ข่าวสงคราม

นายกฯ เซ็นตั้งศูนย์บริหารติดตามสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลาง พิพัฒน์ ผอ.ศบก.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่หลายคนกำลังจับตามอง นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ลงนามคำสั่งตั้ง ศูนย์บริหารติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “ศบก.” โดยมอบหมายให้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม พิพัฒน์ รัชกิจประภาศ นั่งตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์คนนี้เลยครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 6 มีนาคม 2569 เพื่อรับมือกับสถานการณ์รบในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม ผลกระทบมาถึงไทยแน่นอน ไม่ว่าจะเรื่องราคาน้ำมัน การค้า หรือการเดินทาง

นายกฯ เซ็นตั้งศูนย์บริหารติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง เพื่ออะไร?

สถานการณ์ในตะวันออกกลางตอนนี้ร้อนแรงมากครับ สงครามระหว่างอิสราเอล-ฮามาส ขยายวงไปถึงเยเมน อิหร่าน ทำให้เส้นทางค้าขายโลกสะดุด ไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% จากภูมิภาคนี้ จึงต้องมีกลไกพิเศษ คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 53/2569 อาศัย พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 จัดตั้งศบก. ขึ้นมา เพื่อให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างเรียบร้อยและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไม่อยากให้ประชาชนเดือดร้อนจากราคาน้ำมันพุ่ง หรือสินค้าขึ้นราคา

องค์ประกอบของศูนย์บริหารติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง

ศบก. มีสมาชิกครบครันจากทุกภาคส่วนเลยครับ นายกรัฐมนตรีเป็นที่ปรึกษา รองนายกฯ พิพัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ รองนายกฯ ธีระพล เป็นรองผู้อำนวยการ แล้วก็มีกรรมการจากหลายกระทรวง เช่น

  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  • รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
  • ปลัดกระทรวงต่างๆ กว่า 10 กระทรวง
  • หน่วยงานสำคัญอย่าง สศช. สภาความมั่นคงแห่งชาติ ธปท. ตลาดหลักทรัพย์ ปตท. สภาอุตสาหกรรม หอการค้า

รวมแล้วมีกรรมการกว่า 30 คน แบบนี้แหละถึงจะครอบคลุมทุกมิติ ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ พลังงาน การท่องเที่ยว

หน้าที่และอำนาจของศบก. ตะวันออกกลาง

ศูนย์นี้มีหน้าที่ชัดเจนมากครับ ไม่ใช่แค่นั่งดูสถานการณ์เฉยๆ แต่ลงมือจริงจัง

  • อำนวยการ บริหาร และติดตามสถานการณ์สู้รบแบบเรียลไทม์
  • เสนอแนะมาตรการบรรเทาผลกระทบ เช่น ควบคุมราคาน้ำมัน จัดสรรสต็อก
  • สั่งการหน่วยงานรัฐให้บูรณาการทำงาน
  • ประชาสัมพันธ์เชิงรุกให้ข้อมูลจริง สร้างความเชื่อมั่น
  • เรียกข้อมูล จัดคณะทำงานเฉพาะทาง และรายงานนายกฯ

ทำไมไทยต้องมีศูนย์บริหารติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง?

เพื่อนๆ ลองคิดดูครับ ไทยนำเข้าน้ำมันดิบ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนใหญ่จากซาอุฯ UAE อิรัก ถ้าทางเดินเรือแดงทะเล หรือช่องแคบฮอร์มุซปิด ราคาน้ำมันโลกพุ่ง ไทยจะเจอเงินเฟ้อ การส่งออกยางพารา ข้าว ไปตะวันออกกลางสะดุด นักท่องเที่ยวจากดูไบ โดฮา ลดลง แถมสายการบินต้องเลี่ยงเส้นทาง ศบก. จะช่วยประสานกระทรวงคมนาคม พลังงาน พาณิชย์ ให้มีแผนสำรอง เช่น เพิ่มการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย หรือส่งเสริมพลังงานทดแทน

นอกจากนี้ ยังช่วยเรื่องแรงงานไทยในตะวันออกกลางที่อาจติดขัด และความมั่นคงชายแดนใกล้เคียง รัฐบาลชุดนี้ดูตื่นตัวดีนะครับ การตั้งศูนย์แบบนี้แสดงถึงความโปร่งใสและมีระบบ

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นก้าวสำคัญ รัฐบาลไม่นิ่งนอนใจต่อ geopolitics ที่กระทบไทยโดยตรง ถ้าศบก. ทำงานได้ดี เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้แบบไม่เจ็บหนัก คุณล่ะครับ คิดว่าศูนย์นี้จะช่วยไทยได้แค่ไหน? ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – นายกฯ เซ็นตั้งศูนย์บริหารติดตามสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง “พิพัฒน์” นั่ง ผอ.ศบก.

นายกฯ รับเป็นห่วง น้ำมัน ตลาดหลักทรัพย์ ราคาสินค้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน ในช่วงที่สถานการณ์โลกตึงเครียดจากปมสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มฮูตีในเยเมนที่โจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงเกิน 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบตรงๆ มาถึงไทย ล่าสุด นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงความห่วงใยแบบเต็มๆ ว่า นายกฯ รับเป็นห่วง น้ำมัน ตลาดหลักทรัพย์ ราคาสินค้า ทุกเรื่องเลยนะครับ พยายามจะป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องแบกภาระหนัก

นายกฯ รับเป็นห่วง น้ำมัน ตลาดหลักทรัพย์ ราคาสินค้า

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 6 มีนาคม 2567 ณ กรมการขนส่งทหารบก (ขส.ทบ.) นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์หลังการประชุมมาตรการน้ำมันเมื่อวันก่อนหน้า (5 มี.ค.) โดยย้ำว่ามอบหมายให้รัฐมนตรีพลังงานชี้แจงข้อมูลแล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าห่วงเรื่องไหนเป็นพิเศษ นายกฯ ตอบชัดเจนว่า “เป็นห่วงทุกด้าน” ไม่ว่าจะเป็นการสำรองน้ำมันในประเทศ การเคลื่อนไหวของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หรือราคาสินค้าอุปโภคบริโภค พยายามปิดช่องโหว่ทุกทาง เพื่อให้ผลกระทบน้อยที่สุด ไม่อยากให้พี่น้องประชาชนเดือดร้อน

ผลกระทบจากสงครามที่ทำให้นายกฯ ห่วง

มาดูกันครับว่าทำไม นายกฯ รับเป็นห่วง น้ำมัน ตลาดหลักทรัพย์ ราคาสินค้า ขนาดนี้ สถานการณ์ปัจจุบัน สงครามอิสราเอล-ฮามาสลุกลาม กลุ่มฮูตียิงโดรนและขีปนาวุธถล่มเรือสินค้า สายการเดินเรือต้องอ้อมแอฟริกา เส้นทางยาวขึ้น 20-30% ค่าน้ำมันจึงพุ่ง ราคาน้ำมันดีเซลในไทยเกือบ 35 บาท/ลิตร เบนซิน 37 บาท ค่าโดยสาร ค่าขนส่งสินค้าต้องปรับขึ้นแน่

  • น้ำมัน: สำรองในประเทศพอไหว แต่ราคาโลกผันผวน รัฐต้อง补贴เพื่อตรึงราคา ไม่ให้พุ่งเกิน 40 บาท
  • ตลาดหลักทรัพย์: SET ดัชนีร่วงหนักกว่า 1,600 จุด นักลงทุนต่างชาติเทขาย หุ้นพลังงาน-โลจิสติกส์โดนหนัก
  • ราคาสินค้า: อาหาร น้ำมันพืช อาหารทะเล ขนส่งแพงขึ้น เงินเฟ้ออาจทะลุ 2% กระทบค่าครองชีพ

นายกฯ ย้ำชัด พยายามดำเนินการทุกอย่าง ทั้งมาตรการกู้สำรองน้ำมันจากสต็อกยุทธศาสตร์ กระตุ้น SET ให้มั่นใจ และควบคุมราคาสินค้าจำเป็นผ่าน กตผ. (คณะกรรมการกำกับดูแลต้นทุนน้ำมัน)

ปัดตอบคุยอะไรกับทูตสหรัฐฯ

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงการเข้าพบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาเมื่อ 4 มีนาคม นายกฯ ปฏิเสธตอบเด็ดขาด “เอาแต่เรื่องน้ำมันเถอะ” คงเพราะประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ sensitive ในช่วงนี้ อาจเกี่ยวข้องกับท่าทีไทยต่อตะวันออกกลาง หรือความร่วมมือพลังงาน แต่ท่านเลือกโฟกัสปัญหาภายในประเทศก่อน

จากมุมมองผม รัฐบาลนายกฯ อนุทินกำลังทำหน้าที่ดีนะครับ แสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนท่ามกลางวิกฤตโลก โดยเฉพาะการตรึงราคาน้ำมันดีเซลลิตรละ 30 บาทมาตั้งแต่ปีก่อน ช่วยบรรเทาภาระแท็กซี่ รถตู้ ทหาร ตำรวจ แต่ต้องระวังงบประมาณหมด ถ้าน้ำมันโลกยังพุ่งต่อ อาจต้องหามาตรการใหม่ เช่น ลดภาษีนำเข้าน้ำมัน หรือส่งเสริมพลังงานทดแทนอย่างไฟฟ้า ลม แดด

สำหรับนักลงทุน ตลาดหลักทรัพย์ไทยยังมีโอกาสฟื้น หุ้นกลุ่มค้าปลีก อาหารพื้นฐานน่าจะทนทาน ขณะที่ราคาสินค้าอุปโภค อย่าตกใจ รัฐมีกลไกถุงยังชีพ ตรึงราคา 29 รายการอยู่แล้ว

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลควรสื่อสารโปร่งใสมากขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่น สถานการณ์แบบนี้ ประชาชนอย่างเราต้องช่วยกันประหยัดพลังงาน ใช้รถสาธารณะ ลดขยะ ลดคาร์บอนด้วยนะครับ

คุณห่วงเรื่องไหนมากสุด? น้ำมัน หุ้น หรือราคาสินค้า? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่างเลย สมัครรับข่าวสารอัพเดทเศรษฐกิจการเมืองได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – นายกฯ รับเป็นห่วงทุกเรื่อง “น้ำมัน-ตลาดหลักทรัพย์-ราคาสินค้า” ปัดตอบคุยอะไรทูตสหรัฐฯ

ทร. ยันพร้อมปฏิบัติภารกิจช่วยคนไทยตะวันออกกลาง

ทร. ยันพร้อมปฏิบัติภารกิจช่วยคนไทยตะวันออกกลาง สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ตึงเครียดขึ้นทุกวัน ทำให้คนไทยในพื้นที่ต้องกังวลกับความปลอดภัย กองทัพเรือไทยหรือทร. ได้ออกมาประกาศความพร้อมเต็มที่ในการช่วยเหลือและอพยพพี่น้องชาวไทยออกจากเขตอันตราย โดยจะปฏิบัติทันทีที่รัฐบาลมีคำสั่ง นี่คือข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของหน่วยงานรัฐในการปกป้อง国民ของเราในต่างแดน

ทร. ยันพร้อมปฏิบัติภารกิจช่วยคนไทยตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้แถลงข่าวในช่วงเย็นว่า กองทัพเรือกำลังติดตามสถานการณ์สงครามและการสู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจกระทบต่อความปลอดภัยของคนไทยจำนวนมากที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ทร. ยันพร้อมปฏิบัติภารกิจช่วยคนไทยตะวันออกกลาง โดยมีแผนการอพยพทางทะเลที่ครบครัน รองรับการเคลื่อนย้ายจากท่าเรือปลอดภัยใกล้เคียงจุดเสี่ยง

ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณที่เกิดการสู้รบรุนแรง ทำให้นักท่องเที่ยว ลูกจ้าง และชาวไทยที่ไปประกอบอาชีพต้องเผชิญความเสี่ยงสูง รัฐบาลไทยจึงสั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงเตรียมพร้อม ทร. จึงวางแผนปฏิบัติการโดยใช้กำลังทางเรือเป็นหลัก เพราะสถานการณ์อากาศมีข้อจำกัดในการบินเข้า-ออก

รายละเอียดแผนอพยพทางทะเลของทร.

ทร. ยันพร้อมปฏิบัติภารกิจช่วยคนไทยตะวันออกกลางด้วยเรือยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ที่สามารถลำเลียงผู้คนได้ถึง 1,000 คนต่อครั้ง พร้อมเรือคุ้มกันประกอบเป็นหมู่เรือเฉพาะกิจ การเดินทางไปยังพื้นที่จะใช้เวลาโดยประมาณ 2 สัปดาห์ แต่ข้อดีคือรองรับจำนวนคนได้มากและมีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับแผนตามสถานการณ์จริงได้ทันที

การประสานงานจะทำผ่านกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ และสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศใกล้เคียง เพื่อรวบรวมคนไทยจากจุดรวมพลต่างๆ ส่งไปยังท่าเรือที่ปลอดภัย จากนั้นจึงอพยพทางเรือกลับไทยหรือไปยังพื้นที่ปลอดภัยอื่นๆ

  • เรือหลัก: เรือยกพลขึ้นบก รองรับ 1,000 คน มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
  • เรือคุ้มกัน: ปกป้องหมู่เรือจากภัยคุกคามทางทะเล
  • ระยะเวลา: 2 สัปดาห์ แต่ปลอดภัยและจำนวนมาก
  • การปรับตัว: แผนยืดหยุ่นตามคำสั่งรัฐบาล
  • การติดตาม: ใกล้ชิดสถานการณ์ 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ทร. ยังเน้นย้ำว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับคำสั่งจากรัฐบาล แต่ความพร้อมมี 100% เพื่อคุ้มครองคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม

ทำไมการอพยพทางเรือถึงเป็นทางเลือกหลัก?

ในขณะที่การอพยพทางอากาศอาจรวดเร็วแต่มีข้อจำกัดจากน่านฟ้าปิดและความเสี่ยงสูง การใช้ทางทะเลจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม โดยเฉพาะเมื่อต้องขนคนจำนวนมาก ทร. มีประสบการณ์จากภารกิจในอดีต เช่น การช่วยเหลือคนไทยจากตะวันออกกลางในช่วงวิกฤตต่างๆ มาแล้ว ทำให้มั่นใจในขีดความสามารถ

สถานการณ์ปัจจุบันในตะวันออกกลาง เช่น ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มติดอาวุธและชาติใหญ่ๆ ทำให้การเดินทางทางบกและอากาศยากลำบาก ทะเลจึงเป็นเส้นทางที่ควบคุมได้ดีกว่า และไทยมีกองเรือที่ทันสมัยพร้อมรบ

ทร. ยันพร้อมปฏิบัติภารกิจช่วยคนไทยตะวันออกกลางไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นการเตรียมการจริงจังที่สะท้อนถึงนโยบายรัฐบาลในการดูแลพลเรือนต่างประเทศ นี่คือตัวอย่างของความเข้มแข็งทางทหารไทยที่พร้อมปกป้องประชาชนเสมอ

สำหรับคนไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ลงทะเบียนกับสถานทูตไทยทันที ติดตามข่าวสารจากแหล่ง官方 และเตรียมเอกสารส่วนตัวให้พร้อม หากมีเหตุฉุกเฉิน รัฐบาลและทร. จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ความเห็นส่วนตัว: การมีกองทัพเรือที่พร้อมเช่นนี้ ทำให้เรามั่นใจในความปลอดภัยของคนไทยในต่างแดนมากขึ้น แนะนำให้ทุกคนติดตามข่าวอย่างใกล้ชิดและแชร์ข้อมูลนี้เพื่อให้คนอื่นๆ ได้รับรู้ หากคุณมีประสบการณ์หรือข้อมูลเพิ่มเติม คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – ทร. ยันพร้อมปฏิบัติภารกิจทันทีหากรัฐบาลสั่งการ ช่วยเหลือคนไทยพื้นที่สู้รบตะวันออกกลาง

รมว.กต. เตรียมอพยพคนไทยอิหร่าน ปัดข่าวสหรัฐอู่ตะเภา

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องข่าวร้อนที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในโซเชียลกับ รมว.กต. เตรียมพร้อมอพยพคนไทยในอิหร่าน ปัดข่าวสหรัฐฯ ขอใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทางทหาร กันครับ สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังตึงเครียดหนัก โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ทำให้คนไทยที่อยู่ที่นั่นหลายร้อยคนต้องกังวลใจ รัฐบาลไทยจึงรีบเคลื่อนไหวทันทีเพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

รมว.กต. เตรียมพร้อมอพยพคนไทยในอิหร่าน ปัดข่าวสหรัฐฯ ขอใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทางทหาร

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ได้ออกมาแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลตอนบ่าย หลังจากมีกระแสข่าวลือหนาหูว่า เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำไทย เข้าพบนายกฯ เพื่อขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในการสู้รบกับอิหร่าน รมว.กต. ชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีเรื่องนั้นเลย การพูดคุยเมื่อวันที่ 4 มีนาคม เป็นแค่การอัปเดตความสัมพันธ์ การค้า และความร่วมมือด้านความมั่นคงตามปกติ เช่น การบินผ่านหรือเติมน้ำมัน ซึ่งไทยทำกับหลายประเทศอยู่แล้ว

รมว.กต. สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว

แผนอพยพคนไทยจากอิหร่านอย่างเร่งด่วน

สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือความปลอดภัยของคนไทยในอิหร่าน ซึ่งมีประมาณ 200 กว่าคน รมว.กต. เผยว่าหารือกับทูตอิหร่านประจำไทยแล้ว และเตรียมแผนอพยพทั้งหมด โดยจะเดินทางทางบกจากกรุงเตหะรานไปยังชายแดนตุรกี แผนนี้ประสานกับสถานทูตไทยในอิหร่าน สถานทูตอิหร่านในไทย รวมถึงสหรัฐฯ และอิสราเอล เพื่อให้เส้นทางปลอดภัยจากพื้นที่สู้รบ เพราะถือเป็นเรื่องมนุษยธรรมล้วนๆ ไม่ว่าจะอพยพวันไหน ก็พร้อมจัดให้คนที่อยากออกมาก่อน

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยในแถบตะวันออกกลางทั้งหมดกว่า 100,000 คน รัฐบาลจึงต้องเร่งดูแลให้ครบถ้วน สถานการณ์แบบนี้ทำให้เรานึกถึงบทบาทของการทูตไทยที่มักยึดหลักสันติภาพ ไม่เลือกข้างในความขัดแย้งใหญ่ๆ

จุดยืนชัดเจน 4 ประการของประเทศไทย

รมว.กต. ย้ำจุดยืนของไทยแบบชัดๆ ไม่กำกวม มี 4 ข้อหลัก ดังนี้

  • อันดับ 1: ความปลอดภัยของคนไทยเป็น優先สูงสุด
  • อันดับ 2: ไทยไม่ใช่คู่กรณีในความขัดแย้งนี้
  • อันดับ 3: ต้องการแก้ปัญหาด้วยสันติภาพ การเจรจาทางการทูต ไม่ใช่วิธีทหาร
  • อันดับ 4: แก้ไขบนพื้นฐานกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติ

ท่านยังโต้แย้งพวกที่วิจารณ์ว่าไทยไม่มีจุดยืน โดยบอกว่าถ้าอ่านถ้อยแถลงอย่างละเอียด จะเห็นว่าชัดเจนและเหมาะสมกับสถานการณ์ พอดี ไม่สุดโต่ง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ชาติ โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ต่างแดน

背景สถานการณ์ ตอนนี้สหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังปะทะกันหนัก จากประเด็นนิวเคลียร์และการแทรกแซงภูมิภาค ทำให้ราคาน้ำมันพุ่ง ตลาดหุ้นผันผวนทั่วโลก ไทยที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้าและมีคนไปทำงานที่นั่นมาก จึงต้องระวังผลกระทบทางเศรษฐกิจด้วย การที่ไทยยืนกรานไม่ให้ใช้ฐานทัพโจมตี แสดงถึงนโยบายอิสระ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ซึ่งเป็นจุดแข็งของการทูตไทยมานาน

เพื่อนๆ ลองคิดดูนะครับ ถ้าเป็นคุณ มีคนครอบครัวอยู่ที่นั่น คุณอยากให้รัฐบาลทำยังไง? การเตรียมอพยพแบบนี้เป็นข่าวดีมาก แสดงว่ารัฐไม่นิ่งนอนใจ

สุดท้าย จากมุมมองผม จุดยืนของ รมว.กต. เตรียมพร้อมอพยพคนไทยในอิหร่าน ปัดข่าวสหรัฐฯ ขอใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทางทหาร นี้น่าชื่นชม เพราะเน้นมนุษยธรรมและสันติภาพก่อนเสมอ หวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเร็วๆ นี้ เพื่อให้ทุกคนกลับบ้านปลอดภัย

คุณมีความเห็นยังไงกับเรื่องนี้? คิดว่าจุดยืนไทยถูกต้องไหม คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่สนใจข่าวต่างประเทศ!

ที่มา – รมว.กต. เตรียมพร้อมอพยพคนไทยในอิหร่าน ปัดข่าวสหรัฐฯ ขอใช้อู่ตะเภาเป็นฐานทางทหาร

มัลลิกา สั่งวิทยุการบิน ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า

ในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความตึงเครียด โดยเฉพาะวิกฤตในตะวันออกกลางที่กระทบต่อเส้นทางการบินทั่วโลก นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกคำสั่งสำคัญให้บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด (บวท.) ดำเนินการยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้าอย่างเร่งด่วน เพื่อรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการขนส่งทางอากาศของไทย

มัลลิกา รมช.คมนาคม ตรวจเยี่ยมวิทยุการบินตรังกระบี่ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า

ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

หลังจากเข้าตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานที่หอควบคุมการจราจรทางอากาศตรังและกระบี่ รัฐมนตรีช่วยฯ มัลลิกา ได้กำชับเจ้าหน้าที่ให้ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลให้หลายสายการบินต้องปรับเส้นทางบินอ้อม เพิ่มระยะเวลาและต้นทุนการบิน โดยสั่งให้ บวท. สนับสนุนสายการบินในการวางแผนเส้นทางล่วงหน้า หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และเตรียมมาตรการรองรับ เช่น การประสานงานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อบริหารจัดการน่านฟ้าที่มีข้อจำกัด

หอควบคุมการจราจรทางอากาศกระบี่ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า

มาตรการสำคัญที่สั่งการ

  • ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางแบบเรียลไทม์และแจ้งเตือนสายการบิน
  • ปรับรูปแบบบริหารจราจรทางอากาศให้เหมาะสมกับน่านฟ้าระหว่างประเทศ
  • เพิ่มประสิทธิภาพระบบให้รองรับเที่ยวบินเต็มศักยภาพของสนามบิน
  • พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องช่วยการเดินอากาศให้ทันสมัย ลดความล่าช้า
  • บริหารสภาพคล่องจราจรทางอากาศเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

นอกจากนี้ ยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทำงานหนัก เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวจังหวัดตรังและกระบี่ ซึ่งเป็นจุดหมายยอดนิยม โดยมั่นใจว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้เติบโต

สุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท.

ด้านนายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บวท. ยืนยันว่า หน่วยงานได้ยกระดับการเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมเต็มที่ โดยใช้มาตรการบริหารความคล่องตัวการจราจรทางอากาศ (ATFM) ร่วมกับหน่วยงานในและต่างประเทศ วางแผนสำรองกำลังคน ปรับการมอบหมายงาน และเข้มงวดมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูงสุด เพื่อให้ทุกเที่ยวบินเดินทางได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย

การปฏิบัติงานที่หอควบคุมตรัง ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า

ผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลางต่อการบินไทย

วิกฤตในตะวันออกกลาง เช่น ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาสและกลุ่มฮูธีในเยเมน ทำให้หลายประเทศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้เที่ยวบินจากยุโรป-เอเชียต้องอ้อมแอฟริกา เพิ่มเวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมงและใช้เชื้อเพลิงมากขึ้น สายการบินไทยอย่างการบินไทยและโลว์คอสต์หลายแห่งได้รับผลกระทบโดยตรง การยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้าของ บวท. จึงเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยลดความเสี่ยง ลดดีเลย์ และรักษาความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว

ประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว

จังหวัดตรังและกระบี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทะเลชื่อดัง การเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรทางอากาศจะช่วยรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจทัวร์ ซึ่งคาดว่าจะขยายตัวได้มากกว่า 10-20% ในปีนี้ หากสถานการณ์คลี่คลาย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้าครั้งนี้ไม่เพียงรับมือวิกฤตระยะสั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานระบบการบินไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในยุคที่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มสูง หากคุณเป็นนักเดินทางหรือผู้สนใจด้านการบิน อย่าลืมติดตามประกาศจากสายการบินและ สายการบินแห่งประเทศไทยเสมอ แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้!

ที่มา – “มัลลิกา” รมช.คมนาคม สั่ง วิทยุการบินฯ ยกระดับเฝ้าระวังน่านฟ้า รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก หลังข่าวลืออิหร่านขอเจรจา

ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก หลังจากมีข่าวลืออิหร่านขอเจรจา สร้างความโล่งใจให้นักลงทุนทั่วโลกท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้สถานการณ์ระหว่างสหรัฐ-อิสราเอล-อิหร่านยังคงร้อนระอุ แต่ข่าวลือดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันโลกชะลอการพุ่งสูง ส่งผลให้ดัชนีหุ้นหลักๆ กลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก หลังจากมีข่าวลืออิหร่านขอเจรจา

สำนักข่าว New York Times รายงานว่าอิหร่านได้ติดต่อสหรัฐอเมริกาเพื่อขอเจรจายุติข้อขัดแย้ง สิ่งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก ตลาดเอเชียอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นที่พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก เคยดิ่งลงหนักใน 2 วันก่อนหน้า แต่ตอนนี้ดัชนี Nikkei 225 และ Kospi พุ่งขึ้นกว่า 2-3% ตามลำดับ

ในส่วนของตลาดสหรัฐ ดาวโจนส์ S&P 500 และ Nasdaq ปิดบวกแข็งแกร่ง โดยนักลงทุนเทขายทำกำไรจากหุ้นพลังงานและหันไปซื้อหุ้นเทคโนโลยีแทน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่เคยพุ่งแตะ 81.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ลดลงกว่า 4.3% ตามคาดการณ์ ทำให้ต้นทุนพลังงานของบริษัทต่างๆ ผ่อนคลาย

ผลกระทบจากข่าวลืออิหร่านขอเจรจาต่อตลาดหุ้นเอเชีย

ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชียที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด ญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันกว่า 90% จากตะวันออกกลาง ทำให้เมื่อเกิดความไม่แน่นอน ดัชนีหุ้นเคยร่วงหนัก แต่หลังข่าวลืออิหร่านขอเจรจา SET Index ของไทยเองก็ดีดตัวขึ้น 1.5% นักลงทุนชาวไทยที่ถือหุ้นกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมเริ่มกลับมามั่นใจ

  • ดัชนี Nikkei 225: +2.8%
  • ดัชนี Kospi: +3.1%
  • ดัชนี Hang Seng: +1.9%
  • SET Index: +1.5%

ยุโรปเองก็ฟื้นตัวเช่นกัน FTSE 100 และ DAX พุ่งขึ้นกว่า 2% หลังจากราคาน้ำมันคลายตัว

บทบาทของสหรัฐและราคาน้ำมันในการพลิกสถานการณ์

รัฐมนตรีคลังสหรัฐ สกอตต์ เบสเซนต์ ระบุว่ากองทัพเรือสหรัฐเตรียมเส้นทางปลอดภัยผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว สิ่งนี้ช่วยลดความกังวลเรื่องอุปทานน้ำมัน นอกจากนี้ ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี พุ่งสูงสุดใน 2 สัปดาห์ แสดงถึงความกังวลเงินเฟ้อ แต่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าก็นำไปสู่การตรึงดอกเบี้ยของเฟด

ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก ยังส่งผลดีต่อสินทรัพย์อื่นๆ เช่น ทองคำที่ราคาย่อตัวลงเพราะนักลงทุนหันไปหาหุ้นแทน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังความผันผวนที่อาจกลับมาหากการเจรจาล้มเหลว แนะนำกระจายพอร์ตลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีและสินค้าอุปโภคบริโภคที่ทนทานต่อความไม่แน่นอน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก หลังจากมีข่าวลืออิหร่านขอเจรจา นี้เป็นสัญญาณบวก แต่ต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง

ติดตามข่าวสารการลงทุนเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตพอร์ตของคุณให้ทันเหตุการณ์!

ที่มา – ตลาดหุ้นพลิกกระดานเขียวทั่วโลก หลังจากมีข่าวลืออิหร่านขอเจรจา

“วันนอร์” เข้าทำเนียบ หารือสถานการณ์ตะวันออกกลาง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ ส่งผลกระทบต่อหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ล่าสุดมีข่าวสำคัญเมื่อ “วันนอร์” เข้าทำเนียบฯ นายกฯ เชิญแลกเปลี่ยนปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไทยยึดแนวทางเป็นกลาง เพื่อหาแนวทางลดผลกระทบต่อประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะกลุ่มมุสลิมที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยง

“วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง

เมื่อเวลา 08.47 น. วันที่ 5 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยเริ่มจากการสักการะองค์นรสิงห์จำลองตามธรรมเนียม จากนั้นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้นำนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา เข้าพบนายกรัฐมนตรีที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางที่กำลังลุกลาม

มุมมองจากนายวันมูหะมัดนอร์ต่อสถานการณ์

นายวันมูหะมัดนอร์ เปิดเผยหลังการหารือว่า นายกรัฐมนตรีเชิญตนมาเพื่อหารือแนวทางดูแลคนไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด แม้ไทยจะไม่ได้อยู่ในภาวะสงครามโดยตรง แต่สถานการณ์ดังกล่าวอาจกระทบต่อคนไทยในประเทศมุสลิมและเศรษฐกิจโดยรวม ชาวมุสลิมในไทยไม่ต้องกังวล เพราะรัฐบาลยึดหลักเป็นกลาง ปฏิบัติตามข้อตกลงสหประชาชาติและอาเซียน สนับสนุนการเจรจาสันติภาพอย่างเต็มที่

ส่วนการสู้รบจะยืดเยื้อหรือไม่ ยังประเมินไม่ได้เพราะเกี่ยวข้องหลายชาติ แต่รัฐบาลต้องเร่งดูแลคนไทยในพื้นที่ให้ปลอดภัย อำนวยความสะดวกผู้เดินทางกลับ นอกจากนี้ หลายประเทศพร้อมร่วมมือกับไทย เนื่องจากภาพลักษณ์ของไทยที่รักสันติและไม่มีข้อขัดแย้งกับใคร

แนวทางการเมืองต่างของไทย

ไทยยืนยันชัดเจนว่าจะยึดแนวทางเป็นกลางในประเด็น “วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง โดยมีมาตรการช่วยเหลือดังนี้

  • กระทรวงการต่างประเทศประสานงานช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่เสี่ยง
  • ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและแจ้งเตือนประชาชน
  • สนับสนุนสันติภาพผ่านเวทีระหว่างประเทศ
  • เตรียมรับมือผลกระทบเศรษฐกิจ เช่น ราคาน้ำมันที่อาจพุ่งสูง

โครงสร้างศาสนาและการอยู่ร่วมกัน

นายวันมูหะมัดนอร์ ยังชี้แจงโครงสร้างทางศาสนาว่า คนไทยในตะวันออกกลางกว่า 80% เป็นมุสลิมนิกายสุหนี่ ขณะที่อิหร่านส่วนใหญ่เป็นนิกายชีอะห์กว่า 90% แต่ความแตกต่างนี้ไม่ใช่อุปสรรคในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ในไทยเองก็มีมุสลิมนิกายชีอะห์ราว 10% ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ดี

การเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ท่ามกลางวิกฤต

นอกเหนือจากประเด็นต่างประเทศ นายวันมูหะมัดนอร์ ยังพูดถึงการเปิดประชุมสภาหลังกกต.รับรองส.ส.ครบ โดยเลขาธิการสภาจะแจ้งเลขาธิการนายกเพื่อทูลเกล้าฯ เปิดสมัย ส.ส.ต้องปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติหน้าที่ สำหรับการจัดตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยที่ได้คะแนนสนับสนุนสูงสุดควรเป็นแกนนำเร่งดำเนินการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ตะวันออกกลางตึงเครียด รัฐบาลรักษาการอาจมีข้อจำกัดในการเจรจาระหว่างประเทศ

การหารือครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็น “วันนอร์” เข้าทำเนียบ สถานการณ์ตะวันออกกลาง อย่างจริงจัง แนวทางเป็นกลางของไทยน่าจะช่วยลดความเสี่ยงได้ดี ในมุมมองผู้เขียน การเร่งตั้งรัฐบาลใหม่จะทำให้ไทยมีเสถียรภาพในการรับมือวิกฤตทั้งในและต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น หากคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย เราจะอัปเดตข่าวสารให้ทราบต่อไป

ที่มา – “วันนอร์” เข้าทำเนียบฯ นายกฯ เชิญแลกเปลี่ยนปมสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำไทยยึดแนวทางเป็นกลาง

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกันนะครับ หลังจากมีกระแสในโซเชียลมีเดียเรื่องราคาสินค้าที่อาจจะพุ่งขึ้นเพราะสถานการณ์โลก กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า แล้วล่ะครับ อธิบดีกรมการค้าภายใน นายวิทยากร มณีเนตร ได้สั่งการให้ทีมงานลงพื้นที่ตรวจสอบทันที แบ่งเป็น 4 ชุดใหญ่ นำโดยตัวอธิบดีและรองอธิบดีเอง เพื่อเช็คสถานการณ์จริงๆ ที่สถานีบริการน้ำมัน ห้างค้าส่งค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ร้านค้า และตลาดกลางค้าส่งสำคัญทั่วประเทศ

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า

เริ่มจากที่ตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งเป็นตลาดค้าส่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อธิบดีลงไปตรวจด้วยตัวเอง พบว่าทุกอย่างปกติมากครับ สินค้ามีเพียบ ปริมาณวันละ 8,000 ตัน ราคายังทรงตัว ไม่มีขึ้นแบบฉวยโอกาส ตลาดยังยืนยันว่าถ้ามีอะไรเปลี่ยนจะรีบรายงานกรมทันที ไม่ต้องห่วงเลยนะครับ

ผลตรวจสถานีบริการน้ำมันและห้างโมเดิร์นเทรด

รองอธิบดีลงตรวจปั๊มน้ำมัน 3 แห่งในกรุงเทพฯ และนนทบุรี พบคนใช้บริการคึกคัก น้ำมันมีพอ ตรึงราคาตามนโยบายรัฐบาลชัดเจน ไม่ขึ้นแน่นอน ส่วนขายแกลลอนก็พิจารณาให้เกษตรกรและโรงงานที่จำเป็นได้ครับ

ส่วนห้างใหญ่ๆ อย่างแม็คโคร ท็อปส์ โลตัส บิ๊กซี สต๊อกสินค้าเต็ม สินค้าจำเป็นผลิตในไทยเองเยอะ ไม่กระทบจากต่างประเทศ ราคาปกติหมดเลย

  • ตลาดกลางค้าส่ง: สินค้าพร้อมขาย ราคาไม่ผันผวน
  • สถานีบริการน้ำมัน: น้ำมันเพียงพอ ตรึงราคา
  • ห้างโมเดิร์นเทรด: สต๊อกครบ ราคาเสถียร
  • ร้านค้าปลีกย่อย: เฝ้าระวังทั่วประเทศ

กรมยังส่งสายตรวจไปร้านเล็กๆ ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดด้วย เพื่อป้องกันการกักตุนหรือขึ้นราคาเอาเปรียบประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ทุกคนกังวลจากข่าวต่างประเทศ

นอกจากนี้ กรมยังตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ต้นทุนเชิงลึก เช่น ราคาน้ำมันกระทบสินค้าอะไรบ้าง ต้นทุนปิโตรเคมี ปุ๋ย ฯลฯ จะหารือกับผู้ประกอบการเพื่อบริหารสต๊อกและราคา โดยเฉพาะสินค้านำเข้า ขอให้ตรึงราคาก่อนต้นทุนจริงเปลี่ยน

คำเตือนชัดเจน ห้ามฉวยโอกาสเด็ดขาด

อธิบดีย้ำชัด ปัจจุบันต้นทุนยังไม่แรงพอให้ขึ้นราคา ผู้ประกอบการห้ามฉวยโอกาสเด็ดขาด ถ้าพบขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุผล จะดำเนินคดีทันทีตามกฎหมาย หนักแน่นมากครับ

สรุปแล้ว สถานการณ์ราคาสินค้าทั่วประเทศยังปกติ สินค้ามีพอซื้อ ไม่ต้องตื่นตระหนก กรมการค้าภายในดูแลใกล้ชิดแบบนี้ ประชาชนอย่างเรามั่นใจได้เลย

สำหรับเพื่อนๆ ถ้าพบร้านไหนราคาผิดปกติหรือกักตุน แจ้งสายด่วน 1569 ได้ 24 ชั่วโมงนะครับ ช่วยกันเฝ้าระวัง รัฐบาลจะได้ดูแลทุกคนได้ดีขึ้น ในมุมผมคิดว่าการที่ กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า แบบนี้เป็นสัญญาณดี แสดงถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนจริงๆ หวังว่าราคาจะเสถียรต่อไปครับ

ติดตามข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเราเลยนะ!

ที่มา – กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่ตรวจเข้มราคาสินค้า เตือนห้ามฉวยโอกาสปรับราคา พบดำเนินคดีทันที

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉินนักศึกษาในอิหร่าน

สวัสดีครับทุกคน ในช่วงนี้สถานการณ์ในตะวันออกกลางร้อนระอุมาก โดยเฉพาะในอิหร่านและประเทศใกล้เคียง ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและการสู้รบ ทำให้หลายคนเป็นห่วง โดยเฉพาะนักศึกษากับบุคลากรไทยที่กำลังเรียนอยู่ที่นั่น วันนี้เรามีข่าวดีมาบอก ว่า รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แล้วนะครับ

รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ออกมาเปิดเผยว่า ได้สั่งการด่วนให้ทุกมหาวิทยาลัยและหน่วยงานในสังกัด ตรวจสอบข้อมูลนักศึกษาและบุคลากรไทยที่ติดอยู่ในพื้นที่เสี่ยงทันทีเลยครับ เพราะสถานการณ์การสู้รบในอิหร่านและตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของคนไทยประมาณหลายพันคน

จากข้อมูลล่าสุดที่ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศไทย พบว่านักศึกษาไทยกระจายตัวอยู่ในภูมิภาคนี้ดังนี้

  • อิหร่าน: 180 คน
  • อิสราเอล: 56 คน
  • จอร์แดน: 360 คน
  • อียิปต์: 3,400 คน
  • ซาอุดีอาระเบีย: 425 คน
  • เยเมน: 120 คน
  • อิรัก: 10 คน

ตัวเลขเหล่านี้ชัดเจนเลยว่ามีคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะในอียิปต์ที่เยอะสุด กระทรวง อว. จึงกำลังรวบรวมข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อเตรียมแผนช่วยเหลือให้ทันท่วงที

มาตรการเร่งด่วนที่กำลังดำเนินการ

ไม่รอช้าครับ สถาบันอุดมศึกษาทุกแห่งได้รับคำสั่งให้ประสานงานใกล้ชิดกับนักศึกษาและบุคลากรในพื้นที่ ติดตามสถานการณ์ 24 ชม. และร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศไทย รวมถึงสถานทูตไทยในแต่ละประเทศ เพื่อวางแผนดูแลความปลอดภัย แผนอพยพฉุกเฉิน และการเดินทางกลับไทยหากจำเป็น

รมว.อว. เน้นย้ำว่า “หากสถานการณ์เลวร้ายลง เราพร้อมดำเนินการตามแผนฉุกเฉินทันที โดยให้ความปลอดภัยเป็นอันดับหนึ่ง” นี่คือคำพูดที่ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจขึ้นเยอะเลย

ทำไมสถานการณ์ตะวันออกกลางถึงกระทบนักศึกษาไทย?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมนักศึกษาไทยถึงไปเรียนที่นั่นเยอะ จริงๆ แล้ว ภูมิภาคตะวันออกกลางมีมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการแพทย์ วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะในอียิปต์และซาอุดีอาระเบีย ที่มีทุนการศึกษาดีๆ และโอกาสฝึกงานระดับโลก แต่ด้วยความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้ปีนี้เกิดการปะทะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอิหร่านที่ตึงเครียดกับอิสราเอล

กระทรวง อว. จึงไม่นิ่งนอนใจ กำชับให้ทุกคนรายงานตัว สื่อสารผ่านไลน์กลุ่มหรือแอปเฉพาะ เพื่อให้ช่วยเหลือได้เร็วที่สุด นอกจากนี้ ยังแนะนำให้นักศึกษาติดต่อสถานทูตเป็นประจำ หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง และเตรียมเอกสารเดินทางให้พร้อม

คำแนะนำสำหรับครอบครัวและนักศึกษาที่กังวล

ถ้าคุณมีคนใกล้ชิดอยู่ที่นั่น ลองเช็คข้อมูลกับมหาวิทยาลัยตัวเองดูนะครับ สามารถติดต่อ hotline กระทรวง อว. หรือกรมการกงสุลได้เลย 24 ชม. นอกจากนี้ ควรติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตื่นตระหนกเกินไป

ในมุมมองของผม สถานการณ์แบบนี้เป็นบททดสอบว่ารัฐบาลไทยจะดูแลคนของตัวเองได้ดีแค่ไหน ดีใจที่เห็นการเคลื่อนไหวเร็วแบบนี้ หวังว่าทุกคนจะปลอดภัยและกลับบ้านได้ไวๆ นะครับ สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านแชร์บทความนี้ เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายถึงคนที่ต้องการ และติดตามข่าวอัปเดตจากเราต่อไป!

ที่มา – รมว.อว.เตรียมแผนช่วยเหลือฉุกเฉิน นักศึกษา-บุคลากร ในอิหร่านและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง

Scroll to top