ข่าววันนี้

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

สลด! รถไฟเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว

เกิดเหตุสลด รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว บริเวณจุดข้ามทางรถไฟในเมืองทางตอนใต้ของเดนมาร์ก ส่งผลให้รถไฟตกรางอย่างน้อย 2 ตู้ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ บาดเจ็บเกือบ 20 ราย ผู้โดยสารกว่า 90 คน ต้องหนีตายอลหม่าน

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ได้เกิดอุบัติเหตุสะเทือนขวัญ รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว บริเวณจุดตัดทางรถไฟใกล้เมืองทิงเลฟ ระหว่างเมืองทิงเลฟและเมืองคลิปลิฟ ในเขตจัตแลนด์ตอนใต้ของประเทศเดนมาร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 ศพ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บประมาณ 20 ราย โดยในจำนวนผู้บาดเจ็บบางรายนั้นถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนด้วยเฮลิคอปเตอร์

เจ้าหน้าที่ตำรวจเดนมาร์กได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในขณะที่เกิดเหตุการณ์เศร้าสลดนี้ มีผู้โดยสารทั้งหมด 95 คนอยู่บนขบวนรถไฟโดยสาร รวมถึงนักเรียนจากโรงเรียนชื่อดังในเมืองเซอนเนอร์บอร์ก ซึ่งทางบริษัทผู้ให้บริการเดินรถไฟ ได้ออกประกาศหยุดให้บริการในเส้นทางระหว่างทิงเลฟ-เซอนเนอร์บอร์ก ซึ่งเป็นเส้นทางที่อยู่ใกล้กับชายแดนประเทศเยอรมนี

ภาพถ่ายจากสถานที่เกิดเหตุเผยให้เห็นภาพที่น่าสลดใจ โดยมีตู้โดยสารหนึ่งตู้พลิกตะแคงอยู่ข้างรางรถไฟ ผู้โดยสารจำนวนมากรวมตัวกันอยู่บนแนวรางรถไฟ ในขณะที่สื่อท้องถิ่นรายงานว่า ได้มีการส่งเฮลิคอปเตอร์ กองกำลังค้นหา และสุนัขดมกลิ่นเข้าให้ความช่วยเหลือในพื้นที่เกิดเหตุอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งมีการใช้โดรนเพื่อสำรวจสถานการณ์โดยรวม

หน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลโครงสร้างพื้นฐานรางรถไฟแห่งชาติ ได้ออกมายืนยันว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นที่จุดตัดทางรถไฟ และจากรายงานของสื่อท้องถิ่น ได้ระบุว่ามีตู้โดยสารอย่างน้อย 2 ตู้ที่ตกราง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการชนในครั้งนี้อย่างละเอียด

รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว

สถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุยังคงตึงเครียด เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ภายในรถไฟ และเร่งเคลียร์พื้นที่เพื่อให้การสอบสวนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น การสูญเสียชีวิตและอาการบาดเจ็บของผู้โดยสารจำนวนมากเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่ง และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต

ผลกระทบจากเหตุการณ์ รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว

อุบัติเหตุครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อการเดินทางและการขนส่งในพื้นที่โดยรอบ การหยุดให้บริการในเส้นทางทิงเลฟ-เซอนเนอร์บอร์ก ทำให้ผู้โดยสารจำนวนมากได้รับผลกระทบ และอาจต้องหาเส้นทางอื่นในการเดินทาง นอกจากนี้ เหตุการณ์นี้ยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบขนส่งทางราง และอาจนำไปสู่การทบทวนมาตรการความปลอดภัยในการเดินรถไฟ

ความปลอดภัยของการขนส่งทางรางเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและบำรุงรักษารางรถไฟและอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการฝึกอบรมพนักงานให้มีความรู้ความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ การบังคับใช้กฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการขนส่งทางรางอย่างเคร่งครัดก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

เหตุการณ์ รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว ครั้งนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของความปลอดภัยในการขนส่งทางราง และร่วมมือกันป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การลงทุนในเทคโนโลยีและระบบความปลอดภัยที่ทันสมัย การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน เป็นสิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และทำให้การเดินทางด้วยรถไฟเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับทุกคน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพบริเวณจุดตัดทางรถไฟ รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ขับขี่รถยนต์ปฏิบัติตามกฎจราจรและให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเป็นอันดับแรก การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอุบัติเหตุและรักษาชีวิตของผู้คน

ที่มา – รถไฟโดยสารเดนมาร์กชนรถบรรทุกปุ๋ยหมักเหลว ทำให้รถไฟตกราง มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ เจ็บเกือบ 20 ราย

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่มสัมมนา เสี่ยงกินหัวคิว

“ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์” สส.อยุธยา ชำแหรกร่างงบประมาณ 2569 ชี้ งบประมาณ“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง กลับมีงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ทุ่มไปกับโครงการอบรมสัมมนา ที่เสี่ยงกลายเป็น งบสำหรับ “กินหัวคิว”

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 วาระที่ 2 และ 3 นายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.อยุธยา พรรคประชาชน ได้กล่าวอภิปรายในมาตรา 37 งบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนงานบูรณาการ ว่าหลายคนอาจสงสัยหรืออาจจะไม่ทราบว่าจริงๆ ประเทศไทย มีการตั้งงบประมาณเพื่อ “การต่อต้านทุจริต” ในชื่อว่า แผนบูรณาการการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เป็นเจ้าภาพในการจัดสรรงบประมาณและยังมีหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ เข้ามาเสนอของบประมาณกับแผนบูรณาการนี้

แต่ทำไมเรายังคงเห็นข่าวทุจริตอยู่ทุกวัน จากทั้งสื่อออนไลน์และโทรทัศน์ คำตอบนั้นคือ เพราะแผนการใช้งบประมาณที่ เป้าไม่ถึง เป้าไม่ตรง และเป้าดีมีไม่พอ

นายทวิวงศ์ กล่าวต่อว่า เป้าไม่ถึง คือ เป้าหมายหรือตัวชี้วัดที่ แผนบูรณาการต้านทุจริตนี้ได้ตั้งเอาไว้ โดยตั้ง corruption perception index หรือดัชนีการรับรู้การทุจริต เรียกง่ายๆ ว่า CPI ซึ่งเป็นดัชนีหรือตัวชี้วัดที่ทั่วโลกยอมรับกัน

แต่ ป.ป.ช. ตั้งเป้าหมายไว้สูงตลอดแต่ไม่เคยทำให้ดัชนีการรับรู้ทุจริตของไทยนั้นถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้เลย อย่างปีล่าสุดที่มีการประเมิน ปี 2567 ตั้งเป้าหมาย ไว้ว่าต้องได้อันดับหนึ่งใน 51 แต่สุดท้ายกลับรั้งอันดับ 107 และหวังจะได้คะแนน 53 คะแนน แต่ทำได้จริงแค่ 34 คะแนน และหลายปีที่ผ่านมา ไทยกลับได้คะแนนเพียงครึ่งเดียวของเป้าหมายที่ตั้งไว้โดยตลอด

ข้อสังเกตที่สำคัญอีกอย่างคือ ป.ป.ช. ยังใช้ตัวชี้วัดของไทยเราเองอย่าง การประเมิน ITA หรือการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานรัฐ แต่ที่น่าสนใจคือ มีค่าเฉลี่ยดีขึ้นทุกปี สวนทางกันกับการประเมินที่ต่างประเทศยอมรับ และนั่นเป็นเพราะเป้าไม่ตรง ที่เป้าหมายของเราไม่ตรงกับการแก้ปัญหาทุจริตที่ควรจะเป็น เพราะในรายละเอียด งบในแผนบูรณาการต่อต้านการทุจริตฯ นั้น มีทั้งหมดกว่า 961 ล้านบาท แต่งบประมาณส่วนใหญ่หมดไปกับการอบรมสัมมนา กว่า 52% หรือกว่า 500 ล้านบาท และยังเป็นงบที่เพิ่มขึ้นทุกปี

ตัวอย่างน่าสนใจ คือ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่คอยสนับสนุน อบจ. เทศบาล อบต. ต่างๆ แต่งบประมาณที่ขอมาในแผนบูรณาการการต้านทุจริตฯ กลับมีแต่ “งบอบรมสัมมนาล้วนๆ” กว่า 26 ล้านบาท แค่ค่าอาหารในโครงการอบรมสัมมนา ก็มีมากกว่า 9 ล้านบาท ค่าที่พักอีก 7.5 ล้านบาท

คำถามคือ การอบรมแบบนี้จะช่วยให้ กรณีอย่าง “เสาไฟกินรี” หายไปจากการจัดซื้อจัดจ้างของท้องถิ่นหรือไม่

นายทวิวงศ์ จึงกล่าวว่า ตนเองขอเสนอ ให้ควรจัดทำเป็น “งบอุดหนุน” ให้ท้องถิ่นทั่วประเทศ ได้ทำ “ระบบถ่ายทอดสดการประชุมสภาท้องถิ่น” เพื่อเปิดเผยข้อมูลในสภาท้องถิ่นว่า นำภาษีของประชาชนไปใช้อะไรบ้าง และยังส่งผลให้ท้องถิ่นไม่ต้องกังวลว่า งบประมาณการเปิดถ่ายทอดสด จะเบียดบังงบประมาณของท้องถิ่นเอง

ส่วนประเด็นต้องสงสัยมากที่สุด คือ “งบอบรมสัมมนา” ที่เสี่ยงมาก ที่จะเป็น “งบกินหัวคิว” แต่กลับมี งบอบรมกว่า 500 ล้านบาท อยู่ใน งบแผนบูรณาการฯ ต่อต้านการทุจริต ซึ่งมันกลับหัวกลับหาง ไม่ใช่ว่างบอบรมปลูกฝังจิตสำนึกไม่ควรมี แต่ถ้ามันมากเกินจน อาจส่งผลให้เป้าที่ดีมีไม่พอ

เพราะเป้าหมายที่ดี ที่ควรจะมี คือ ระบบเปิดเผยข้อมูล และงบทำระบบตรวจสอบ จึงเป็นเหตุผลที่ตนเองต้องขอเสนอ ปรับลดงบประมาณกว่า 500 ล้านบาท ในส่วนที่เป็นงบฯ อบรมสัมมนา ออกจาก งบประมาณแผนบูรณาการต้านทุจริต

ทวิวงศ์ อัดงบฯ ต้านโกง

ทำไมงบประมาณต้านโกงถึงกลายเป็นประเด็น “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง

การที่ สส.ทวิวงศ์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณต้านโกงนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่ตรงจุด และอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันเสียเอง การจัดสรรงบประมาณจำนวนมากให้กับการอบรมสัมมนา ในขณะที่ระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลยังไม่แข็งแกร่ง อาจเป็นช่องทางให้เกิดการใช้งบประมาณที่ไม่โปร่งใสได้

การใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการต่อต้านการทุจริต การพิจารณาและปรับปรุงงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่แท้จริงของการต่อต้านการทุจริต จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และทำให้การแก้ไขปัญหาทุจริตเป็นไปอย่างยั่งยืน

เราควรสนับสนุนให้มีการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มงวด และส่งเสริมให้มีการเปิดเผยข้อมูลเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้ “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง เป็นไปอย่างถูกต้องโปร่งใส นอกจากนี้ การลงทุนในระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล จะช่วยลดโอกาสในการทุจริตและสร้างสังคมที่โปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่“ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง เพื่อให้งบประมาณที่ใช้ไป เกิดประโยชน์สูงสุดในการต่อต้านการทุจริตอย่างแท้จริง และสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “ทวิวงศ์” อัดงบฯ ต้านโกง ทุ่ม 500 ล้าน ไปกับโครงการสัมมนา ที่เสี่ยงเป็นงบกินหัวคิว

น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม ปากีฯ-อินเดีย ตายพุ่ง

ปากีสถานและอินเดีย เผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 260 ราย สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับบ้านเรือน และทำให้หลายพื้นที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอก เหตุการณ์เลวร้ายนี้เกิดขึ้นจากฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมฉับพลันและแผ่นดินถล่ม ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม: โศกนาฏกรรมที่ปากีสถานและอินเดีย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 หน่วยบรรเทาสาธารณภัยของปากีสถานได้รายงานว่า ฝนมรสุมที่โหมกระหน่ำอย่างต่อเนื่องได้ทำให้เกิด น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 200 ราย ภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง โดยในจำนวนนี้ มีผู้เสียชีวิต 180 รายในจังหวัดคีเบอร์ ปัคตุนควา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ นอกจากนี้ ในพื้นที่แคชเมียร์ของปากีสถาน มีผู้เสียชีวิตเพิ่มอีก 9 ราย และในภูมิภาคกิลกิต-บัลติสถาน มีผู้เสียชีวิต 5 ราย

สถานการณ์ในปากีสถานยังคงน่าเป็นห่วง เนื่องจากบ้านเรือนของประชาชนถูกกระแสน้ำพัดพาไปอย่างน้อย 30 หลังคาเรือน นอกจากนี้ เฮลิคอปเตอร์กู้ภัย M-17 ยังประสบอุบัติเหตุตกในระหว่างปฏิบัติภารกิจที่เมืองบาจอร์ เนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ลูกเรือทั้ง 5 คนเสียชีวิตทั้งหมด ความสูญเสียที่เกิดขึ้นซ้ำเติมความยากลำบากของประชาชนที่กำลังเผชิญกับ น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม

ความเสียหายในอินเดียจาก น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม

ในส่วนของอินเดียเองก็ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติในครั้งนี้เช่นกัน โดยในฝั่งอินเดียของแคชเมียร์ เกิดเหตุน้ำป่าซัดหมู่บ้านกลางหิมาลัย ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 60 ราย และยังมีผู้สูญหายอีกเป็นจำนวนมาก สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาเตือนว่า ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักจะยังคงถล่มภาคตะวันตกเฉียงเหนือของปากีสถานต่อไปในสัปดาห์หน้า ซึ่งหมายความว่า สถานการณ์ น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม อาจจะยังคงเกิดขึ้นต่อไป และอาจจะส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

เหตุการณ์ น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม ที่เกิดขึ้นในปากีสถานและอินเดียเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยธรรมชาติ การวางแผนผังเมืองและการก่อสร้างที่คำนึงถึงความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน ล้วนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการลดผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – น้ำป่าหลาก ดินโคลนถล่ม ปากีฯ-อินเดีย ยอดตายพุ่งเกือบ 260 ศพ

สภาฯ โหวตผ่าน! ร่างงบประมาณ 2569 ฉลุย

ตามคาด สภาฯ โหวตผ่านฉลุย ร่างงบประมาณ 2569 เสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเห็นชอบร่างงบประมาณ 2569 ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 257 เสียง และไม่เห็นด้วย 230 เสียง รองนายกรัฐมนตรี นายพิชัย ชุณหวชิร ได้กล่าวขอบคุณสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานในการประชุม หลังจากที่ประชุมได้พิจารณาร่างงบประมาณปี 2569 ครบทั้ง 41 มาตรา และคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากและข้างน้อยได้ชี้แจงเสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 3 วันตามที่ได้ตกลงกันไว้

ต่อมาในเวลา 22.49 น. นายไชยาได้เรียกที่ประชุมเพื่อแสดงตนและลงมติในวาระที่ 3 โดยถามที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 หรือไม่ ที่ประชุมมีมติเห็นด้วย 257 เสียง ไม่เห็นด้วย 230 เสียง งดออกเสียง 1 เสียง และไม่มีผู้ใดไม่ลงคะแนน

นอกจากนี้ นายไชยาได้สอบถามที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ปรากฏว่ามีผู้เห็นด้วย 398 เสียง ไม่เห็นด้วย 29 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง และไม่ลงคะแนน 17 เสียง

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้แทนรัฐบาล ได้กล่าวขอบคุณประธานสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2569 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ และการดำเนินงานตามภารกิจของหน่วยรับงบประมาณต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและบรรลุผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการ

รัฐบาลขอขอบคุณสำหรับข้อคิดเห็น คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และความห่วงใยต่างๆ ที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมา และจะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากการใช้งบประมาณมากที่สุด รัฐบาลขอขอบคุณคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ได้เสียสละเวลาร่วมมือกันพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ปี 2569 อย่างเต็มที่จนสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการ และรัฐบาลจะนำไปพิจารณาปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน

ร่างงบประมาณ 2569 ที่ผ่านการพิจารณาในครั้งนี้ จะถูกนำไปใช้อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ เพื่อขับเคลื่อนประเทศภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลและความมุ่งมั่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน

การอนุมัติ ร่างงบประมาณ 2569 มีความสำคัญอย่างไร?

การอนุมัติร่างงบประมาณมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การพัฒนาสังคม และความมั่นคงของชาติ การที่สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

การที่สภาผู้แทนราษฎรโหวตผ่านร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการบริหารประเทศ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไปในอนาคต การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้จ่ายงบประมาณอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

จากนั้น นายไชยาได้สั่งปิดประชุมในเวลา 22.57 น.

การผลักดัน ร่างงบประมาณ 2569 ถือเป็นความสำเร็จก้าวแรกที่สำคัญของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ในการที่จะนำนโยบายที่ได้หาเสียงไว้มาปฏิบัติให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และต้องติดตามกันต่อไปว่างบประมาณที่ได้รับการอนุมัติไปนั้น จะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติได้จริงหรือไม่

ที่มา – ตามคาด สภาฯ โหวตผ่านฉลุย ร่างงบประมาณ 2569 เสียงปริ่มน้ำไม่เป็นอุปสรรค

พริษฐ์ขอลดงบ บยส. หวั่นกระทบอิสระศาล

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” ส.ส. พรรคก้าวไกล อภิปรายขอหั่นงบประมาณหลักสูตร บยส. ของศาลยุติธรรมกว่า 16 ล้านบาท ชี้อาจสร้างระบบอุปถัมภ์และกระทบความเป็นอิสระของศาล

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ได้อภิปรายขอปรับลดงบประมาณในส่วนของโครงการหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.)

นายพริษฐ์กล่าวว่า หลักสูตรการฝึกอบรมของหน่วยงานรัฐมักถูกวิจารณ์ว่าสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างระบบอุปถัมภ์ เพราะมักมีผู้เข้าร่วมจากองค์กรที่ควรตรวจสอบกันเอง หรือองค์กรที่อาจเอื้อประโยชน์ให้กันได้ หนึ่งในหลักสูตรที่ถูกวิจารณ์คือหลักสูตร บยส. ของศาลยุติธรรม ซึ่งปีนี้ขอรับงบประมาณถึง 16 ล้านบาท

พริษฐ์ ขอลดงบหลักสูตร บยส.

เขากล่าวว่าสถาบันตุลาการควรทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง เป็นอิสระ และปราศจากอคติ การที่ผู้พิพากษาพัฒนาความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก อาจเกิดความเสี่ยงหากบุคคลเหล่านั้นกลายเป็นคู่ความในคดีที่ผู้พิพากษาเป็นผู้พิจารณา

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังเน้นย้ำว่า สถาบันตุลาการต้องคำนึงถึงภาพลักษณ์ในสายตาสังคม ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่การปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม แต่ยังขึ้นอยู่กับว่าประชาชนเชื่อมั่นว่าผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมด้วยหรือไม่ หากหลักสูตร บยส. กระทบต่อภาพลักษณ์นี้ ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

“หากประโยชน์ที่ได้รับจากหลักสูตรเหล่านี้วัดผลได้ยากหรือไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระและภาพลักษณ์ของความเป็นอิสระของผู้พิพากษา การเดินหน้าหลักสูตรเช่นนี้อาจเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย” นายพริษฐ์กล่าว

ความกังวลจากภายในศาลยุติธรรมต่อหลักสูตร บยส.

นายพริษฐ์กล่าวว่า ปัญหานี้ไม่ได้ถูกตั้งคำถามจากคนนอกเท่านั้น แต่ผู้พิพากษาบางส่วนก็กังวลเช่นกัน โดยเมื่อเดือนมกราคม 2568 มีผู้พิพากษาศาลฎีกา 2 ท่านเรียกร้องให้ยกเลิกหลักสูตร บยส. และไม่อนุญาตให้ผู้พิพากษาเข้าร่วมอบรมหลักสูตรอื่นที่คล้ายกัน นอกจากนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นผู้พิพากษาจำนวน 1,455 คน พบว่า 87% เห็นว่าหลักสูตร บยส. กระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้พิพากษา และ 82% เห็นว่าสมควรยกเลิกหลักสูตร

เขาเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรปรับลดงบประมาณในส่วนนี้ โดยอาจตัดลดงบประมาณทั้งหมด 16 ล้านบาท หรือปรับลดบางส่วนเพื่อปรับรูปแบบหลักสูตรให้ใช้งบประมาณน้อยลง และลดความเสี่ยงต่อความเป็นอิสระของผู้พิพากษา เช่น ปรับการเรียนการสอนเป็นออนไลน์มากขึ้น หรือเปลี่ยนจากการรับผู้เข้าเรียนเป็นรุ่นมาเป็นการจัดกิจกรรมตามหัวข้อ

นอกจากนี้ อาจพิจารณาปรับองค์ประกอบของผู้เรียน โดยแยกกิจกรรมระหว่างผู้พิพากษาและบุคคลภายนอก หรือเพิ่มความโปร่งใสเกี่ยวกับประโยชน์ที่สังคมจะได้รับ เช่น เผยแพร่คลิปการสอน หรือจัดเก็บฐานข้อมูลผู้เรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้พิพากษาปฏิบัติหน้าที่ในคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่เคยเรียนร่วมกัน

เขากล่าวว่าเข้าใจดีว่ามีอีกหลายหลักสูตรของหน่วยงานอื่นที่มีปัญหาคล้ายกัน แต่เมื่อหลักสูตร บยส. เป็นหลักสูตรที่เคยหารือกับผู้บริหารหลักสูตรโดยตรง และมีการเรียกร้องจากภายในองค์กรให้มีการยกเลิกหรือทบทวนอย่างชัดเจน

“ตนจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหากศาลยุติธรรมจะลุกขึ้นมาเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาเรื่องของระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทย โดยการยกเลิกหรือทบทวนหลักสูตรดังกล่าว ตนเชื่อว่าความกล้าหาญของผู้บริหารศาลยุติธรรมนั้นจะได้รับความชื่นชมจากหลายภาคส่วนในสังคม และจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้บริหารของหน่วยงานอื่นที่มีการจัดหลักสูตรในลักษณะคล้ายๆ กัน เดินตามความกล้าหาญของศาลยุติธรรมเช่นกัน” นายพริษฐ์กล่าว

การอภิปรายของนายพริษฐ์ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของภาครัฐและความโปร่งใสในการดำเนินงานขององค์กรต่างๆ การพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรต่างๆ เหล่านี้ อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – “พริษฐ์” ขอลดงบหลักสูตร บยส. หวั่นสร้างระบบอุปถัมภ์ กระทบความเป็นอิสระศาล

กพท. คลายล็อกบินโดรนทั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือ CAAT ได้ประกาศคลายล็อกการบินโดรนทั่วประเทศแล้ว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคมนี้ ภายใต้เงื่อนไขของพื้นที่ห้ามบินที่กำหนดไว้ การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ขอความร่วมมือให้งดบินโดรนในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ

ประกาศฉบับที่ 4 นี้ อนุญาตให้ทำการบินหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (โดรน) ทุกประเภทได้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน ตั้งแต่วันที่ 16 – 31 สิงหาคม 2568 หลังจากได้ขอความร่วมมืองดบินในช่วงวันที่ 30 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ตามที่หน่วยงานด้านความมั่นคงขอความร่วมมือเพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ต่าง ๆ

กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้

เงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตให้บินโดรนครั้งนี้:

  • โดรนทุกประเภทสามารถทำการบินได้ ยกเว้นพื้นที่ที่กำหนดตามประกาศ, จังหวัดชายแดนที่ประกาศกฎอัยการศึก หรือมีกองกำลังปฏิบัติการภาคพื้น (สระแก้ว ตราด บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ จันทบุรี สุรินทร์ และอุบลราชธานี) อำเภอสัตหีบ จ.ชลบุรี, อำเภอเมือง จ.ระยอง, รัศมี 9 กิโลเมตรรอบสนามบินและจุดขึ้นลงอากาศยานทุกแห่ง และพื้นที่ที่หน่วยงานความมั่นคงประกาศเป็นการเฉพาะเพิ่มเติม ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบพื้นที่อนุญาตได้ที่แอปพลิเคชัน UAS Portal
  • โดรนทุกประเภทต้องแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 วัน ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง โดยสามารถแจ้งที่ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และแจ้งต่อศูนย์บังคับและต่อต้านอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน ประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก (โดรน) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (ศบตอ.น.) อีเมล [email protected] 
  • ทำการบินได้เฉพาะเวลา 06.00-18.00 น. เท่านั้น (งดบินในเวลากลางคืนทุกกรณี)
  • ในพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่พื้นที่ห้ามบินตามประกาศสามารถขอปฏิบัติแตกต่างจากเงื่อนไขได้ ตามประกาศกระทรวงคมนาคม พ.ศ. 2558 และ 2567 โดยจะต้องขออนุญาตจาก CAAT ผ่านช่องทาง UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการ CAAT กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมมีแนวโน้มคลี่คลายลงในระดับที่สามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมการใช้โดรนของพลเรือนได้บางส่วน โดยยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการรักษาความมั่นคงของประเทศ ความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของการปฏิบัติการด้านความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน และเพื่อให้การดำเนินชีวิตของประชาชนและการประกอบกิจการต่าง ๆ สามารถกลับมาดำเนินได้ใกล้เคียงภาวะปกติ ฝ่ายความมั่นคงจึงประสานให้ปลดล็อกการบินโดรนทุกประเภทภายใต้เงื่อนไข

เตรียมพร้อม! กพท. คลายล็อกบินโดรนแล้ว

CAAT ขอขอบคุณผู้ใช้งานโดรนทุกท่านที่ปฏิบัติตามคำขอความร่วมมือของหน่วยงานความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา และย้ำว่าพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากผู้ใช้งาน นำไปพัฒนาระบบการขึ้นทะเบียนและการขออนุญาตบิน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายโดรน โดยเฉพาะโดรนเพื่อการเกษตรในอนาคตมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากขึ้น พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ผู้ใช้งานโดรนเกษตรทุกรายขึ้นทะเบียนตัวโดรนและผู้บังคับในระบบ UAS Portal ให้เรียบร้อย เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านระเบียบกฎหมายในอนาคต

สำหรับโดรนของราชการทหาร ตำรวจ ศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ และสำนักข่าวกรองฯ สามารถปฏิบัติการได้ตามอำนาจหน้าที่ ทั้งนี้เฉพาะโดรนของศุลกากร กระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงทรัพยากรฯ หากมีการบินในพื้นที่ห้ามบิน ขอความร่วมมือแจ้งข้อมูลล่วงหน้าผ่าน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th และ ศตอ.น. [email protected] และหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่เกี่ยวข้อง

หากพบเห็นการใช้งานโดรนที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง ที่ฝ่าฝืนประกาศนี้ ให้แจ้งข้อมูล ได้แก่ วัน เวลา สถานที่ที่พบเห็น ลักษณะของโดรน และภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเร็วผ่านช่องทางใดช่องทางหนึ่ง

การที่ กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งานโดรน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของทุกคนเเละความมั่นคงของชาติ หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน อย่าลืมตรวจสอบพื้นที่ที่สามารถบินได้ และแจ้งข้อมูลการบินล่วงหน้าตามที่กำหนด เพื่อให้การใช้งานโดรนเป็นไปอย่างราบรื่นเเละถูกต้องตามกฎหมายนะครับ

ที่มา – กพท. คลายล็อกบินโดรนทุกประเภททั่วประเทศ 16 ส.ค.นี้ ภายใต้เงื่อนไขพื้นที่ห้ามบิน

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ไทยรัฐทีวีรับประกาศนียบัตร

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ปี 2025 โดยไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตรอันทรงเกียรติ! ผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้มอบรางวัล “BMA MASS Award 2025” ให้แก่สื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ที่ช่วยสื่อสารนโยบายของกรุงเทพมหานครให้เข้าถึงประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025” ในฐานะสื่อที่เกาะติดการทำงานและนโยบายของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด

เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2568 ณ โรงแรมรอยัล ซิตี้ กรุงเทพมหานคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลอันทรงเกียรติ “BMA MASS Award 2025” งานนี้จัดขึ้นเพื่อเชิดชูเกียรติและยกย่องสื่อมวลชนที่มีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข่าวสารของกรุงเทพมหานคร เพื่อสร้างการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ในปีนี้ มีผลงานข่าวจากสื่อมวลชนหลากหลายแขนงส่งเข้าร่วมประกวดมากถึง 231 ผลงาน แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความมุ่งมั่นของสื่อในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม คณะกรรมการได้ทำการคัดเลือกอย่างเข้มข้น จนได้ผู้ได้รับรางวัลรวม 20 รางวัล แบ่งออกเป็น 6 ประเภท 2 สาขา ครอบคลุมทั้งสื่อโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ และสื่อออนไลน์

“ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ

นายชัชชาติได้กล่าวถึงความสำคัญของสื่อมวลชนในการพัฒนาเมืองว่า “งานนี้เป็นงานที่กรุงเทพมหานครจัดขึ้นเพื่อขอบคุณสื่อมวลชนที่ช่วยกันเผยแพร่ข่าวสารของกรุงเทพมหานครสู่พี่น้องประชาชน เพราะหัวใจสำคัญของการพัฒนาเมืองคือการที่ประชาชนมาร่วมมือร่วมใจกัน เพราะเมืองคือคน ปัจจุบันการสื่อสารกับประชาชนไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีสื่อหลากหลายรูปแบบ หากกรุงเทพมหานครทำเพียงฝ่ายเดียว คงไม่สามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง การมีสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาช่วย จะทำให้ข่าวสารเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น และเมื่อประชาชนร่วมเดินไปกับเรา การพัฒนาเมืองก็จะเต็มไปด้วยศักยภาพ”

นอกจากนี้ นายชัชชาติยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า สื่อที่ได้รับรางวัลในวันนี้ ล้วนผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมาแล้วทั้งสิ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสื่อเหล่านี้จะช่วยกันสื่อสาร ช่วยกันรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน หากกรุงเทพมหานครมีเรื่องใดที่ยังขาดตกบกพร่อง ก็พร้อมที่จะรับข้อมูลมาพิจารณาและดำเนินการแก้ไข

ไทยรัฐทีวี รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025”

สำหรับรางวัลสำคัญในปีนี้ สถานีโทรทัศน์ไทยรัฐทีวีได้รับประกาศนียบัตร “BMA MASS Inside 2025” ในฐานะสุดยอดสำนักข่าวที่เกาะติดการทำงานและนโยบายของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยรัฐทีวีในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การที่ “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคสื่อสารมวลชน เพื่อขับเคลื่อนกรุงเทพมหานครให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน การที่ไทยรัฐทีวีได้รับรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงคุณภาพและความมุ่งมั่นในการนำเสนอข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารท่วมท้น การมีสื่อที่น่าเชื่อถือและนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หวังว่ารางวัลที่ “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ จะเป็นกำลังใจให้สื่อมวลชนทุกแขนง มุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับทุกความท้าทาย

ที่มา – “ชัชชาติ” มอบรางวัลยกย่องบทบาทสื่อ ไทยรัฐทีวี ได้รับประกาศนียบัตร

ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

พรรคประชาชนเตรียมส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ลงสนามเลือกตั้งซ่อมเชียงราย! งานนี้ต้องมาดูกันว่า “สุทัศน์ ยาละ” จะสามารถคว้าชัยชนะเหนือ “สง่า พรมเมือง” จากพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่

ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

วันที่ 15 สิงหาคม 2568 พรรคประชาชนประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะส่ง นายสุทัศน์ ยาละ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แม้ว” ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. ในนามพรรคประชาชน ในการเลือกตั้งซ่อมเขต 7 จังหวัดเชียงรายที่จะมีขึ้นในเร็วๆ นี้ การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคู่แข่งคนสำคัญคือ นายสง่า พรมเมือง อดีต ส.อบจ.เขตเชียงแสน จากพรรคเพื่อไทย

วันพรุ่งนี้ (เสาร์ที่ 16 สิงหาคม 2568) เวลา 09.00 น. นายศรายุทธิ์ ใจหลัก เลขาธิการพรรคประชาชน จะเดินทางไปพร้อมกับนายสุทัศน์ ยาละ เพื่อทำการสมัครรับเลือกตั้ง ณ ที่ว่าการอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การปรากฏตัวของเลขาธิการพรรคเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความสำคัญที่พรรคประชาชนให้กับการเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้

ในขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็ได้เปิดตัวนายสง่า พรมเมือง ไปก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้การแข่งขันในเขต 7 จังหวัดเชียงรายทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองของนักวิเคราะห์การเมืองและประชาชนทั่วไป

ประวัติการศึกษาและประสบการณ์ของ “สุทัศน์ ยาละ” ผู้สมัคร ปชน. ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย

เพื่อทำความรู้จักกับผู้สมัครคนสำคัญจากพรรคประชาชน มาดูประวัติการศึกษาและประสบการณ์ทำงานของนายสุทัศน์ ยาละ กัน:

  • การศึกษา:
    • ปี 2563: ปริญญาตรี รัฐศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
    • ปี 2568: (อยู่ระหว่างดำเนินการขออนุมัติ) ปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง
  • การทำงาน:
    • ผู้ประกอบการร้านคราฟต์เบียร์ ร้านเหนือสุด แทปรูม จังหวัดเชียงราย
    • เจ้าของกิจการโรงแรมเดซี่ จังหวัดเชียงราย
  • การทำงานการเมือง:
    • ปี 2568: คณะกรรมการภาคประชาชน สำนักงานอัยการจังหวัดเทิง จังหวัดเชียงราย
    • ปี 2567: คณะกรรมการตรวจสอบและติดตามการบริหารงานตำรวจ สถานีตำรวจภูธร อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย
    • ปี 2567: ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
    • ปี 2564-2567: ที่ปรึกษานายกเทศมนตรี เทศบาลตำบลหล่ายงาว จังหวัดเชียงราย

จากประวัติข้างต้น จะเห็นได้ว่านายสุทัศน์ ยาละ มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ทั้งในด้านธุรกิจและการเมืองท้องถิ่น ซึ่งอาจเป็นข้อได้เปรียบในการลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งนี้

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย เนื่องจากผลการเลือกตั้งจะส่งผลต่อคะแนนนิยมและฐานเสียงของแต่ละพรรคในอนาคต นอกจากนี้ ยังเป็นการพิสูจน์ความนิยมของนักการเมืองรุ่นใหม่ อย่าง “สุทัศน์ ยาละ” ว่าจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้หรือไม่

การแข่งขันระหว่าง “สุทัศน์ ยาละ” และ “สง่า พรมเมือง” จึงเป็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด และประชาชนในเขต 7 จังหวัดเชียงรายจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครคือผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นตัวแทนของพวกเขาในสภาผู้แทนราษฎร การตัดสินใจของประชาชนจะเป็นตัวกำหนดทิศทางทางการเมืองของพื้นที่และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางการเมืองของประเทศในอนาคต

ดังนั้น การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันระหว่างสองพรรคการเมือง แต่เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของประชาชนที่จะกำหนดอนาคตของพวกเขาเอง การมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจของพรรคประชาชน ต้องรอดูกันต่อไปว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของเชียงรายมากน้อยแค่ไหน

ที่มา – ปชน. ส่ง “สุทัศน์ ยาละ” ชิงเลือกตั้งซ่อมเชียงราย เลขาธิการพรรคพาไปสมัครพรุ่งนี้

Scroll to top