ข่าวการเมืองล่าสุด

สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) ไฟเขียวให้มีการเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย โดยมีจุดประสงค์เพื่อนำงบประมาณที่ได้มาช่วยเหลือผู้ป่วยคนไทย และยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศให้มีมาตรฐานมากยิ่งขึ้น ตั้งเป้าภายใน 3 ปี จะเพิ่มการเข้าถึงบริการให้ได้ถึง 70% นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าสถานชีวาภิบาล “วัดพระบาทน้ำพุ” จะยังคงสามารถดูแลผู้ป่วยต่อไปได้ แม้ว่าพระอลงกตจะลาสิกขาแล้วก็ตาม

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8/2568 โดยมีผู้บริหารและกรรมการจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมประชุม ณ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

รายละเอียดการเก็บค่าบริการนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้มีการพิจารณาเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดและการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์และการดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศ

จากข้อมูลสถิติในปี 2567 พบว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทยรวมทั้งสิ้น 35.54 ล้านคน และพบว่ามีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุ โดยส่วนใหญ่ (ร้อยละ 80.73) เกิดจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ นอกจากนี้ ยังมีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 616 คน และบาดเจ็บ 28,463 คน จังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดภูเก็ต กรุงเทพมหานคร และเชียงใหม่

ด้วยเหตุนี้ สพฉ. จึงได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการดำเนินกิจการของสถาบัน
  2. นำงบประมาณที่ได้ไปใช้ในโครงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งจะช่วยลดการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบในหลักการให้กำหนดอัตราและเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมอบหมายให้ สพฉ. ไปดำเนินการจัดทำอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบัน รวมถึงแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการ เพื่อนำเสนอต่อบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังได้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดในเรื่องนี้อย่างละเอียด

นายสมศักดิ์ แถลงภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สพฉ. ดำเนินการเสนอนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความยั่งยืนและเทียบเท่ามาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายคือการยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความครอบคลุม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลอดภัย และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้แนวคิด “แพทย์ฉุกเฉินเข้มแข็ง นักท่องเที่ยวมั่นใจ คนไทยปลอดภัย ประเทศไทยเติบโต”

รัฐบาลได้กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้ชื่อ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year โดยมุ่งมั่นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความปลอดภัย” ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและการใช้ชีวิต

นายสมศักดิ์ ระบุว่า ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทยยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ยังไม่สามารถเข้าถึงบริการฉุกเฉินที่มีคุณภาพได้ ดังนั้น รัฐบาลจะไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่จะจัดสรรรายได้จากแหล่งสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันนักท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนจากภาครัฐ และค่าดำเนินการในด้านต่างๆ ของสถาบัน โดยรายได้เหล่านี้จะถูกนำไปลงทุนใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่:

  1. กำหนดอัตราค่าบริการฉุกเฉินทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
  2. ขยายหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ
  3. พัฒนาระบบให้ทันสมัยและเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์
  4. ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรม และสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติงาน

“เป้าหมายของเราภายใน 3 ปี ก็คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะต้องสามารถเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หน่วยบริการต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ และประเทศไทยจะต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันสมัย และเชื่อถือได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อ ‘รักษาชีวิต’ แต่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย เพื่อให้การท่องเที่ยวไทยสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์กล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์กล่าวว่า หลังจากที่บอร์ดมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ สพฉ. จะเริ่มกระบวนการศึกษารายละเอียด ออกแบบกำหนดอัตรา และศึกษาต้นทุนการช่วยเหลือในทุกช่องทาง เพื่อนำมากำหนดราคา โดยจะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5-6 เดือน สำหรับประชาชนที่มีสิทธิตามกองทุนต่างๆ สพฉ. จะหารือกับกองทุนที่เกี่ยวข้องเพื่อหาแนวทางในการเข้าร่วมกับการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนผู้ที่มีประกันก็จะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการตอบสนองหากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

สำหรับการจัดการสถานชีวาภิบาลในวัดพระบาทน้ำพุ นายสมศักดิ์กล่าวว่า ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อเจ้าอาวาสไม่อยู่แล้วจะไม่มีคนดูแล เพราะวัดยังมีผู้ช่วยและทีมงานจำนวนมากที่จะดูแลผู้ป่วยต่อไปได้

การเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทย และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการในเรื่องนี้จะต้องมีความโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเม็ดเงินที่ได้จะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ดึงงบฯ ช่วยผู้ป่วยคนไทย

พริษฐ์แนะ! ยอมรับปม รถไฟฟ้า 20 บาท ทำไม?

“พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ควรยอมรับตามตรง ต้นตอความล่าช้านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท มาจากความไม่รอบคอบของรัฐบาลเอง

วันที่ 27 ส.ค. 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กยืนยันว่า พรรคประชาชนเห็นด้วยกับ “หลักการ” ในการทำให้ระบบขนส่งสาธารณะทั้งในและนอกกรุงเทพมหานคร สะดวก ครอบคลุม และมีอัตราค่าโดยสารที่ประชาชนเข้าถึงได้ แต่ที่ผ่านมา เรามีข้อกังวลต่อ “วิธีการ” ที่รัฐบาลเลือกใช้ในการดำเนินนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทั้งในเรื่องของแหล่งงบประมาณและมาตรการป้องกันการเอื้อประโยชน์ให้ผู้ประกอบการรายใดเกินจำเป็น

นายพริษฐ์ ยังระบุด้วยว่า เมื่อเย็นที่ผ่านมา (26 ส.ค. 2568) ได้มีโอกาสฟังการแถลงข่าวของนายดนุพร ปุณณกันต์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับกรณีนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ที่รัฐบาลประกาศเลื่อนออกไปให้ล่าช้ากว่ากำหนดการเดิมที่เคยวางไว้ว่าจะเริ่มต้นในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 แม้นายดนุพรได้เริ่มต้นด้วยการ “ขอโทษ” ประชาชน แต่ตลอดการแถลงข่าวนั้น ตนได้เห็นแต่ความพยายามในการโยนความผิดทั้งหมดไปที่การที่กฎหมาย 3 ฉบับที่เกี่ยวข้อง ยังไม่ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา รวมถึงความพยายามในการกระทบชิ่งมาที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชน ทั้งๆ ที่ต้นตอทั้งหมดของปัญหานี้ มาจากความไม่รอบคอบและความไม่หนักแน่นของรัฐบาลเองในการผลักดันนโยบายเรือธงของตนเอง

ตั้ง 5 คำถามชวนเพื่อไทยตอบ

“แทนที่จะพยายามพาดพิงพรรคอื่น ผมเห็นว่าจะเป็นประโยชน์กว่า หากพรรคเพื่อไทยตอบคำถามดังต่อไปนี้ให้ชัดๆ เพื่อให้สังคมสิ้นข้อสงสัย” นายพริษฐ์ กล่าวและถามว่า

1. เป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดเลยใช่หรือไม่ ว่ารัฐบาลจะเดินหน้านโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ต่อเมื่อกฎหมาย 3 ฉบับ (พ.ร.บ. ราง, พ.ร.บ. ตั๋วร่วม, พ.ร.บ. รฟม.) ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาและประกาศบังคับใช้? เพราะรัฐบาลไม่เคยชี้ชัดว่ากฎหมาย 3 ฉบับนี้ เป็นเพียง “ตัวช่วย” ในการผลักดันนโยบาย หรือเป็น “เงื่อนไขตั้งต้น” ที่ต้องเสร็จก่อนถึงจะเริ่มดำเนินนโยบายได้ ที่สำคัญ ในวันที่ 8 ก.ค. 2568 ที่ ครม. มีมติให้เริ่มคิดอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายตั้งแต่ 1 ต.ค. 2568 ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเงื่อนไขว่ารัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ถึงจะเริ่มอัตราค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายได้ แต่วันนี้รัฐบาลเพียงแค่หยิบเรื่องกฎหมาย 3 ฉบับมาอ้าง เพราะไม่สามารถดำเนินการได้ทัน 1 ต.ค. 2568 ที่ประกาศไป

2. หากรัฐบาลยืนยันว่าเป็นแผนและความตั้งใจของรัฐบาลมาโดยตลอดว่า รัฐสภาจะต้องผ่านกฎหมาย 3 ฉบับก่อน ถึงจะเริ่มนโยบายเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายได้ แล้วเหตุใดรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มต้นวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นไปได้ยากที่กฎหมาย 3 ฉบับจะผ่านและบังคับใช้ทันกรอบเวลาดังกล่าว จึงเท่ากับว่า รัฐบาลไปสัญญากับประชาชนว่าค่าโดยสารจะลดเหลือ 20 บาทในวันที่ 1 ต.ค. 2568 ทั้งๆ ที่รัฐบาลรู้ตั้งแต่วันนั้นอยู่แล้ว ว่าจะมีเวลาเพียงแค่ 2 เดือน ในการทำให้ร่างกฎหมายจากชั้นกรรมาธิการ ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา จนถึงการประกาศใช้

3. หากรัฐบาลมีความมุ่งมั่นว่าต้องการจะทำให้กฎหมายทั้ง 3 ฉบับผ่านทุกขั้นตอนให้ได้ภายในกรอบ 2 เดือนจริงๆ แล้วเหตุใด สส. รัฐบาลเองกลับไม่มาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพียงและต่อเนื่อง เพื่อเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าว เพราะในความเป็นจริง กลับเห็นรองประธานสภาจากพรรคเพื่อไทยเอง ที่มักเป็นคนเลือกปิดประชุมสภาเร็วกว่ากำหนดในหลายครั้ง

4. ทางรัฐบาลจะเร่งหาทางออกหรือรับผิดชอบอย่างไร ต่อประชาชนที่อาจต้องเผชิญค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่สูงขึ้นกว่าที่พวกจ่ายอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงว่าจากความบกพร่องของรัฐบาล

5. เหตุใดโฆษกพรรคเพื่อไทยถึงต้องพูดทำนองว่าทางพรรคจะเดินหน้าผลักดันกฎหมาย 3 ฉบับนี้ ทั้งๆ ที่พรรคเพื่อไทยมี สส. ในกรุงเทพและปริมณฑลเพียง 2 คนเท่านั้น

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า การที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ออกมาพูดทำนองตัดพ้อในลักษณะดังกล่าว จึงทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ ว่าหรือลึกๆ แล้ว ท่านเชื่อจริงๆ ว่าพรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่พรรคตนเองมี สส. มากกว่าพื้นที่ที่พรรคตนเองไม่มี สส. จึงขอเสนอว่าหากท่านต้องการ “ขอโทษ” ประชาชน เกี่ยวกับความล่าช้าที่เกิดขึ้นจริงๆ ท่านควรหยุดเสียเวลาไปกับการหามุมในการโทษคนอื่น แต่ควรเริ่มจากการยอมรับแบบตรงไปตรงมาว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้น มาจากความไม่รอบคอบและไม่จริงจังของรัฐบาลในการผลักดันแม้กระทั่งนโยบายเรือธงของตนเอง

พริษฐ์ชี้! รัฐบาลต้องยอมรับปมนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

จากกรณีที่นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของรัฐบาลเศรษฐา ต้องเลื่อนออกไป ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุด นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำว่า รัฐบาลควรยอมรับความจริงว่า ต้นตอของปัญหาความล่าช้ามาจากความไม่รอบคอบในการวางแผนและผลักดันนโยบายนี้เอง

นายพริษฐ์ ยังได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนของรัฐบาลเกี่ยวกับเงื่อนไขทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และได้ตั้งข้อสังเกตถึงความมุ่งมั่นของ สส. รัฐบาลในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องแบกรับค่าโดยสารที่สูงขึ้น

ทำไมนโยบาย รถไฟฟ้า 20 บาท ถึงล่าช้า?

คำถามสำคัญที่นายพริษฐ์ได้ตั้งไว้ คือ ทำไมรัฐบาลถึงประกาศว่าจะเริ่มนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องอาจจะไม่ผ่านทันเวลาที่กำหนด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขาดความรอบคอบในการวางแผนและดำเนินนโยบาย

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการที่โฆษกพรรคเพื่อไทยออกมาพูดในลักษณะตัดพ้อ ซึ่งอาจทำให้สังคมเข้าใจผิดว่า พรรคการเมืองควรผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่ที่ตนเองมี สส. มากกว่า

ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรทำ คือ การยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทอย่างแท้จริง

ที่มา – “พริษฐ์” แนะโฆษกพรรคเพื่อไทย ยอมรับตามตรงรัฐบาลไม่รอบคอบทำนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท

ผบ.สส. ยันสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

“พล.อ.ทรงวิทย์” เผย ใช้เวทีประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ชี้แจงข้อเท็จจริงปัญหา “ชายแดนไทย-กัมพูชา” ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน จังหวัดเพชรบุรี พลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวว่าในเวทีการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกในครั้งนี้ ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับสหรัฐอเมริกา หัวข้อสำคัญของการหารือคือการเน้นย้ำเรื่องความเข้มแข็งในภูมิภาค ต่อสู้กับภัยคุกคามด้านต่าง ๆ ขับเคลื่อนกลไกของอาเซียนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในห้วงเวลาที่ประเทศมหาอำนาจกำลังแข่งขันกัน โดยการประชุมครั้งนี้มี 29 ประเทศเข้าร่วม ขาดเพียงแค่กัมพูชาเท่านั้น

พลเอกทรงวิทย์ หวังว่าการประชุมครั้งนี้จะนำไปสู่การรักษาสันติภาพและความรุ่งเรืองด้านเศรษฐกิจในภูมิภาค ไทยยังใช้โอกาสนี้ย้ำถึงจุดยืนในการเป็นคนกลาง ขับเคลื่อนความสันติภาพและการเจริญเติบโตด้านเศรษฐกิจ และยุติความขัดแย้งในภูมิภาค และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางการทหารต่อสู้กับความท้าทายในหลากหลายมิติทั้งภัยคุกคามไซเบอร์และอวกาศ เป็นต้น ซึ่งในหลาย ๆ ด้านไทยยังขาดประสบการณ์ การหารือในเวทีนี้จะนำไปสู่การพัฒนาร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลายประเทศสอบถามสถานการณ์ชายแดน

พลเอกทรงวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า การประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิกในครั้งนี้ หลายประเทศได้สอบถามถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยได้ใช้โอกาสนี้ในการส่งข้อมูลที่เป็นความจริงไปยังนานาประเทศที่เข้าร่วมประชุม พร้อมย้ำว่าทุกการกระทำเป็นการทำหน้าที่ในการปกป้องผลประโยชน์ดินแดนของไทยรวมทั้งคุ้มครองชีวิตของประชาชนคนไทยไว้อย่างเต็มความสามารถภายใต้กรอบกติการะเบียบที่โลกใบนี้มี ขณะเดียวกันไทยไม่ต้องการเห็นการสู้รบ จึงต้องดำเนินการปกป้องอธิปไตยเพราะถูกรุกราน นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่บิดเบือนข้อมูลข่าวสาร จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการชี้แจงข้อเท็จจริงทั้งหมด เช่น ทหาร-ประชาชนถูกทำร้าย มีการลักลอบวางทุ่นระเบิด โดยยังขอความร่วมมือจากหลายประเทศให้สนับสนุนการเข้ามาเก็บกู้ทุ่นระเบิดที่ฝ่ายกัมพูชาวางไว้ในดินแดนไทย

ลั่นเตรียมสร้างกำแพงกั้นเขตแดน

พร้อมย้ำว่าไทยจะต้องสื่อสารอย่างมืออาชีพบนข้อเท็จจริงที่มี และบนจุดยืนของประเทศไทยในการปกป้องอธิปไตยโดยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานหรือทำร้ายประชาชนได้ ส่วนการสร้างรั้วตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาให้มีความเข้มแข็งเพื่อป้องกันการรุกราน พลเอกทรงวิทย์ ระบุว่า กองทัพบกกำลังพิจารณาและนำไปปฏิบัติ ทั้งในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 โดยเมื่อวานนี้ ได้ให้เสนาธิการลงไปในพื้นที่ที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว และสื่อสารออกมาอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตรงนั้นคือดินแดนของไทย และจะต้องมีการสร้างกำแพงที่แข็งแรง เพื่อปกป้องประชาชนและปกป้องการรุกรานจากฝ่ายตรงข้าม โดยยืนยันว่าตนเองจะสนับสนุนทุกการกระทำของกองทัพบกอย่างแน่นอน

ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”

จากกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดขึ้น ผบ.สส. ได้ออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยยืนยันถึงความจำเป็นในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยและคุ้มครองประชาชนไทย การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการประชุมผู้บัญชาการทหารสูงสุดอินโด-แปซิฟิก ซึ่งประเทศไทยได้ใช้โอกาสนี้ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาชายแดนให้แก่ประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมประชุม

ทำไมต้องสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว”?

เหตุผลหลักในการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว คือการปกป้องอธิปไตยของชาติและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย ผบ.สส. เน้นย้ำว่า การก่อสร้างนี้เป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมของประเทศไทยในการปกป้องดินแดนของตนเองจากการรุกราน นอกจากนี้ ยังมีการพยายามบิดเบือนข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ทำให้กองทัพไทยต้องออกมาให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สาธารณชน

การสร้างกำแพงนี้ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะสร้างความขัดแย้ง แต่เป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการลักลอบข้ามแดน การโจรกรรม และอาชญากรรมอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

สถานการณ์ชายแดนที่ต้องจับตามอง

สถานการณ์บริเวณชายแดนสระแก้วยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การวางทุ่นระเบิดและการทำร้ายประชาชนเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ผบ.สส. ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพในอธิปไตยของประเทศไทย และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้ในดินแดนไทยยังคงเป็นเรื่องสำคัญ ประเทศไทยได้ขอความร่วมมือจากนานาชาติในการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน

อนาคตของชายแดนไทย-กัมพูชา

ถึงแม้ว่าการสร้างกำแพงถาวรบริเวณชายแดนสระแก้ว จะเป็นมาตรการที่เข้มงวด แต่ประเทศไทยยังคงเปิดกว้างสำหรับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพอธิปไตยซึ่งกันและกัน และการไม่ยอมรับการรุกรานในทุกรูปแบบ

การสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของตนเองอย่างเต็มที่ และจะไม่ยอมให้ใครมาละเมิดดินแดนของตนได้

ที่มา – ผบ.สส. ยืนยันเตรียมสร้างกำแพงถาวร “ชายแดนสระแก้ว” แบ่งเขตแดนให้ชัดเจน

เตือนภัย! สแกนม่านตา แลกเงิน เสี่ยงข้อมูลรั่ว

รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง! แห่ สแกนม่านตา แลกเงิน 500-1,000 บาท อาจไม่คุ้มค่า เสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล กรมการปกครองย้ำ ไม่ใช่การดำเนินการของภาครัฐ ตำรวจไซเบอร์เร่งตรวจสอบ

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เทคโนโลยีก้าวหน้ามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน รวมถึงการยืนยันตัวตนด้วยข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า และล่าสุดคือการ สแกนม่านตา

แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีก็มาพร้อมความท้าทาย ล่าสุดสภาองค์กรของผู้บริโภค (สอบ.) รายงานว่า มีการชักชวนประชาชน สแกนม่านตา แลกเงิน 500-1,000 บาท อ้างว่าจะนำไปแลกเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี โดยผู้สแกนจะได้รับเงินภายใน 24 ชั่วโมง และผู้แนะนำจะได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติม

รองโฆษกรัฐบาลเน้นย้ำว่า ข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ เช่น ลายนิ้วมือ ใบหน้า เสียง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ม่านตา” เป็นข้อมูลที่มีมูลค่าสูงมาก เนื่องจากมีความเฉพาะตัวและยากต่อการเปลี่ยนแปลง สามารถใช้ระบุและยืนยันตัวตนได้อย่างแม่นยำ

ดังนั้น รัฐบาลจึงขอเตือนให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะข้อมูลชีวภาพ ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่มีความสำคัญสูงสุด การยินยอมให้เก็บหรือสแกนข้อมูลจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น:

  • การรั่วไหลของข้อมูล: หากรหัส Iris Code รั่วไหล ผู้ไม่หวังดีอาจนำไปใช้ในทางที่ผิดได้
  • การถูกสวมรอย: ข้อมูลม่านตาเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวอื่นๆ หากถูกขโมยอาจนำไปสู่การสวมรอยทำธุรกรรมทางการเงิน
  • การสร้าง Deepfake: ข้อมูลชีวภาพสามารถนำไปใช้สร้าง Deepfake เพื่อก่ออาชญากรรมไซเบอร์

ข้อมูลส่วนบุคคลทางชีวภาพเป็นข้อมูลอ่อนไหว การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต้องมีความเข้มงวด หลายประเทศ เช่น สเปน บราซิล อินเดีย และเยอรมนี ยังไม่อนุญาตให้มีการ สแกนม่านตา เพื่อเก็บข้อมูล สะท้อนความกังวลในระดับสากล รัฐบาลขอให้ประชาชนตระหนักว่าการแลกข้อมูลส่วนบุคคลกับผลตอบแทนเพียงเล็กน้อย อาจไม่คุ้มค่ากับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทางด้านกรมการปกครองได้รับรายงานว่า มีกลุ่มบุคคลใช้อุปกรณ์สแกนม่านตา ชื่อว่า Orb ในการสแกนเก็บข้อมูลม่านตาของประชาชนตามห้างสรรพสินค้า เพื่อแลกกับเหรียญดิจิทัลคริปโทเคอร์เรนซี ประมาณ 500-1,000 บาท จากการตรวจสอบพบว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การดำเนินการของสำนักทะเบียนกลาง กรมการปกครอง หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ

ขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาสัมพันธ์ข้อมูลในท้องที่ และสอดส่องการจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อป้องกันการหลอกลวงประชาชน ขณะนี้ตำรวจไซเบอร์กำลังวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากประชาชนถูกหลอกลวงหรือไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอ หรือสายด่วน 1567

อันตรายจากการ สแกนม่านตา แลกเงิน

การ สแกนม่านตา เพื่อแลกกับเงิน อาจดูเหมือนเป็นโอกาสที่น่าสนใจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการพิจารณาถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูลส่วนตัวของเราในระยะยาว

ทำไมต้องระวังการ สแกนม่านตา?

ข้อมูลชีวภาพ เช่น ข้อมูลม่านตา เป็นข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนและมีความเฉพาะตัวสูง หากข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกไป อาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันและการทำธุรกรรมต่างๆ ของเราได้

ก่อนตัดสินใจ สแกนม่านตา เพื่อแลกกับผลตอบแทนใดๆ ก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน และพิจารณาอย่างรอบคอบว่าผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่

อย่าลืมว่าข้อมูลส่วนตัวของเรามีค่า และควรได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด

ที่มา – อันตราย เตือนประชาชน “สแกนม่านตา” แลกรับเงิน 500-1,000 บาท เสี่ยงข้อมูลรั่วไหล

ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน

ข่าววันนี้! ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” สส.พรรคประชาชน ในคดีหมิ่นสถาบัน (มาตรา 112) และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากศาลเห็นว่าไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าใครเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าว นี่เป็นประเด็นสำคัญที่นำไปสู่การยกฟ้องในที่สุด

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาในคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ. 3012/64 ซึ่งพนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ฟ้อง นายปิยรัฐ จงเทพ หรือ โตโต้ สส.กทม. พรรคประชาชน และอดีตหัวหน้าการ์ดกลุ่ม WeVo เป็นจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ณ ห้องพิจารณาคดี 809

คดีนี้เกิดขึ้นจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563 ที่จำเลยได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสลายกิจกรรมการขายกุ้งของกลุ่มวีโว่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 นอกจากนี้ ยังมีข้อความบางส่วนที่พาดพิงถึงสถาบัน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการดูหมิ่นและแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตาม จำเลยได้ให้การปฏิเสธและได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี

ในวันนัดฟังคำพิพากษา นายปิยรัฐเดินทางมาศาลด้วยตนเอง พร้อมด้วยผู้สนับสนุนที่มาให้กำลังใจ มอบดอกไม้ และอวยพรให้โชคดี นายปิยรัฐมีสีหน้ายิ้มแย้มและสดชื่น และได้กล่าวกับสื่อมวลชนว่าขอฟังคำพิพากษาก่อนแล้วจะให้สัมภาษณ์ในภายหลัง

ต่อมา ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา โดยมีสาระสำคัญว่า ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าบัญชีเฟซบุ๊ก “โตโต้ ปิยรัฐ” เป็นของจำเลยจริง แต่โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถยืนยันได้อย่างแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้โพสต์ข้อความดังกล่าวด้วยตนเอง นอกจากนี้ ศาลยังพิจารณาว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวมีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงเวลาที่จำเลยถูกควบคุมตัว ซึ่งสอดคล้องกับคำให้การของจำเลยที่ว่ามีผู้ดูแลเพจจำนวน 5 คน และจำเลยไม่ได้เป็นผู้โพสต์ข้อความตามที่ถูกฟ้องร้อง ด้วยเหตุนี้ ศาลจึงเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีข้อสงสัย และได้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย ทำให้ศาลพิพากษายกฟ้อง

ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน

ประเด็นสำคัญที่ศาลยกฟ้องคือความไม่ชัดเจนในเรื่องของการเป็นผู้โพสต์ข้อความ แม้ว่าบัญชีเฟซบุ๊กจะเป็นของนายปิยรัฐจริง แต่ศาลเห็นว่าไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นพอที่จะยืนยันได้ว่าเขาเป็นผู้โพสต์ข้อความที่เป็นเหตุให้ถูกฟ้องร้อง

รายละเอียดคำพิพากษาคดี “โตโต้ ปิยรัฐ”

คำพิพากษายกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับความผิดทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การที่โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจริง ทำให้ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมาย

  • ประเด็นที่ 1: ความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจน
  • ประเด็นที่ 2: การพิจารณาข้อสงสัยในพยานหลักฐาน
  • ประเด็นที่ 3: การให้ประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย

คดีนี้เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินคดีใดๆ ก็ตาม จะต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือเพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาได้ หากพยานหลักฐานยังมีความคลุมเครือหรือไม่ชัดเจน ศาลก็จำเป็นต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย เพื่อความเป็นธรรม

การยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันนี้ อาจเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญสำหรับคดีอื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลที่การกระทำผิดทางออนไลน์เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยครั้ง การพิสูจน์ตัวตนของผู้กระทำผิดและการรวบรวมพยานหลักฐานที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

คดีของ “โตโต้ ปิยรัฐ” ยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการตีความกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นและการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมประชาธิปไตย การรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการปกป้องสถาบันจึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและระมัดระวัง

การที่ศาลยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” ในคดีหมิ่นสถาบันครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมและความจำเป็นในการรักษาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในทุกกรณี

ที่มา – ศาลอาญา ยกฟ้อง “โตโต้ ปิยรัฐ” คดีหมิ่นสถาบัน ระบุไม่ได้ใครเป็นคนโพสต์ข้อความ

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับเรื่องบิ๊กเต่า

“ภูมิธรรม” ชี้ แก้ปัญหาตามสภาพการณ์ หลังชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ยืนยันไทยทำถูกต้องภายใต้ข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นร้องขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้ายโผตำรวจจริง

เมื่อเวลา 08.35 น. วันที่ 26 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงสถานการณ์ความวุ่นวายหลังชาวกัมพูชาบุกรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว จะมีมาตรการอย่างไร ว่า ทางโฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ก็เป็นไปตามนั้นเลย

ส่วนคำถามว่าจะมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ นายภูมิธรรม ย้ำว่า ตามที่โฆษกกองทัพบกได้ชี้แจงแล้ว ซึ่งตรงนี้ยังเป็นปัญหาที่กระทบกันอยู่ ก็ต้องแก้ไขปัญหาไปตามสภาพการณ์ เราก็ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เราทำทุกอย่างภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่ประเทศมาเลเซีย

“ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

ขณะเดียวกัน นายภูมิธรรม ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมการแต่งตั้งโยกย้ายที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มายื่นหนังสือ ตนได้รับเรื่องไว้แล้ว เมื่อถามต่อไปว่าจะพิจารณาอย่างไร นายภูมิธรรม ตอบว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จึงรับเรื่องไว้เพื่อส่งให้ผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องได้พิจารณา ก็ต้องไปคุยกันต่อถือว่าเรารับหนังสือด้วยความเข้าใจ เห็นใจ แต่ต้องขอดูรายละเอียดอีกครั้ง

ในกรณีที่การเสนอเรื่องมาแบบนี้ถือว่ามีปัญหาภายในของตำรวจสอบสวนกลางหรือไม่ นายภูมิธรรม ระบุว่า ยังไม่รู้ว่าจะตอบว่ามีปัญหาที่ไหน ซึ่ง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่ากระบวนการแต่งตั้งทั้งหมดที่เสนอมามีบางคนที่ท่านคิดว่าไม่เกิดความยุติธรรม ท่านก็มีสิทธิร้อง ตนก็เป็นคนที่รับเรื่อง ต้องไปหารายละเอียดว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็ต้องพยายามคืนความเป็นธรรมให้ได้ แต่ถ้าไม่ได้มีปัญหาอะไรก็ต้องชี้แจงให้ท่านทราบ ขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าอะไรเป็นอะไร เพียงแต่รับเรื่องด้วยความเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ไม่ทันได้พบกัน เพราะตนออกจากทำเนียบรัฐบาลก็ไปที่กระทรวงมหาดไทยเลย แต่ได้รับโทรศัพท์คุยกันแล้ว ได้รับทราบเข้าใจเรื่องราวแล้ว.

“บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย: ภูมิธรรมรับเรื่องแล้ว

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” ได้ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายนั้น นายภูมิธรรมได้กล่าวว่า ได้รับเรื่องไว้แล้วและจะส่งให้ผู้มีอำนาจพิจารณาต่อไป ประเด็นนี้เป็นที่สนใจของสังคมเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความโปร่งใสและความยุติธรรมในการบริหารงานภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายภูมิธรรมเน้นย้ำว่าหากพบว่ากระบวนการไม่เป็นธรรม จะดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กรณีชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม โดยยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและจะแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การยืนกรานในหลักการและข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ทั้งสองประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับปัญหาทั้งภายในและภายนอกประเทศ การแก้ไขปัญหาด้วยความรอบคอบ การยึดมั่นในหลักการ และการให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ความสงบและความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว ประเด็นสำคัญคือ 1) การรับเรื่องร้องเรียนของ “บิ๊กเต่า” และการให้คำมั่นว่าจะพิจารณาด้วยความเป็นธรรม และ 2) การยืนยันว่าไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงกับประเทศกัมพูชา ทั้งสองประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ สามารถติดตามข่าวสารและข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ยันไทยยึดข้อตกลงหยุดยิง รับ “บิ๊กเต่า” ยื่นขอความเป็นธรรมแต่งตั้งโยกย้าย

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก: ดีต่อชาติยังไง?

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก พร้อม Offset Policy สร้างความฮือฮา! มารู้จักรายละเอียดและความคุ้มค่าของการจัดซื้อครั้งนี้กัน

ผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 เวลา 12.20 น. (ตามเวลาท้องถิ่นประเทศสวีเดน) พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ได้ลงนามร่วมกับ FMV (องค์การบริหารจัดการยุทธภัณฑ์ทางทหารสวีเดน) และบริษัท Saab สวีเดน ในส่วนของ Offset Policy ในโครงการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน Gripen E/F ในเฟสแรก จำนวน 4 เครื่อง มูลค่า 19,500 ล้านบาท โดยมี นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ร่วมเป็นสักขีพยาน

การลงนามครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพทางการทหารของไทย และยังเป็นการผลักดันนโยบาย Offset Policy ที่จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับประเทศอีกด้วย

รายละเอียดสัญญาการจัดซื้อ Gripen

สำหรับการจัดซื้อเครื่องบินขับไล่โจมตีกริพเพนครั้งนี้ ประกอบด้วยสัญญา 3 ฉบับ ได้แก่

  • สัญญาจัดซื้อเครื่องบินระหว่าง พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กับ นายมิคาเอล กรันโฮล์ม ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานยุทโธปกรณ์สวีเดน (FMV)
  • ความตกลง Offset Policy ระหว่าง ผบ.ทอ. กับ นายลาร์ส ทอสส์มันน์ จากบริษัท Saab AB ผู้ผลิต
  • ข้อตกลงภายในของฝ่ายสวีเดน

การจัดซื้อครั้งนี้เป็น 4 ลำแรกจากแผนทั้งหมด 12 ลำ เพื่อทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ที่ประจำการมานานกว่า 37 ปี โดยมีกำหนดเริ่มจัดส่งตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป

ทางสวีเดนจะเริ่มจัดส่งเครื่องบินให้ไทยในปี 2572-2577 โดยจะจัดส่งปีละ 2 เครื่อง จนครบ 1 ฝูงบิน

พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กล่าวว่า การจัดซื้อครั้งนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับ Offset Policy ซึ่งเป็นนโยบายที่กองทัพอากาศริเริ่มขึ้นมา และเสนอผ่านไปยังรัฐบาล

“เชื่อว่าผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่หลายคนเห็นว่าเราซื้อเครื่องบิน Gripen E/F เฟสแรก สูง 67,000 ล้านบาท แต่มูลค่าทางเครดิตที่กองทัพและประเทศชาติจะได้รับอาจจะถึงแสนล้านก็ไม่ใช่ไกลเกินจริง เราก็จะพิสูจน์ให้เห็นด้วยโครงการกริพเพนว่าเรามีความตั้งใจจริงที่จะให้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์ที่มาจากภาษีประชาชน มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและกลับเข้าสู่ประเทศ” พล.อ.อ.พันธ์ภักดี กล่าว

ด้าน นายมาริษ กล่าวว่า ข้อตกลงครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะเสริมสร้างศักยภาพให้กองทัพ แต่ยังเป็นหมุดหมายสำคัญในการผลักดันนโยบายชดเชยทางเศรษฐกิจ (Offset Policy) เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ให้ประเทศไทยในระยะยาว

รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ภาครัฐเป็นผู้อำนวยความสะดวก ขณะที่ผู้ประกอบการจะเป็นผู้เล่นหลักในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ การลงนามครั้งนี้ยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่สวีเดนและประชาคมโลก ภายหลังจากสถานการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกองทัพไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและการปฏิบัติตามหลักสากลอย่างชัดเจน

การตัดสินใจผบ.ทอ.ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตของชาติ ทั้งในด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ การผลักดันนโยบาย Offset Policy อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาเทคโนโลยีให้กับประเทศได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – ผบ.ทอ. ลงนามซื้อ Gripen E/F เฟสแรก ชี้ สร้างมูลค่าเครดิตกองทัพ-ประเทศเป็นแสนล้าน

ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา: กต. ซัดใช้เด็กเป็นด่าน

ศบ.ทก. เร่งจ่ายเยียวยา ขออภัยประชาชนล่าช้า เข้มป้องแฮกระบบคอมพิวเตอร์ 24 ชม. ด้าน ก.ต่างประเทศ แจงไทยลุยฟ้องประชาคมโลก ซัดกัมพูชาใช้ประชาชนเป็นด่านหน้า ทอ. ยังเข้มสกัดโดรนผิดกฎหมาย-ภัยมั่นคง

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) เป็นประธานการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ต่อมาเวลา 18.00 น. พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษก ศบ.ทก. แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ว่า สถานการณ์ชายแดนโดยรวมในห้วงที่ผ่านมาถือว่าทั้ง 2 ฝ่ายยังตรึงกำลัง ไม่ปรากฏการเคลื่อนไหวของกำลังที่สำคัญ แต่ในช่วงเวลาดังกล่าวตรวจพบการลักลอบการวางทุ่นระเบิดของทหาร BHQ กัมพูชา ในพื้นที่อธิปไตยของไทย แม้ผลักดันกลับไปแล้วแต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าทางฝ่ายกัมพูชาก็ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงของการประชุม JBC อย่างต่อเนื่อง

สำหรับการช่วยเหลือเยียวยาและดูแลสุขภาพจิตของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) แจ้งความคืบหน้าในที่ประชุม ศบ.ทก. ว่า สั่งจ่ายเงินเยียวยาประชาชนไปแล้ว โดยวันที่ 26 สิงหาคม 2568 สปน. จะนำงบประมาณสั่งจ่ายไปยังพื้นที่ใน จ.อุบลราชธานี เป็นจังหวัดแรก จากนั้นจะเป็น จ.บุรีรัมย์ จ.สุรินทร์ และ จ.ศรีสะเกษ ที่ต่อไป ถ้าประชาชนสามารถยื่นเอกสารได้อย่างครบถ้วน เงินจะถึงท่านได้อย่างเร็ว สปน. เล็งเห็นถึงปัญหาความขัดข้องและความล่าช้าในการสั่งจ่ายงบประมาณไปยังประชาชน ซึ่งยังอยู่ระหว่างการดำเนินการแก้ไขให้กระบวนการสั่งจ่ายมีความรวดเร็ว ต้องกราบขออภัยประชาชนในโอกาสนี้ แต่อย่างไรก็ตามเราพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหานี้

ส่วนเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการตรวจพบการเข้ามาโจมตีระบบทางไซเบอร์ ไม่ว่าจะเป็นระบบความปลอดภัยต่างๆ ประชาชนตรวจพบมีการแฮกข้อมูลเข้ามา เราไม่ได้นิ่งนอนใจ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ดำเนินการเฝ้าระวังและตรวจสอบภัยคุกคามทางไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหตุการณ์ติดตามสถานการณ์และความเสียหายที่เกิดขึ้น และจะร่วมกับ ศบ.ทก. กำหนดท่าทีที่เหมาะสมสำหรับการดำเนินการระหว่างประเทศต่อไปบนข้อมูลที่มีหลักฐานชัดเจน หากมีการตรวจพบเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ประชาชนสามารถแจ้งมายังที่ศูนย์ประสานงานการรักษาระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT)

ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา กต. ซัดกัมพูชาใช้เด็ก-คนแก่เป็นด่านหน้า

ทางด้าน นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า การดำเนินการเชิงรุกของไทยในเวที นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มีภารกิจเดินทางเยือนนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2568 ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาคมระหว่างประเทศเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาลอบวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในเขตอธิปไตยของไทย ซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ และละเมิดพันธกรณีอนุสัญญาออตตาวาอย่างร้ายแรง

ทั้งนี้ นายมาริษ มีกำหนดเข้าพบกับผู้แทนประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีบทบาทสำคัญในประเด็นทุ่นระเบิด รวมถึงคณะกรรมการปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา เพื่อยืนยันหลักฐานเชิงประจักษ์ให้เห็นว่าไทยยึดมั่นในการเปิดเผยโปร่งใสและตรวจสอบได้ รวมถึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายโน้มน้าวกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างจริงจัง และร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ระเบิดตามแนวชายแดนไทย โดยยังคงยืนหยัดดำเนินการเชิงรุก พร้อมให้ความร่วมมือกับกลไกสากลทุกขั้นตอนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและจริงใจว่าไทยไม่มีสิ่งใดต้องปกปิด นอกจากนี้ นายมาริษ ยังกำหนดพบกับสำนักงานใหญ่ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ เพื่อย้ำว่าการดำเนินการทั้งหมดของไทยตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ขอใช้โอกาสนี้แสดงให้เห็นถึงการกระทำของกัมพูชาที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายพลเรือน การนำเด็กมาใช้ในคลิปวิดีโอกับทุ่นระเบิด การใช้พื้นที่ชุมชนเป็นฐานที่มั่นทางทหาร ผลักดันเด็ก คนชรา และผู้พิการ ให้ออกมาเป็นด่านหน้า เป็นการกระทำที่ไม่คำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและขัดต่อกติกาสากลโดยสิ้นเชิง ขอย้ำว่าความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องได้รับการคุ้มครองสูงสุดในฐานะประเทศที่มีความรับผิดชอบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ ประเทศไทยจะยังคงร่วมมือกับประชาคมโลกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้กัมพูชาปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาออตตาวาและหลักการสากล โดยเฉพาะกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง

ทอ. ยังเข้มสกัดโดรนผิดกฎหมาย พร้อมเร่ง ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน

ขณะที่ น.อ.กฤษณัส กาญจนกุล ผู้ช่วยเลขานุการคณะทำงานบูรณาการระบบอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ กองทัพอากาศ ระบุว่า การต่อต้านโดรนผิดกฎหมาย กองทัพอากาศได้บูรณาการทุกเหล่าทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหา เนื่องจากปัจจุบันยังมีการกำหนดการห้ามบินโดรนในพื้นที่สำคัญ ได้แก่ พื้นที่ทางทหาร หน่วยราชการ และตามแนวชายแดน โดยพื้นที่ที่บินโดรนได้นั้นเป็นไปตามประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ต้องทำตามข้อกำหนดที่ให้ลงทะเบียนการขึ้นบิน ทำการบินในระยะความสูงไม่เกิน 90 เมตร และสามารถบินได้เฉพาะเวลากลางวัน

โดยหน่วยงานมั่นคงได้บูรณาการขีดความสามารถในการต่อต้านโดรน ด้วยระบบของทุกหน่วยงานทั้งการค้นหา การสกัดกั้นและทำลาย รวมถึงแลกเปลี่ยนข่าวกรองเพื่อป้องกันและต่อต้านโดรนเชิงรุกที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และแบ่งพื้นที่ปฏิบัติการเพื่อให้การต่อต้านโดรนครอบคลุมทุกพื้นที่สำคัญ การจำกัดโดรนผิดกฎหมายทั้งทหารตำรวจ ฝ่ายปกครอง ได้ผนึกกำลังค้นหาจับกุมผู้ปล่อยโดรนผิดกฎหมายในประเทศไทยอย่างจริงจัง หากประชาชนพบเห็นการใช้โดรนผิดกฎหมายหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงขอให้แจ้งข้อมูลสำคัญ เช่นวันเวลาที่พบเห็น ลักษณะโดรน รวมถึงภาพถ่าย ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็ว.

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเร่งจ่ายเงินเยียวยาและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนในการปกป้องอธิปไตยและหลักมนุษยธรรมในเวทีระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน และต้องจับตาดูว่า ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน จะมีความคืบหน้าในการช่วยเหลืออย่างไรต่อไป

ที่มา – ศบ.ทก. ขออภัยประชาชน เร่งจ่ายเยียวยา กต. ซัดกัมพูชาใช้เด็ก-คนแก่เป็นด่านหน้า

อนุทิน เผยภาพ 3 พี่น้องจาติกวณิช เยี่ยมชวรัตน์

อนุทิน เผยภาพ 3 พี่น้องจาติกวณิช เยี่ยมชวรัตน์ บรรยากาศอบอุ่นชื่นมื่น “จี๊ป-ดอน-พิพ” เดินทางมาให้กำลังใจคุณพ่อถึงบ้าน

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้โพสต์ภาพสุดประทับใจผ่านทาง เฟซบุ๊ก ส่วนตัว เป็นภาพของสามพี่น้องตระกูลจาติกวณิช ได้แก่ นายอธิไกร จาติกวณิช (จี๊ป), นายกรณ์ จาติกวณิช (ดอน) และนายอนุตร จาติกวณิช (พิพ) เดินทางมาเยี่ยมเยียน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีหลายกระทรวง ซึ่งเป็นคุณพ่อของนายอนุทิน ชาญวีรกูล บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้มแห่งความสุข

นายอนุทิน ได้เขียนข้อความประกอบภาพว่า “สามพี่น้อง #จาติกวณิช พี่จิ๊บ พี่ดอน พิพ มาเยี่ยมพ่อถึงบ้าน What a pleasant afternoon!!! #Reminiscing” แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองครอบครัว

อนุทิน เผยภาพ 3 พี่น้องจาติกวณิช เยี่ยมชวรัตน์

การเดินทางมาเยี่ยมเยียนของคุณชวรัตน์ของสามพี่น้องจาติกวณิชครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเคารพและความผูกพันที่พวกเขามีต่อผู้ใหญ่ที่คร่ำหวอดในวงการการเมืองมาอย่างยาวนาน แม้ว่าแต่ละคนจะมีเส้นทางชีวิตและบทบาทที่แตกต่างกันออกไป แต่สายสัมพันธ์ของมิตรภาพและความเคารพยังคงเหนียวแน่นเสมอมา

ทำไมภาพนี้ถึงมีความสำคัญ?

ภาพ อนุทิน เผยภาพ 3 พี่น้องจาติกวณิช เยี่ยมชวรัตน์ ไม่ได้เป็นเพียงภาพถ่ายธรรมดา แต่เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมและความเชื่อมั่นในเรื่องของความกตัญญู ความเคารพต่อผู้ใหญ่ และความสำคัญของสายสัมพันธ์ในครอบครัวและมิตรภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมไทยให้ความสำคัญมาโดยตลอด การที่บุคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมแสดงออกถึงค่านิยมเหล่านี้ ย่อมเป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังได้

นอกจากนี้ การปรากฏตัวของบุคคลสำคัญทางการเมืองอย่างพร้อมหน้าพร้อมตายังเป็นสิ่งที่ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนเสมอ เพราะอาจมีการเชื่อมโยงถึงประเด็นทางการเมืองต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันได้ แม้ว่าการเยี่ยมเยียนครั้งนี้จะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกการเคลื่อนไหวของนักการเมืองย่อมถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด

พี่น้องจาติกวณิชกับการเมืองไทย

ตระกูลจาติกวณิชเป็นที่รู้จักกันดีในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายกรณ์ จาติกวณิช ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลมาแล้วหลายครั้ง การที่สามพี่น้องพร้อมใจกันมาเยี่ยมคุณชวรัตน์ จึงเป็นภาพที่น่าสนใจและแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างตระกูลชาญวีรกูลและจาติกวณิช

  • นายอธิไกร จาติกวณิช (จี๊ป): นักธุรกิจ
  • นายกรณ์ จาติกวณิช (ดอน): อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นายอนุตร จาติกวณิช (พิพ): ผู้บริหารบริษัทเอกชน

ถึงแม้ว่าแต่ละคนจะมีบทบาทและหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน แต่สายสัมพันธ์ฉันพี่น้องและความผูกพันในครอบครัวยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาเสมอ

โดยสรุปแล้ว ภาพ อนุทิน เผยภาพ 3 พี่น้องจาติกวณิช เยี่ยมชวรัตน์ เป็นภาพที่อบอุ่น ประทับใจ และสะท้อนให้เห็นถึงค่านิยมที่ดีงามของสังคมไทย การที่บุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นที่เคารพในสังคมแสดงออกถึงความกตัญญูและความผูกพันในครอบครัว ย่อมเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นหลังได้

การเยี่ยมเยียนของคุณชวรัตน์ของสามพี่น้องจาติกวณิชครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่ามิตรภาพและความเคารพนั้นสามารถคงอยู่ได้นาน แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม

ที่มา – “อนุทิน” เผยภาพชื่นมื่น “จี๊ป-ดอน-พิพ” 3 พี่น้องจาติกวณิช มาเยี่ยมคุณพ่อ “ชวรัตน์”

Scroll to top