ข่าวสงคราม

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างมาก กองทัพสหรัฐประกาศปฏิบัติการนี้หลังจากหน่วยข่าวกรองตรวจพบความเคลื่อนไหวอันตรายของอิหร่านในเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งขนส่งน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐยืนยันว่าจะปกป้องอย่างเด็ดขาด

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

กองบัญชาการกลางสหรัฐ หรือ CENTCOM ได้เผยแพร่วิดีโอการโจมตีผ่านโซเชียลมีเดีย แสดงภาพการทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านอย่างน้อย 16 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังพบว่าอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดเพื่อขัดขวางการเดินเรือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

เหตุผลเบื้องหลังปฏิบัติการสหรัฐถล่มเรือรบอิหร่าน

หน่วยข่าวกรองสหรัฐรายงานว่าอิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นคอขวดพลังงานสำคัญ น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่วนใหญ่ต้องผ่านจุดนี้ไปยังเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้เกิดการคุกคามดังกล่าว และเรียกร้องให้อิหร่านนำทุ่นระเบิดออกทันที

รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ยืนยันผ่าน X ว่าปฏิบัติการนี้เป็นคำสั่งโดยตรงจากทรัมป์ โดยกองทัพสหรัฐลงมืออย่างแม่นยำ ทำลายเป้าหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สหรัฐเน้นย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกใช้เป็นตัวประกันต่อความมั่นคงพลังงานโลก

ผลกระทบจากเหตุการณ์สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่าน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด นับตั้งแต่ความขัดแย้งลุกลาม ทหารสหรัฐกว่า 140 นายบาดเจ็บจากเหตุรบในภูมิภาค ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเส้นทางหลักขนส่งน้ำมันดิบ หากเกิดการปิดกั้น ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูง ส่งผลต่อค่าครองชีพทั่วโลก

  • การโจมตีแม่นยำ: ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทำลายเรือ 16 ลำ
  • คำเตือนจากทรัมป์: ไม่ยอมให้อิหร่านคุกคามเส้นทางสำคัญ
  • ผลต่อตลาด: นักลงทุนจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
  • ประวัติศาสตร์ช่องแคบ: เคยถูกขู่อีกหลายครั้งในอดีต

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าปฏิบัติการนี้ช่วยรักษาความมั่นคง แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ สหรัฐแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะปกป้องเสรีภาพการเดินเรือ ในขณะที่อิหร่านอาจตอบโต้เพื่อรักษาหน้า

นอกจากนี้ เหตุการณ์สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำยังสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันในประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน สหรัฐทำถูกแล้วที่ลงมือก่อน แต่ต้องหาทางเจรจาเพื่อลดความเสี่ยงสงครามใหญ่ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวอัปเดต และแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองสถานการณ์นี้อย่างไร จะกระทบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน?

ที่มา – สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

แรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย พรุ่งนี้มา 9 คน

แรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย เดินทางมาถึงประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว จำนวน 10 คน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากสงครามในตะวันออกกลาง กระทรวงแรงงานได้จัดทีมต้อนรับอย่างอบอุ่นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างครบครัน นี่ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำพาแรงงานไทยกลับบ้านให้ปลอดภัย

แรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย ถึงสนามบินแล้ว

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 10 มีนาคม 2569 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้ นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นตัวแทนไปรับแรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่ 2 หลังจากล็อตแรก 1 คนกลับมาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ทำให้ตอนนี้มียอดรวม 11 คนแล้ว แรงงานเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากการสู้รบในภูมิภาค ทำให้ต้องอพยพกลับบ้านเกิด

สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบาห์เรนและอิหร่าน กำลังรุนแรง ส่งผลกระทบต่อแรงงานไทยนับพันคนที่ไปทำงานที่นั่น กระทรวงแรงงานจึงเร่งรัดดำเนินการช่วยเหลือทันที เพื่อให้ทุกคนกลับมาอย่างปลอดภัย

พรุ่งนี้แรงงานไทยมาอีก 9 คน ยอดประสงค์กลับเกือบ 1,000

รองปลัดกระทรวงแรงงานเปิดเผยว่า พรุ่งนี้ 11 มีนาคม 2569 จะมีแรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย ชุดใหม่มาถึงอีก 9 คน นอกจากนี้ยังมีแรงงานจากอิหร่านที่กำลังรอเที่ยวบิน โดยยอดผู้ประสงค์กลับประเทศตอนนี้ทะลุเกือบ 1,000 คน กระทรวงจะอัปเดตข้อมูลเที่ยวบินอย่างต่อเนื่อง

ทันทีที่แรงงานเดินทางถึงไทย ทีมเจ้าหน้าที่จะดูแลสิทธิประโยชน์ทั้งหมด รวมถึงยื่นขอรับเงินจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือเร็วที่สุด

มาตรการช่วยเหลือแรงงานไทย 3 ขั้นตอนอย่างเป็นระบบ

กระทรวงแรงงานมีแผนช่วยเหลือที่ชัดเจน ครอบคลุมทุกขั้นตอน เพื่อให้แรงงานได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

  • ขั้นตอนที่ 1: ณ ประเทศต้นทาง ทูตแรงงานเปิดลงทะเบียนผ่านแอป TOEA หรือสถานทูต รวบรวมข้อมูล จัดหาอาหาร ที่พักชั่วคราว เอกสาร และตั๋วเครื่องบิน
  • ขั้นตอนที่ 2: ถึงสนามบินไทย เจ้าหน้าที่รอรับ สแกน QR Code เพื่อบันทึกความต้องการ เช่น หางานในไทย กลับไปทำงานต่างประเทศหลังสถานการณ์คลี่คลาย หรือฝึกทักษะอาชีพและภาษา
  • ขั้นตอนที่ 3: ติดตามถึงบ้าน ส่งข้อมูลไปยังสำนักงานแรงงานจังหวัด ลงพื้นที่เยี่ยมเยียนและช่วยเหลือถึงภูมิลำเนา

สิทธิประโยชน์และการติดต่อขอความช่วยเหลือ

หากแรงงานที่กลับมาแล้วยังไม่ได้ลงทะเบียน สามารถติดต่อสำนักงานแรงงานจังหวัด หรือสายด่วน 1506 ได้ทันที ไม่ว่าจะขอหางาน ฝึกอบรม หรือข้อมูลสิทธิจากกองทุน นอกจากนี้ กระทรวงยังมีบริการให้คำปรึกษาเรื่องการทำงานในต่างประเทศที่ปลอดภัยยิ่งขึ้นในอนาคต

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องประชาชนที่ไปทำงานต่างประเทศ แรงงานไทยคือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ สมควรได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด สงครามอาจทำให้ต้องกลับมากะทันหัน แต่โอกาสใหม่ๆ รออยู่ที่นี่ในประเทศ

หากคุณหรือคนใกล้ชิดเป็นแรงงานที่ได้รับผลกระทบ รีบลงทะเบียนและติดต่อขอความช่วยเหลือวันนี้ ผ่านสายด่วน 1506 หรือแอป TOEA เพื่อไม่พลาดสิทธิประโยชน์ อย่าลังเล เพราะกระทรวงแรงงานพร้อมยืนเคียงข้างเสมอ

ที่มา – แรงงานไทยชุด 2 จากบาห์เรนถึงไทย พรุ่งนี้มาอีก 9 คน เผยยอดคนประสงค์กลับเกือบ 1,000

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง กำลังกลายเป็นภัยคุกคามใหญ่ต่อความจริงในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคนี้ที่ยังคงร้อนระอุ ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ฮามาส หรือการโจมตีจากอิหร่าน สื่อสังคมออนไลน์เต็มไปด้วยภาพและวิดีโอที่ถูกปรับแต่งด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้ข้อมูลบิดเบี้ยว ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข่าวสารจริง ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัญหานี้ไม่ใช่แค่ภาพปลอมทั้งหมด แต่เป็นการนำภาพจริงมาปรับแต่งให้ดูรุนแรง ชัดเจน หรือน่ากลัวยิ่งขึ้น จนผู้ชมเข้าใจผิดได้ง่าย

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง

สื่อต่างประเทศอย่าง France24 รายงานว่ากระแสข่าวลือและข้อมูลเท็จขับเคลื่อนด้วย AI กำลังลุกลามหนักในช่วงที่สงครามตะวันออกกลางปะทุ สิ่งที่น่ากลัวคือ AI ไม่ได้สร้างภาพใหม่ทั้งหมด แต่เอาเหตุการณ์จริงมาอัปเกรด เช่น เพิ่มความคมชัด แสง สี หรือรายละเอียดที่ไม่มีจริง ผลคือภาพดูสมจริงเกินจริง จนแพร่กระจายไวใน TikTok Twitter และ Facebook

ตัวอย่างภาพจริงที่ถูก AI เสริมแต่ง

กรณีแรกคือภาพนักบินอเมริกันดีดตัวจากเครื่องบินรบ F-18 คุกเข่าต่อหน้าชาวคูเวต ภาพนี้คมชัดสูง แพร่หลายมาก แต่สังเกตดีๆ นิ้วมือมีแค่ 4 นิ้ว! การตรวจสอบพบลายน้ำ SynthID ของ Google ยืนยันว่าเป็น AI Enhancement จากภาพต้นฉบับที่เบลอ เหตุการณ์จริงเกิดเมื่อ 2 มีนาคม คูเวตยิงเครื่องบินสหรัฐตก 3 ลำ มีวิดีโอและภาพดาวเทียมยืนยัน แต่ AI เติมรายละเอียดปลอมเข้าไป

อีกกรณี ภาพไฟไหม้ใกล้สนามบินเออร์บิล อิรัก หลังอิหร่านโจมตี 1 มีนาคม ภาพจริงมีไฟเล็กๆ แต่ AI ทำให้กองไฟใหญ่ ควันดำข้น สีฉูดฉาด เพื่อเพิ่มความน่ากลัว

  • ภาพนักบินอเมริกัน: นิ้วมือผิดปกติ ลายน้ำ SynthID
  • ไฟไหม้เออร์บิล: เพิ่มขนาดและสีเกินจริง
  • กรณีเจ้าหน้าที่มินนิแอโพลิส: AI เปลี่ยนโทรศัพท์เป็นปืนในมือผู้เสียชีวิตอเล็กซ์ เพรตตี (มกราคม)

กลไกการทำงานของ AI ที่ก่อปัญหา

เอวานเกลอส คานูลาส ศาสตราจารย์ AI มหาวิทยาลัยอัมสเตอร์ดัม อธิบายว่า AI สามารถปรับพื้นผิว ใบหน้า แสง พื้นหลัง ให้สมจริงยิ่งกว่าเดิม เช่น ทำให้ฝูงชนดูใหญ่ขึ้น หรือการประท้วงดูรุนแรง เจมส์ โอไบรอัน จาก UC Berkeley เตือนว่า “การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็บิดเบือนการรับรู้ทั้งหมด” โดยเฉพาะเมื่อ AI “หลอน” (Hallucinate) เติมสิ่งที่ไม่มีจริง

ในบริบทสงครามตะวันออกกลาง ปัญหานี้ยิ่งรุนแรงเพราะข้อมูลแพร่เร็ว ผู้คนอาจตัดสินใจจากภาพปลอม เช่น สนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในสื่อถดถอย แม้ภาพจริงก็ถูกสงสัย

วิธีป้องกันตัวเองจากภาพ AI ในข่าวสงคราม

เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เราต้องมีเครื่องมือตรวจสอบ

  • ตรวจลายน้ำ เช่น SynthID ของ Google
  • ดูความผิดปกติ เช่น นิ้วมือ แสงเงาไม่สมจริง
  • ใช้ Google Reverse Image Search หรือ TinEye หาต้นตอ
  • เช็คเว็บ Fact-check เช่น Snopes FactCheck.org หรือ ThaiPBS Fact
  • ดูหลายแหล่ง ยืนยันจากวิดีโอหรือดาวเทียม

ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลาง จะทำให้สังคมแตกแยกยิ่งขึ้น หากไม่แก้ไขด่วน

สรุปแล้ว ในยุค AI ข่าวจริงยากแยกจากเท็จ แต่ด้วยความระมัดระวัง เรายังปกป้องตัวเองได้ มุมมองของผมคือ สื่อต้องพัฒนาเครื่องมือตรวจ AI และผู้ใช้ต้องฝึก critical thinking คุณเคยเจอภาพสงสัยแบบนี้ไหม? แชร์ในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตสงครามตะวันออกกลางเพื่อไม่พลาดข้อมูลจริง!

ที่มา – ผู้เชี่ยวชาญหวั่น AI ปรับแต่งภาพสงครามตะวันออกกลางบิดเบือนข้อเท็จจริง กระทบความน่าเชื่อถือข่าวจริง

กต. รับตัว 23 คนไทยกลับจากประเทศอิหร่าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตให้ฟังกัน สำหรับ กต. รับตัว 23 คนไทยกลับจากประเทศอิหร่าน เป็นล็อตแรกที่ทางกระทรวงการต่างประเทศไทยจัดการอพยพกลับบ้านอย่างปลอดภัย ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงมีเหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้นทุกวัน นอกจากนี้ยังมีแผนอพยพเพิ่มอีก 69 คนในเร็วๆ นี้ด้วยนะครับ มาดูรายละเอียดกันเลย

กต. รับตัว 23 คนไทยกลับจากประเทศอิหร่าน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 09.20 น. นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้การต้อนรับคนไทยกลุ่มที่ 2 จำนวน 23 คน ที่เดินทางกลับจากประเทศอิหร่านผ่านทางประเทศตุรกี โดยกลุ่มนี้รวมกับล็อตแรกที่มาถึงเมื่อวันที่ 9 มีนาคม รวมทั้งสิ้น 52 คนแล้วครับ ทุกคนดูสภาพจิตใจดี แม้จะเหนื่อยจากการเดินทางยาวนาน แต่ทุกคนยิ้มแย้มและดีใจที่ได้กลับบ้าน

เส้นทางการอพยพคนไทยจากอิหร่าน

เส้นทางที่ใช้ในการอพยพคือ จากกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน เดินทางไปยังเมืองวาน ประเทศตุรกี จากนั้นบินต่อไปยังสนามบินอิสตันบูล แล้วจึงบินตรงกลับประเทศไทยที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทางกระทรวงการต่างประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานทูตไทยในเตหะราน กงสุลใหญ่ที่ดูไบ และหน่วยงานในตะวันออกกลาง เพื่อให้ทุกอย่างราบรื่นและปลอดภัยที่สุด

  • ประสานกับรัฐบาลอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา เพื่อความปลอดภัยเส้นทาง
  • สถานทูตไทยในตุรกีช่วยส่งคนไทยไปสนามบินอิสตันบูล
  • กงสุลใหญ่ดูไบสำรวจเส้นทางผ่านแดนโอมาน
  • ให้ถุงยังชีพและรถยนต์ช่วยเหลือตลอด

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยอีก 69 คนที่กำลังเดินทางด้วยรถยนต์มุ่งหน้ามายังเมืองวานแล้ว คาดว่าจะถึงไทยในเร็ววันครับ ส่วนคนไทยที่เหลืออยู่อิหร่านอีกประมาณ 130 คน ทางสถานทูตติดต่อช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง แต่ขึ้นกับการตัดสินใจของแต่ละคนว่าจะกลับหรืออยู่ต่อ

มุมมองจากนักศึกษาไทยในอิหร่าน

นายอดิน สุขศาสน์กวิน นักศึกษาไทยคนหนึ่งที่ตัดสินใจอพยพกลับ เล่าว่า รู้สึกดีใจมากที่ได้รับความช่วยเหลือจากสถานทูตไทย เจ้าหน้าที่มาส่งถึงสนามบินเลยครับ การเดินทางจากเตหะรานไปวานไม่ได้ยาก แค่นานหน่อย ตัดสินใจกลับเพื่อความปลอดภัย ตามคำแนะนำให้หลบชั้นใต้ดินช่วงแรก

สถานการณ์ในพื้นที่จริง ไม่น่ากลัวเท่าข่าว มหาวิทยาลัยประกาศหยุดเรียนชั่วคราว นักศึกษาต่างชาติหลายประเทศก็กลับกันหมด มีการปะทะเฉพาะบางจุด มุ่งเป้าที่สถานที่ราชการ ชาวอิหร่านกำลังปกป้องอธิปไตยของตัวเอง ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อแค่ไหน แต่ตอนนี้ยังโจมตีทุกวัน

การช่วยเหลือคนไทยในตะวันออกกลางอื่นๆ

ไม่ใช่แค่อิหร่านนะครับ ทางกต. ยังช่วยเหลือคนไทยใน UAE บาห์เรน และประเทศใกล้เคียง มีเครื่องบินพาณิชย์บินปกติ แต่สถานทูตช่วยเรื่องวีซ่า รถ และเสบียง สถานการณ์ยังไม่หนักเท่าแรก แต่แนะนำให้ติดตามข่าวอย่างใกล้ชิด

จากที่เห็น การทำงานของกระทรวงการต่างครั้งนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากครับ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยไม่ทิ้งคนไทยไว้ข้างหลัง แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะซับซ้อน แต่ความช่วยเหลือมาถึงอย่างรวดเร็ว หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีคนรู้จักอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลังเล ติดต่อสถานทูตไทยทันทีเพื่อขอความช่วยเหลือ และติดตามอัปเดตข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยครับ

ที่มา – กต. รับตัว 23 คนไทยกลับจากประเทศอิหร่าน เผยเตรียมอพยพเพิ่มอีก 69 ชีวิต เร็วๆ นี้

อิหร่านท้าชนสหรัฐ ช่องแคบฮอร์มุซ รอรับกองเรือ

สถานการณ์ในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ เมื่อ อิหร่านท้าชนสหรัฐ ช่องแคบฮอร์มุซ กลายเป็นจุด hotspot ล่าสุด โฆษกกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านประกาศอย่างท้าทายว่ากองทัพอิหร่านพร้อม “รอรับ” กองเรือรบสหรัฐที่กำลังมุ่งหน้ามายังพื้นที่นี้ และชี้ว่าชะตากรรมของสงครามอยู่ในมือของเตหะรานเท่านั้น

อิหร่านท้าชนสหรัฐ ช่องแคบฮอร์มุซ: คำขู่ที่สั่นสะเทือนโลก

พลตรีอาลี โมฮัมหมัด นาอีนี โฆษก IRGC ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อรัฐในเช้าวันอังคาร โดยระบุชัดเจนว่ากองทัพอิหร่านกำลังเฝ้ารอการมาถึงของกองเรือสหรัฐ โดยเฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ USS Gerald R. Ford ที่เป็นสัญลักษณ์ของกองทัพเรือสหรัฐ คำพูดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐออกมาแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ เรื่องมาตรการปกป้องเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซคืออะไร และทำไมถึงสำคัญ?

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นประตูสู่ทะเลอาหรับและอ่าวเปอร์เซีย กว้างเพียง 21 ไมล์ แต่ขนส่งน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก หรือราว 21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากเกิดการปิดกั้นหรือปะทะกันที่นี่ ราคาน้ำมันโลกจะพุ่งทะยานทันที สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่พึ่งพาเส้นทางนี้

  • ขนส่งน้ำมัน 21 ล้านบาร์เรล/วัน
  • คิดเป็น 20-30% ของการค้าทางทะเลทั้งหมด
  • จุดยุทธศาสตร์ที่อิหร่านควบคุมฝั่งหนึ่ง
  • ประวัติศาสตร์การเผชิญหน้า เช่น Tanker War ในยุค 80s

อิหร่านเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบนี้หลายครั้งในอดีต และครั้งนี้ดูเหมือนจริงจังกว่าที่เคย ด้วยการประกาศ อิหร่านท้าชนสหรัฐ ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเปิดเผย

背景ของความขัดแย้งอิหร่าน-สหรัฐ

ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐย่ำแย่มาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 1979 สหรัฐเคยโจมตีอิหร่านทางอ้อมผ่านอิรัก และล่าสุดคือการถอนตัวจากสนธิสัญญานิวเคลียร์ JCPOA รวมถึงการสังหารนายพลกาเซม สุไลมานี ความตึงเครียดพุ่งสูงหลังเหตุโจมตีฐานทัพสหรัฐในอิรักและการตอบโต้ทางอากาศ

ทรัมป์ย้ำว่าจะปกป้องเสรีภาพการเดินเรือ แต่ IRGC มองว่านี่คือการรุกล้ำดินแดนของตน อิหร่านมีขีปนาวุธ ทอร์ปิโด เรือเร็ว และโดรนจำนวนมากที่พร้อมโจมตีในพื้นที่แคบๆ นี้

ผลกระทบหากอิหร่านท้าชนสหรัฐ ช่องแคบฮอร์มุซ จริง

หากเกิดการปะทะ:

  • ราคาน้ำมันพุ่ง: อาจแตะ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลก
  • เศรษฐกิจไทยกระทบ: ค่าน้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคปรับขึ้น
  • สงครามขยายวง: อาจลุกลามไปอิสราเอล ซาอุฯ และชาติอื่นๆ
  • หุ้นตลาดตก: ดัชนีทั่วโลกผันผวน

ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยน” ของภูมิภาค โดยอิหร่านมีข้อได้เปรียบด้าน home turf แต่สหรัฐเหนือกว่าด้านเทคโนโลยี

ในมุมมองของผม สถานการณ์ อิหร่านท้าชนสหรัฐ ช่องแคบฮอร์มุซ นี้เป็นการ poker bluff จากเตหะรานเพื่อกดดันสหรัฐในการเจรจา แต่หากสหรัฐส่งกองเรือเต็มรูปแบบ อาจนำไปสู่ escalation ที่ไม่มีใครอยากเห็น โลกควรเร่งหาทาง дипломатииเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะ

ติดตามสถานการณ์ล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา คุณคิดว่าสงครามจะเกิดจริงไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – อิหร่านท้าชนสหรัฐ! ประกาศ “รอรับกองเรือสหรัฐฯ” ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ชะตาสงครามอยู่ในมือเตหะราน

ทรัมป์ขู่โจมตีอิหร่านหนัก 20 เท่า ช่องแคบฮอร์มุซ

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุ เมื่อ ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ คำขู่ครั้งนี้จากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้สถานการณ์ยิ่งเข้มข้นขึ้นทันที เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นเลือดใหญ่ของพลังงานโลก

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ออกคำเตือนรุนแรงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยบอกว่าหากอิหร่านกล้าปิดหรือขัดขวางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ สหรัฐจะตอบโต้ด้วยการโจมตีที่รุนแรงกว่าครั้งก่อน 20 เท่า เป้าหมายจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทำลายง่ายและฟื้นฟูยาก ทรัมป์ยังใช้คำพูดดุเดือดว่า “ความตาย ไฟ และความพิโรธจะถาโถมใส่พวกเขา” แต่ก็หวังว่าสถานการณ์จะไม่บานปลาย

ก่อนหน้านี้ กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่านแถลงว่า ประเทศอาหรับหรือยุโรปที่ขับไล่ทูตอิสราเอลและสหรัฐ จะได้เดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างเสรีตั้งแต่วันอังคาร เป็นต้นไป คำขู่ตอบโต้ที่ชัดเจน

ช่องแคบฮอร์มุซ: จุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก

ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาว 33 กม. กว้างสุด 96 กม. เป็นทางออกสู่ทะเลอาหรับจากอ่าวเปอร์เซีย ผ่านที่นี่มีน้ำมันดิบราว 20-21 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือ 1 ใน 5 ของการค้าน้ำมันโลก นอกจากนี้ยังมีก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราว 20% ของโลก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย พึ่งพาเป็นหลัก หากปิด ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้ง่ายๆ

  • ผลกระทบหลัก: ราคาพลังงานโลกพุ่งสูง ส่งผลต่อเงินเฟ้อทั่วโลก
  • เศรษฐกิจเอเชียชะงัก โดยเฉพาะจีนที่นำเข้าน้ำมัน 10 ล้านบาร์เรล/วัน
  • การเดินเรือหยุดชะงักตั้งแต่สงครามเริ่ม ส่งผลให้ห่วงโซ่อุปทานพังทลาย
  • ไทยเองก็กระทบ เพราะนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากอ่าวเปอร์เซีย

ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หลังจากอะไร?

คำขู่ของทรัมป์มาหลังจากอิหร่านแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อสหรัฐและอิสราเอล ท่ามกลางสงครามที่กำลังลุกลาม สหรัฐมองว่าการป้องกันช่องแคบฮอร์มุซเป็นหน้าที่สำคัญ เพื่อความมั่นคงพลังงานโลก นักวิเคราะห์ชี้ว่าครั้งนี้ทรัมป์เล่นเกมจิตวิทยา เพื่อกดดันอิหร่านไม่ให้ปิดช่องแคบ แต่หากเกิดขึ้นจริง อาจนำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบ

ประวัติศาสตร์เคยเกิดเหตุคล้ายๆ กัน ในปี 1980s สงครามเรือน้ำมัน (Tanker War) ทำให้เรือถูกโจมตีบ่อยครั้ง สหรัฐต้องส่งกองเรือคุ้มครอง ปัจจุบัน สหรัฐมีเรือบรรทุกเครื่องบินและกองเรือในพื้นที่พร้อมรบ

ด้านอิหร่านมีขีดความสามารถด้วยขีปนาวุธ โดรน และเรือเร็วจำนวนมาก IRGC คุยว่าสามารถปิดช่องแคบได้ในชั่วโมงเดียว แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอิหร่านรู้ผลเสียของตัวเอง เพราะรายได้จากน้ำมัน 80% มาจากการส่งออกผ่านช่องแคบนี้

สถานการณ์ล่าสุด การโจมตีระหว่างอิสราเอล-อิหร่านทำให้การขนส่งชะงักงัน สหรัฐประกาศเพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคเพื่อป้องกัน

จากมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เน้นย้ำความเปราะบางของโลกที่พึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง หากทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จริง อาจเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจโลก ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมรับมือราคาน้ำมันแพง คำแนะนำคือกระจายแหล่งนำเข้าและลงทุนพลังงานทดแทน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ทรัมป์ ขู่โจมตีอิหร่าน “หนักขึ้น 20 เท่า” หากขวางการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

“เอกนิติ” ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และเศรษฐกิจโดยรวม ล่าสุด “เอกนิติ” ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยแนวทางสำคัญนี้ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นการเติบโตยั่งยืน

“เอกนิติ” ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

กลยุทธ์ทั้ง 3 ด้านนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ยังมุ่งผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวในภูมิภาคอาเซียน โดยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่กำลังย้ายฐานผลิตมาจากจีนและพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ มาดูรายละเอียดกัน

กลยุทธ์ที่ 1: การลงทุนด้านพลังงานสะอาด

รัฐบาลจะเป็นผู้นำในการลงทุนพลังงานหมุนเวียน โดยสนับสนุนการทำการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ หรือ Direct PPA ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาสายส่งไฟฟ้า ทำให้เม็ดเงิน FDI ไหลเข้าประเทศมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติสนใจย้ายฐานมาอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม

  • Direct PPA: ลดขั้นตอนกลาง ลดราคาไฟฟ้าให้ถูกกว่าเดิม
  • กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน: พัฒนาสายส่ง ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ
  • ประโยชน์: ช่วยอุตสาหกรรมลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

กลยุทธ์ที่ 2: การปรับตัวด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI

รัฐบาลจะส่งเสริมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” โดยบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเหลือ SMEs ในการอัพเกรดเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ สิ่งนี้จะช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้ AI ในการบริหารจัดการซัพพลายเชน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

  • โครงการพี่ช่วยน้อง: Big Corp ช่วย SME
  • ลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุน: สนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยี
  • ผลลัพธ์: ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก

กลยุทธ์ที่ 3: การก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

เน้นการใช้เอทานอลจากผลผลิตเกษตรไทยอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ผสมในน้ำมันมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ หรือ Solar Floating ซึ่งเหมาะกับพื้นที่น้ำมากของไทย ช่วยลดคาร์บอนและสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชน

  • เอทานอลจากอ้อย-มันสำปะหลัง: เพิ่มการใช้ในน้ำมัน ลดนำเข้า
  • Solar Floating: พลังงานแสงอาทิตย์จากทุ่นลอยน้ำ
  • ประโยชน์: สร้างอุตสาหกรรมสีเขียว ยั่งยืน สอดคล้อง ESG

นอกจากกลยุทธ์หลักแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทาย 3 ด้านใหญ่ ได้แก่ ความขัดแย้งภูมิศาสตร์ที่กระทบพลังงาน เทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนเร็ว และภัยพิบัติธรรมชาติอย่างภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงปีนี้ ขณะนี้รัฐบาลกำลังประชุมด่วนที่ทำเนียบ เพื่อปรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยขยายมาตรการดูแลราคาน้ำมันในระยะสั้นและปานกลาง ให้ประชาชนและธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

“เอกนิติ” ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว นี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมองวิกฤตเป็นโอกาส จากประวัติศาสตร์ไทยเคยผ่านวิกฤตพลังงานมาแล้ว และครั้งนี้แม้รุนแรงจากสงครามตะวันออกกลาง แต่เราสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่ได้ หากปรับตัวเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน กลยุทธ์เหล่านี้เป็นก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเกษตรกับอุตสาหกรรม จะช่วยเกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่ม หากภาคเอกชนร่วมมือ รัฐบาลสนับสนุน จะผลักดัน GDP เติบโตได้อีกขั้น คุณล่ะคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – “เอกนิติ” เผยรับมือน้ำมันโลกราคาพุ่ง ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางยิ่งรุนแรงขึ้น เมื่ออิหร่านต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากมนุษย์สร้างขึ้น หลังจากคลังน้ำมันในกรุงเตหะรานถูกโจมตี ทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลามและควันพิษสีดำปกคลุมทั่วเมือง

อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

การโจมตีดังกล่าวซึ่งเชื่อว่ามาจากอิสราเอล ไม่เพียงทำให้อิหร่านขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง แต่ยังก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง ควันดำที่ลอยคละคลุ้งมาจากการเผาไหม้สารเคมีในคลังน้ำมัน ประกอบด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) ซึ่งเป็นสารพิษที่อันตราย เมื่อผสมกับไอน้ำในอากาศและฝนตก จะกลายเป็นฝนกรดที่มีความเป็นกรดสูง สามารถกัดกร่อนผิวหนัง สร้างความระคายเคืองต่อดวงตา และร้ายแรงยิ่งขึ้นหากสูดดมเข้าไปเพราะอาจทำลายระบบทางเดินหายใจและปอดได้

ผลกระทบจากอิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม

ทางการอิหร่านออกประกาศเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะในกรุงเตหะราน ให้อยู่แต่ในร่มและปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด สภาเสี้ยววงเดือนแดงของอิหร่านรายงานว่าปัจจุบันไม่มีกระแสลมพัด ทำให้ควันพิษค้างนิ่งในอากาศนานยิ่งขึ้น คาดว่าฝนกรดจะเริ่มตกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า ส่งผลให้ปั๊มน้ำมันหลายแห่งต้องปิดบริการ สร้างความเดือดร้อนให้กับชีวิตประจำวันของชาวเมือง

  • ควันพิษทำให้ทัศนวิสัยลดลง มองเห็นได้ไกลไม่เกิน 100 เมตร
  • ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 สูงเกินมาตรฐาน WHO กว่า 10 เท่า
  • ประชาชนจำนวนมากมีอาการไอ จาม และหายใจติดขัด
  • โรงพยาบาลในเตหะรานรับผู้ป่วยทางเดินหายใจเพิ่มขึ้น 300%

ประชาชนในกรุงเตหะรานเล่าว่า พวกเขาต้องมองเห็นควันดำหนาทึบจากหน้าต่างบ้าน และหลายครอบครัวเริ่มสวมหน้ากากอนามัยที่เหลืออยู่ แม้สหรัฐและอิสราเอลจะอ้างว่าโจมตีเฉพาะเป้าหมายทหาร แต่สถานที่เหล่านั้นตั้งอยู่ใกล้ชุมชน ทำให้พลเรือนได้รับผลกระทบเต็มๆ

ฝนกรดคืออะไร และอันตรายอย่างไร

ฝนกรดเกิดจากการที่ก๊าซพิษจากอุตสาหกรรมหรือการเผาไหม้ผสมกับน้ำฝน ทำให้ pH ต่ำกว่า 5.6 ในกรณีของอิหร่านครั้งนี้ คาดว่าความเป็นกรดจะรุนแรงเพราะปริมาณก๊าซสูง นอกจากผลต่อมนุษย์แล้ว ยังทำลายพืชผล อาคาร และแหล่งน้ำ ทำให้ระบบนิเวศเสียหายยาวนาน นักสิ่งแวดล้อมเตือนว่านี่เป็นตัวอย่างของ ‘สงครามสกปรก’ ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ การขาดแคลนน้ำมันยังทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง รถยนต์หลายคันจอดสนิท ส่งผลต่อการขนส่งอาหารและยา สถานการณ์อาจยืดเยื้อหากไม่มีการบรรเทา

จากเหตุการณ์อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมันนี้ ชี้ให้เห็นว่าสงครามสมัยใหม่ไม่ใช่แค่การยิงขีปนาวุธ แต่รวมถึงภัยพิบัติรองที่รุนแรงยิ่งกว่า สุดท้ายแล้ว ผู้เสียหายหลักคือประชาชนผู้บริสุทธิ์

คุณคิดว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายอย่างไร? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – อิหร่านถูกฝนกรดถล่มซ้ำเติม หลังถูกโจมตีคลังน้ำมัน

สิ่งที่ต้องรู้ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

การแต่งตั้ง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน กลายเป็นข่าวใหญ่ที่สั่นสะเทือนวงการการเมืองโลก หลายคนมองว่าเป็นสัญญาณของการตอกย้ำอำนาจกลุ่มสายแข็ง ทำให้โอกาสในการเจรจากับชาติตะวันตกยิ่งเลือนลางไปอีก วันนี้เราจะพาคุณไปรู้จักประวัติศาสตร์ อิทธิพล และบทบาทของเขาแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจบริบทการเมืองอิหร่านที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว

โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

โมจตาบา คาเมเนอี ไม่ใช่ชื่อใหม่ในวงการอิหร่าน เขาเติบโตมาในครอบครัวที่มีอำนาจสูงสุด และค่อยๆ สร้างเครือข่ายเบื้องหลังมาอย่างยาวนาน การขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลจากการวางแผนที่รอบคอบของกลุ่มอนุรักษนิยม

1. เป็นลูกชายคนที่สองของอาลี คาเมเนอี

โมจตาบา คาเมเนอี เกิดในปี 1969 เป็นบุตรชายคนที่สองของอดีตผู้นำสูงสุด อาลี คาเมเนอี ผู้ปกครองอิหร่านมานานเกือบ 40 ปีก่อนเสียชีวิตจากโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอล การสืบทอดอำนาจแบบพ่อสู่ลูกครั้งนี้ ทำให้หลายคนเปรียบเทียบกับระบบราชวงศ์ ซึ่งขัดกับอุดมการณ์ปฏิวัติอิสลามปี 1979 ที่เคยต่อต้านการสืบราชสันตติวงศ์ ชาวอิหร่านจำนวนไม่น้อยกังวลว่าระบอบจะยิ่งปิดกั้นมากขึ้น

2. ได้รับเลือกจากสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts)

ตำแหน่งผู้นำสูงสุดไม่ได้มาจากการเลือกตั้งทั่วไป แต่คัดเลือกโดยสภาผู้เชี่ยวชาญ 88 คน ซึ่งเป็นนักบวชชั้นนำ การโหวตเลือกโมจตาบาเกิดขึ้นท่ามกลางสงครามและแรงกดดันจากนานาชาติ นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่านี่คือการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายเดิม โดยเฉพาะเรื่องนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรในตะวันออกกลาง

3. บุคคลลึกลับแต่มีอิทธิพลสูงใน IRGC

แม้ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐบาลหลัก แต่โมจตาบามีความสัมพันธ์แนบแน่นกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ซึ่งเป็นทั้งกองทัพ เศรษฐกิจ และเครื่องมือทางการเมืองชั้นนำของอิหร่าน เครือข่าย IRGC ช่วยให้เขาควบคุมอิทธิพลเบื้องหลังมานาน โดยได้รับการศึกษาศาสนาขั้นสูงเหมือนพี่น้อง

4. ถูกสหรัฐคว่ำบาตรตั้งแต่ปี 2019

กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวหาโมจตาบาว่ามีส่วนสนับสนุนนโยบายของบิดา รวมถึงเป้าหมายทางการเมืองภายใน ประธานาธิบดีทรัมป์เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อการขึ้นสู่อำนาจของเขา สะท้อนถึงความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน-สหรัฐที่ยังคงรุนแรง

5. เบื้องหลังการเมืองสายแข็ง

โมจตาบาถูกเชื่อมโยงกับชัยชนะของมาห์มูด อาห์มาดิเนจาดในการเลือกตั้ง 2005 ผ่านการสนับสนุนจาก IRGC และมีส่วนในปราบปรามการประท้วงปี 2009 ที่ถูกกล่าวหาว่าหลอกลวง นี่แสดงให้เห็นบทบาทของเขาในฐานะนักวางแผนสายแข็ง

  • สนับสนุนผู้สมัครอนุรักษนิยม
  • ควบคุมสื่อและการปราบปรามฝ่ายตรงข้าม
  • ผลักดันนโยบายต่อต้านตะวันตก

6. อนาคตอิหร่านภายใต้โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

ผู้เชี่ยวชาญจาก Carnegie Middle East Center และ เดวิด เพเทรียส อดีตผู้อำนวยการ CIA คาดว่าอิหร่านจะยึดนโยบายเดิมต่อไป โดยเน้นอุดมการณ์ศาสนาเข้มข้น ไม่ยอมประนีประนอมกับสหรัฐหรืออิสราเอล ทำให้สถานการณ์ภูมิภาคตึงเครียดยิ่งขึ้น

ในมุมมองของเรา การขึ้นสู่อำนาจของ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน อาจนำไปสู่ความเสถียรภายในแต่เพิ่มความเสี่ยงสงครามภายนอก หากคุณสนใจข่าวการเมืองตะวันออกกลาง ติดตามอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ“โมจตาบา คาเมเนอี”ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน จากเงาอำนาจสู่ตำแหน่งสูงสุด

ที่มาเพิ่มเติม: CNN

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

Scroll to top