ข่าวสงคราม

เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ

ในสถานการณ์ตึงเครียดของตะวันออกกลาง เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อชั้นนำของสหรัฐฯ ซึ่งกลายเป็นไวรัลทันที เพราะการตอบโต้ที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว

เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ

เหตุการณ์เกิดขึ้นในการสัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ Fox News กับผู้ดำเนินรายการชื่อดัง ฌอน แฮนนิตี ที่ถามตรง ๆ ว่า "อิสราเอลเป็นฝ่ายดึงดูดหรือลากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าสู่ความขัดแย้งทางทหารหรือไม่?" เนทันยาฮูไม่ตอบแบบจริงจัง แต่กลับหัวเราะออกมาดัง ๆ ก่อนกล่าวว่า "นั่นมันไร้สาระสิ้นดี! โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก เขาต้องทำในสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้องเพื่อประโยชน์ของอเมริกาเท่านั้น"

คำตอบนี้ไม่เพียงทำให้บรรยากาศในสตูดิโอผ่อนคลาย แต่ยังสะท้อนถึงมุมมองของเนทันยาฮูที่มองข่าวลือดังกล่าวเป็นเรื่องตลกขบขัน เขายังเน้นย้ำว่า ตนตระหนักดีถึงต้นทุนมหาศาลของสงคราม ไม่ว่าจะเป็นชีวิต ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ หรือผลกระทบระดับโลก แต่ในบางสถานการณ์ การตอบโต้อย่างเด็ดขาดคือหนทางเดียวในการปกป้องชาติจากภัยคุกคามร้ายแรง โดยเฉพาะจากอิหร่านที่ถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจ

เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ ยันชัด!

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญว่า การโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เป็นการดำเนินการแบบ "ป้องกันล่วงหน้า" (preemptive strike) เพราะสหรัฐฯ ได้รับทราบล่วงหน้าว่าอิสราเอลกำลังเตรียมเปิดปฏิบัติการ หากไม่ลงมือก่อน อาจนำไปสู่ความสูญเสียที่ใหญ่หลวงกว่านี้ รูบิโอชี้แจงว่าการตัดสินใจนี้มาจากการประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลวอชิงตันเอง ไม่ใช่แรงกดดันจากภายนอก

พื้นหลังความขัดแย้งที่นำไปสู่เหตุการณ์นี้

ความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แต่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านที่อิสราเอลมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อการมีอยู่ของชาติ ล่าสุด สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ได้เข้ามามีบทบาทโดยการสนับสนุนอิสราเอลอย่างเปิดเผย ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามในเวทีการเมืองสหรัฐฯ ที่กล่าวหาว่าอิสราเอลกำลัง "ลาก" สหรัฐเข้าสู่สงครามที่ไม่จำเป็น

  • ไทม์ไลน์สำคัญ: สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านวันเสาร์ เพื่อป้องกันล่วงหน้า
  • อิสราเอลเตรียมปฏิบัติการตอบโต้ภัยคุกคาม
  • เนทันยาฮูให้สัมภาษณ์ Fox News ยืนยันทรัมป์ตัดสินใจเอง
  • รูบิโออธิบายเหตุผลเชิงกลยุทธ์

นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังใช้โอกาสนี้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างอิสราเอลและสหรัฐฯ โดยยกย่องทรัมป์ว่าเป็นประธานาธิบดีที่เข้าใจปัญหาตะวันออกกลางดีที่สุดคนหนึ่ง การตอบโต้ข่าวลือ เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ จึงไม่เพียงปัดเป่าความสงสัย แต่ยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของผู้นำทั้งสองในฐานะผู้ตัดสินใจอิสระ

ผลกระทบและมุมมองจากนานาชาติ

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดกระแสวิเคราะห์หลากหลายในสื่อโลก บางฝ่ายมองว่าเป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมยืนเคียงข้างอิสราเอลอย่างเต็มที่ ขณะที่บางประเทศในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียและ UAE อาจแอบชื่นชอบเพราะเกลียดชังอิหร่านเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม กลุ่มชาติอาหรับบางส่วนและรัสเซีย จีน วิจารณ์ว่าอาจนำไปสู่สงครามใหญ่

สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผลกระทบหลักคือราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และค่าครองชีพ นักวิเคราะห์แนะนำให้รัฐบาลไทยติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

จากมุมมองของผู้เขียน คำให้สัมภาษณ์ของเนทันยาฮูแสดงให้เห็นถึงความชาญฉลาดทางการเมือง เขาไม่เพียงป้องกันตัวเองจากข่าวลือ แต่ยังยกย่องพันธมิตรไปในตัว สร้างภาพลักษณ์บวกทั้งคู่ สงครามตะวันออกกลางยังคงเป็นปริศนา แต่สิ่งที่ชัดเจนคือผู้นำเหล่านี้รู้ดีว่าการตัดสินใจต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

CTA: คุณคิดอย่างไรกับ เนทันยาฮูหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง กดไลค์ แชร์ และ subscribe เพื่อรับข่าวอัพเดทสงครามตะวันออกกลางแบบเรียลไทม์!

ที่มา – เนทันยาฮูถึงกับหลุดขำ ข่าวลืออิสราเอลลากสหรัฐเข้าสงครามไร้สาระ ยันทรัมป์ตัดสินใจเอง

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามยุโรป

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง สร้างความฮือฮาในยุโรปด้วยการประกาศฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 ในการสุนทรพจน์ที่ฐานทัพเรืออิลลองก์ แคว้นบริตตานี ใกล้เมืองแบรสต์ สิ่งนี้ถือเป็นการปรับยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ครั้งสำคัญที่สุดในรอบ 34 ปี ท่ามกลางสภาพแวดล้อมความมั่นคงที่ย่ำแย่จากสงครามยูเครนและภัยคุกคามจากรัสเซีย จีน

ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

มาครงยืนยันว่าฝรั่งเศสต้องยกระดับขีดความสามารถนิวเคลียร์ โดยเพิ่มจำนวนหัวรบจากปัจจุบันราว 300 ลูก และจะปล่อยเรือดำน้ำนิวเคลียร์ลำใหม่ “The Invincible” ในปี 2579 (ค.ศ. 2036) ที่สำคัญ ฝรั่งเศสจะเลิกเปิดเผยจำนวนหัวรบจริงต่อสาธารณะ เพื่อป้องกันการคาดเดาของศัตรู นโยบายนี้ช่วยเสริม “force de frappe” หรือกองกำลังโจมตีนิวเคลียร์ทางอากาศของฝรั่งเศส ซึ่งพัฒนามาตั้งแต่สมัยชาร์ลส์ เดอ โกลล์ เพื่อความเป็นอิสระจาก NATO

ขยายแนวคิดป้องปราม: 8 ชาติยุโรปเห็นชอบเข้าร่วม

ฝรั่งเศสชวนพันธมิตรยุโรปเข้าร่วม “ป้องปรามขั้นสูง” (advanced deterrence) โดย 8 ชาติยอมรับแล้ว ได้แก่

  • อังกฤษ
  • เยอรมนี
  • โปแลนด์
  • เนเธอร์แลนด์
  • เบลเยียม
  • กรีซ
  • สวีเดน
  • เดนมาร์ก

ชาติเหล่านี้จะร่วมฝึกซ้อมนิวเคลียร์ทางอากาศ และเป็นฐานทัพอากาศให้เครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ฝรั่งเศส การกระจายกำลังทั่วทวีปทำให้ศัตรูอย่างรัสเซียคำนวณยาก พันธมิตรยังช่วยพัฒนาระบบเตือนภัยอวกาศ ป้องกันอากาศยาน และขีปนาวุธไกล

ยุทธศาสตร์ 50 ปี: ยุคนิวเคลียร์ของยุโรป

มาครงคาดว่า 50 ปีข้างหน้าอาวุธนิวเคลียร์จะครองโลก การขยายนี้คล้าย nuclear sharing ของ NATO แต่ใช้คลังฝรั่งเศสเป็นหลัก ลดการพึ่งสหรัฐฯ ที่ไม่แน่นอนจากนโยบายอเมริกาเฟิร์ส ปัจจุบันฝรั่งเศสมีเรือดำน้ำ SNLE 4 ลำ Rafale 携带 ASMP-A และกำลังอัพเกรด M51.3 SLBM

นโยบายฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆอาจเปลี่ยนสมดุลยุโรป เยอรมนีที่ pacifist อาจลังเล โปแลนด์หนุนเพราะใกล้รัสเซีย รัสเซียประณามว่านำไปสู่ arms race แต่ฝรั่งเศสยืนยันเพื่อสันติภาพ

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ นี่คือก้าวสู่ “ยุโรปที่เข้มแข็ง” ด้วย nuclear autonomy ช่วยถ่วงดุล NATO และรับมือ hybrid threats จากรัสเซีย-จีน

การตัดสินใจนี้แสดงวิสัยทัศน์ของมาครงในการนำยุโรปสู่ยุคใหม่ คุณคิดว่ายุโรปควรมี nuclear deterrent ของตัวเองหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ แชร์บทความ และติดตามข่าวความมั่นคงเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – ฝรั่งเศสประกาศเพิ่มคลังอาวุธนิวเคลียร์ ขยายแนวคิดป้องปรามชาติยุโรปอื่นๆ

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสทั่วโลกในขณะนี้! ภาพดังกล่าวเผยให้เห็นประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังบัญชาการปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ต่ออิหร่านอย่างดุเดือด เรียกได้ว่าเป็นภาพที่สะท้อนถึงความเด็ดขาดของผู้นำสหรัฐฯ ในสถานการณ์ตึงเครียดระดับโลก

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม

วันที่ 3 มีนาคม 2569 ทำเนียบขาวได้โพสต์ภาพทางการผ่านบัญชี X (เดิมคือ Twitter) แสดงภาพประธานาธิบดีทรัมป์นั่งติดตามสถานการณ์ในห้องวอร์รูมลับสุดยอด สถานที่ที่ใช้บัญชาการปฏิบัติการ “Operation Epic Fury” ซึ่งเป็นการโจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วง ภาพนี้ไม่เพียงแต่เผยให้เห็นทรัมป์ในลุคสุดคูลสวมหมวกแก๊ปสีขาวอักษร USA พร้อมเลข 45-47 สื่อถึงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 45 และ 47 แต่ยังมีบุคคลสำคัญมาร่วมด้วย

ในห้องวอร์รูมนั้น มีนายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ซูซี ไวลส์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว พล.อ.แดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วมที่แต่งตัวลำลองผิดปกติ และนายพีท เฮกเศธ รัฐมนตรีกลาโหม ทุกคนกำลังจับจ้องจอขนาดใหญ่ที่แสดงภาพยุทโธปกรณ์ในทะเลอาหรับทางใต้ของอิหร่าน พล.อ.เคนกำลังชี้ไปยังจุดสำคัญบนหน้าจอ ทำให้ภาพนี้ดูตึงเครียดและจริงจังมาก

ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม: รายละเอียดปฏิบัติการ

ปฏิบัติการ Operation Epic Fury นี้ กองกำลังสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลได้โจมตีเป้าหมายในอิหร่านมากกว่า 1,000 จุด โดยมุ่งเน้นระบบบัญชาการควบคุม ระบบป้องกันภัยทางอากาศ ฐานยิงขีปนาวุธ และกองบัญชาการกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยืนยันว่าปฏิบัติการนี้จะไม่ยืดเยื้อเป็น “สงครามไม่รู้จบ” แม้ยังไม่กำหนดกรอบเวลาชัดเจน

ด้านอิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธและโดรนใส่เป้าหมายในอิสราเอล ฐานทัพสหรัฐฯ และพลเรือนในอ่าวเปอร์เซีย สถานการณ์จึงยิ่งรุนแรง แต่ทรัมป์ดูมั่นใจในวอร์รูมนี้เต็มเปี่ยม

  • บุคคลสำคัญในภาพ:
  • โดนัลด์ ทรัมป์ – สวมหมวก USA 45-47 นั่งหัวโต๊ะ
  • มาร์โค รูบิโอ – รัฐมนตรีต่างประเทศ
  • ซูซี ไวลส์ – หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว สวมสมาร์ตวอตช์ (ทำเนียบขาวยืนยันว่าไม่มีไมค์หรือ GPS)
  • พล.อ.แดน เคน – ชุดลำลอง ชี้จอแผนที่
  • พีท เฮกเศธ – รัฐมนตรีกลาโหม จะชี้แจงสภาคองเกรส

ภาพนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสหรัฐฯ ว่าการนำสมาร์ตวอตช์เข้าห้องความมั่นคงสูงมีความเสี่ยง แต่ทำเนียบขาวชี้แจงว่าเป็นอุปกรณ์สุขภาพธรรมดา นอกจากนี้ รูบิโอและทีมจะไปชี้แจงต่อสภาคองเกรสในวันเดียวกัน

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงนโยบาย “America First” ของทรัมป์ที่เด็ดขาดต่อศัตรู โดยเฉพาะอิหร่านที่ถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามใหญ่ ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก USA นั่งในวอร์รูม เพื่อสร้างภาพลักษณ์ผู้นำเข้มแข็ง ท่ามกลางวิกฤตการณ์โลก

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จในการทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารของอิหร่านจำนวนมาก สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ขีปนาวุธนำวิถีและเครื่องบินรบล่องหน ทำให้อิหร่านเสียหายหนัก สื่ออย่าง BBC และ The Economist ติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับคนที่สนใจ geopolitics ภาพนี้คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติม!

ที่มา – ทำเนียบขาวเปิดภาพทรัมป์สวมหมวก “USA” นั่งในวอร์รูม บัญชาการรบถล่มอิหร่าน

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ เหตุการณ์สุดช็อกในตะวันออกกลางที่ทำให้หลายคนต้องตะลึง เมื่อเครื่องบินขับไล่ F-15E Strike Eagle ของกองทัพอากาศสหรัฐฯ ถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของพันธมิตรอย่างคูเวตเอง สาเหตุมาจากความเข้าใจผิดหรือที่เรียกว่า “Friendly Fire” ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางการรบที่ดุเดือด

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ

ตามรายงานจากเว็บไซต์ The New York Times เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ หรือ CENTCOM ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ เครื่องบินทั้ง 3 ลำกำลังปฏิบัติภารกิจสนับสนุนปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งเป็นการรบร่วมระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลต่อสู้กับอิหร่าน โดยช่วงเช้าของวันนั้นมีการปะทะกันอย่างหนักหน่วง มีการโจมตีจากเครื่องบินรบ ขีปนาวุธ และโดรนของอิหร่านบุกหนัก

ท่ามกลางความโกลาหลนี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศของกองกำลังคูเวตเกิดความผิดพลาด โดยระบุเครื่องบิน F-15 ของสหรัฐฯ เป็นเป้าหมายศัตรู ส่งผลให้ยิงสกัดตกทั้ง 3 ลำ โชคดีที่ลูกเรือทั้งหมด 6 นาย (คนละ 2 คนต่อลำ) สามารถดีดตัวรอดชีวิตได้ทันเวลา และได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยกู้ภัยเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันอยู่ในสภาพทรงตัว

สาเหตุหลักจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตเกิดรวน

กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ สาเหตุหลักมาจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตที่เกิดรวน ซึ่งอาจเกิดจากการรบที่เข้มข้นทำให้ระบบ IFF (Identification Friend or Foe) ตรวจจับผิดพลาด หรือสัญญาณรบกวนจากขีปนาวุธอิหร่าน ทางการคูเวตได้ออกมายอมรับเหตุการณ์นี้ทันที และกำลังร่วมสอบสวนกับสหรัฐฯ เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

พื้นหลังปฏิบัติการ Epic Fury และบทบาทของ F-15

F-15E Strike Eagle เป็นเครื่องบินรบรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสำหรับภารกิจโจมตีภาคพื้นดินและสนับสนุนทางอากาศ มีความสามารถสูงในการบินต่ำและหลบหลีกเรดาร์ ในปฏิบัติการ Epic Fury ซึ่งเป็นชื่อเรียกการโจมตีเชิงรุกต่อฐานที่มั่นของอิหร่าน เครื่องบินเหล่านี้ถูกส่งไปเพื่อปราบปรามโดรนและขีปนาวุธ คูเวตเองก็เป็นฐานทัพสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาค โดยมีทหารอเมริกันประจำการนับหมื่นนาย

  • เครื่องบิน F-15E 3 ลำกำลังบินในภารกิจสนับสนุน
  • ระบบป้องกันคูเวตยิงโดยเข้าใจผิดว่าเป็นศัตรู
  • ลูกเรือ 6 นายดีดตัวรอดและปลอดภัย
  • คูเวตยอมรับและขอโทษ ขณะที่สหรัฐฯ ขอบคุณการช่วยเหลือ
  • อยู่ระหว่างการสอบสวนโดย CENTCOM และคูเวต

ผลกระทบและบทเรียนจากเหตุการณ์ Friendly Fire

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงของ Friendly Fire ในสงครามสมัยใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการรบหลายฝ่าย ประวัติศาสตร์เคยเกิดเหตุคล้ายกัน เช่น ในสงครามอ่าวเปอร์เซียหรืออัฟกานิสถาน ซึ่งทำให้สูญเสียชีวิตและอุปกรณ์มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ ได้แสดงความขอบคุณต่อคูเวตสำหรับการสนับสนุนโดยรวม แม้จะเกิดความผิดพลาด และยืนยันว่าปฏิบัติการจะดำเนินต่อไป

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ เหตุการณ์กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ สะท้อนถึงความจำเป็นในการอัพเกรดระบบประสานงานระหว่างพันธมิตร เช่น การใช้ AI ช่วยตรวจจับเป้าหมายให้แม่นยำยิ่งขึ้น และการฝึกซ้อมร่วมกันมากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยง

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าสงครามในตะวันออกกลางยังคงซับซ้อนและคาดเดาไม่ได้ หากคุณสนใจข่าวสารด้านการทหารและเทคโนโลยีสงคราม ลองติดตามบล็อกของเราเพิ่มเติม หรือแสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณคิดว่าสาเหตุหลักคืออะไร และเราจะป้องกันได้อย่างไรในอนาคต

ที่มา – กองทัพสหรัฐฯ ยืนยัน F-15 ถูกคูเวตยิงพลาดตก 3 ลำ สาเหตุจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของคูเวตเกิดรวน

สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก ล่าสุด สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะหากช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนานๆ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมัน 20% ของโลก แม้ OPEC+ จะเพิ่มกำลังผลิตน้ำมัน แต่ก็อาจไม่ทันการณ์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อทะยาน และกระทบหลายภาคส่วน

สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) วิเคราะห์ว่า แม้กลุ่ม OPEC+ นำโดยซาอุดีอาระเบียและรัสเซีย จะประชุมออนไลน์เมื่อ 1 มี.ค. 2569 และมีมติเพิ่มผลิตน้ำมันดิบ 206,000 บาร์เรลต่อวันตั้งแต่เม.ย. แต่ปริมาณนี้อาจไม่พอชดเชยน้ำมันที่หายไป สถานการณ์นี้คือ Negative Supply Shock ที่จะทำให้ต้นทุนพุ่งสูง

สัญญาณอันตรายที่ 1: ราคาน้ำมันพุ่งดันเงินเฟ้อ

ราคาน้ำมันดิบทะยานจะกระทบราคาสินค้าพลังงาน ค่าขนส่ง และค่าไฟฟ้า ส่งผลให้เงินเฟ้อไทยเร่งตัว ต้นทุนการผลิตสินค้าทุกประเภทสูงขึ้น ผู้บริโภคต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

สัญญาณอันตรายที่ 2: นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางหดตัว

นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง มักมาไทยพักผ่อนและรักษาพยาบาล จะลดลงจากข้อจำกัดเดินทางและความปลอดภัย กระทบอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งปี โดยเฉพาะไตรมาสแรก

สัญญาณอันตรายที่ 3: รายได้แรงงานไทยกว่า 77,000 คนหายวับ

แรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยงกว่า 77,000 คน ต้องอพยพกลับ ส่งผลให้รายได้ที่ส่งกลับครอบครัวในภาคเกษตรและท้องถิ่นลดลง ภาครัฐต้องหางานใหม่ให้เพิ่มภาระ

สัญญาณอันตรายที่ 4: ค่าเงินบาทผันผวนหนัก

ความตึงเครียดทำให้ทุนต่างชาติไหลออก ค่าเงินบาทแกว่งตัวรุนแรง ส่งผลต่อผู้ส่งออกและนำเข้าในการบริหารความเสี่ยง

สัญญาณอันตรายที่ 5: การลงทุนต่างชาติชะลอตัว

ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้โครงการ FDI ถูกเลื่อน กระทบการเติบโตเศรษฐกิจไทยระยะยาว ภาคครัวเรือนยังชะลอซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย

  • ราคาน้ำมันพุ่ง → เงินเฟ้อสูง
  • ท่องเที่ยวลด → รายได้อุตสาหกรรมหาย
  • แรงงานกลับ → เงินส่งกลับน้อย
  • บาทผันผวน → ธุรกิจเสี่ยง
  • ลงทุนชะงัก → เศรษฐกิจโตช้า

สถานการณ์นี้หากยืดเยื้อ เศรษฐกิจไทยอาจเผชิญวิกฤตใหญ่ ผู้ประกอบการควรเตรียมรับมือด้วยการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน ลดต้นทุน และติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ นี้เป็นสัญญาณเตือนที่เราควรจริงจัง รัฐบาลต้องมีมาตรการรับมือด่วน เช่น กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ สนับสนุน SME และส่งเสริมการท่องเที่ยวจากแหล่งอื่นๆ เพื่อลดผลกระทบ ติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจและแนวทางรับมือเพิ่มเติมในบล็อกของเรา!

ที่มา – สนค.เตือน 5 สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวัง 24 ชม.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนักมากแบบนี้ เรามีข่าวดีจากกองทัพไทยมาบอกกันนะครับ ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. พร้อมแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงทันทีที่รัฐบาลไฟเขียว ฟังดูแล้วอุ่นใจใช่ไหมล่ะ? วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลแบบละเอียด พร้อมวิเคราะห์ว่ามันหมายถึงอะไรสำหรับพวกเราชาวไทยทั้งในและต่างประเทศ

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม.

ตามที่ พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้แถลงเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ครับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า ไทยเป็นกลาง ในความขัดแย้งตะวันออกกลางตามนโยบายรัฐบาล โดยมุ่งปกป้องผลประโยชน์ชาติสูงสุด กองทัพได้รับมอบหมายจากสภาความมั่นคงแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศไทย (กต.) ขับเคลื่อนแผนรับมือวิกฤตเต็มรูปแบบ

คำสั่งสำคัญคือ เฝ้าระวังสถานการณ์และผลกระทบต่อความมั่นคงไทยตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีหลับมีนอนเลยครับ! มีการบูรณาการกับเหล่าทัพ กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานอื่นๆ เตรียมกำลังพล เครื่องบิน อากาศยานให้พร้อม อพยพคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยทันทีที่มีคำสั่งจากรัฐบาล โฆษกยังย้ำว่า “กองทัพไทยพร้อมดูแลความปลอดภัยให้กับคนไทยในพื้นที่เสี่ยงภัยจากความขัดแย้ง และขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในแผนการปฏิบัติงานที่มีการซักซ้อมและประสานงานกันอย่างใกล้ชิดในทุกภาคส่วน”

ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง ช่วยปกป้องอะไรบ้าง?

จุดยืนไทยเป็นกลางนี่แหละครับที่เป็นหลักการ外交ของเรามานาน ช่วยให้ไทยไม่ถูกดึงเข้าไปพัวพันความขัดแย้งใหญ่ๆ แต่ยังคงช่วยเหลือมนุษยธรรมได้ โดยเฉพาะคนไทยที่กำลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น อิสราเอล ปาเลสไตน์ อิหร่าน หรือชาติใกล้เคียง สถานการณ์ตอนนี้ร้อนระอุจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ กองทัพไทยจึงต้องเฝ้าระวังผลกระทบที่อาจลามมาถึง เช่น น้ำมันแพง เศรษฐกิจสะดุด หรือภัยคุกคามความมั่นคง

นอกจากนี้ ยังมีการประเมินความเสี่ยงต่อเนื่อง เพื่อให้แผนอพยพมีประสิทธิภาพสูงสุด กองทัพซ้อมแผนอพยพมาหลายรอบแล้วนะครับ ตั้งแต่เหตุการณ์ยูเครนไปจนถึงตะวันออกกลางรอบก่อนๆ

แผนอพยพคนไทย: พร้อมรบจริงจังแค่ไหน?

  • เฝ้าระวัง 24 ชม.: หน่วยข่าวกรองติดตามสถานการณ์เรียลไทม์ รายงานนายกฯ และ ผบ.ทสส. ทันที
  • ประสานงานหลายหน่วย: กองทัพ + กต. + สภาความมั่นคง + สายการบินไทย
  • กำลังพลและยานพาหนะ: เครื่องบินทิ้งระเบิด C-130, เครื่องบินโดยสารทหาร พร้อมเจ้าหน้าที่กงสุลคอยช่วยเหลือ
  • จุดรับอพยพ: สนามบินนานาชาติใกล้เคียง หรือฐานทัพพันธมิตรที่เป็นกลาง
  • การดูแลหลังกลับ: กักตัวตรวจสุขภาพ สวัสดิการชั่วคราวจากรัฐ

เห็นมั้ยครับ ครบวงจรขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าคนไทยไม่ทิ้งกัน!

คำแนะนำประชาชน: อย่าตกเป็นเหยื่อ Fake News

โฆษกเตือนชัดๆ ครับ ท่ามกลางข่าวลือข่าวลวงเต็มโซเชียล ประชาชนควรรับฟังจากแหล่งข่าวรัฐอย่างเดียว เช่น เว็บกองทัพไทย, เพจทางการ กต., ช่อง 7 HD หรือ Thai PBS หลีกเลี่ยงข่าวปลอมที่สร้างความตื่นตระหนก กองทัพจะอัปเดตข้อมูลสำคัญผ่านช่องทางหลักต่อเนื่อง

  • ตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนแชร์
  • โทรสายด่วน กต. 02-203-5000 หากอยู่ต่างประเทศ
  • ลงทะเบียน Thai Egac app เพื่อรับแจ้งเตือน
  • เตรียมเอกสารสำคัญ พาสปอร์ต เงินสด เสบียงฉุกเฉิน
  • ติดตามสถานการณ์จาก RTG channels เท่านั้น

การทำแบบนี้จะช่วยให้ทุกคนปลอดภัยและไม่เสียหายจากข้อมูลเท็จครับ

สรุปแล้ว ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. ถือเป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความพร้อมของชาติเรา ในมุมผมคิดว่านโยบายเป็นกลางนี่แหละที่ทำให้ไทยอยู่รอดมาได้นานขนาดนี้ โดยไม่ต้องเสียเลือดเนื้อไปกับสงครามของคนอื่น แต่ยังช่วยเหลือพี่น้องได้เต็มที่ อุ่นใจจริงๆ ครับ

คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? มีคนรู้จักอยู่ในตะวันออกกลางมั้ย? มาคอมเมนต์แชร์ประสบการณ์กันด้านล่างเลยนะครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะได้เตรียมตัวทัน!

ที่มา – ผบ.ทสส. ย้ำจุดยืนไทยเป็นกลาง สั่งเฝ้าระวังสถานการณ์ 24 ชม. พร้อมอพยพคนไทยทันทีที่รัฐบาลสั่งการ

หอการค้าไทยประเมินสู้รบตะวันออกกลางรับมือผลกระทบ

สถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจโลก และประเทศไทยก็ไม่เว้น หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน โดยเฉพาะด้านราคาพลังงานและการขนส่ง นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มี.ค. เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทั้งหมด

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

การประชุมครั้งนี้เชิญหน่วยงานความมั่นคง เศรษฐกิจ และภาคเอกชนมาร่วม เพื่อประเมินความเสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญขนส่งน้ำมันดิบ 14-20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 20% ของการค้าน้ำมันทะเลโลก รวมถึง LNG ไปเอเชีย หากเกิดปัญหา จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง สร้างเงินเฟ้อทั่วโลก

ประเทศเอเชียอย่างจีน อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พึ่งพาเส้นทางนี้มาก ไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ จะเจอต้นทุนผลิต ค่าไฟ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพเพิ่มขึ้น

ผลกระทบหลักที่หอการค้าไทยประเมิน

  • ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น: ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ราคาพุ่ง สะท้อนถึงค่าขนส่งทุกประเภททั่วโลก
  • War Risk Premium: ผู้ส่งออกไปอ่าวเปอร์เซีย เจอเบี้ยประกันภัยสงครามเพิ่ม 50% ทำให้ต้นทุนเรือสูงขึ้น
  • การส่งออกชะลอ: สายเรืออาจหยุดรับสินค้าไปตะวันออกกลาง ส่งผลต่อสต็อกและกระแสเงินสด
  • ส่งออกไปยุโรป-สหรัฐฯ: เส้นทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮปแล้ว แต่ราคาน้ำมันสูงจะเพิ่มต้นทุนอีก ระยะเวลาขนส่งนานขึ้น 1 เดือน

หากราคาพลังงานและค่าระวางเรือพุ่งพร้อมกัน จะกดดันการค้าโลก ผู้ประกอบการไทยควรรีบทบทวนสัญญาขนส่ง ประกันภัย และแผนพลังงาน

ผลกระทบต่อการเดินทางและแนวทางรับมือ

สายการบินปรับเส้นทางหลีกเลี่ยงน่านฟ้าตะวันออกกลาง ส่งผลให้เวลาและต้นทุนบินเพิ่ม โดยเฉพาะฤดูท่องเที่ยวยุโรป ธุรกิจและนักท่องเที่ยวต้องระวัง

ภาครัฐอย่างรองนายกฯ เอกนิติ และศุภจี สุตกาญา รัฐมนตรีพาณิชย์ กำลังติดตามใกล้ชิด เตรียมมาตรการพลังงาน การเงิน การค้า เช่น สนับสนุนสภาพคล่อง SME ผ่านออมสินและ Reinvent Thailand รวมถึงทูตเชิงเศรษฐกิจ

หอการค้าไทยแนะนำให้ธุรกิจทำ Scenario Planning จัดสภาพคล่อง และโฟกัสสินค้าเกษตร อาหาร ที่อาจได้ประโยชน์จากความต้องการเพิ่ม

หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน อย่างละเอียด พร้อมร่วมรัฐบาลช่วย SMEs รักษาธุรกิจท่ามกลางความผันผวน

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งกระจายแหล่งพลังงานและเสริมโลจิสติกส์ภายใน ลดพึ่งพาต่างชาติ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อวางแผนธุรกิจให้ยั่งยืน

อ่านเพิ่มเติม: นโยบายรัฐ

ที่มา – หอการค้าไทย ประเมินการสู้รบในตะวันออกกลาง หาแผนรับมือผลกระทบภาคธุรกิจ-ประชาชน

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ

ในสถานการณ์การสู้รบที่กำลังรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง กระทรวงสาธารณสุข หรือ สธ. ได้เตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นเพื่อ สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ ที่อาจได้รับผลกระทบ โดยมุ่งเน้นการคัดกรองโรคติดต่อ การดูแลสุขภาพจิต และการจัดสถานพยาบาลเพื่อส่งกลับภูมิลำเนา ทำให้คนไทยที่กลับบ้านรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น

สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ ครอบคลุมทุกมิติ

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า สธ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจัดทำแผนดูแลด้านสุขภาพกรณีฉุกเฉินในต่างประเทศไว้เรียบร้อยแล้ว แผนนี้ประสานงานกับสถานทูต กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อประเมินความรุนแรงของเหตุการณ์ ก่อนกำหนดรูปแบบช่วยเหลือภายใต้ 3 กรอบหลัก ได้แก่

  • ประสานการดูแลระหว่างประเทศ รวมระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine)
  • ดูแลผู้เดินทางกลับในด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และโรคติดต่อ
  • จัดโรงพยาบาลรับส่งต่อทั้งทางกายและจิตใจ

แผน สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ นี้ อ้างอิงจากประสบการณ์ปี 2566 ที่เคยจัดการคนไทยกลับจากต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระบบสาธารณสุขไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

ขั้นตอนคัดกรองที่สนามบินหลัก

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัด สธ. ระบุว่า การรับมือจะใช้แนวทางเดิมที่พิสูจน์แล้ว โดยแบ่งเป็น 5 ส่วนหลัก

  1. คัดกรองสุขภาพทางกาย: กรมการแพทย์ดูแลสนามบินดอนเมืองและ บน.6 ดอนเมือง สสจ.สมุทรปราการดูแลสุวรรณภูมิ สสจ.ระยองดูแลอู่ตะเภา
  2. คัดกรองโรคติดต่อ: กองด่านควบคุมโรคที่ 1-3 ดูแล 3 สนามบินหลัก สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ดูแลอู่ตะเภา
  3. คัดกรองสุขภาพจิต: กรมสุขภาพจิตดูแล 3 สนามบิน ศูนย์สุขภาพจิตที่ 6 ดูแลอู่ตะเภา
  4. โรงพยาบาลรับส่งต่อ: สถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์และกรมสุขภาพจิต
  5. ดูแลต่อเนื่อง: สสจ.และโรงพยาบาลตามภูมิลำเนา

กระบวนการดูแลเริ่มจากจุดตรวจสุขภาพที่สนามบิน หากบาดเจ็บจะส่งพบแพทย์ทันที หากสงสัยโรคติดเชื้อจะเก็บตัวอย่างส่งตรวจที่สถาบันบำราศนราดูร ซึ่งเตรียมห้องพัก隔离ไว้ หากปกติจะประเมินสุขภาพจิต เยียวยาทางใจ ก่อนประสานกรมการจัดหางานช่วยสิทธิแรงงาน และกระทรวงพัฒนาสังคมช่วยด้านสังคม ส่งกลับบ้านอย่างปลอดภัย

ความสำคัญของการดูแลสุขภาพจิตในแผนสธ.

นอกจากโรคติดต่อแล้ว สุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ สธ. ให้ความสำคัญสูง เพราะผู้ประสบภัยสงครามอาจมีอาการ PTSD หรือเครียดสะสม กรมสุขภาพจิตจึงจัดทีม專家ประจำสนามบินทุกแห่ง รวมถึงศูนย์ต่อเนื่องในท้องถิ่น เพื่อให้การฟื้นฟูครอบคลุม

แผนนี้ไม่เพียงช่วยคนไทยที่ทำงานในตะวันออกกลาง แต่ยังเป็นแบบอย่างให้ระบบสาธารณสุขไทยรับมือวิกฤตอื่นๆ ในอนาคต เช่น การแพร่ระบาดหรือภัยพิบัติ

ผู้เขียนเห็นว่า การเตรียมพร้อมล่วงหน้าของ สธ. แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนทุกคน หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังกังวล สามารถติดตามข้อมูลอัปเดตจากเว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข หรือโทรสายด่วน 1669 เพื่อปรึกษาสุขภาพจิตได้ทันที อย่าลังเลที่จะดูแลตัวเองและครอบครัวนะครับ

ที่มา – สธ.เตรียมแผนรับมือคนไทยกลับประเทศ คัดกรองโรคติดต่อ-ดูแลจิตใจ จัดสถานพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา

ยูเครนโวย! รัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตี

ยูเครนออกมาโวย! รัสเซียยิง มิสไซล์และโดรนกว่า 600 ลำ โจมตี หลายพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเเละบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียเองก็ออกมากล่าวหาว่า ยูเครนส่งโดรนมาโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของพวกเขาเช่นกัน สถานการณ์ตึงเครียดนี้กำลังทวีความรุนเเรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมาเปิดเผยว่า รัสเซียได้ทำการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของยูเครนในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย สร้างความเสียหายเเละความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์, มีโคลาอิฟ, เชอร์นิฮิฟ, ซาปอริชเชีย, โปลตาวา, เคียฟ, โอเดสซา, ซูมี และคาร์คิฟ ล้วนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่รัสเซียใช้เพื่อข่มขู่พลเรือนเเละทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน มีรายงานว่ามิสไซล์ลูกหนึ่งพุ่งเข้าชนอาคารที่พักอาศัยโดยตรง สร้างความเสียหายอย่างหนัก

กองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ส่งโดรนเเละมิสไซล์รวมกันถึง 619 ลูก เข้ามาโจมตีในดินแดนของพวกเขา ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นการโจมตีเหล่านี้ ในขณะที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกมาอ้างว่า พวกเขาได้ทำการโจมตีครั้งใหญ่ด้วยอาวุธที่มีความเเม่นยำสูง โดยมุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านอุตสาหกรรมกองทัพของยูเครน

ในขณะเดียวกัน วียาเชสลาฟ เฟโดริชเชฟ ผู้ว่าการเเคว้นซามาราของรัสเซีย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยูเครนได้ส่งโดรนเข้ามาโจมตีในพื้นที่ของตน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เเละมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งเป็นการตอบโต้การโจมตีของรัสเซียอย่างชัดเจน

ยูเครนตอบโต้ รัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตี

กองทัพยูเครนอ้างว่า โดรนของพวกเขาได้ทำการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน “โนโวคุยบีเชฟสก์” ในแคว้นซามารา เเละโรงกลั่นน้ำมัน “ซาราตอฟ” ซึ่งอยู่ในเเคว้นใกล้เคียงเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

การโจมตีข้ามพรมแดนด้วยโดรน ได้กลายเป็นวิธีที่ทั้งยูเครนเเละรัสเซียใช้ในการโจมตีซึ่งกันเเละกันมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยูเครนได้ทำการโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สนามบินทั้งหมดในกรุงมอสโกต้องปิดทำการเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ยูเครนยังมุ่งเป้าไปที่การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันเเละโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญอื่นๆ ของรัสเซียอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้มีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามในการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน

ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็ได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศในยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ในยูเครนมีความรุนเเรงมากยิ่งขึ้น โดยที่เคียฟ เเละพันธมิตรตะวันตก รวมถึงสหรัฐอเมริกา ยังคงเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการหยุดยิง เพื่อลดความสูญเสียเเละความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนเเละรัสเซียยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ การ ยิงมิสไซล์เเละโดรนกว่า 600 ลำ โจมตี ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เเสดงให้เห็นถึงความรุนเเรงของสงคราม เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งสองฝ่ายควรหาทางออกโดยสันติวิธี เพื่อยุติความขัดแย้งเเละนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

Scroll to top