ข่าวการเมืองเลือกตั้ง

เท่าพิภพ ซัดเปลืองเน็ต! ไอซ์เย้ยพวกเทา

“ไอซ์ รักชนก” เดินช่วย “เท่าพิภพ” หาเสียง ย้ำ “มีส้มไม่มีเทา” ตอนนี้ออกไปหมดแล้ว เย้ยดูไว้พวกอยากแทรกซึมเข้ามา ด้าน “เท่าพิภพ” ฉะ พรรคอื่นค้านเปลี่ยนตัว บอกไม่ใช่เขตแรกที่ทำ ไล่ไปถาม “เนวิน ชิดชอบ” บอกอ่านข่าวนี้แล้ว เปลืองเน็ตฉิบหาย

วันที่ 2 ม.ค. 2569 นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มาช่วยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช) ที่หน้าวัดรวกสุทธารามท่ามกลางกระแสการตั้งคำถามถึงเรื่องดรามาการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร

นายเท่าพิภพ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ผู้สมัครพรรคอื่น ไปฟ้องเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ว่า แน่นอนตนถอนหายใจหลายรอบ ว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ว่านี่จะต้องขอสื่อมวลชนทุกท่าน ว่าการเสนอข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ดี ข้อมูลในโลกใบนี้มี 4 อย่าง 1. ข้อเท็จจริงที่เถียงกันไม่ได้ 2. บางอย่างอาจจะเข้าใจผิด อาจจะเขลา 3. การสร้างเฟคนิวส์ใส่ร้าย

“แต่กรณีนี้เข้าข้อ 4 คือ ไม่ใช่เฟคนิวส์แต่เข้าข่ายไร้สาระ เป็นอะไรที่คุณเปิดเน็ตขึ้นมาแล้ว เปลืองเน็ตฉิบหาย เอาค่าอินเตอร์เน็ตของฉันกลับคืนมา ขอว่าอย่าไปนำเสนอข่าวพวกนี้เลย กกต. เขาก็บอกอยู่แล้ว และไม่ใช่เขตแรกที่ทำ บุรีรัมย์เคยมีเปลี่ยน คุณไม่ไปถามเนวินบ้างล่ะครับ” นายเท่าพิภพ กล่าว

ด้านนางสาวรักชนก ที่เดินทางมาช่วยหาเสียงในวันนี้ด้วย กล่าวว่า หลายคนอาจจะมองว่าเขต 33 เป็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนที่ถูกโจมตีอยู่ ซึ่งเราก็น้อมรับ แต่ว่าสบายใจได้ตอนนี้ เราได้ตัวชัวร์มาแล้ว คือ นายเท่าพิภพ ตนเองเชื่อว่าการทำงานตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาของเท่าพิภพ ทั้งงานพื้นที่และงานสภา จะสามารถเรียกคืนความไว้วางใจการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนได้

นอกจากนี้ นางสาวรักชนก กล่าวว่า เคสนี้ถูกโจมตีเยอะ และเวลาที่เราเจอนักการเมืองสีเทา หรือข้าราชการสีเทา เราก็อยากให้ ติดคุก หรือถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ เพราะฉะนั้น “มีส้มไม่มีเทา” พวกเราเอาจริง ตั้งแต่ในพรรคของเราเอง ไม่ได้พูดเพื่อเอาเท่ แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ยืนยันว่า เราเริ่มจากพรรคตนเองก่อน ซึ่งขณะนี้เราพิสูจน์ให้ประชาชนเห็น หลายคนอาจจะพูดว่า ใครบอกมีส้มไม่มีเทา แต่มีเยอะเลย ย้ำว่า ตอนนี้ทุกคนออกไปหมดแล้ว พร้อมยืนยันว่าหากเราเจอคนที่มีปัญหาทางข้อกฎหมาย การทำผิดกฎหมาย เราไม่นิ่งนอนใจ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชน คัดคนที่ประวัติเครดิต และขอประวัติอาชญากรด้วย แต่หมายจับเพิ่งมาในวันที่ทุกคนได้ทราบ และหลังจากที่ได้ทราบ ก็ไม่ได้นิ่งเฉยดำเนินการให้ออกจากการเป็นผู้สมัครทันที

นางสาวรักชนก ยืนยันอีกครั้งว่า หากเราเจอในพรรคเรา เราไม่เอาไว้ เราไม่ให้เป็น สส. และไม่ให้เป็นรัฐมนตรีสีเทา สีเทาตรงไหนอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคประชาชน ก็ดูเอาไว้ว่า การแทรกซึมอาจจะเข้าได้ แต่ว่าสุดท้ายเราก็ไม่เอาอยู่ดี และอาจจะติดคุกก่อนใคร ก่อนที่จะอยู่กับพรรคอื่น

ทั้งนี้ขณะช่วยหาเสียง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้มาลงพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 33 ช่วยหาเสียงให้กับนายเจตน์สฤษฏิ์ เลิศธนสาร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ด้วย โดยนายเท่าพิภพ และนายองอาจได้จับมือทักทายกันด้วย

เท่าพิภพ ซัดเปลืองเน็ต ข่าวร้องเรื่องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร “ไอซ์” เย้ยพวกเทาอย่าคิดเข้ามา

“เท่าพิภพ” มองประเด็นเปลืองเน็ตคืออะไร?

จากกรณีที่มีผู้สมัครพรรคอื่นไปร้องเรียนเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้สมัครนั้น นายเท่าพิภพมองว่าเป็นประเด็นที่ “เปลืองเน็ต” เพราะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่ถูกนำเสนอต่อสาธารณชน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่คล้ายคลึงกันในอดีตและตั้งคำถามถึงการเลือกปฏิบัติในการนำเสนอข่าว

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงมุมมองของนักการเมืองต่อการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบัน ที่บางครั้งอาจให้ความสำคัญกับประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมเท่าที่ควร การตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องก่อนการเผยแพร่จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม

การแสดงความเห็นของเท่าพิภพในครั้งนี้ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวการเมือง รวมถึงความรับผิดชอบในการกลั่นกรองข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อสาธารณชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน

ในขณะที่ “ไอซ์ รักชนก” ได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคประชาชนที่ชัดเจนในเรื่องความโปร่งใสและไม่สนับสนุนนักการเมืองสีเทา โดยย้ำว่าพรรคได้ดำเนินการคัดกรองผู้สมัครอย่างเข้มงวดและพร้อมที่จะลงโทษผู้ที่กระทำผิด ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในสังคม ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นดังกล่าวควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเคลื่อนไหวของทั้งสองท่าน เท่าพิภพ และ ไอซ์ รักชนก แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ความคิดเห็นของพวกเขาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในสังคมและกระตุ้นให้ประชาชนคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “เท่าพิภพ” ซัด เปลืองเน็ต ข่าวร้องเรื่องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร “ไอซ์” เย้ยพวกเทาอย่าคิดเข้ามา

“หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม.


“หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม.

พรรคโอกาสใหม่ เปิดตัว “ไข่มุก” นักร้องนำวงพริกไทย หลานสาวหมอทศพร ชิงสนาม กทม. ท้าชนเขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา หลังเคยชิมลางงานการเมืองมาแล้ว ชูแก้ความยากจน สาธารณสุข

วันที่ 2 ม.ค. 2569 พรรคโอกาสใหม่ สร้างความฮือฮา เปิดตัว น.ส.ปัณณรัตน์ พนิตสิรินันท์ หรือ “ไข่มุก” นักร้องนำวงพริกไทย และนางสาวไทยจังหวัดแพร่ ปี 2568 (Road to Miss Thailand 2025) ซึ่งเป็นหลานสาวของนายแพทย์ทศพร เสรีรักษ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อันดับ 2 และผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ อันดับ 3 ของพรรคโอกาสใหม่ ลงสนามการเมืองอย่างเต็มตัว ในฐานะผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา หลังจากก่อนหน้านี้เคยชิมลางการเมืองมาแล้วในตำแหน่งที่ปรึกษาประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข และ อนุกรรมาธิการกลั่นกรองเรื่องที่เข้าสู่การพิจารณา

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ ระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ พร้อมเป็นทางเลือกใหม่ให้ประชาชน ด้วยการหลอมรวมบุคลากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้ง นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ผู้มีประสบการณ์บริหารรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ รวมถึงบุคลากรซึ่งเป็นผู้สมัครของพรรคอีกหลายคน อาทิ น.ส.ปัณณรัตน์ พนิตสิรินันท์ ที่สนใจจะผลักดันการแก้ไขปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนยากจน ผู้สูงอายุ กลุ่มเปราะบาง และงานสาธารณสุข ซึ่งมองว่ายังเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองอื่นให้ความสำคัญไม่มากนัก ขณะที่พรรคโอกาสใหม่ได้เตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้อย่างจริงจัง

“ไข่มุก พริกไทย” กับเส้นทางการเมือง

การลงสมัคร สส. ของ “ไข่มุก พริกไทย” นับเป็นอีกก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของเธอ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้สั่งสมประสบการณ์ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการต่างๆ ในสภา ซึ่งทำให้เธอได้เรียนรู้และเข้าใจถึงปัญหาต่างๆ ที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทย

ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ “ไข่มุก พริกไทย” จึงตัดสินใจลงสมัคร สส. ในนามพรรคโอกาสใหม่ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน และผลักดันนโยบายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนยากจน ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง

นอกจากปัญหาความยากจนแล้ว “ไข่มุก พริกไทย” ยังให้ความสำคัญกับปัญหาสาธารณสุข โดยมองว่าการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ดังนั้นเธอจึงมีนโยบายที่จะพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้อย่างเท่าเทียมกัน

การตัดสินใจของ นพ.ทศพร ที่จะส่งหลานสาวอย่าง “ไข่มุก พริกไทย” ลงชิงเก้าอี้ สส. ในนามพรรคโอกาสใหม่ ถือเป็นการเดิมพันที่น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ทางการเมืองของ นพ.ทศพร กับความสดใหม่และความมุ่งมั่นของ “ไข่มุก พริกไทย” ซึ่งอาจจะสร้างความแตกต่างและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน

สำหรับเขต 3 บางคอแหลม-ยานนาวา ถือเป็นสนามเลือกตั้งที่น่าจับตามอง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางสังคมและเศรษฐกิจ และมีผู้สมัครจากหลายพรรคการเมืองลงชิงชัย ทำให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเข้มข้น ดังนั้นการที่ “ไข่มุก พริกไทย” ตัดสินใจลงสมัครในเขตนี้ จึงเป็นการพิสูจน์ให้เห็นถึงความมั่นใจและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ

อย่างไรก็ตาม การที่ “ไข่มุก พริกไทย” เป็นหลานสาวของ นพ.ทศพร อาจจะเป็นทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะในขณะที่เธออาจจะได้รับความสนใจและได้รับการสนับสนุนจากฐานเสียงของ นพ.ทศพร แต่เธอก็อาจจะต้องเผชิญกับข้อครหาเรื่องการใช้อิทธิพลหรือเส้นสาย ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของเธอที่จะต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าเธอมีความสามารถและความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อส่วนรวม

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญของ “ไข่มุก พริกไทย” ว่าเธอจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ และได้รับการยอมรับจากประชาชนในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพได้หรือไม่

การที่พรรคโอกาสใหม่ส่ง “หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ลงชิงเก้าอี้ กทม. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชน ในขณะที่ “ไข่มุก พริกไทย” เองก็แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญและความพร้อมที่จะเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อพัฒนาประเทศ

ร่วมติดตามและให้กำลังใจ “ไข่มุก พริกไทย” ในเส้นทางการเมืองของเธอ และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทย

ที่มา – “หมอทศพร” ส่งหลานสาว “ไข่มุก พริกไทย” ชิงเก้าอี้ กทม. ให้พรรคโอกาสใหม่

ไทยสร้างไทย ปล่อยป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ!


ไทยสร้างไทย ปล่อยป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ!

พรรคไทยสร้างไทย ฉีกทุกกฎป้ายหาเสียง ประเดิมปล่อยไอเดียป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ ให้ ผู้สมัคร สส.กทม. ขูดเลขที่ต้นไม้ เผยหลังปีใหม่มีเซอร์ไพรส์อีกชุดใหญ่

วันที่ 2 มกราคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย ปล่อยป้ายหาเสียงสุดครีเอทีฟ ประเดิมด้วยนโยบายส่งเสริมการออมอย่าง “หวยบำเหน็จ” ที่นำเอาความชอบลุ้นโชคของคนไทยมาเปลี่ยนเป็นเครื่องมือการออม พร้อมชูคอนเซปต์เปลี่ยนเงินที่เคยเสียเปล่าจากการซื้อหวยให้กลายเป็นเงินฝากที่จะได้รับคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อเกษียณ ถือเป็นการเริ่มต้นสื่อสารนโยบายที่เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ และฉีกกรอบการหาเสียงแบบเดิมๆ ที่มักเน้นแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จับต้องยาก มาเป็นการใช้วิถีชีวิตที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด

โดยในภาพ คือ นายแทนรัก ศาตะมาน ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคไทยสร้างไทย กำลังขูดเลขที่ต้นไม้ เป็นเลข 48 พร้อมระบุว่า “ขูดเข้าไป ยังไงก็มีเงินเก็บ” พร้อมระบุด้วยว่า หายเหนื่อย กับหวยบำเหน็จ คืนทั้งต้น คืนทั้งดอก เมื่ออายุครบ 60, 80 ปี

พรรคไทยสร้างไทย ยังระบุด้วยว่า นี่เป็นเพียงการอุ่นเครื่องเท่านั้น เพราะหลังปีใหม่ 2569 นี้ พรรคไทยสร้างไทยเตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วย “ป้ายหาเสียงไอเดียสุดล้ำ” ชุดใหญ่ที่จะกระจายตัวไปทั่วพื้นที่ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์พรรคที่คิดต่างและทำจริง ซึ่งป้ายชุดใหม่นี้จะยิ่งมีความครีเอทีฟและเข้าถึงปัญหาเชิงลึกของชาวบ้านในแบบที่คาดไม่ถึงแน่นอน

ไทยสร้างไทย กับนโยบาย “หวยบำเหน็จ” ที่น่าจับตา

แนวคิดเรื่อง “หวยบำเหน็จ” ของพรรคไทยสร้างไทย ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมผสานความบันเทิงและความมั่นคงทางการเงินเข้าด้วยกันอย่างลงตัว คนไทยจำนวนมากชื่นชอบการเสี่ยงโชค และการซื้อหวยก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การที่พรรคไทยสร้างไทยมองเห็นโอกาสตรงนี้ และนำมาพัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

ทำไมนโยบาย “หวยบำเหน็จ” ถึงโดนใจคนไทย?

  • เข้าใจง่าย: นโยบายนี้ไม่ได้ซับซ้อน เข้าใจง่าย และตรงไปตรงมา คนทั่วไปสามารถเข้าใจแนวคิดพื้นฐานได้ทันที
  • จับต้องได้: การเปลี่ยนเงินที่เคยจ่ายไปกับการซื้อหวยให้กลายเป็นการออมที่ได้ดอกผลตอบแทน เป็นสิ่งที่จับต้องได้และสร้างแรงจูงใจ
  • ตอบโจทย์: นโยบายนี้ตอบโจทย์ความต้องการของคนที่ต้องการออมเงิน แต่ยังอยากมีโอกาสลุ้นโชคไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ การที่พรรคไทยสร้างไทยเลือกใช้ป้ายหาเสียงที่ครีเอทีฟและแตกต่าง ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสื่อสารกับประชาชนด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่น่าสนใจ การขูดเลขที่ต้นไม้เพื่อสื่อถึงนโยบาย “หวยบำเหน็จ” เป็นไอเดียที่สร้างสรรค์และดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้นโยบาย “หวยบำเหน็จ” เป็นจริงได้ และบริหารจัดการอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเงินออมของพวกเขาจะปลอดภัยและได้รับผลตอบแทนอย่างที่คาดหวังไว้ นอกจากนี้ การให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้พิจารณานโยบายของแต่ละพรรคอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และเลือกพรรคที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตนเองได้ดีที่สุด นโยบาย “หวยบำเหน็จ” ของพรรคไทยสร้างไทย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการเริ่มต้นการออมและวางแผนอนาคตทางการเงินของตนเอง

ที่มา – ไทยสร้างไทย ปล่อยป้ายหาเสียงสุดครีเอทีฟให้ผู้สมัครขูดเลขที่ต้นไม้ ชูนโยบาย “หวยบำเหน็จ”

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แห่หาเสียงโคราช ขอคะแนน!

“ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” แห่หาเสียงโคราช อ้อนขอคะแนนเสียงจากชาวโคราชแต่เช้าตรู่ เพื่อป้องกันเขตเดิมและรุกเพิ่มในเขตใหม่ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2568 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ได้ลงพื้นที่ช่วย นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ ผู้สมัคร สส.นครราชสีมา พรรคประชาชน พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณชาวจังหวัดนครราชสีมาที่เคยให้คะแนนเสียงสนับสนุนพรรคก้าวไกลเดิมกว่า 5 แสนคะแนน จนทำให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สส.แบบแบ่งเขตถึง 3 ที่นั่ง จากทั้งหมด 16 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา

การเริ่มต้นการหาเสียงในเช้าวันนี้ เริ่มต้นด้วยการเดินพบปะประชาชนตามตลาดสำคัญต่างๆ ในตัวเมืองนครราชสีมา ไม่ว่าจะเป็นตลาดหลักเมือง ตลาดประปา ตลาดหัวรถไฟ และตลาดใหม่แม่กิมเฮง ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเขตพื้นที่ของ นายปิยชาติ รุจิพรวศิน ผู้สมัคร สส. เขต 2 และ นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ ผู้สมัคร สส. เขต 3 จากนั้นในช่วงบ่ายโมง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ พร้อมด้วยบรรดาผู้สมัคร สส. นครราชสีมา มีกำหนดการเดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี หรือย่าโม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวโคราช

สำหรับในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชนได้ส่งผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 16 เขตในจังหวัดนครราชสีมา ประกอบด้วย นายฉัตร สุภัทรวณิชย์ เขต 1 (เบอร์ 7), นายปิยชาติ รุจิพรวศิน เขต 2 (เบอร์ 7), นายศุทธสิทธิ์ พจน์ฐศักดิ์ เขต 3 (เบอร์ 5), นายภาคภูมิ ประชญาภูมิวงศ์ เขต 4 (เบอร์ 3), นายกฤศวัฒน์ เลิศวิริยาภรณ์ เขต 5 (เบอร์ 4), นางสาวธัญญาภรณ์ กุลนอก เขต 6 (เบอร์ 8), นายอธิรัฐ รัตนเศรษฐ เขต 7 (เบอร์ 6), นายศาสตรา นากระโทก เขต 8 (เบอร์ 5), นายเศวตโชติ ตันติกุล เขต 9 (เบอร์ 5), นางสาวดวงทิพย์ ปานรักษา เขต 10 (เบอร์ 4), นายณฐพงศ์ สอบกิ่ง เขต 11 (เบอร์ 5), นายชรินทร์ ทำดี เขต 12 (เบอร์ 2), นางสาวนาลันทา บุญชิต เขต 13 (เบอร์ 6), นายหนึ่ง ขัติยะนนท์ เขต 14 (เบอร์ 1), นายบรรดูลย์ พูนรัตนบัณฑิตย์ เขต 15 (เบอร์ 4) และ นายแพทย์อุสมาน ปาทาน เขต 16 (เบอร์ 5)

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวขอโอกาสจากพี่น้องประชาชนชาวนครราชสีมา ให้ลงคะแนนเสียงให้พรรคประชาชนเบอร์ 46 และลงคะแนนให้ สส. เขตจากพรรคประชาชน เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจในการจัดตั้งรัฐบาลประชาชน และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แห่หาเสียงโคราช

ทำไม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ถึงต้องแห่หาเสียงโคราช?

เหตุผลสำคัญที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แห่หาเสียงโคราช อย่างหนัก เนื่องจากจังหวัดนครราชสีมาถือเป็นฐานเสียงสำคัญ และการรักษาฐานเสียงเดิม พร้อมขยายฐานเพิ่มเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ การลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างใกล้ชิด ทำให้สามารถรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่พรรคประชาชน เน้นการลงพื้นที่พบปะประชาชน และรับฟังความคิดเห็นโดยตรง สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะทำหน้าที่เป็นปากเสียงให้กับประชาชน และผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้เลือกผู้แทนที่เข้าใจปัญหา และพร้อมที่จะทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การเลือกตั้ง สส. ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การตัดสินใจของประชาชนแต่ละคน จะเป็นส่วนหนึ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศ ดังนั้นการศึกษาข้อมูลของผู้สมัคร และพรรคการเมืองต่างๆ อย่างรอบคอบ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยของเรา

การแห่หาเสียงของ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสานต่อนโยบายต่างๆ ที่เคยได้ให้สัญญาไว้กับประชาชน และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ผู้แทนอย่างซื่อสัตย์และโปร่งใส

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” ขึ้นรถแห่หาเสียงโคราชแต่เช้า อ้อนขอคะแนนป้องกันเขตเดิมรุกเพิ่มเขตใหม่

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคใด ขอยังไม่รับที่ 3

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ชี้หลังลงพื้นที่ประชาชนตอบรับดี “ยศชนัน-จุลพันธ์” พร้อมเดินหน้าผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาดต่อ หากกลับมาเป็นรัฐบาล

เมื่อเวลา 07.20 น. วันที่ 2 มกราคม 2569 ที่สวนลุมพินี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์หลังนำทีมพรรคเพื่อไทย มาวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินี ถึงกรณีที่หลายพรรคการเมืองเริ่มส่งสัญญาณจะจับมือทางการเมือง พรรคเพื่อไทยจะจับขั้วกับพรรคใดบ้างว่า ตนคิดว่าประเด็นนี้ประชาชนเริ่มมองเห็นแล้วว่าการจับขั้วในตอนนี้อาจจะเร็วเกินไป แต่สิ่งที่สำคัญมากคือเรามองประชาชนเป็นที่ตั้ง เราพยายามที่จะเดินทางไปพูดคุยกับผู้คนว่ามีปัญหาเดือดร้อนแค่ไหน เพื่อนำมาเป็นแนวนโยบายที่จะส่งไปถึงประชาชน ซึ่งพรรคการเมืองแต่ละพรรคมีแนวนโยบายที่แตกต่างกัน ซึ่งหากพรรคการเมืองใดไม่ได้มีประเด็นนโยบายที่ไม่ไปทางเดียวกัน ก็สามารถจับได้ทุกขั้ว

ส่วนถามว่า พรรคเพื่อไทยไม่ได้ปิดตาย หากพรรคไหนนำนโยบายพรรคไปปฏิบัติก็สามารถจับมือกันได้ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ใช่ และมีอีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนพยายามบอกว่าพรรคเพื่อไทยเป็นอันดับสาม เรายังไม่ค่อยจะเต็มใจตอบ เพราะเมื่อเราลงพื้นที่ก็ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนหลายคน จึงมองว่านโยบายเราจะเป็นตัวตั้ง การเมือง และต้องมาดูว่าพรรคการเมืองไหน สามารถที่จะจัดทำนโยบายพรรคเพื่อไทยทำได้ และเปิดกว้างหากพรรคการเมืองอื่นมีนโยบายที่ดีและสอดรับ เราก็พร้อมที่จะทำ

ส่วนเงื่อนไขการจับมือของพรรคเพื่อไทยต่อประเด็นมาตรา 112 ยังเหมือนเดิมใช่หรือไม่ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า เงื่อนไขการจับมือคือต้องดูนโยบาย ทุกอย่างอยู่ในนโยบายหมด รวมถึงเรื่องที่ถามก็เป็นนโยบาย

นายยศชนัน ยังได้พูดถึงนโยบายด้านสวนสาธารณะ และสุขภาพว่า ต้องพูดถึงเรื่องของการลดรายจ่ายก่อน เพราะร่วม 10% ของ GDP เป็นเรื่องของสุขภาพที่ไม่ดี โดยการดูแลเรื่องค่ารักษา คือเรื่องของปลายทาง ซึ่งเราพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทาง ทั้งนี้เราพบว่า ประมาณ 64% เราสามารถป้องกันที่จะเกิดโรคได้ จึงอยากเชิญชวนทุกคนออกกำลังกาย เพื่อการดูแลร่างกาย

ส่วนเรื่องสวนสาธารณะ และสภาพอากาศ พรรคเพื่อไทยได้ผลักดันร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด (พ.ร.บ.อากาศสะอาด) ซึ่งขณะนี้อยู่ในชั้นของสมาชิกวุฒิสภา แต่ยังไม่สุดทาง ซึ่งเราจะผลักดันเรื่องนี้ และกฎหมายลูกต่อไป เพราะอากาศเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้คนไทยมีสุขภาพที่ดี และเกี่ยวกับเรื่องของเศรษฐกิจอีกด้วย การที่อากาศมีปัญหาทำให้ชีวิตข้างนอก ทุกคนไม่สามารถกลับมาใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้ ดังนั้นอากาศสะอาดจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น และทุกอย่างเป็นเรื่องเดียวกัน โดยการแก้ปัญหาหลายภาคส่วน จะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถขึ้นรถไฟฟ้าและขึ้นรถเมล์ได้ ซึ่งต้องมีการลดค่าใช้จ่าย รถเมล์ 10 บาท รถไฟฟ้า 20 บาท จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม

เมื่อถามว่า ระหว่างที่วิ่งประชาชนมีการสะท้อนอย่างไรบ้างนั้น นายยศชนัน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องของปากท้อง ซึ่งเป็นเรื่องหลักที่เข้ากับนโยบายของพรรคเพื่อไทย อย่างที่สวนสาธารณะ เรื่องปากท้องเป็นเรื่องที่นำมาพูดคุยกันที่นี่ บางส่วนมีการพูดคุยเรื่องการใช้ชีวิต อย่างผู้สูงอายุเมื่อเจอกับคนต่างรุ่นก็มีการพูดคุยแนะนำกัน ซึ่งในส่วนของสวนสาธารณะ เป็นเรื่องที่พูดคุยกันมาตั้งแต่สมัยปฏิวัติอุตสาหกรรมในประเทศอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นเป็นการปราศรัยในสวนสาธารณะ ดังนั้นสวนสาธารณะจะเป็นจุดศูนย์รวมที่เวลามีคนมีความเครียดก็จะมารวมกันอยู่ที่นี่ ดังนั้นการที่เราทำให้สวนสาธารณะในจังหวัดต่างๆดี ซึ่งตรงนี้จะเป็นศูนย์รวม และทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ การที่เราทำการผลักดันให้สตรีทฟู้ดโดยการหาที่ขายให้ ก็เป็นหนึ่งในนโยบายของพรรคเพื่อไทย และไม่ใช่เพียงแค่ใน กทม. แต่หาก กทม. ทำได้จังหวัดอื่นก็ต้องทำได้เช่นกัน

ด้านนายจุลพันธ์ ได้กล่าวถึงนโยบายการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ว่า ก่อนหน้านี้มีโอกาสได้เข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ผลักดัน พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว แต่ยอมรับว่า กระบวนการของกรรมาธิการ ใช้เวลาค่อนข้างนานถึง 2 ปี มีการปรับแก้ และสุดท้ายเข้ามาในสภา แม้เราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากก็ใช้เวลาเป็นเดือน จนกระทั่งผลักดันจนผ่านกระบวนการเข้าไปสู่ชั้น สว. แล้ว แต่เมื่อมีการยุบสภา ทำให้ตัวกฎหมายนั้นติดขัด ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะผลักดันตัวกฎหมายหรือไม่ แต่พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า หากได้กลับมาเป็นรัฐบาล ยืนยันที่จะผลักดันกฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ให้แล้วเสร็จในสมัยถัดไปให้ได้ เพราะจะเป็นเครื่องยืนยันสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการได้รับอากาศบริสุทธิ์

นายจุลพันธ์ กล่าวอีกว่า วันนี้ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ค่อนข้างสูง ซึ่งกลไกในการดำเนินการของพรรคเพื่อไทยชัดเจนมาโดยตลอด แต่ต้องยอมรับว่า ไม่เพียงพอที่จะมาหยุดยั้งการเผาภายในประเทศ ซึ่งก็ต้องพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพราะการเผาในปัจจุบันเริ่มจากประเทศใกล้เคียง และเข้ามายังประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีการเผาในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม โดยในกฎหมายจะมีการกำกับว่า ผู้เผาจะต้องเป็นผู้จ่ายเพื่อนำมาชดเชย และแก้ไขปัญหาให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าในการผลักดันต่อไป

เพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3

จากประเด็นที่พรรคเพื่อไทยออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องการจับมือกับพรรคการเมืองต่างๆ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับทิศทางและจุดยืนของพรรคในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 นั้น แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมในการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน

พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคใด

การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 ทำให้เกิดความหวังว่าการเมืองไทยจะมีความร่วมมือและปรองดองมากยิ่งขึ้น พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายเป็นหลักในการพิจารณาจับมือกับพรรคอื่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง

พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายสอดคล้องกัน การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง

  • พรรคเพื่อไทยเปิดกว้างสำหรับการทำงานร่วมกับทุกพรรค
  • ให้ความสำคัญกับนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน
  • พร้อมผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ

การที่พรรคเพื่อไทยเน้นย้ำถึงนโยบายและการทำงานร่วมกัน ทำให้ประชาชนมีความหวังว่าการเมืองไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์ การผลักดันกฎหมายต่างๆ เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

การเมืองไทยในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สิ่งสำคัญคือการที่ทุกพรรคการเมืองหันมาร่วมมือกันเพื่อผลประโยชน์ของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3 เป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับประเทศไทย

ที่มา – พรรคเพื่อไทย ไม่ปิดตายจับมือพรรคการเมืองใด ขอยังไม่รับถูกมองเป็นพรรคอันดับ 3

ยศชนัน นำทีมเพื่อไทยวิ่งสวนลุม ประชาชนอวยพร!

ยศชนัน นำทีมผู้สมัคร สส. เพื่อไทย วิ่งในสวนลุมพินี ประชาชนแห่อวยพรให้ได้เป็นนายกฯ! พบปะ ชัชชาติ ชนมือ ทักทายและวิ่งคู่กัน แลกเปลี่ยนนโยบายสวนสาธารณะเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 2 มกราคม 2569 ณ สวนลุมพินี นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค ได้นำทีมผู้สมัคร สส. และแกนนำพรรคเพื่อไทย ออกกำลังกายยามเช้าตรู่ โดยมีผู้เข้าร่วมมากมาย อาทิ นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รองหัวหน้าพรรค, นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค, นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรค, นพ.ญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 1, นายเดวิด มกรพงศ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 2, น.ส.บุณยกร ดำรงรัตน์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 4, นายสหัสวรรษ วีระมงคลกุล ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 6, นายพุฒิพงศ์ อินทรสุวรรณ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 7, นายกิตติพล รวยฟูพันธ์ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 25, นายศรัณยสัณฑ์ วีรกุลสุนทร ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 26, นายธงธรรม เวชยชัย ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ, นายสุรเกียรติ เทียนทอง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และนายวิพุธ ศรีวะอุไร ประธานสภากรุงเทพมหานคร

เมื่อเดินทางถึงสวนลุมพินี นายยศชนันและคณะได้เริ่มอบอุ่นร่างกายบริเวณจุดยืดเหยียด ก่อนจะนำทีมผู้สมัคร สส.กทม. และบัญชีรายชื่อ วิ่งรอบสวนลุมพินีเป็นระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร โดยนายยศชนันสวมเสื้อยืดสีขาวสกรีนหมายเลข 9 ด้านหลัง ซึ่งเป็นหมายเลขหาเสียงของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับกางเกงวอร์ม

บรรยากาศตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยความคึกคัก นายยศชนัน ได้ทักทายประชาชนที่มาออกกำลังกายในสวนลุมอย่างเป็นกันเอง ซึ่งประชาชนต่างให้การต้อนรับและอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง และมีหลายคนอวยพรให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรี นอกจากนี้ ยังได้พบกับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และนายโรเบิร์ต โกเดค อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ที่มาร่วมออกกำลังกายในสวนลุมด้วยเช่นกัน

ยศชนัน นำทีมเพื่อไทยวิ่งสวนลุม ประชาชนอวยพร!

นายยศชนันได้ชนมือทักทายกับนายชัชชาติ และร่วมวิ่งไปด้วยกัน โดยนายชัชชาติได้ทักทายนายยศชนันด้วยความเป็นกันเองว่า “สบายดีหรือไม่ด็อกเตอร์” จากนั้นทั้งคู่ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประชาชน และเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความใส่ใจ

ทำไมนโยบายสวนสาธารณะของยศชนันจึงสำคัญ?

นายชัชชาติได้กล่าวสั้นๆ ว่า ยินดีต้อนรับทุกพรรคการเมืองที่มีนโยบายส่งเสริมให้สวนสาธารณะเป็นพื้นที่สำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี

ด้านนายยศชนันกล่าวว่า ปกติตนเองก็เป็นคนที่ชอบวิ่งออกกำลังกายอยู่แล้ว และรู้สึกว่าสวนสาธารณะเป็นสิ่งสำคัญที่กรุงเทพมหานครควรมี และอยากให้จังหวัดอื่นๆ มีสวนสาธารณะที่มีคุณภาพเช่นเดียวกัน

  • การวิ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพที่เข้าถึงง่าย
  • สวนสาธารณะเป็นพื้นที่สีเขียวที่ช่วยฟอกอากาศและลดมลพิษ
  • การมีนโยบายสวนสาธารณะที่ดีจะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

การที่นายยศชนัน นำทีมผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย วิ่งในสวนลุมพินี ถือเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจในสุขภาพของประชาชน และเป็นการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยตรง การมีนโยบายที่มุ่งเน้นการพัฒนาสวนสาธารณะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับคนในสังคม

นอกจากจะได้สุขภาพแล้ว ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี และเป็นการเข้าถึงประชาชนที่จับต้องได้ง่ายอีกด้วย ในช่วงการหาเสียง การลงพื้นที่จริง และการทำกิจกรรมร่วมกับประชาชน จึงเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมเสมอมา

ที่มา – “ยศชนัน”นำผู้สมัคร สส.เพื่อไทย วิ่งสวนลุม ปชช. อวยพรให้ได้เป็นนายกฯ เจอ “ชัชชาติ” ชนหมัด-วิ่งคู่

พปชร.เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล


โอกาสใหม่ – พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล “จตุพร” ควง “กนกนุช” ผู้สมัคร สส.กทม.เขตดอนเมือง ไหว้พระ สวดมนต์ข้ามปีวัดไผ่เขียว ด้าน “ตรีนุช” วางศิลาฤกษ์ วัดถวายเฉลิมพระเกียรติ จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 พรรคโอกาสใหม่ นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคลำดับที่ 1 พร้อม น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะแกนนำดูแลการเลือกตั้ง สส.กทม.ของพรรค พร้อมนางกนกนุช กลิ่นสังข์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตดอนเมือง พรรคโอกาสใหม่ กราบไหว้พระ ขอพรให้คนไทยพบกับสิ่งดีๆ โอกาสดีๆ โอกาสใหม่ๆ ในชีวิตตลอดปี 2569 ที่วัดเวฬุวนาราม หรือวัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง กทม. พร้อมเข้าชมถ้ำนาคาที่มีรูปปั้นสลักลายสวยงามของพญาอนันตนาคราช รวมถึงสวดมนต์ข้ามปีเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ได้เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคลเช่นกัน เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2569 วันที่ 1 มกราคม 2569 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เลขาธิการพรรค พปชร. แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 ผู้สมัคร สส.สระแก้ว เขต 2 หมายเลข 6 โพสต์ภาพร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ วัดถวายเฉลิมพระเกียรติ เพื่อความเป็นสิริมงคล ร่วมกับพี่น้องชาว ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว พร้อมขออนุโมทนาบุญในกุศลจิตของทุกท่านให้มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

โอกาสใหม่ – พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง

การทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนมักจะเดินทางไปวัดทำบุญ ตักบาตร ไหว้พระ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว การทำบุญยังเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส และเป็นการสร้างกุศลให้กับตนเองอีกด้วย

ทำไมต้องทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล?

  • เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว
  • เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส
  • เพื่อสร้างกุศลให้กับตนเอง อันจะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ
  • เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต
  • เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

การทำบุญในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญตักบาตร การบริจาคเงิน การช่วยเหลือผู้อื่น หรือการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ล้วนเป็นการสร้างกุศลและความดีงาม ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญ และประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา

นอกจากนี้ การทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง ยังเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการขอพรให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้คนดี มีความสามารถ เข้ามาบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ดังนั้น การ ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล จึงเป็นกิจกรรมที่ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต สังคม และประเทศชาติ

สำหรับพรรคการเมือง การทำบุญในช่วงเทศกาลสำคัญยังถือเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจในวัฒนธรรมและประเพณีของไทย รวมถึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนอีกด้วย

ที่มา – โอกาสใหม่-พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง

“พรรคพลวัต” ค้านเต็มที่! ผลักดันนิคมฯ จะนะ ไม่ทำตาม SEA

“พรรคพลวัต” หาเสียงจะนะ ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากผลักดันนิคมอุตสาหกรรม ไม่ทำตาม SEA

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์ฯ พรรค ลงพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ชูเศรษฐกิจชุมชนเป็นโมเดล พร้อมประกาศเสียงดัง หากรัฐบาลใดผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยไม่ทำตาม SEA จะเจอการคัดค้านอย่างถึงที่สุด!

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคพลวัต ลงพื้นที่บ้านนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อพบปะเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และกลุ่มเต่าไข่ ที่ทำผลิตภัณฑ์ปลาเส้น และรองเท้าไหมพรม ซึ่งเป็นตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

นายกัณวีร์กล่าวว่า พรรคพลวัตมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน จึงได้เชิญนายอภิสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มาร่วมศึกษาดูงานที่เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น โดยได้ชมการสาธิตการทำปลาเส้นของกลุ่มเต่าไข่ และการผลิตรองเท้าถักไหมพรม ซึ่งสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านเป็นอย่างดี จนกลายเป็นอาชีพหลักอีกอาชีพหนึ่งของพวกเธอ

นายอภิสิทธิ์กล่าวเสริมว่า ได้รับฟังข้อมูลจากนายรุ่งเรือง ระหมันยะ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และภรรยา ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเต่าไข่ ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถสร้างอาชีพและรายได้จากการทำงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและท้องทะเลได้อย่างลงตัว ผลิตภัณฑ์จากปลาตากแห้งแปรรูปเป็นปลาเส้นสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีรองเท้าถักไหมพรมจากการฝึกอบรมในช่วงต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะและช่วงโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันส่งไปขายถึงโคลอมเบียแล้ว

“ผลผลิตของชุมชนจะนะพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำสิ่งแวดล้อมและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดและมีช่องทางการจำหน่าย ก็สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทำให้สามารถทำงานที่บ้าน ดูแลครอบครัวได้สะดวกสบาย ซึ่งทราบว่าพวกเขามีรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิมจากการขายของในตลาด นี่คือตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชนขนาดย่อมที่ประสบความสำเร็จได้หากเราให้ความสำคัญกับมัน อย่างไรก็ตาม บางผลิตภัณฑ์ต้องการความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ตู้อบอนามัยสำหรับอบปลาแห้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่า จะนะเป็นโมเดลเศรษฐกิจชุมชนที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการใช้ Design Thinking เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

นายกัณวีร์กล่าวว่า เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและพี่น้องชาวจะนะเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปกป้องพื้นที่จากนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นปลาเส้น ปลาเค็มฝังทราย หรือรองเท้า ล้วนมีประวัติศาสตร์ของนักรบผ้าถุงที่ต่อสู้หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถูกจารึกไว้ในรองเท้า เป็นมูลค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ของชุมชน

นายรุ่งเรืองกล่าวว่า พวกเขาต่อต้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่ได้แค่กลืนสินค้า แต่กลืนจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ด้วย นิคมอุตสาหกรรมขนาด 20,000 ไร่ จะทำให้หาดใหญ่น้ำท่วมหนักกว่าเดิม และปัญหาน้ำท่วมในจะนะจะรุนแรงขึ้นอย่างมาก หากมีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ปลายน้ำ เมืองจะนะคงจมอยู่ใต้น้ำมิดหลังคา เพราะภัยพิบัติเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด

“ขณะนี้พวกเราไม่ไว้วางใจ SEA ที่มีผลการศึกษาว่าพื้นที่จะนะไม่เหมาะกับการทำนิคมอุตสาหกรรม แม้จะเป็นยุทธศาสตร์ 15+1 ที่รวมสงขลาและปัตตานี และสภาพัฒน์ฯ จะสรุปมาแล้ว แต่เรายังไม่มั่นใจในรัฐมนตรีใหม่ หากใครเป็นรัฐบาลก็อยากฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย” นายรุ่งเรืองกล่าว

พรรคพลวัต ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากไม่ฟังเสียง SEA

นายกัณวีร์ย้ำว่า พรรคพลวัตจะต่อต้านอย่างถึงที่สุด หากรัฐบาลใหม่ไม่นำผลการศึกษา SEA มาเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ อ.จะนะ เพราะต้องยอมรับในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน หากไม่ยึดถือหลักการนี้ แล้วจะศึกษาไปทำไม

“ถ้ารัฐบาลไหนมาผลักดัน ผมจะต่อสู้อย่างเต็มที่ เพราะ SEA มีเหตุผลในการตัดสินใจ เมื่อบอกว่าจัดตั้งไม่ได้เพราะจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ก็ต้องพิจารณาตามผลการศึกษา หากใครจะดันทุรังไม่ทำตาม เราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด”

นายกัณวีร์ยืนยันว่า พรรคพลวัตสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นองค์ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน และเชื่อมั่นว่า หากชุมชนใช้ฐานทรัพยากรมาต่อยอดสร้างรายได้ได้ จะเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย

การที่พรรคพลวัตออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งขันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึงผลการศึกษา SEA อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ในภายหลัง

ที่มา – “พรรคพลวัต” หาเสียงจะนะ ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากผลักดันนิคมอุตสาหกรรม ไม่ทำตาม SEA

“ยิ่งลักษณ์” ขอพรปี 69 เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

อดีตนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์” อวยพรปี 2569 ขอให้พี่น้องชาวไทยมีกำลังใจเข้มแข็ง เจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค สู่สิ่งดีๆ มีอนาคตที่สดใส และมีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ว่า “สวัสดีปีใหม่ 2569 ค่ะ ดิฉันขอส่งความปรารถนาดีมายังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนนะคะ ขอให้ทุกท่านและครอบครัว ประสบแต่ความสุข ความเจริญ มีสุขภาพแข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็ง”

พร้อมกันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยังได้อวยพรให้ปี 2569 เป็นปีแห่งความเจริญก้าวหน้า ก้าวผ่านอุปสรรค ก้าวข้ามความยากจน และก้าวไปสู่สิ่งดีๆ ที่จะนำมาซึ่งอนาคตที่สดใส ขอให้เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี และมีรายได้กันทุกครอบครัว

“ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทย มีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 69

คำอวยพรปีใหม่จากอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนจำนวนมากที่เข้ามาร่วมอวยพรปีใหม่และแสดงความคิดเห็นต่างๆ นานา หลายคนยังคงระลึกถึงผลงานของเธอในอดีตและหวังว่าประเทศไทยจะกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง

การอวยพรให้ประชาชนเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 2569 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีต่อประชาชนคนไทย และความปรารถนาที่จะเห็นทุกคนมีความสุขและมีชีวิตที่ดีขึ้น

ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดี

การที่ประชาชนจะมีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีได้นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น:

  • เสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ: หากเศรษฐกิจของประเทศมีความมั่นคง มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลให้ประชาชนมีงานทำ มีรายได้ และมีกำลังซื้อมากขึ้น
  • นโยบายของรัฐบาล: รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมเศรษฐกิจ และช่วยเหลือประชาชน โดยการออกมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษี การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ การสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs)
  • การศึกษาและพัฒนาทักษะ: การที่ประชาชนได้รับการศึกษาที่ดี และมีทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน จะช่วยให้พวกเขามีโอกาสในการทำงานที่ดี และมีรายได้ที่สูงขึ้น
  • การบริหารจัดการหนี้สิน: การที่ประชาชนสามารถบริหารจัดการหนี้สินของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และเพิ่มเงินออม

แน่นอนว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เราก็สามารถสร้างเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีให้กับคนไทยได้อย่างยั่งยืน

ปี 2569 ที่กำลังจะมาถึงนี้ ขอให้เป็นปีที่ดีสำหรับทุกท่าน ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขตลอดปีค่ะ

ที่มา – “ยิ่งลักษณ์” ขอคนไทย มีเศรษฐกิจปากท้องกินดีอยู่ดีในปี 69

Scroll to top