอพยพหนีภัยสงครามในอดีตในอธิปไตยของไทย  โดยจากเหตุการณ์วานนี้ (27 ส.ค. 68) พลทหาร ร.23 พัน 1 เหยียบกับระเบิด ข้อเท้าขวาขาด อีกนาย และบาดเจ็บอีกสองนาย บริเวณเนิน 350 ฐานช้างศึก ใกล้ปราสาทตาควาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

“ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยได้ดำเนินการทุกด้าน อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อสันติภาพในภูมิภาค แต่กลับยังพบว่า กัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง”

เปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง

นายจิรายุ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดศูนย์ดูแลประชาชนจำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนมาใช้บริการในพื้นที่ อ.เมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพภาคที่ 2 เช้าวันนี้(28ส.ค.68)ยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา และขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลและกองทัพภาค พร้อมรักษาอธิปไตย โดยการเปิดศูนย์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการในการดูแลผู้สูงวัยกลุ่มเปราะบางและคนพิการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแลในทุกมิติ

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มิได้ละเลยการดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ การเปิดศูนย์ดังกล่าวในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

รัฐบาลใส่ใจกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การมีศูนย์ดูแลที่เข้าถึงง่าย จะช่วยให้ประชาชนเหล่านี้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้ การเปิดศูนย์ดังกล่าวยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน หรือความต้องการด้านสุขภาพและสวัสดิการ

การที่รัฐบาลไทยเปิดศูนย์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่งในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเชื่อมั่นในอนาคตอีกด้วย รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ที่มา – รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง

Scroll to top