ข่าวการเมือง

รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน

ในยุคที่สถานการณ์พลังงานโลกมีความผันผวนสูง การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด

รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน

การเดินหน้าความร่วมมือด้านพลังงานกับเมียนมาถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า เมียนมาคือคู่ค้าสำคัญที่ส่งก๊าซธรรมชาติให้ไทยมานานกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันก๊าซเหล่านี้มีสัดส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศ การที่ รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องปากท้องของประชาชนโดยตรง

ความสำคัญของการต่อสัญญาก๊าซและการลงทุนใหม่

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการในหลายส่วน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ดังนี้:

  • การต่ออายุสัญญาแหล่งก๊าซเดิมที่ใกล้หมดอายุ เพื่อรักษาปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าสู่ระบบให้ต่อเนื่อง
  • การเจรจาโอกาสในการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ เช่น แหล่ง A6 ซึ่งถือเป็นทางเลือกสำคัญในการกระจายแหล่งที่มาของก๊าซ
  • การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

การกระจายความเสี่ยงโดยการหาแหล่งก๊าซเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งจนเกินไป แต่ยังส่งผลดีต่อการบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาวอีกด้วย เมื่อเรามีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและราคาที่แข่งขันได้ เศรษฐกิจโดยรวมของไทยก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในโลกที่พลังงานคือหัวใจของการพัฒนา ประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไว้ได้ ย่อมมีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง หวังว่าความร่วมมือนี้จะประสบความสำเร็จและส่งผลดีต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เดินหน้าต่อสัญญาก๊าซ

กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69

กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69

ข่าวดีสำหรับผู้ประกันตนและผู้ประกอบการทุกคนครับ! หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องความกังวลเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้งฯ ได้ออกมาสยบข่าวลือและชี้แจงสถานการณ์ให้ทราบโดยทั่วกันว่า กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69 อย่างแน่นอน โดยจะเป็นการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เพื่อเข้ามาทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของเราทุกคนในคณะกรรมการประกันสังคมครับ

ทำความเข้าใจใหม่: ชะลอแค่กระบวนการ ไม่ใช่เลื่อนวัน

หลายท่านอาจเกิดความสับสนเมื่อได้ยินข่าวเรื่องการชะลอการประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่ผมขอเน้นย้ำตรงนี้ว่า กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69 ซึ่งการที่ศาลปกครองกลางมีคำสั่งทุเลาการดำเนินการในบางส่วนนั้น เป็นเพียงการจัดการขั้นตอนภายในเพื่อความรอบคอบและถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น โดยจะไม่มีผลกระทบต่อวันเลือกตั้งจริงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 นี้ครับ

เพื่อให้การเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและโปร่งใส ทางสำนักงานประกันสังคมได้เตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ดังนี้:

  • เร่งสรุปรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ครอบคลุมและแม่นยำ
  • ปรับปรุงขั้นตอนการตรวจสอบสิทธิให้สะดวกและทั่วถึงมากที่สุด
  • ประกาศรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามกำหนดการเดิมในวันที่ 19 สิงหาคม 2569
  • เตรียมสถานที่จัดเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้งให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้ใช้สิทธิ

ความพยายามในการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการมีส่วนร่วมจากพี่น้องผู้ประกันตนและนายจ้างทุกท่าน ดังนั้น การที่ กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69 จึงถือเป็นข่าวดีที่ทำให้เรายังคงสามารถไปใช้สิทธิเลือกตัวแทนที่จะเข้าไปบริหารกองทุนประกันสังคมได้ตามตารางเวลาที่วางไว้ครับ

หากท่านใดมีข้อสงสัยหรือต้องการตรวจสอบสิทธิของตนเอง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์อำนวยการจัดการเลือกตั้งฯ (ศอ.ลต.) โทรศัพท์ 0 2956 2929 ในวันและเวลาราชการ หรือติดต่อสายด่วนสำนักงานประกันสังคม 1506 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ อย่าลืมเตรียมตัวไปใช้สิทธิเพื่อกำหนดทิศทางสวัสดิการของพวกเรากันนะครับ

ที่มา – กกต.บอร์ดประกันสังคม ยืนยันไม่เลื่อนวันเลือกตั้ง ย้ำกำหนดเดิม 27 ก.ย. 69

มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ

มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการราชการไทย เมื่อนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนในการจัดการผู้เกี่ยวข้องกับกรณี มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ โดยเน้นย้ำว่านี่คือภารกิจสำคัญเพื่อกู้คืนความเชื่อมั่นให้แก่ระบบการสอบแข่งขันของภาครัฐให้กลับมาศักดิ์สิทธิ์และโปร่งใสอีกครั้ง

เปิดเบื้องลึกการตรวจสอบโกงสอบท้องถิ่น

การดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 5,925 ราย ไม่ได้เป็นเพียงการลงโทษรายบุคคลเท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังขบวนการทุจริตว่า ทางกระทรวงมหาดไทยเอาจริง การตรวจสอบครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเน้นแค่การเอาผิดย้อนหลัง แต่ต้องการสาวไปถึงต้นตอของขบวนการโกงทั้งหมด เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่ตั้งใจสอบด้วยความรู้ความสามารถจริงจะไม่เสียโอกาสไปเพราะการกระทำของคนกลุ่มนี้

นายวรศิษฎ์กล่าวเน้นย้ำว่า มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ โดยต้องแยกแยะระหว่างคนสุจริตและคนทุจริตอย่างเด็ดขาด ระบบราชการไทยต้องไม่มีที่ยืนให้กับคนที่ใช้ทางลัดในการเข้าสู่ตำแหน่ง หากตรวจสอบพบเจ้าหน้าที่รัฐหรือใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลัง จะต้องถูกดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ละเว้น

  • เร่งตรวจสอบหลักฐานและข้อเท็จจริงตามกฎหมาย
  • แยกผู้ทุจริตและผู้สุจริตออกจากกันเพื่อคุ้มครองสิทธิ์
  • กวาดล้างขบวนการต้นตอการโกงแบบขุดรากถอนโคน
  • ปรับปรุงกลไกการสอบให้ปลอดภัยและโปร่งใส

ในมุมมองของความยั่งยืน การแก้ปัญหาทุจริตนี้ต้องมองครอบคลุมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การควบคุมข้อสอบ การรักษาความลับ ไปจนถึงการจัดระเบียบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีมาตรฐานใหม่ที่ประชาชนไว้วางใจได้ เมื่อมีการจัดการอย่างจริงจังในกรณี มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ ย่อมเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่แสดงให้เห็นว่า การโกงไม่ใช่เครื่องมือที่จะนำพาไปสู่ความสำเร็จในชีวิตราชการได้อีกต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นธรรมคือหัวใจสำคัญของการรับราชการ หากปล่อยให้การทุจริตกัดกินระบบไปเรื่อยๆ คนเก่งคนดีก็จะหมดกำลังใจในการสอบแข่งขัน เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการเด็ดขาดจากกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้สังคมไทยมั่นใจในความยุติธรรมของการสอบแข่งขันภาครัฐได้อีกครั้ง

ที่มา – มท.4 ย้ำจัดการ 5,925 ราย โกงสอบท้องถิ่น คืนความเป็นธรรมให้ระบบสอบ ลั่นต้องสาวถึงต้นตอขบวนการโกง

“พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านขอเคลียร์

เจาะลึกปฏิบัติการ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านขอเคลียร์

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมบุกทลายธุรกิจต้องสงสัยย่านห้วยขวาง ในภารกิจ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ซึ่งงานนี้ถือเป็นการสั่นสะเทือนวงการธุรกิจสีเทาอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่พบความผิดปกติทั้งเรื่องใบอนุญาต และการใช้ตัวแทนอำพราง หรือนอมินี เพื่อประกอบธุรกิจในไทย

ความน่าตกใจของเหตุการณ์นี้ไม่ได้มีแค่เรื่องการทำธุรกิจผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงพฤติกรรมของผู้ประกอบการที่พยายามติดสินบนเจ้าหน้าที่กลางคัน ซึ่งนายพลพีร์ได้เปิดเผยว่า ขณะปฏิบัติการมีสายโทรศัพท์เข้ามาจากเจ้าของร้านเพื่อขอเคลียร์คดี โดยอ้างว่ามีการจ่ายส่วยให้เจ้าหน้าที่รัฐหลายหน่วยงานเป็นงวดๆ อยู่แล้ว ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทยหายไปไหน?

ทำไมปฏิบัติการ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ถึงสำคัญ?

ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการปราบปรามผู้มีอิทธิพลและกลุ่มทุนต่างชาติที่เอาเปรียบคนไทย โดยมีประเด็นหลักที่น่าสนใจดังนี้:

  • การตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น: พบชาวจีนถือหุ้นใหญ่โดยใช้คนไทยเป็นนอมินี
  • การตรวจสอบความปลอดภัย: อาคารไม่มีระบบป้องกันอัคคีภัยที่ได้มาตรฐาน
  • การทำธุรกิจผิดกฎหมาย: มีการจ้างงานแรงงานต่างด้าวในอาชีพที่สงวนไว้สำหรับคนไทย
  • เส้นทางการเงิน: พบความเชื่อมโยงกับเว็บพนันออนไลน์และการชำระเงินที่เลี่ยงภาษี

หลายคนคงตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว ครั้งนี้ จะนำไปสู่การจับกุมข้าราชการกังฉินได้จริงหรือไม่ นายพลพีร์ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ผิดคือผิด” และจะไม่ยอมให้ข้าราชการที่ทุจริตมาทำลายผลประโยชน์ของชาติ โดยจะมีการตรวจสอบย้อนหลังทั้งทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นที่ดีในการทำความสะอาดบ้านเมือง หากภาครัฐเอาจริงเอาจังเช่นนี้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นของประชาชนจะกลับมา และธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายของคนไทยจะสามารถเติบโตได้อย่างเป็นธรรม การทลายเครือข่ายนอมินีไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการคืนสิทธิและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทยในพื้นที่อย่างแท้จริง

ที่มา – “พลพีร์” บุกจับโรงแรมนอมินีจีน แฉเจ้าของร้านโทรขอเคลียร์ อ้างจ่ายให้ จนท.รัฐแล้ว

เจเศรษฐ์ สั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใน จ.น่าน 24 ชม.

สถานการณ์ฝนตกหนักในช่วงนี้ทำเอาหลายพื้นที่ต้องคอยติดตามข่าวกันอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด “เจเศรษฐ์” สั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใน จ.น่าน 24 ชม. หากจำเป็นพร้อมช่วยทันที เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย หลังระดับน้ำในแม่น้ำน่านมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจเศรษฐ์ สั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใน จ.น่าน 24 ชม.

นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำถึงการทำงานเชิงรุก โดยระบุว่าขณะนี้ได้มีการประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานท้องถิ่นให้เกาะติดสถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดน่านแบบไม่คลาดสายตา โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเวียงสา และอำเภอเมือง ที่ระดับน้ำเริ่มเข้าใกล้ระดับวิกฤต การสั่งการให้ “เจเศรษฐ์” สั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใน จ.น่าน 24 ชม. หากจำเป็นพร้อมช่วยทันที จึงถือเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวบ้านให้ได้มากที่สุด

มาตรการเตรียมความพร้อมและการรับมือ

เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในการรับมือกับมวลน้ำ นายเจเศรษฐ์ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ ดังนี้:

  • จัดเตรียมกำลังคนและเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง
  • เร่งแจ้งเตือนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำริมแม่น้ำให้เตรียมยกของขึ้นที่สูง
  • เฝ้าระวังจุดเสี่ยงและพนังกั้นน้ำที่มีการประเมินว่าอาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่เพิ่มขึ้น
  • ดูแลกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ ทั้งผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็ก ให้ปลอดภัยเป็นอันดับแรก

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ข้อมูลจากสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำมาประกอบการประเมินสถานการณ์อย่างแม่นยำ เพื่อให้การตัดสินใจเข้าช่วยเหลือทำได้ทันท่วงที ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงก่อน โดยยึดหลักการทำงานที่ว่า “ป้องกันไว้ดีกว่าแก้” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรับมือภัยธรรมชาติในครั้งนี้

ข้อความถึงพี่น้องชาวน่าน

สำหรับชาวน่านที่อาศัยอยู่ใกล้ลำน้ำ ขอให้ท่านติดตามประกาศจากทางราชการอย่างต่อเนื่อง งดเว้นการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหากน้ำเริ่มท่วมขัง และเตรียมย้ายรถหรือเอกสารสำคัญไปยังจุดปลอดภัย ความร่วมมือของทุกคนจะช่วยให้ผ่านวิกฤตน้ำท่วมนี้ไปได้อย่างราบรื่น ภาครัฐพร้อมเคียงข้างและเร่งระดมความช่วยเหลือเต็มที่ หากสถานการณ์มีความเสี่ยงเพิ่มเติมจะมีการยกระดับมาตรการในทันที เพื่อให้ทุกคนมั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะไปถึงมือท่านอย่างรวดเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” สั่งทุกหน่วยเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำใน จ.น่าน 24 ชม. หากจำเป็นพร้อมช่วยทันที

เจาะลึกความสำเร็จ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี นายกฯ ควงภริยาเต้นแอโรบิก

เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่สร้างสีสันและพลังบวกให้กับคนไทยทั้งประเทศเลยทีเดียว สำหรับกิจกรรมสุดคึกคักอย่างโครงการ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ที่เพิ่งจัดพิธีฉลองความสำเร็จไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สนามศุภชลาศัย โดยงานนี้ได้รับเกียรติจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มาเป็นประธานในพิธีด้วยตัวเอง

บรรยากาศสุดประทับใจในงาน 74 วัน 74 ล้านแคลอรี

ภายในงานเราได้เห็นภาพที่น่ารักและอบอุ่น เมื่อท่านนายกฯ ได้ควงคู่ภริยา คุณจ๋า ธนนนท์ ชาญวีรกูล มาร่วมกิจกรรมออกกำลังกายร่วมกับประชาชนกว่า 7,400 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนาน โดยไฮไลท์สำคัญคือการที่นายกฯ นำทีมข้าราชการและประชาชนเต้นแอโรบิกต่อเนื่องแบบ 4 เพลงรวด ซึ่งเพลงที่เรียกเสียงกรี๊ดและสร้างความบันเทิงได้มากที่สุดคงหนีไม่พ้นเพลง “เชฟบ๊ะ” ของคุณฮาย อาภาพร นั่นเอง

ทำไมโครงการ 74 วัน 74 ล้านแคลอรี ถึงประสบความสำเร็จเกินคาด?

ความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสะท้อนถึงวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนไทย โดยจากเป้าหมายที่วางไว้ พี่น้องประชาชนที่เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์ม “ก้าวท้าใจ” สามารถเผาผลาญแคลอรีไปได้ถึง 153 ล้านแคลอรี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เกือบเท่าตัว โดยมีปัจจัยความสำเร็จดังนี้:

  • การมีส่วนร่วมของผู้นำ: ท่านนายกฯ ได้แสดงให้เห็นถึงแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพผ่านการออกกำลังกายเชิงรุก
  • การสนับสนุนจากภาครัฐ: มีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สวนสาธารณะและลานกิจกรรมที่เข้าถึงง่าย
  • กระแสความร่วมมือ: เกิดจากความร่วมมือของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และกรมอนามัย ที่ช่วยกันปลุกกระแสรักสุขภาพ

รัฐบาลได้เน้นย้ำเสมอว่า การออกกำลังกายไม่ใช่แค่เรื่องของการลดน้ำหนัก แต่คือการสร้างรากฐานของความมั่นคงทางสังคมและสุขภาพของคนในชาติในระยะยาว หากคนในชาติมีสุขภาพดี ก็จะส่งผลดีต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจโดยรวม การที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับสุขภาพเชิงรุกและสร้างลานกิจกรรมใกล้บ้าน จึงเป็นก้าวย่างที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย

หากใครที่พลาดโอกาสในรอบนี้ ไม่ต้องเสียใจไปครับ เพราะกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพดีๆ แบบนี้มีให้ติดตามอย่างต่อเนื่องผ่านโครงการของกระทรวงสาธารณสุขและกรมอนามัย การหันมาขยับร่างกายวันละนิดเปลี่ยนให้การออกกำลังกายกลายเป็นวิถีชีวิต จะช่วยให้คุณมีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรงอย่างยั่งยืน แล้วมาร่วมสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งสุขภาพดีไปด้วยกันนะครับ

ที่มา – ประกาศความสำเร็จ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” นายกฯ ควงภริยาเต้นแอโรบิก

“นายกฯ หนู” เลี่ยงตอบปมโพสต์วิ่งหัวชนกำแพง

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสนใจให้กับผู้ติดตามข่าวการเมืองไม่น้อย เมื่อ “นายกฯ หนู” เลี่ยงตอบปมโพสต์วิ่งหัวชนกำแพง ที่ได้โพสต์ข้อความปริศนาผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก” ทำเอาหลายคนต่างตั้งคำถามและตีความไปต่างๆ นานาว่าข้อความนี้สื่อถึงสถานการณ์บ้านเมืองหรือบุคคลใดเป็นพิเศษหรือไม่

“นายกฯ หนู” เลี่ยงตอบปมโพสต์วิ่งหัวชนกำแพง หลังร่วมงานเต้นแอโรบิก

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 ภายหลังจากที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปร่วมกิจกรรมเต้นแอโรบิกในโครงการ “74 วัน 74 ล้านแคลอรี” ณ สนามศุภชลาศัย บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก แต่ทว่าทันทีที่สื่อมวลชนพยายามสอบถามถึงความหมายของโพสต์ดังกล่าว “นายกฯ หนู” เลี่ยงตอบปมโพสต์วิ่งหัวชนกำแพง โดยเลือกที่จะใช้วิธีการชูกำปั้นขึ้นมาในท่าออกกำลังกายแทนการให้สัมภาษณ์เจาะลึก

ท่าทีของ “นายกฯ หนู” เลี่ยงตอบปมโพสต์วิ่งหัวชนกำแพง ด้วยรอยยิ้ม

ท่ามกลางความสงสัยของผู้สื่อข่าว นายอนุทินกลับมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มและไม่ได้มีท่าทีเคร่งเครียดแต่อย่างใด โดยได้กล่าวสั้นๆ กับสื่อมวลชนเพียงว่า “ออกกำลังกายกัน” ก่อนที่จะขึ้นรถเดินทางกลับทันที ซึ่งการกระทำนี้ยิ่งทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลถึงสิ่งที่นายกฯ ต้องการจะสื่อสารจริงๆ

หากเราวิเคราะห์ถึงความเคลื่อนไหวนี้ สิ่งที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การสื่อสารเชิงสัญลักษณ์: นายอนุทินเลือกใช้ท่วงท่าทางกายภาพแทนคำพูด เพื่อเลี่ยงความขัดแย้ง
  • กระแสโซเชียล: ข้อความที่สื่อถึงการวิ่งชนกำแพงสะท้อนถึงอุปสรรคในการทำงานหรือการเมืองในมุมมองของผู้นำ
  • ความชัดเจนในจุดยืน: แม้จะเลี่ยงคำตอบ แต่การเน้นเรื่องสุขภาพก็เป็นการเปลี่ยนประเด็นได้อย่างแนบเนียน

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าว การที่ผู้นำเลือกที่จะไม่ขยายความในเรื่องที่เปราะบางอาจเป็นการเลี่ยงความวุ่นวายในช่วงเวลานี้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง การโพสต์ปริศนาก็เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังซึ่งเรียกยอดไลก์และคำวิจารณ์ได้เป็นอย่างดี ส่วนกำแพงที่นายกฯ กล่าวถึงนั้นจะหมายถึงสิ่งใด คงต้องรอติดตามท่าทีและผลงานทางการเมืองของท่านกันต่อไปว่า “กำแพง” นั้นจะถูกทำลายหรือจะสูงขึ้นไปอีกในอนาคต

ที่มา – “นายกฯ หนู” เลี่ยงตอบปมโพสต์วิ่งหัวชนกำแพง ทำท่าชูกำปั้นชวนออกกำลังกาย

ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญ

สถานการณ์น้ำในประเทศไทยช่วงนี้กลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายให้ความสำคัญอย่างมาก ล่าสุดได้มีการถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับสภาวะอากาศที่แปรปรวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและภาคธุรกิจในอนาคตอันใกล้นี้

ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ

จากการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนีโญ ซึ่งมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นในปีหน้า ส่งผลให้เกิดความกังวลเรื่องการบริหารจัดการน้ำ นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการกักเก็บน้ำไว้ใช้ก่อนที่ฤดูฝนจะสิ้นสุดลง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาวะขาดแคลนน้ำที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม

มาตรการสำคัญและการปรับตัวสู่เกษตรสมัยใหม่

นอกจากเรื่องการกักเก็บน้ำแล้ว ในที่ประชุมยังได้มีการพูดถึงแนวทางการจัดการน้ำในภาคการเกษตรอย่างจริงจัง เพื่อให้การถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังนี้:

  • การทำฝนหลวง: ใช้เพื่อบรรเทาสถานการณ์ในพื้นที่ที่น้ำในเขื่อนยังไม่เพียงพอ
  • การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง: เทคนิคที่ช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 50% และลดการใช้พลังงานในการสูบน้ำเข้านา
  • การจัดการนาแปลงใหญ่: เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานและเกษตรกรมีประสิทธิภาพสูงสุด

การปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่เกษตรกรไทยต้องเริ่มปรับตัว เพราะหากเราไม่เริ่มตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญในอนาคตอาจรุนแรงจนยากจะแก้ไข ทั้งนี้ การปลูกข้าวรูปแบบใหม่ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องของการประหยัดทรัพยากรน้ำเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสดีที่ชาวนาจะได้รับประโยชน์จากการขายคาร์บอนเครดิตและเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตข้าวของตนเองได้อีกด้วย

บทเรียนจากการประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและประชาชนในการวางแผนรับมือล่วงหน้า คือหัวใจสำคัญของการป้องกันภัยพิบัติ เราควรสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาใช้นวัตกรรมจัดการน้ำเพื่อความมั่นคงในระยะยาวของประเทศ ทุกฝ่ายต้องตระหนักและร่วมมือกันเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่สถานการณ์น้ำจะกลายเป็นวิกฤตที่ยากเกินเยียวยา

ที่มา – ถกรับมือแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งภาคกลาง “วราวุธ” ห่วงเอลนีโญทำขาดแคลนน้ำ

“ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

“ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในแวดวงการเมืองไทย เมื่อมีการหยิบยกเรื่องราวของ “กำแพง” ขึ้นมาเปรียบเทียบกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนในสังคมปัจจุบัน โดยการปะทะคารมผ่านโซเชียลมีเดียระหว่างฟากรัฐบาลและฝ่ายค้าน สะท้อนให้เห็นว่า “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง นั้นไม่ใช่แค่การเปรียบเปรยธรรมดา แต่คือความอัดอั้นของทั้งนักการเมืองและประชาชนที่ต้องอยู่กับปัญหาที่ดูเหมือนจะแก้ไขไม่ได้เสียที

เปิดมุมมองเมื่อ “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือ “ต้น” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาตีแผ่ความจริงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “กำแพง” ที่คนไทยทุกคนกำลังเผชิญอยู่นั้น ประกอบไปด้วยปัญหาคอร์รัปชัน การฮั้วประมูล การโกงสอบราชการ รวมถึงระบบอุปถัมภ์ที่รัฐบาลปัจจุบันดูเหมือนจะทำเป็นเรื่องปกติ โดยเขามองว่านี่คือสิ่งที่กัดกินสังคมไทยอย่างเงียบเชียบ

ในขณะเดียวกัน ทางด้าน น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล หรือ “ไหม” ก็ได้แสดงความรู้สึกในเวทีเสวนา “คิดต่อจากนิธิ” ด้วยความรู้สึกที่จริงใจและเปราะบางว่า การทำงานการเมืองในฐานะฝ่ายค้านนั้นเหนื่อยเพียงใด เมื่อคำว่า “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับเหนื่อยสู้กับกำแพง กลายเป็นคำนิยามที่ชัดเจนที่สุดสำหรับความพยายามที่ดูเหมือนจะชนกับกำแพงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ยังหาจุดจบไม่ได้

สรุปสถานการณ์กำแพงการเมืองไทย:

  • ปัญหาคอร์รัปชันที่เป็นรากเหง้าของความเหลื่อมล้ำ
  • การละเลยปัญหาของประชาชนเพื่อรักษาอำนาจทางการเมือง
  • ความท้อแท้ของคนทำงานที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศ
  • ความหวังเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นพลังใจให้สู้ต่อในวันที่ทุกอย่างดูมืดมน

ความเหนื่อยล้าของ “ไหม” ศิริกัญญา ไม่ได้แปลว่าเธอยอมแพ้ แต่เป็นการสะท้อนถึง “กำแพง” ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าคนเพียงคนเดียวหรือพรรคการเมืองเดียวจะทลายลงได้ในทันที หากปราศจากการตื่นตัวของภาคประชาชน การเมืองที่ควรจะเป็นความหวังของทุกคนก็อาจกลายเป็นเพียงเกมการชิงอำนาจที่วนลูปไปไม่จบสิ้น สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการที่ประชาชนจะต้องช่วยกันเป็นแรงผลักดัน และไม่ปล่อยให้ความหวังของสังคมถูกฝังไปกับกำแพงเหล่านี้

ที่มา – “ต้น” ชี้สารพัดกำแพงที่คนไทยกำลังเผชิญ “ไหม” รับ เหนื่อยสู้กับกำแพง

Scroll to top