ในยุคที่สถานการณ์พลังงานโลกมีความผันผวนสูง การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด
รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน
การเดินหน้าความร่วมมือด้านพลังงานกับเมียนมาถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า เมียนมาคือคู่ค้าสำคัญที่ส่งก๊าซธรรมชาติให้ไทยมานานกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันก๊าซเหล่านี้มีสัดส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศ การที่ รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องปากท้องของประชาชนโดยตรง
ความสำคัญของการต่อสัญญาก๊าซและการลงทุนใหม่
ปัจจุบันกระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการในหลายส่วน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ดังนี้:
- การต่ออายุสัญญาแหล่งก๊าซเดิมที่ใกล้หมดอายุ เพื่อรักษาปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าสู่ระบบให้ต่อเนื่อง
- การเจรจาโอกาสในการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ เช่น แหล่ง A6 ซึ่งถือเป็นทางเลือกสำคัญในการกระจายแหล่งที่มาของก๊าซ
- การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ
การกระจายความเสี่ยงโดยการหาแหล่งก๊าซเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งจนเกินไป แต่ยังส่งผลดีต่อการบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาวอีกด้วย เมื่อเรามีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและราคาที่แข่งขันได้ เศรษฐกิจโดยรวมของไทยก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย
ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในโลกที่พลังงานคือหัวใจของการพัฒนา ประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไว้ได้ ย่อมมีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง หวังว่าความร่วมมือนี้จะประสบความสำเร็จและส่งผลดีต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้ครับ
ที่มา – รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เดินหน้าต่อสัญญาก๊าซ


