ข่าวการเมืองไทย

ห้ามเผยแพร่ผลโพลช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง กทม.-พัทยา

เชื่อว่าหลายคนกำลังตื่นตัวสุดๆ กับกระแสการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. และนายกเมืองพัทยาที่กำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ แต่เดี๋ยวก่อนครับ! ก่อนที่คุณจะกดแชร์โพลหรือผลสำรวจต่างๆ ลงบนโซเชียลมีเดีย ต้องระวังให้ดี เพราะล่าสุดทาง กกต. ได้ออกมาเน้นย้ำถึงข้อกฎหมายสำคัญที่ว่า ห้ามเผยแพร่ผลโพลช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง กทม.-พัทยา อย่างเด็ดขาด

กฎเหล็ก กกต.! ห้ามเผยแพร่ผลโพลช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง กทม.-พัทยา

การเลือกตั้งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปด้วยความโปร่งใสและยุติธรรม กกต. จึงขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพรรคการเมือง ผู้สมัคร สื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนทุกคน ให้งดเว้นการแชร์หรือเปิดเผยผลสำรวจทุกประเภท ตั้งแต่ตอนนี้จนถึงเวลา 17.00 น. ของวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569

บทลงโทษหากใครฝ่าฝืน ห้ามเผยแพร่ผลโพลช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง กทม.-พัทยา

หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องเล่นๆ แต่อย่าได้ชะล่าใจไปครับ เพราะการฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งนั้นมีโทษค่อนข้างหนัก ตามพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ระบุบทลงโทษไว้ดังนี้:

  • โทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน
  • ปรับไม่เกิน 10,000 บาท
  • หรือทั้งจำทั้งปรับ

ดังนั้น ก่อนจะโพสต์หรือแชร์อะไรในช่วงที่ใกล้ถึงวันเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนครับ เพื่อป้องกันไม่ให้เราต้องมาเดือดร้อนเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์

นอกเหนือจากเรื่องข้อกฎหมายแล้ว กกต. ยังอยากเชิญชวนให้ทุกท่านออกมาใช้สิทธิ์ในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายนนี้ ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ หน่วยเลือกตั้งของท่าน การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินอนาคตของเมืองที่เราอยู่ด้วยตัวเอง เสียงของคุณมีความหมายสำคัญเสมอ

ในฐานะพลเมืองคนหนึ่ง ผมมองว่าการปฏิบัติตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัดคือพื้นฐานสำคัญที่สุดของสังคมประชาธิปไตย แม้การแชร์โพลจะเป็นความอยากรู้อยากเห็นหรือความหวังดี แต่การเคารพกฎหมายย่อมสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเลือกตั้งที่โปร่งใสและร่วมกันสร้างเมืองให้น่าอยู่ไปด้วยกันนะครับ เจอกันที่คูหาเลือกตั้งวันอาทิตย์นี้ครับ!

ที่มา – กกต. ย้ำมีความผิดตามกฎหมาย ห้ามเผยแพร่ผลโพลช่วงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง กทม.-พัทยา

โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ

เจาะลึกข่าว โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนในแวดวงข้าราชการมาฝากกันครับ เกี่ยวกับกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ โดยมีการ โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ หลังจากที่เจ้าตัวได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นที่สนใจในแวดวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

สรุปรายละเอียดการ โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ

สำหรับที่มาของเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศเรื่องให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง โดยมีสาระสำคัญคือ นายราเชน ศิลปะรายะ ได้รับอนุญาตจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ลาออกจากราชการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

สาเหตุและขั้นตอนของเรื่องนี้สรุปได้ดังนี้ครับ:

  • นายราเชน ศิลปะรายะ ได้แสดงเจตจำนงขอลาออกจากราชการ
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาและอนุญาตให้ลาออกได้ตามระเบียบ
  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง
  • มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

การ โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ ในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบข้าราชการทุกประการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความต่อเนื่อง แม้ว่าการลาออกของข้าราชการระดับสูงจะเป็นเรื่องปกติในระบบราชการ แต่การจับตามองถึงทิศทางใหม่ๆ ของผู้บริหารระดับสูงก็ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเสมอครับ ทั้งนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในประกาศฉบับนี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเด็ดขาดและความเป็นระบบของราชการไทยที่ดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าการก้าวเดินต่อไปของอดีตอธิบดีฝนหลวงท่านนี้จะเป็นอย่างไร เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อวงการเกษตรไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ หากท่านมีข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่น่าสนใจ เราจะรีบหยิบมาอัปเดตให้ทราบกันทันทีครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ หลังยื่นลาออก มีผล 23 มิ.ย.

“อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย

“อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ออกมาแสดงท่าทีตอบโต้ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน อย่างดุเดือด หลังถูกพาดพิงถึงกรณีการปกป้อง นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ประเด็น “อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ น.ส.รักชนก ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวตั้งคำถามถึง สส.พรรคภูมิใจไทย ว่าเหตุใดจึงยังไม่ออกมาแสดงตัวปกป้องเลขาธิการพรรคของตน ซึ่งนายอัครเดชได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีนโยบายบังคับสมาชิกให้ต้องออกมาปกป้องบุคคลใดเป็นพิเศษ

ทำไม “อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ?

นายอัครเดชได้ย้ำชัดเจนว่า การแสดงความเห็นของ สส. แต่ละคนถือเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคล ไม่ใช่การเคลื่อนไหวเชิงนโยบายของพรรค พร้อมเตือนสติฝ่ายตรงข้ามว่า:

  • ควรเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างของผู้อื่น
  • ไม่ควรยึดเอาความคิดของตนเองเป็นศูนย์กลางในการตัดสินคนอื่น
  • ควรโฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชนมากกว่าการก้าวก่ายภายในพรรคอื่น

นอกจากนี้ นายอัครเดชยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า “อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย โดยชี้ให้เห็นว่าในขณะที่พยายามวิจารณ์คนอื่น พรรคประชาชนเองก็มีประเด็นฉาวของสมาชิกพรรคที่รอการแก้ไขอยู่ ไม่ว่าจะเป็นคดีฟอกเงินหรือข้อกล่าวหาคุกคามทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ น.ส.รักชนก ควรให้ความสำคัญมากกว่าการออกมาจี้ถามพรรคอื่น

ในมุมมองของผู้ติดตามการเมืองไทย เห็นได้ชัดว่าบรรยากาศในช่วงนี้มีความตึงเครียดมากขึ้น การเผชิญหน้ากันระหว่าง สส. ต่างพรรคขั้วอำนาจสะท้อนให้เห็นถึงการตรวจสอบและตอบโต้ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนต่างเฝ้ามองว่าการโต้ตอบผ่านสื่อมวลชนจะช่วยสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่เกมการเมืองที่กินเวลาไปวันๆ

ที่มา – “อัครเดช” โต้กลับ “รักชนก” จัดการ ปชน. บ้านตัวเองก่อน อย่าก้าวล่วงภูมิใจไทย

โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ และน่าประทับใจจากเวทีรัฐสภามาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดได้มีการจัดงานเปิดเวทีสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน ซึ่งงานนี้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้เข้าร่วมฟังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ได้ยกย่องให้พระองค์ภาเป็น โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค อย่างแท้จริง

โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค

ภายในงานโครงการสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชนครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “ความเสมอภาคทางเพศ” นายโสภณได้บรรยายพิเศษถึงความสำคัญของการที่รัฐสภาเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม และได้เน้นย้ำว่าการมีส่วนร่วมของประชาชนคือหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย โดยจุดเริ่มต้นที่ดีคือการมีความเสมอภาคในจิตใจ ซึ่งท่านได้หยิบยกพระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ขึ้นมาเป็นแบบอย่าง

บทเรียนจาก โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค

ท่านโสภณกล่าวว่า พระองค์ภาทรงเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมในเรื่องความเสมอภาค โดยแม้พระองค์จะทรงมีพระสถานะสูงส่ง แต่ทรงสนพระทัยในความเป็นอยู่ของผู้ที่ด้อยโอกาสและผู้ต้องขัง การที่พระองค์ทรงเข้าไปดูทุกข์สุขของผู้ต้องหาเพื่อให้พวกเขาได้รับสิทธิที่สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น คือเครื่องพิสูจน์ถึงความเมตตาและหลักความเสมอภาคอย่างแท้จริง ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่สังคมไทยควรนำมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อกัน

สำหรับโครงการนี้ สภาผู้แทนราษฎรได้มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่สำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเท่าทันโลกยุคดิจิทัล โดยมีหัวข้อสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังคนรุ่นใหม่
  • การใช้ AI ให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์
  • การเคารพสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในทุกระดับ
  • การสร้างสังคมที่ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ท้ายที่สุด การที่ท่าน โสภณ สดุดี พระองค์ภา ต้นแบบความเสมอภาค ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการถวายความอาลัยและรำลึกถึงพระองค์ท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นการจุดประกายให้คนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจเรื่องความเหลื่อมล้ำและร่วมกันสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม โดยเริ่มต้นจากความเข้าใจและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องครับ เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้างครับ? การสร้างความเสมอภาคเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ด้วยตัวเราเองครับ

ที่มา – เวทีสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน “โสภณ” สดุดี “พระองค์ภา” ต้นแบบความเสมอภาค

วัชระ ยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่ง ผอ.สำนักไต่สวนฯ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ นายวัชระ เพชรทอง อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวด้วยการยื่นหนังสือร้องเรียนต่อประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในกรณีที่ถูกมองว่ามีการใช้อำนาจมิชอบ

วัชระ ยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่ง ผอ.สำนักไต่สวนฯ

เหตุการณ์ที่เป็นต้นเรื่องคือการออกคำสั่งสำนักงาน ป.ป.ช. ที่ 455/2569 ซึ่งเป็นการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งนายจรงค์ เกราะเหมาะ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักไต่สวนคดีพิเศษ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหตุใดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเมาแล้วขับรถชนคนเสียชีวิต ถึงยังได้รับโอกาสเลื่อนขั้นและเพิ่มเงินตำแหน่งอย่างก้าวกระโดด

ข้อกังขาต่อระบบคุณธรรมและการยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่ง ผอ.สำนักไต่สวนฯ

หลายคนสงสัยว่าคำสั่งนี้มีเบื้องลึกเบื้องหลังหรือไม่ เนื่องจาก:

  • มีการปรับเพิ่มเงินประจำตำแหน่งจาก 18,000 บาท เป็น 40,000 บาทต่อเดือน
  • เป็นการเลื่อนตำแหน่งสู่ระดับที่สูงขึ้นและมีอำนาจมากขึ้นอย่างชัดเจน
  • สร้างความสั่นคลอนให้กับความเชื่อมั่นในระบบคุณธรรมขององค์กรตรวจสอบที่มีหน้าที่โดยตรงในการป้องกันการทุจริต

นายวัชระ ได้ย้ำว่าการที่ตนต้องออกมาดำเนินการ วัชระ ยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่ง ผอ.สำนักไต่สวนฯ อีกครั้ง เพราะเกรงว่าประธาน ป.ป.ช. อาจจะไม่บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมพิจารณา หากปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ทั้ง 8 ท่านที่เหลือ รวมถึงความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระด้วย

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด การตรวจสอบความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญ หากกระบวนการคัดเลือกคนดีคนเก่งถูกตั้งคำถามจากสังคม ผู้มีอำนาจต้องกล้าที่จะเผชิญหน้าและชี้แจงเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่สังคมไทย เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร และการยื่นสอบในครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างภายใน ป.ป.ช. ได้จริงหรือไม่

ที่มา – “วัชระ” ยื่นสอบเลขาฯ ป.ป.ช. ซ้ำ ปมเลื่อนตำแหน่งให้ ผอ.สำนักไต่สวนคดีพิเศษ

ไทยร่วมประนอมภาคบังคับพิพาททางทะเล UNCLOS ทำดีที่สุด

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของกระทรวงการต่างประเทศ กรณีที่ประเทศไทยตอบรับเข้าร่วมกระบวนการประนอมภาคบังคับเพื่อหาทางออกในประเด็นเขตแดนทางทะเลกับประเทศกัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 หรือที่เรารู้จักกันในนาม UNCLOS วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันแบบภาษาชาวบ้านว่าเหตุการณ์นี้คืออะไร และทำไมรัฐบาลถึงมั่นใจว่า ไทยร่วมประนอมภาคบังคับพิพาททางทะเล UNCLOS จะเป็นหนทางที่นำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ

เหตุผลที่ไทยร่วมประนอมภาคบังคับพิพาททางทะเล UNCLOS

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการฟ้องร้องหรือการขึ้นศาลแต่อย่างใดครับ แต่เป็นการเลือกใช้กลไกของ UNCLOS เพื่อเป็นพื้นที่เจรจาโดยมีคนกลางที่เป็นผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาร่วมรับฟังและให้ข้อเสนอแนะ การที่ ไทยร่วมประนอมภาคบังคับพิพาททางทะเล UNCLOS ในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงออกถึงการเป็นสมาชิกที่ดีของประชาคมโลกที่ยึดถือระเบียบกติกาสากลเป็นที่ตั้ง

กระบวนการทำงานที่เน้นความสันติและยั่งยืน

หลายท่านอาจสงสัยว่าแล้วเราจะได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรบ้าง? กรมสนธิสัญญาและกฎหมายได้ชี้แจงว่ากระบวนการนี้เป็นเรื่องของทางวิชาการและกฎหมาย โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ไม่มีการใช้การเมืองมาแทรกแซง เพราะผู้ประนอมคือผู้ทรงคุณวุฒิระดับนานาชาติ
  • ไม่ใช่การตัดสินแพ้ชนะ แต่เป็นการหา “เส้นที่เหมาะสม” เพื่อให้ทั้งสองประเทศนำทรัพยากรทางทะเลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • กระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญสำหรับการเจรจาทวิภาคีในอนาคต
  • หากแบ่งเขตทางทะเลได้ชัดเจน ความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนก็จะหมดไป และทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันได้จริง

ความพยายามของรัฐบาลในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการมองไปถึงอนาคตที่ยั่งยืน การมีความชัดเจนในเรื่องเขตแดนจะช่วยให้ทั้งไทยและกัมพูชาลดความขัดแย้ง และสามารถก้าวข้ามปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ค้างคากันมานานกว่า 25 ปีได้อย่างเป็นสัดส่วนครับ

ในฐานะประชาชน เราอาจจะรู้สึกกังวลเพราะพื้นที่ทางทะเลมีมูลค่ามหาศาล แต่เมื่อดูจากความมุ่งมั่นในการเตรียมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลทางกฎหมาย และการปรึกษาผู้เชี่ยวชาญระดับสากลแล้ว ก็พอจะเห็นได้ว่าทีมงานไทยตั้งใจทำหน้าที่นี้ด้วยความโปร่งใสและเต็มที่ที่สุด การสร้างเส้นเขตแดนทางทะเลที่ชัดเจนคือชัยชนะของทั้งสองฝ่ายที่แท้จริง เพราะไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้ข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับได้เพื่อเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจของภูมิภาคต่อไป

เราคงต้องคอยติดตามความคืบหน้ากันต่อไปอย่างใกล้ชิด ผมในฐานะผู้ติดตามข่าวสารก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากระบวนการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการยุติความขัดแย้งอย่างถาวรครับ

ที่มา – กต. แถลง ไทยร่วมประนอมภาคบังคับพิพาททางทะเล UNCLOS ขอเชื่อมั่นจะทำให้ดีที่สุด

ยิ่งลักษณ์จัดวันเกิดเรียบง่ายแค่ในครอบครัวที่ฮ่องกง

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจสำหรับวันคล้ายวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของไทย ล่าสุดมีรายงานว่า ยิ่งลักษณ์จัดวันเกิดเรียบง่ายแค่ในครอบครัวที่ฮ่องกง โดยปีนี้ถือเป็นการทำบุญและฉลองครบ 59 ปีแบบเป็นส่วนตัวที่สุด ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเรียบง่าย

ยิ่งลักษณ์จัดวันเกิดเรียบง่ายแค่ในครอบครัวที่ฮ่องกง

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ถือเป็นวันคล้ายวันเกิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งแน่นอนว่าปีนี้ ยิ่งลักษณ์จัดวันเกิดเรียบง่ายแค่ในครอบครัวที่ฮ่องกง โดยไร้เงาความวุ่นวายทางการเมือง มีเพียงบรรดาคนใกล้ชิดและครอบครัวชินวัตรที่บินตรงไปร่วมรับประทานอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร, น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พร้อมด้วยสามี และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร พร้อมด้วยสามี ที่ต่างเดินทางไปให้กำลังใจถึงที่พัก

บรรยากาศภายในงานและการปรากฏตัวของแขกคนสำคัญ

นอกจากสมาชิกในครอบครัวแล้ว ยังมีรายงานว่า นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัทบีทีเอส ได้มาร่วมรับประทานอาหารในโอกาสพิเศษนี้ด้วย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่างานนี้เป็นการรวมญาติและมิตรสหายสนิทเท่านั้น ไม่ได้มีการเปิดให้ฝ่ายการเมืองหรือบุคคลภายนอกเข้าร่วมแต่อย่างใด ถือเป็นการแสดงออกว่าคุณยิ่งลักษณ์ตั้งใจให้เป็นช่วงเวลาส่วนตัว เพื่อพักผ่อนในช่วงวันหยุดยาว ก่อนที่มีกำหนดการจะเดินทางออกจากฮ่องกงในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้

  • เน้นความเรียบง่ายและเป็นกันเอง
  • รวมสมาชิกครอบครัวชินวัตรอย่างพร้อมหน้า
  • ไม่มีกิจกรรมทางการเมืองที่เกี่ยวข้อง

สำหรับภาพวันเกิดที่เผยแพร่ออกไปในสังคมออนไลน์นั้น ต้องบอกก่อนว่าภาพหลายภาพที่เหล่านักการเมืองนำมาโพสต์เพื่อร่วมอวยพร เป็นภาพเก่าที่ถูกนำมาแชร์เพื่อแสดงความปรารถนาดีในช่วงวันเกิดปีที่ 59 เพียงเท่านั้น สำหรับแฟนคลับหรือผู้ที่ติดตามข่าวสาร การเห็นภาพความรักความผูกพันของพี่น้องตระกูลชินวัตรในวันสำคัญเช่นนี้ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งภาพที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา

บทสรุปของงานฉลองในครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ครอบครัวยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับคุณยิ่งลักษณ์และคุณทักษิณ การได้ใช้เวลาร่วมกับคนที่รักในที่ที่สงบและเป็นส่วนตัว นับเป็นของขวัญวันเกิดที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับเธอในปีนี้ครับ แล้วคุณล่ะครับ วันเกิดปีนี้อยากใช้เวลากับใครพิเศษที่สุดบ้าง?

ที่มา – “ยิ่งลักษณ์” จัดวันเกิดเรียบง่ายแค่ในครอบครัวที่ฮ่องกง “ทักษิณ-อิ๊งค์-เอม” บินร่วม

กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้ยินข่าวการประชุม กรอ. นัดแรกที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย เพราะล่าสุด กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง ซึ่งถือเป็นการก้าวกระโดดครั้งสำคัญของบ้านเรา โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมายชัดเจนว่าภายในระยะเวลา 12 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องขยับฐานะเป็นประเทศรายได้สูง (High-income country) ให้จงได้

เจาะลึก: กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง

ในการประชุมครั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และทีมงานได้วางยุทธศาสตร์ไว้อย่างเป็นระบบ โดยแบ่งสัดส่วนการทำงานเป็นทีม ทั้งกองหลังที่เน้นเรื่องวินัยการเงินการคลัง และกองกลางที่คอยสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้กองหน้าอย่าง 7 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น เกษตรและอาหาร, ยานยนต์แห่งอนาคต, และดิจิทัลฮับ สามารถทำเงินเข้าประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

เป้าหมายสำคัญของชาติในทศวรรษหน้า

นอกจากจะมีแผนที่เข้มข้นแล้ว รัฐบาลยังมุ่งเน้นเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้ติดอันดับ Top 20 ของโลกภายในปี 2573 โดยคาดหวังว่าการขับเคลื่อนในครั้งนี้จะช่วยให้ศักยภาพเศรษฐกิจของไทยเติบโตได้สูงกว่า 5% เพื่อให้รายได้ต่อหัวขยับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข่าวนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตามองว่า กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง จะเปลี่ยนโฉมหน้าคุณภาพชีวิตคนไทยได้มากน้อยแค่ไหน

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากขึ้น ทางภาครัฐได้วาง 4 เสาหลักสำคัญในการขับเคลื่อน ดังนี้:

  • การลงทุนใหม่: เน้นสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และดิจิทัล เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนระดับโลก
  • การค้าและบริการ: ยกระดับการส่งออกและสร้างศูนย์กลางการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม
  • ทุนมนุษย์: พัฒนาทักษะแรงงานให้พร้อมสำหรับงานยุคใหม่ (High Skills)
  • ประสิทธิภาพภาครัฐ: ปรับโฉมกฎหมายให้เป็นมิตรต่อธุรกิจและลดอุปสรรคการทำงาน

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจมาก เพราะเราไม่ได้มองแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่ทั้งองคาพยพ ทั้งการปรับตัวของ SME การดึงดูดการลงทุนใหม่ และการปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังตามโรดแมปนี้ ประเทศไทยก็น่าจะมีโอกาสมุ่งสู่การเป็นเศรษฐกิจระดับแถวหน้าของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน มาร่วมลุ้นและติดตามกันต่อไปครับว่าก้าวต่อไปของการขับเคลื่อนชุดนี้จะเห็นผล ‘Big Win’ ในด้านใดก่อนเป็นอันดับแรก

ที่มา – กรอ.นัดแรก เคาะเป้าใหญ่ “เอกนิติ” กางโรดแมปเศรษฐกิจไทย 12 ปี ดันประเทศสู่รายได้สูง

แจงปม ภาวุธ ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด โยงตรวจสอบ TH-AI Passport

แจงปม ภาวุธ ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด โยงตรวจสอบ TH-AI Passport

กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมากสำหรับกรณีของ นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ที่ถูกพาดพิงในแถลงการณ์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับคดีแชร์ลูกโซ่และ Forex ผิดกฎหมาย ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง ทางพรรคประชาชนจึงได้ออกมาให้ข้อมูลเพื่อสร้างความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงว่า ทางพรรคไม่มีนโยบายปกป้องทำผิด หากมีการกระทำความผิดจริงพรรคพร้อมดำเนินการตามมาตรฐานวินัยอย่างเคร่งครัด อย่างไรก็ตาม ในกรณี แจงปม ภาวุธ ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด โยงตรวจสอบ TH-AI Passport นี้ ทางพรรคมีความสงสัยว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจมีแรงจูงใจทางการเมืองแอบแฝง เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของพรรคในการตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

เบื้องหลังการตรวจสอบที่เข้มข้นสู่ประเด็น แจงปม ภาวุธ ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด โยงตรวจสอบ TH-AI Passport

นอกจากประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมแล้ว ทางพรรคประชาชนยังตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการแถลงข่าวของ DSI เนื่องจากมีการยกเลิกหัวข้อการแถลงอื่นไปอย่างน่าสงสัย อีกทั้งยังมีการระบุชื่อของนายภาวุธในช่วงตอบคำถาม ซึ่งดูเหมือนเป็นการสร้างกระแสด้านลบมากกว่าการนำเสนอข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรมปกติ

  • พรรคประชาชนยึดมั่นในความโปร่งใสและพร้อมให้ตรวจสอบ
  • นายภาวุธยืนยันไม่ใช้สิทธิเอกสิทธิ์ สส. คุ้มครองตนเอง
  • ทางพรรคมีคณะกรรมการวินัยคอยตรวจสอบนักการเมืองของพรรคอย่างเข้มข้น

การดำเนินการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ถือเป็นภารกิจหลักที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญอย่างมาก การที่จู่ๆ มีกระแสข่าวพาดพิงสมาชิกพรรคในช่วงเวลานี้ จึงถูกมองว่าอาจเป็นกลยุทธ์ของฝ่ายตรงข้ามในการตอบโต้การตรวจสอบของกรรมาธิการงบประมาณและกรรมาธิการยุติธรรม

ท้ายที่สุดแล้ว ความจริงจะเป็นอย่างไรต้องรอผลจากกระบวนการยุติธรรมของ DSI ต่อไป โดยทางพรรคประชาชนยืนยันว่าพรรคในฐานะสถาบันการเมืองไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะดำเนินการทุกอย่างให้เกิดความชัดเจนที่สุดเพื่อให้ความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชน เพราะการตรวจสอบรัฐบาลคือสิ่งที่พรรคตั้งใจทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ หากภาครัฐทำงานด้วยความสุจริตและยึดถือประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ย่อมไม่ต้องใช้การเมืองมาสร้างกระแสลดทอนความน่าเชื่อถือเช่นนี้

ที่มา – แจงปม “ภาวุธ” ปชน. ไม่ปกป้องคนผิด ตั้งข้อสังเกตอาจโยงปมตรวจสอบ TH-AI Passport

Scroll to top