ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

“มนพร” ซัดใครบิดเบือน? โฆษกภูมิใจไทยไม่แมน

“มนพร เจริญศรี” ฟาดกลับ โฆษกภูมิใจไทย ใครกันแน่ที่บิดเบือน ยันปราศรัยข้อเท็จจริงยืนยันต่อประชาชน เรื่องเงินดิจิทัลถูกพับ ซัดไม่แมนเอาไปร้องเรียน ฝากถาม กกต.ผิดสัญญาว่าจะให้ หรือไม่ ปม “อนุทิน” แถลงขอใช้หนี้ประชาชน 2,400 บาท

วันที่ 3 มกราคม 2569 นางมนพร เจริญศรี อดีต รมช.คมนาคม ผู้สมัคร สส.เขต 2 เบอร์ 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากกรณี โฆษกพรรคภูมิใจไทย ออกมาให้ข่าวกล่าวหาว่า ตนปราศรัยบิดเบือนข้อเท็จจริง เกี่ยวกับปมเงินดิจิทัลวอลเล็ตถูกพับ ถามคืนใครกันแน่ที่บิดเบือน แทนที่จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง ทำไมรัฐบาลอนุทิน ไม่สานต่อดิจิทัลวอลเล็ต กลายมาเป็นคนละครึ่ง แต่กลัวเสียเครดิตทางการเมือง ทำงานการเมืองไม่แมน

ขออนุญาตกราบเรียนพี่น้องประชาชนอย่างนี้ว่า ในเวทีของการปราศรัยทุก ๆ เวที ฉันเองได้พูดถึงนโยบายของรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยตลอด 2 ปีที่ผ่านมาว่า นโยบายที่เราชูกับพี่น้องประชาชนเราทำอะไรไปบ้าง อย่างเช่น นโยบายในเรื่อง 30 บาทรักษาทุกที่ เกิดประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน โครงการดิจิทัลวอลเล็ตที่เกิดขึ้น พี่น้องประชาชนถามว่า เดิมทีนโยบายที่เราผลักดันไปถึงพี่น้องประชาชนคือโครงการดิจิทัลวอลเล็ต จะให้ประชาชนคนไทยที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป แต่ทำไมการที่เราแจกไป 2 เฟส นั้นถึงเด็กถึงไม่ได้ แล้วประชาชนที่เหลือถึงไม่ได้ ดิฉันได้นำเรียนพี่น้องประชาชนว่า จริง ๆ แล้วการที่เราไปเป็นรัฐบาล เราจะต้องบริหารเงินงบประมาณ ไม่ใช่เพียงแค่ดิจิทัลวอลเล็ตอย่างเดียว ยังมีความจำเป็นทางด้านอื่นๆ อีกมากมาย เราจึงต้องจัดสรรแล้วจ่ายเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเฟส โดยเฟสแรกเราจ่ายให้ผู้ที่ถือบัตรประชาชน บัตรคนจน ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส ในสองเฟสแรก แล้วเฟสต่อไปเราคิดว่าในขณะที่มีการเปลี่ยนรัฐบาลจากท่านนายกฯ เศรษฐา มาเป็นนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เราได้มีการพิจารณาว่าในงบประมาณปี 2568 – 2569 มีความจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง

เราจะได้จัดสรรงบประมาณมาให้กับพี่น้องประชาชนในส่วนที่ยังไม่ได้ แต่ในช่วงรอยต่อที่ท่านนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งนั้น มีการเปลี่ยนรัฐบาล มาเป็นรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน แต่ยังมีงบประมาณ เรียกว่างบกลางเหลืออยู่ เราเข้าใจว่าในงบประมาณ ปลายปี 2568 เราจะได้มีโอกาสได้จัดสรรเงินดิจิทัลวอลเล็ตไปส่วนที่เหลือให้กับพี่น้องประชาชนบางกลุ่ม ฉันก็ได้ชี้แจงไปอย่างตรงไปตรงมา ไม่ได้บิดเบือน ไม่ได้ใส่ร้าย สิ่งที่ดิฉันได้พูดคือเป็นความจริงจากแนวทางปฏิบัติ ไม่ว่าในช่วงของการพิจารณางบประมาณในช่วงของการพิจารณางบประมาณในปี 68 คณะรัฐมนตรีเอง ยังบอกว่ามีงบกลางที่เหลืออยู่ แล้วก็จะดูความจำเป็นว่าเราจะทำดิจิทัลวอลเล็ต ต่อหรือไม่ นี่คือขั้นตอนของงบประมาณ การจะทำพิจารณางบประมาณจำเป็นเดือดร้อน ทุก ๆ ครั้ง คณะรัฐมนตรี จะขอนายกรัฐมนตรีของบกลาง เราจะใช้งบกลาง

โดยงบกลางต้องผ่านมติ ครม. คณะรัฐมนตรีตอนนั้นต้องเห็นชอบหมดทุกพรรคที่เข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี และตอนที่ฉันเองอยู่ร่วมรัฐบาล ฉันเห็นทางพรรคภูมิใจไทยซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลก็ยกมือแล้วไม่มีใครคัดค้านในที่ประชุม ครม. แต่เมื่อวันหนึ่งที่ฉันออกมาหลังจากยุบสภา พี่น้องประชาชนถามว่าทำไมพี่น้องประชาชนบางส่วนถึงไม่ได้ ฉันได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาว่างบประมาณปี 2569 เราไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว แต่รัฐบาลของอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เอาเงินงบประมาณที่ผ่านพิจารณา มาทำเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส ถือเป็นอำนาจรัฐบาล และคณะรัฐมนตรี สามารถทำได้ ทั้งหมดคือความจริง แล้วทางโฆษกพรรคภูมิใจไทย ควรจะได้ชี้แจงต่อประชาชนด้วยซ้ำว่าทำไมโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ท่านถึงไม่ทำต่อ ทำไมไม่ทำต่อเพราะอะไร แต่ขณะเดียวกันท่านควรจะขยายความต่อว่าการไม่ทำต่อนั้น เป็นเพราะอะไร แล้วท่านถึงมาเปลี่ยนเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส พี่น้องประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการคนละครึ่งพลัสบ้าง เช่นเดียวกันคนละครึ่งพลัส ท่านเองก็ไม่สามารถอนุมัติให้พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง ท่านยังมีจำนวนคงเหลือพี่น้องประชาชนตกค้างอีกหลายล้านคนที่ยังไม่สามารถได้โครงการคนละครึ่งพลัส

“แถมท่านนายกฯ อนุทิน ยังมาแถลงกับพี่น้องประชาชนว่าท่านกลับมาเป็นนายกฯ จะได้ใช้หนี้ ติดค้างประชาชนไว้อีก 2,400 บาทนั้น นี่จะไม่ใช่เป็นการที่สัญญาว่าจะให้เหรอคะ ฝากถาม กกต.”

นางมนพร กล่าวอีกว่า ดิฉันเองเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีโอกาสได้สื่อสารกับพี่น้องประชาชน มีโอกาสได้ชี้แจงว่าเงินตรงนี้เราไปทำอะไรบ้าง และเงินตรงนี้รัฐบาล เอาไปทำอะไรบ้าง ท่านควรจะใช้เวทีตรงนี้ ชี้แจงต่อพี่น้องประชาชน แล้วทำความเข้าใจ โดยการที่จะเอาคำปราศรัยของดิฉันไปยื่นร้องต่อ กกต. ฉันคิดว่ามันไม่แมน เพราะว่าสิ่งหนึ่งที่ดิฉันมองว่า การที่นักการเมืองคนหนึ่งได้ลุกขึ้นมาปราศรัยแล้วก็ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงการใช้จ่ายงบประมาณ มันคือเรื่องจริงทั้งหมด แต่หันกลับไปดูว่าท่านในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาชี้แจงเพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนหรือไม่

“มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน

“มนพร” ซัดใครบิดเบือน?

จากกรณีที่นางมนพร เจริญศรี ออกมาตอบโต้โฆษกพรรคภูมิใจไทย ทำให้เกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่บิดเบือนข้อมูลเกี่ยวกับโครงการดิจิทัลวอลเล็ต นางมนพรยืนยันว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงและเป็นการชี้แจงข้อเท็จจริงให้ประชาชนทราบถึงเหตุผลที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่สามารถดำเนินการได้อย่างที่วางแผนไว้แต่แรก นอกจากนี้ เธอยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการที่โฆษกพรรคภูมิใจไทยนำคำปราศรัยของเธอไปร้องเรียนต่อ กกต. โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ไม่แมน

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การสื่อสารข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล นางมนพรพยายามชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยสัญญาไว้กับสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันกำลังทำอยู่ การที่โครงการดิจิทัลวอลเล็ตไม่ได้รับการสานต่อและเปลี่ยนไปเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส กลายเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และนางมนพรต้องการให้โฆษกพรรคภูมิใจไทยออกมาชี้แจงเหตุผลที่ชัดเจนกว่านี้

การออกมาตอบโต้ของนางมนพรไม่ได้เป็นเพียงแค่การปกป้องตัวเอง แต่ยังเป็นการเรียกร้องให้เกิดความรับผิดชอบและความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของรัฐบาล การที่นักการเมืองออกมาให้ข้อมูลที่แตกต่างกันอาจทำให้ประชาชนสับสน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายสามารถนำเสนอข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง

การเมืองไทยมักเต็มไปด้วยการกล่าวหากันไปมา แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่นักการเมืองทุกคนยึดมั่นในหลักการของความจริงและความโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การออกมาตอบโต้ของ “มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังคงมีอยู่ หวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาให้ความสำคัญกับการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

ที่มา – “มนพร” ซัดโฆษกภูมิใจไทย ไม่แมนเอาคำปราศรัยไปร้องเรียน ชี้ใครกันแน่บิดเบือน

“เท้ง” หาเสียงขอนแก่น: แม่ค้าไล่-ด้อมส้มให้กำลังใจ

ชาวบ้านขอนแก่น ฝาก “เท้ง ณัฐพงษ์” ให้ระวังเรื่องปาก ไม่งั้นจะพลาด ก่อนถูกแม่ค้าไล่ เรื่องแก้ 112 ขณะเดินอ้อนคะแนนในตลาดบางลำภู ส่วนด้อมส้มรอรับนำพวงมาลัยและส้มมาให้กำลังใจล้นหลาม

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 ม.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ตลาดบางลำภู นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พา ทนายป็อก นายวีรนันท์ ฮวดศรี ผู้สมัคร สส.ขอนแก่น เขต 1 เดินเท้าอ้อนคะแนนเสียงในตลาดสดบางลำภูช่วงเช้านั้น มีชาวบ้านเข้ามาพูดคุยกับนายณัฐพงษ์ โดยบอกว่า “ตั้งใจหน่อย และให้ระวังเรื่องปาก ไม่งั้นจะพลาด ถ้าพลาดก็ต้องรีบแก้ให้ไวอย่าช้า เพราะคำพูดจากปากไปเร็วและสร้างความเสียหายเร็ว มันจะอธิบายยากเพราะเขาไม่ฟังเรา ก่อนจะพูดทิ้งท้ายกับคุณเท้งว่า อย่าปากเสีย” และในจุดนี้เองมีแม่ค้าอีกท่านหนึ่ง ไล่ให้ไปที่อื่น เพราะแก้ 112 ด้อยค่าทหาร ยุ่งวุ่นวายกับทหาร แล้วแม่ค้าท่านนั้น ก็เดินเลี่ยงเข้าไป

นอกจากนี้ในขณะที่นายณัฐพงษ์ เดินขอคะแนนเสียงในตลาดจอมพล ก็มีชาวบ้านเข้ามาขอถ่ายภาพ พร้อมกับให้กำลังใจเชียร์ และถึงกับร้องไห้ออกมา ด้วยความดีใจที่ได้เจอกับนายณัฐพงษ์ ยืนยันว่าจะเลือกพรรคส้มเหมือนเดิม ในขณะเดียวกันก็มีชาวขอนแก่นอีกหลายคนที่เข้ามาให้กำลังใจนำดอกดาวเรืองมาคล้องคอโดยตั้งใจมาหาโดยเฉพาะ และนอกจากดอกดาวเรืองแล้วยังมีส้ม ที่ชาวขอนแก่นนำมามอบให้เพื่อให้กำลังใจด้วยเช่นกัน

“เท้ง” หาเสียงขอนแก่น เจอแม่ค้าไล่ ชาวบ้านแนะระวังเรื่องปาก-ด้อมส้มแห่ให้กำลังใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่เมื่อวานนี้ (2 มกราคม 2568) นายณัฐพงษ์ ยังได้ไปหาเสียง ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองเมืองพล ช่วย อ.ฝน กมลชนก สุพรรณฝ่าย ผู้สมัคร สส.ขอนแก่นเขต 9 ได้มีแม่ค้าควักมือเรียกมาถามว่าถ้าได้เข้ามาบริหารประเทศ จะบริหารช่วยเหลือพี่น้องประชาชนยังไงเป็นอันดับแรก โดย นายณัฐพงษ์ บอกว่า อันดับแรกเราจะต้องทำให้การเมืองดี เมื่อการเมืองดีก็จะมีเงินภาษีเยอะ เพราะเงินภาษีในแต่ละปีโดนทุจริตไปเยอะ หายไปหลายแสนล้านต่อปี เมื่อได้เงินภาษีกลับคืนมาก็จะพัฒนาต่อในเรื่องของปากท้องประชาชนในด้านเศรษฐกิจ เงินในกระเป๋าก็จะเพิ่มขึ้น รวมถึงสวัสดิการซึ่งพรรคเรามีนโยบายที่สามารถทำได้ดี และเราก็จะทำโครงการคนละครึ่งต่อเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งแม่ค้าในตลาดยังได้ถามเรื่องของทหารกับนายณัฐพงษ์ด้วยว่า จะทำยังไง ซึ่งคุณเท้งยืนยันว่าอำนาจปกป้องอธิปไตยของประเทศเป็นหน้าที่ของทหาร ซึ่งจะสนับสนุนเต็มที่ และแม่ค้ายังได้ถามถึงเรื่อง ม.112 ด้วย โดย นายณัฐพงษ์บอกว่า เรื่องนี้เรายังไม่สามารถแก้ได้ เพราะมีข้อจำกัดทางการเมือง ซึ่งแม่ค้าขอ นายณัฐพงษ์ว่าอย่าเพิ่งแก้ ประชาชนทุกคนขอเพียงเรื่องนี้ถ้าทำได้รับประกันว่า นายณัฐพงษ์จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป โดย นายณัฐพงษ์รับปากว่าสิ่งที่แม่ค้าพูดมานั้นทางพรรคสามารถทำได้หมดเลย ก่อนที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะมาขอถ่ายรูปเซลฟี่ด้วย ซึ่งมีแฟนคลับหลายคนทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ต่างหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก ท่ามกลางบรรยากาศที่ชื่นมื่นภายในตลาดสดเทศบาลเมืองเมืองพล

แม่ค้าถามเรื่อง 112 กับ “เท้ง” หาเสียงขอนแก่น

จากรายงานพบว่า ประเด็นเรื่องมาตรา 112 เป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการลงพื้นที่หาเสียงของนายณัฐพงษ์ หรือ เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในสังคม

สิ่งที่เกิดขึ้นในการลงพื้นที่“เท้ง” หาเสียงขอนแก่น แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายของความคิดเห็นและข้อเรียกร้องจากประชาชนในพื้นที่ การที่ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ได้รับทั้งกำลังใจและการติติง แสดงให้เห็นถึงความคาดหวังและความกังวลของประชาชนที่มีต่อการเมืองและนโยบายต่างๆ

การลงพื้นที่ ““เท้ง” หาเสียงขอนแก่น” ครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่นักการเมืองต้องรับฟังและทำความเข้าใจถึงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การสร้างความสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อข้อเรียกร้องต่างๆ และการรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ

การเมืองเป็นเรื่องของการรับฟังและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง เหตุการณ์ที่ “เท้ง” หาเสียงขอนแก่น เป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน

ที่มา – “เท้ง” หาเสียงขอนแก่น เจอแม่ค้าไล่ ชาวบ้านแนะระวังเรื่องปาก-ด้อมส้มแห่ให้กำลังใจ

“โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบกโพสต์ด้อยค่า ปชช.

จากกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชช.) ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ พล.ท. ธีรนันท์ นันทขว้าง เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ข้อความที่เกี่ยวข้องกับวาทกรรมด้อยค่ากองทัพและการเป็นทหารนั้น ได้ก่อให้เกิดการตอบโต้กันไปมาในสังคมออนไลน์

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ตนรู้สึกแปลกใจที่เจ้ากรมข่าวทหารบกออกมาโพสต์ข้อความในลักษณะที่ด้อยค่าพรรคการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พรรคประชาชน (ปชช.) พร้อมทั้งแนะนำให้วางตัวเป็นกลางทางการเมืองเหมือนกับผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ผ่านมา

“โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

นายรังสิมันต์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและบทบาทของทหารมืออาชีพเป็นอย่างมาก และขอให้ทหารทุกคนยึดแบบอย่างการวางตัวของ ผบ.ทบ. เป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้ยุติปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่มุ่งด้อยค่าพรรคประชาชน

พล.ท. ธีรนันท์ โต้กลับ ประเด็น “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

ในขณะที่ พล.ท. ธีรนันท์ ได้โพสต์ข้อความชี้แจงตอบโต้ว่า สิ่งที่ตนโพสต์นั้นเป็นการอธิบายว่า วาทกรรมด้อยค่าต่างๆ ที่บั่นทอนความรู้สึกของทหารทั้งกองทัพ โดยมีคนพยายามอธิบายว่าหมายถึงนายพลบ้าง หรือหมายถึงทหารไม่ดีบ้าง ทำให้ทหารที่เหลือต้องยอมให้นักการเมืองและผู้สนับสนุนใช้วาทกรรมด้อยค่าพวกเขา

พล.ท. ธีรนันท์ ยังกล่าวว่า ตนเขียนข้อความอย่างชัดเจน แต่กลับมีหลายคนไม่อ่านและเข้ามาตอบโต้ด้วยถ้อยคำต่างๆ นานา แต่ตนไม่ได้รู้สึกโกรธหรือรู้สึกอะไรเลย เพราะหลายคนไม่รู้จักตน และที่สำคัญคือหลายคนไม่อ่านสิ่งที่ตนเขียน

พล.ท. ธีรนันท์ อธิบายเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ตนต้องการสื่อคือ ทหารคนอื่นไม่เกี่ยวกับการกระทำของทหารเลว และการใช้วาทกรรมด้อยค่าเหมารวมนั้นกระทบความรู้สึกและความภูมิใจในอาชีพของทหารที่เหลือ นอกจากนี้ การปรามาสว่ากองทัพรบที่ไหนก็แพ้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นความจริง และการใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยกในกองทัพเป็นสิ่งที่ต้องเคลียร์กัน

ในส่วนของประเด็นที่มีผู้สงสัยว่าตนเคยไปรบหรือไม่ พล.ท. ธีรนันท์ กล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องบอกใครว่าตนทำอะไรมาบ้าง เพราะภารกิจมีความหลากหลายและมีชั้นความลับ

เรื่องทั้งหมดนี้ พล.ท. ธีรนันท์ โพสต์ใน Facebook ส่วนตัวของตนเอง และไม่ได้มีเจตนาให้เป็นไวรัล หากทำให้ใครเดือดร้อนก็ขออภัย

ข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็น “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชช.

  • หลายคนไม่อ่านสิ่งที่โพสต์และเข้ามาแสดงความเห็นโดยไม่ได้ทำความเข้าใจ
  • หากต้องการวิพากษ์วิจารณ์ทหารคนใด ก็ควรกระทำโดยไม่เหมารวมทหารทั้งกองทัพ
  • หากมีการพูดจาพาดพิง ดูถูกเหยียบย่ำ ก็ควรขอโทษ เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็นใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกและความภาคภูมิใจของผู้คน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและหลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่สร้างความแตกแยก เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่สงบสุขและปรองดอง

ที่มา – “โรม” แปลกใจ เจ้ากรมข่าวทหารบก โพสต์ด้อยค่า ปชน.- “พล.ท. ธีรนันท์” โต้กลับทันที

“ธนาธร” หาเสียงลำพูน หนุนสู้อำนาจเป็นของประชาชน

“ธนาธร” ลงพื้นที่หาเสียงที่ลำพูน ควงนายก อบจ. อ้อนขอคะแนนเสียงให้พรรคประชาชน บอกเปลี่ยนลำพูนยังไม่พอ ขอเป็นรัฐบาลเปลี่ยนประเทศ พร้อมโพสต์ภาพแฟนคลับเขียนจดหมายให้กำลังใจ บอกสักวันอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ร่วมหาเสียงที่ลำพูน กับ นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ผู้สมัคร สส. เขต 1 เบอร์ 1 และนายชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์ ผู้สมัคร สส. เขต 2 เบอร์ 3 โดยมีนายกเฮง นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ. ลำพูนช่วยหาเสียง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับการต้อนรับจากพ่อค้าแม่ขายและประชาชนอย่างอบอุ่น โดยนายธนาธรระบุว่าลำพูนมีปัญหาหลักคือเรื่องเกษตร และเรื่องสวัสดิการผู้สูงวัย

“สำหรับลำพูน นโยบายที่คนสนใจเยอะเป็นเรื่องลำไย พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ซึ่งนโยบายของเรารอบนี้มีคูปองเพื่อเกษตรกร สนับสนุนการทำเกษตรทันสมัย ปรุงดิน ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ลดเผา และยังมีคูปองอุดหนุนเกษตรกรที่นำสินค้าเกษตรไปแปรรูปอีกรายละ 50,000 บาท เป็นการอุดหนุนแบบตรงเป้า ไม่ใช่แจกเงินอย่างเดียว แต่เป็นการให้เงินอุดหนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างได้ผล ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ในระยะยาว”

นายธนาธรยังกล่าวอีกด้วยว่าตลอด 10 เดือนที่พรรคประชาชนได้รับโอกาสให้บริหารลำพูน นายกเฮงและทีมงาน รวมถึงตนเอง ได้ทำงานเต็มที่เพื่อเปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนลำพูน ตอนนี้คนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง เช่น การรับมือน้ำท่วมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบแจ้งเตือนและเฝ้าระวังน้ำที่ทันสมัย มีการเปิดเส้นทางขนส่งสาธารณะใหม่ๆ ในลำพูนโดยใช้รถ EV ให้บริการ และยังมีอีกหลายโครงการที่จะทยอยเสร็จในปีนี้ แต่เปลี่ยนแค่ลำพูนยังไม่พอ ขอโอกาสในการเลือกตั้งครั้งนี้ เลือก สส. เขตพรรคประชาชนทั้ง 2 เขตที่ลำพูน เพื่อให้รัฐบาลประชาชนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ

“ธนาธร” หาเสียงลำพูน โพสต์ภาพจดหมายแฟนคลับ หนุนให้สู้จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังโพสต์ภาพจดหมายที่แฟนคลับส่งให้ พร้อมระบุข้อความว่า ได้รับจดหมายฉบับนี้ระหว่างการเดินทางพบปะประชาชนรอบนี้ที่ภาคเหนือ (เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน) มีเวลาอ่านเมื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจพวกเรา และยังยืนหยัดต่อสู้ร่วมกัน มาเดินทางร่วมกันต่อไป จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ขอบคุณจริงๆ

ขณะที่ข้อความในจดหมาย ระบุว่า ถึง คุณธนาธร และทุกคนตั้งแต่อนาคตใหม่จนถึงประชาชน

ขอบคุณครับที่พวกคุณได้ปลูกต้นไม้

ที่ชื่อว่าประชาธิปไตยนั้นมาอีกครั้ง ต้นไม้ต้นนี้

ยังค่อย ๆ เติบโตท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ

สักวันต้นไม้ต้นนี้จะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์

และสวยงาม

การเลือกตั้งหลังจากนี้ขอให้ทุกคน

อย่ายอมแพ้นะครับ มีผู้คนอีกมากมายที่จะคอย

เป็นกำลังข้างหลังพวกคุณและสู้ไปด้วยกัน

สู้ๆ ครับ

สักวันอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

“ธนาธร” เดินหน้าหาเสียงที่ลำพูน มั่นใจอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

การลงพื้นที่หาเสียงของ “ธนาธร” ที่ลำพูนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนในระดับท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ การได้รับกำลังใจจากแฟนคลับผ่านจดหมายยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ “ธนาธร” และทีมงานเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” อย่างแท้จริง

สำหรับประชาชนชาวลำพูน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนที่สามารถผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่น หรือจะเลือกผู้แทนที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ประชาชนต้องการ “ธนาธร” และพรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากชาวลำพูน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า

การที่ “ธนาธร” โพสต์ภาพจดหมายจากแฟนคลับที่ให้กำลังใจในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย จดหมายฉบับนี้เป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ “ธนาธร” และพรรคประชาชน

การเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่มีสิทธิมีเสียง ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกคนจะได้แสดงพลัง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ต้องการ

ดังนั้น อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรม และให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงกันเถอะ

ที่มา – “ธนาธร” หาเสียงลำพูน โพสต์ภาพจดหมายแฟนคลับ หนุนให้สู้จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

“ชัชวาล” ชูแคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย ครบเครื่อง!

“ชัชวาล” ชู 3 แคนดิเดตนายกฯ ไทยสร้างไทย ผลงานจับต้องได้ มือสะอาด ครบเครื่อง เป็นทางเลือกหลักของคนไทย ช่วย “หายเหนื่อย หายจน”

วันที่ 3 มกราคม 2569 นายชัชวาล แพทยาไทย เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) กล่าวถึงแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทยว่า บุคลากรระดับแม่ทัพของพรรคไทยสร้างไทย ที่มีจุดแข็งเหนือกว่าผู้นำพรรคอื่นชัดเจนในทุกมิติ โดยเฉพาะคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค เป็นนักบริหารที่มีความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์และมีทักษะการบริหารงานสำเร็จ มีผลงานโดดเด่น อาทิ โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค จนสำเร็จ โดยนั่งเป็นรัฐมนตรีถึง 4 ปีเต็ม และการจัดการวิกฤตโรคระบาดระดับโลกอย่าง SARS และไข้หวัดนก จน WHO มอบรางวัลยกย่อง คือข้อพิสูจน์ว่า คุณหญิงสุดารัตน์สามารถแปลงนโยบายยากๆ ให้เป็นความจริงที่กินได้ และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ทุกเมื่อด้วยประสบการณ์การทำงานที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

ส่วนขุนพลด้านกฎหมาย พรรคไทยสร้างไทย ชู นายโภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภาและอดีตผู้พิพากษาศาลปกครองสูงสุด ซึ่งเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับแถวหน้าของเมืองไทย ผู้อยู่เบื้องหลังการปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของ SME และคนทำมาหากิน 1,000 ฉบับ ภายในเวลา 1 ปี และการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ให้อำนาจให้คนไทย 50,000 คน ถอดถอนนักการเมืองทุจริต รวมทั้งองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ที่ทำหน้าที่ไม่สุจริต

สำหรับงานในมิติของความมั่นคงและยุทธศาสตร์การเมือง พรรคมี พล.ท.ภาราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” อดีตเลขาธิการ สมช. ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระดับประเทศและเป็นมือประสานสิบทิศในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ ซึ่งถือเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทยที่โดดเด่นเรื่องความซื่อตรงและการมองความมั่นคงผ่านเลนส์ประชาธิปไตย ทั้งนี้ แคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย 3 คนของพรรคไทยสร้างไทยคือ ส่วนผสมที่ลงตัวที่สุดระหว่าง “ประสบการณ์-ความสำเร็จ-ความซื่อสัตย์” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในผู้นำยุคปัจจุบัน โดยพรรคไม่ได้เน้นเพียงแค่การหาเสียง แต่เน้นการสร้างประเทศไทยด้วยมืออาชีพที่เชื่อมือได้และไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยเรื่องการทุจริต พร้อมที่จะนำนโยบายบำนาญประชาชน 3,000 บาท และการปฏิรูปโครงสร้างรัฐสวัสดิการมาทำให้สำเร็จเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยทุกคนอย่างยั่งยืน เหนือกว่าทุกทางเลือกที่ประชาชนเคยมีมา

“ชัชวาล” ชูแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย ผลงานจับต้องได้ มือสะอาด ครบเครื่อง

ทำไมต้องเลือกแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย?

  • ประสบการณ์: ผู้นำที่มีประสบการณ์ในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาระดับชาติ
  • ความสำเร็จ: มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และสามารถวัดผลได้จริง
  • ความซื่อสัตย์: โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เคยมีประวัติด่างพร้อยเรื่องทุจริต
  • ความครบเครื่อง: มีความรู้ความสามารถรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง

พรรคไทยสร้างไทยนำเสนอทางเลือกที่แตกต่างและดีกว่าสำหรับประชาชน ด้วยทีมผู้บริหารที่มีความสามารถและวิสัยทัศน์ มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน และพร้อมที่จะสร้างประเทศไทยให้เป็นประเทศที่น่าอยู่สำหรับทุกคน

อย่ารอช้า! ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม เลือกพรรคไทยสร้างไทยในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – “ชัชวาล” ชูแคนดิเดตนายกฯ พรรคไทยสร้างไทย ผลงานจับต้องได้ มือสะอาด ครบเครื่อง

“เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงขอนแก่น เขต 1

“เท้ง ณัฐพงษ์” ควงผู้สมัครขอนแก่นนั่งซาเล้งแห่หาเสียง ดัน “ทนายป๊อก” ป้องกันแชมป์ขอนแก่นเขต 1 พ่อค้าแม่ค้าแซว “ว่าที่นายกฯ คนใหม่” เจ้าตัวย้ำไม่หวั่นบ้านใหญ่รวมตัว

วันที่ 3 มกราคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาชน พร้อมด้วยทนายป๊อก วีรนันท์ ฮวดศรี ผู้สมัคร สส.ขอนแก่น เขต 1 พรรคประชาชน ร่วมกิจกรรม “เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงโดยใช้ขบวนรถสามล้อและมอเตอร์ไซค์พ่วงข้างแห่ไปรอบตัวเมืองขอนแก่น ทักทายประชาชนเพื่อแนะนำนโยบายของพรรคประชาชนในการเลือกตั้ง โดยกิจกรรมตลอดช่วงเช้านี้ได้รับการตอบรับจากประชาชนสองข้างทางเป็นอย่างดี ซึ่งนายณัฐพงษ์ ได้กล่าวบางช่วงระหว่างนั่งรถขอบคุณความไว้วางใจ สำหรับการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาที่ชาวขอนแก่นเลือกทนายป๊อกเข้าไปนั่งในสภาได้สำเร็จ รอบนี้ขอแรงชาวขอนแก่นอีกรอบเพื่อเข้าไปโหวตเท้งเป็นนายกคนที่ 33 บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักมีประชาชนพ่อค้าแม่ขายให้การต้อนรับและเข้ามาขอถ่ายรูป อย่างเป็นกันเอง และกล่าวชื่นชมว่า “พรรคประชาชน สู้ๆ ขอให้เท้งได้เป็นนายก”

นายณัฐพงษ์ ได้ตอบข้อซักถามของสื่อมวลชน โดยได้ถามถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ ระบุว่า มาขอนแก่นครั้งนี้เพื่อสวัสดีปีใหม่และถือโอกาสช่วยทนายป๊อก วีรนันท์ ฮวดศรี หาเสียงเพื่อป้องกันแชมป์ จังหวัดขอนแก่นถือเป็นพื้นที่สำคัญของพรรคประชาชนเพราะมีจำนวนที่นั่งถึง 11 เขต และเป็นพื้นที่ที่พี่น้องเคยมอบความไว้วางใจให้กับพวกเราถึง 3 ที่นั่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี ตนเชื่อมั่นว่าปีนี้ชาวขอนแก่นจะลงคะแนนให้พวกเรามากขึ้น เรามั่นใจว่าหากได้เป็นรัฐบาลครั้งนี้จะทำให้ประเทศดีขึ้นแน่นอน โดยเริ่มจากการเปลี่ยนขอนแก่นให้เป็นสีส้ม การเลือกตั้งครั้งนี้เรามีความพร้อมในทุกๆ ด้าน คราวนี้ผู้สมัครเรามีคุณภาพ ทีมบริหารมืออาชีพที่มีความรู้ความสามารถและคุณภาพรอบด้าน และนโยบายกลั่นกรองมาอย่างดีพร้อมทำได้จริง ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมติดตามวันที่ 11 มกราคม 2569 นี้พรรคประชาชนจะเปิดทีมบริหารที่พร้อมเข้าไปทำงานหากได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้เป็นรัฐบาล

ขอนแก่นมีทั้งหมด 11 เขตเลือกตั้ง พรรคประชาชนส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกเขต ดังนี้ วีรนันท์ ฮวดศรี เขต 1 (เบอร์ 3) อิทธิพล ชลธราศิริ เขต 2 (เบอร์ 5) ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง เขต 3 (เบอร์ 4) วุฒิรักษ์ แพงตาแก้ว เขต 4 (เบอร์ 8) คะนางค์ รักโนนสูง เขต 5 (เบอร์ 2) อภิชัย ชาตะมีนา เขต 6 (เบอร์ 3) วีรภัทร มีสกุลทิพยานนท์ เขต 7 (เบอร์ 6) ยอดเพชร อุดเมืองเพีย เขต 8 (เบอร์ 1) กมลชนก สุพรรณฝ่าย เขต 9 (เบอร์ 3) นิวัตร สระพรม เขต 10 (เบอร์ 3) ณัฏฐณิชา สารบรรณ เขต 11 (เบอร์ 3)

นายณัฐพงษ์ ยังได้ร่วมกิจกรรม พบปะประชาชนผู้สนับสนุนพรรค ณ คอฟฟี่เดอล่า บรรยากาศคึกคักแฟนคลับแน่นร้าน โดยณัฐพงษ์ได้เริ่มกล่าวทักทายประชาชน พร้อมให้ความเชื่อมั่นว่าหากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาลสามารถพาประเทศไทยดีขึ้นกว่านี้ได้แน่นอนเมื่อสองปีที่แล้วทุกคนปรามาสอดีตพรรคก้าวไกลว่าไม่สามารถเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้ แต่พวกเราก็ทำสำเร็จ ในวันนี้ทุกคนปรามาสพวกเราว่าไม่สามารถเป็นรัฐบาลได้ และการเลือกตั้งครั้งนี้พวกเราก็จะทำให้เต็มที่เพื่อเป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคนให้ได้เช่นเดียวกัน

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า การโหวตนายกครั้งล่าสุดนั้น พรรคประชาชนมีโจทย์สำคัญคือต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปลดอำนาจขององค์กรอิสระเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลั่นแกล้งทางการเมือง และใช้อำนาจรัฐกับประชาชนอย่างไม่เป็นธรรม และสิ่งที่คุณอนุทินได้กล่าวว่า ยุบสภาตามคำสั่งหัวหน้าพรรคประชาชนเป็นเพียงการโหนส้มสร้างความชอบธรรม ไส้ในไม่เคยคิดเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญว่าทำไมต้องเลือกพรรคประชาชนให้ได้เสียงสูงที่สุดเพราะหากเรามีเสียงที่มั่นคงเพียงพอก็จะสามารถทำให้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาลและผลักดันวาระนโยบายที่อยากให้ประชาชนได้เพราะพวกเราไม่มีผลประโยชน์กับนายทุนคนใด ดังนั้นหากเรามีการเมืองที่ดีได้แล้วประเทศไทยก็จะสามารถดึงดูดคนเก่งและมีคุณภาพเข้ามาร่วมงานได้มากขึ้นเพื่อสร้างประเทศไทยที่เป็นของประชาชน

ทั้งนี้นายณัฐพงษ์มีกำหนดการขึ้นเวทีปราศรัย “เลือกตั้งเทื่อเดียว เปลี่ยนอนาคตขอนแก่น” ณ BirdGarden เวลา 18.00 น. ก่อนเดินทางไปช่วยผู้สมัครอุดรธานีหาเสียงในวันที่ 4 มกราคม 2569 ต่อไป

“เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ขอนแก่น เขต 1

การ“เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้สมัครและพรรคประชาชนในการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่อย่างใกล้ชิด การใช้รถซาเล้งเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงความเรียบง่ายและเข้าถึงง่าย ทำให้ผู้สมัครสามารถพูดคุยและรับฟังปัญหาของประชาชนได้อย่างตรงจุด การที่แม่ค้าแซวว่า “ว่าที่นายกฯ คนใหม่” แสดงให้เห็นถึงความหวังและความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อพรรคประชาชนและตัวนายณัฐพงษ์เอง

ทำไม “เท้ง” ถึงเลือกนั่งซาเล้งแห่หาเสียง?

การเลือกใช้รถซาเล้งในการ “เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียง ครั้งนี้อาจมองได้ว่าเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด เพราะนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายแล้ว ยังสามารถเข้าถึงตรอกซอกซอยต่างๆ ได้อย่างสะดวก และสร้างความแปลกใหม่ให้กับประชาชนที่พบเห็น การที่นายณัฐพงษ์ลงมาใกล้ชิดกับประชาชนเช่นนี้ ย่อมสร้างความประทับใจและทำให้ประชาชนรู้สึกว่าผู้สมัครให้ความสำคัญกับพวกเขาอย่างแท้จริง

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริง การติดตามข่าวสารและนโยบายของผู้สมัครแต่ละพรรค จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลและรอบด้าน เลือกคนที่ใช่ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “เท้ง” นั่งซาเล้งแห่หาเสียงช่วยผู้สมัคร สส.ขอนแก่น เขต 1 แม่ค้าแซว “ว่าที่นายกฯ คนใหม่”

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้นจริงหรือ?

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น มั่นใจพรรคเพื่อไทยตีตื้นได้หลังลงพื้นที่ครบสัปดาห์ โว! กระแสตอบรับดี ฟาก “ยศชนัน” คะแนนนิยมดีขึ้นหลังเปิดตัว จ่อเปิดนโยบายหมัดเด็ด 2 ระลอก เผยพบพิรุธลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าบางพื้นที่มากผิดปกติ หวั่นซื้อเสียงเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 08.15 น. วันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการหาเสียงครบ 1 สัปดาห์จะต้องมีการปรับแผนหรือเพิ่มกลยุทธ์อะไรหรือไม่ว่า ช่วงนี้เรามีการวางแผนไปจนถึงจบการเลือกตั้ง ในเรื่องของการดีเบต ในส่วนของเวทีต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เรามีการกำหนดผู้ปราศรัย ซึ่งตนและนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย จะได้ลงทุกพื้นที่พร้อมกับพบปะพี่น้องประชาชน วันนี้เราพร้อมทุกอย่าง ส่วนต้องปรับอะไรนั้นอาจจะมีหน้างานบ้าง แต่ส่วนใหญ่เราค่อนข้างพร้อม และมีกำหนดที่จะเปิดนโยบายสำคัญอีก 2 ช่วง ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน

เมื่อถามถึงความนิยมของแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ที่ครั้งนี้หลายโพลมองว่าจะมาเป็นอันดับ 3 จะมีนโยบายอะไรที่จะดึงเสียงความนิยมของประชาชนกลับมาเหมือนเดิม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำหรับผลโพลขณะนี้ ตนมองว่าเป็นเรื่องแปลกที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้อยู่ในการแข่งขัน พอดูจากผลโพลก็พบว่าพรรคเพื่อไทยเริ่มที่จะจ่อขึ้นมาแล้ว จากที่ไม่มีชื่อของนายยศชนัน แต่เมื่อเปิดชื่อออกมา 15 วัน ความนิยมจ่อขึ้นมาแล้ว และจากการทำงาน โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะนำเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยเป็นตัวเต็ง แต่ก็มีการพลิกแซงในโค้งสุดท้าย ดังนั้นอย่าไปคิดว่าประชาชนเป็นของตาย หรือประชาชนมีความแน่นอน เพราะประชาชนมีโอกาสและมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ และเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล ฉะนั้นการทำงานอย่างหนักจึงจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ประชาชนได้รู้ถึงความตั้งใจและแนวนโยบายของพรรคเรา

เมื่อถามว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยจะมีกลยุทธ์อย่างไร นายจุลพันธ์ กล่าวว่า หากมาเดินพบปะประชาชนเช่นพวกตน จะเห็นว่าเรามีโอกาสสูงมาก วันนี้การตอบรับแต่ละพื้นที่แต่ละชุมชนเป็นไปด้วยดี พี่น้องประชาชนให้การตอบรับ ฉะนั้นตนจึงไม่ได้เป็นห่วงในประเด็นนี้ และนโยบายของเรายังออกไม่หมด และจะมีนโยบายทีเด็ดทีขาดที่จะนำมาให้พี่น้องประชาชนตัดสินใจ ซึ่งจะมีการออกนโยบายอีก 2 ระลอก แต่คงไม่ช้าถึงขณะที่ออกในสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง โดยคาดว่าในต้นปีนี้จะออกมา 1 นโยบาย ขอให้ประชาชนรอติดตาม

เมื่อถามถึงผู้สมัครในพื้นที่อื่นๆ ได้มีการรายงานปัญหาอุปสรรคหรือข้อพิรุธเข้ามาหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวยอมรับว่า มีปัญหาพอสมควร และมีเรื่องที่น่ากังวลคือการทุจริตคอร์รัปชั่น การทำลายป้ายหาเสียง และอย่างที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ว่าอย่าไปโทษผู้สมัคร แต่ทุกพรรคต้องกำชับอย่างจริงจัง ว่าอย่าให้มีการทำร้ายหรือทำลายป้ายหาเสียง ซึ่งช่วงนี้เริ่มจะเห็นว่ามีการทำลายป้ายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นสัญญาณว่ากระแสความนิยมของพรรคกำลังกลับมาอย่างดี ซึ่งตนขอความกรุณาผู้สมัครแต่ละพรรคการเมือง ให้ช่วยกันเน้นย้ำเรื่องดังกล่าวนี้

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งมีการส่งข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ เช่น การเก็บบัตรประชาชนตามพื้นที่ต่างจังหวัด และอีกเรื่องคือมีตัวเลขในการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่เยอะผิดปกติในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่อันตราย พวกเราในฐานะฝ่ายการเมืองจะติดตามอย่างใกล้ชิด ขณะที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ก็ขอให้ดำเนินภารกิจตามหน้าที่ของท่านในการติดตามการทุจริตคอร์รัปชั่น การซื้อสิทธิ์ขายเสียงอย่างเข้มข้นด้วย

เมื่อถามย้ำว่ามีตัวเลขหรือข้อมูลหรือไม่สำหรับการเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผิดปกติ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า จะมีการรวบรวมข้อมูลและนำเสนออีกครั้ง เพราะมีบางพื้นที่เท่านั้นที่มีตัวเลขโดดผิดปกติ ซึ่งไม่ใช่การย้ายที่อยู่ เพราะมีระยะเวลาตามกฎหมายกำหนดอยู่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีผู้ประสงค์ใช้สิทธิ์เลือกตั้งล่วงหน้า เยอะกว่าค่าเฉลี่ยปกติ เพื่อให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ก่อนวันเลือกตั้งเพื่อสะดวกในการซื้อสิทธิ์ขายเสียง

“จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น

“จุลพันธ์” มองอนาคต “ยศชนัน-เพื่อไทย” คะแนนดีขึ้น จริงหรือไม่?

จากข้อมูลที่นายจุลพันธ์ได้ให้สัมภาษณ์นั้น ทำให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่คะแนนนิยมของนายยศชนันและพรรคเพื่อไทยเริ่มดีขึ้นเป็นสัญญาณที่ดี แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถรักษาและเพิ่มคะแนนนิยมได้หรือไม่ นอกจากนี้ การพบพิรุธเกี่ยวกับการเลือกตั้งล่วงหน้าก็เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

การออกมาให้ข้อมูลของ “จุลพันธ์” ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคเพื่อไทยที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน ดังนั้น ประชาชนควรติดตามข้อมูลและนโยบายของพรรคอย่างใกล้ชิด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “จุลพันธ์” เผยคะแนน “ยศชนัน-เพื่อไทย” ดีขึ้น แฉ ตจว. เริ่มเก็บบัตรประชาชน

“จุลพันธ์” หาเสียงสวนหลวงเจอ แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ”

“จุลพันธ์” ควง “เพ็ญพิสุทธิ์” เดินหาเสียงชุมชนสวนหลวง 1 เจอแฟนคลับเพื่อไทยโชว์แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ” บอกติดตามตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว เล็งผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชน สวนผู้สมัคร ภท.พร้อมจับมือทักทายสวัสดีปีใหม่ก่อนแยกกันหาเสียง

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ชุมชนสวนหลวง 1 พรรคเพื่อไทย นำโดยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ช่วย น.ส.เพ็ญพิสุทธิ์ จินตโสภณ ผู้สมัคร สส.กทม.เขต 3 นายณณัฏฐ์ หงส์ชูเวช นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมลงพื้นที่ชุมชนสวนหลวง 1 ซึ่งเป็นชุมชนชาวมุสลิม เขตบางคอแหลม โดยเมื่อนายจุลพันธ์และคณะเดินทางมาถึง นายจุลพันธ์พร้อมผู้สมัคร ได้เดินทักทายประชาชน พ่อค้าแม่ค้า ระหว่างทางเจอนายสาโรช ต่อเทียนชัย ผู้สมัคร สส.กทม.พรรคภูมิใจไทย โดยได้มีการจับมือทักทายสวัสดีปีใหม่ พร้อมแนะนำตัว และอวยพรให้โชคดี ก่อนแยกย้ายเดินหาเสียงกันต่อ

นอกจากนี้มีประชาชนมอบดอกกล้วยไม้ให้กำลังใจนายจุลพันธ์และทีมผู้สมัคร โดยตลอดทางนายจุลพันธ์ได้มีการฝาก น.ส.เพ็ญพิสุทธิ์ ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคเพื่อไทย เขต 3 และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ตลอดทาง

จากนั้นคณะได้เดินเข้าตลาดริมคลองเจริญกรุง 103 ชุมชนสวนหลวง 1 พบปะประชาชนโดยมีประชาชนถามหานายยศชนันด้วย และชาวบ้านได้อวยพรวันปีใหม่ รวมถึงมีบ้านหลังหนึ่งบอกว่าติดตามพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่ยุคนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมโชว์ธนบัตร 20 บาทที่มีลายเซ็นของนายทักษิณ และบอกว่าลายเซ็นนี้ได้มาตั้งแต่สมัยหาเสียงใหญ่ที่สนามหลวงตั้งแต่ 20 ปีที่แล้ว

นายจุลพันธ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ว่า การลงพื้นที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนดีมาก ซึ่งพื้นที่นี้พรรคเพื่อไทยมีความใกล้ชิด เนื่องจากบ้านของตนและครอบครัวก็ทำมาหากินอยู่แถวนี้ ตระกูลโบราณเป็นคนจีนอยู่ในแถวนี้ ซึ่งพื้นที่นี้มีความผูกพันกับตน วันนี้ลงมาพบปะพี่น้องประชาชนได้สัมผัสถึงการตอบรับที่ดี ซึ่งการตอบรับของพรรคเพื่อไทยในช่วงนี้ ก็ได้รับรอยยิ้ม และการต้อนรับขับสู้ที่ดี ถือเป็นกำลังใจที่ดีให้กับผู้สมัคร และวันนี้เข้ามาที่ตลาดยิ่งประทับใจ เพราะได้เห็นศักยภาพในพื้นที่ ซึ่งมีการพูดคุยกันว่าพื้นที่นี้เป็นตลาดที่มีอัตลักษณ์ และมีความแปลก มีความเป็นธรรมชาติ และเป็นชุมชนจริงๆ พรรคเพื่อไทยมาเดินก็มีความสุข แต่คนที่มาจับจ่ายใช้สอยส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ จึงต้องมาคิดกันว่าในอนาคตจะสามารถดึงคนนอกชุมชนเข้ามาเดินเล่น มาเยี่ยมชมซื้อของได้อย่างไร ซึ่งเป็นแนวทางของพรรคเพื่อไทยในการสร้างโอกาส สร้างรายได้ใหม่ๆ ให้ชุมชน

“จุลพันธ์” หาเสียงสวนหลวงเจอ แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ”

เรื่องราวการลงพื้นที่หาเสียงของ “จุลพันธ์” ที่สวนหลวง ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ได้พบกับแฟนคลับที่แสดงออกถึงความชื่นชมที่มีต่ออดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผ่านการโชว์ธนบัตร 20 บาทที่มีลายเซ็น ซึ่งเป็นภาพที่น่าประทับใจและสะท้อนถึงความผูกพันระหว่างนักการเมืองกับประชาชนได้เป็นอย่างดี

ทำไมนายจุลพันธ์ถึงได้รับการตอบรับที่ดีในการหาเสียงที่สวนหลวง?

การที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้รับการตอบรับที่ดีในการลงพื้นที่หาเสียงที่สวนหลวงนั้น มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจ ปัจจัยแรกคือความใกล้ชิดกับพื้นที่ เนื่องจากนายจุลพันธ์เองก็มีพื้นเพและครอบครัวที่ทำมาหากินอยู่ในย่านนี้ ทำให้เขามีความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของคนในชุมชนเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและรายได้ให้กับชุมชน ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านให้การสนับสนุน เพราะพวกเขามองเห็นถึงศักยภาพของพื้นที่ และเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถผลักดันให้ชุมชนสวนหลวง 1 กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้

การที่แฟนคลับโชว์แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ” ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคเพื่อไทยและอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังคงมีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่นี้

สถานการณ์ “จุลพันธ์” หาเสียงสวนหลวงเจอ แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ” แสดงให้เห็นถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงนี้เต็มไปด้วยสีสันและความน่าสนใจ การแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นไปอย่างเข้มข้น และประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเข้ามาบริหารประเทศต่อไป

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ที่มา – “จุลพันธ์” หาเสียงสวนหลวง เจอแฟนคลับโชว์แบงก์ 20 ลายเซ็น “ทักษิณ”

พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ


พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โต้ “สม รังสี” ชี้กัมพูชาต้องจ่ายค่าเสียหาย

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ พร้อมนายเจษฎ์ โทณะวณิก นำผู้สมัคร สส.กทม. พรรครักชาติ ร่วมสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2569 เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและความเสียสละของเหล่าวีรชนผู้กล้าหาญ

พรรครักชาติได้นำดอกเบญจมาศสีขาว มาร่วมแสดงความเคารพและระลึกถึงคุณงามความดีของทหารกล้าที่ได้สละชีพเพื่อปกป้องชาติไทย ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญที่แสดงถึงความกล้าหาญและความเสียสละของทหารไทย

นายเจษฎ์ โทณะวณิก ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่นายสม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา เรียกร้องให้ชาวกัมพูชาฟ้องร้องให้ไทยชดใช้ค่าเสียหายจากการบุกรุกและทำลายทรัพย์สินของกัมพูชา โดยนายเจษฎ์กล่าวว่า กัมพูชาต่างหากที่ต้องรับผิดชอบและชดใช้ค่าเสียหาย

นายเจษฎ์ กล่าวว่า การที่นายสม รังสี กล่าวหาว่าไทยต้องชดใช้ค่าเสียหายนั้นไม่ถูกต้อง เพราะกัมพูชาต่างหากที่ยังคงคุกคามไทยอย่างต่อเนื่อง การกล่าวหาเช่นนี้เป็นการบิดเบือนความจริงและสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน

“คนที่ต้องจ่ายค่าเสียหายให้เราคือกัมพูชา ไม่ใช่เราจ่ายค่าเสียหายให้กัมพูชา” นายเจษฎ์กล่าวอย่างหนักแน่น

พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกล่าวหาและการตอบโต้กันระหว่างผู้นำและนักการเมืองของทั้งสองประเทศ

ทำไมพรรครักชาติจึงให้ความสำคัญกับการสดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

การสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงความเคารพและความกตัญญูต่อผู้ที่เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง การกระทำเช่นนี้เป็นการปลุกจิตสำนึกรักชาติและความสามัคคีในหมู่ประชาชน

นอกจากนี้ การที่พรรครักชาติออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาของนายสม รังสี ยังเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติไทย พรรครักชาติเห็นว่าการกล่าวหาของนายสม รังสี เป็นการยั่วยุและสร้างความแตกแยก ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

พรรครักชาติจึงขอเรียกร้องให้ประชาชนชาวไทยร่วมกันเป็นกำลังใจให้กับทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องชายแดน และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้มีความเข้มแข็งและมั่นคง

การออกมาแสดงจุดยืนของพรรครักชาติในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีรัฐบาลที่เข้มแข็งและมีความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การเลือกตั้งที่จะมาถึงจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การสดุดีทหารกล้าที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความกตัญญูต่อผู้ที่เสียสละเพื่อชาติบ้านเมือง

ดังนั้น เราจึงควรตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ และสนับสนุนผู้ที่ตั้งใจจริงที่จะทำเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง พรรครักชาติ สดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อย้ำเตือนถึงความเสียสละและปลุกจิตสำนึกรักชาติ

ที่มา – พรรครักชาติ ร่วมสดุดีทหารกล้า อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โต้ “สม รังสี” ชี้กัมพูชาต้องจ่ายค่าเสียหาย

Scroll to top