ข่าวสระแก้ว

ผู้สูงอายุกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เสียใจไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แห่ยื่นขอทบทวนสิทธิ

ผู้สูงอายุกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เสียใจไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แห่ยื่นขอทบทวนสิทธิ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคม เมื่อบรรดาผู้สูงอายุจำนวนมากต้องเผชิญกับความผิดหวัง หลังจากตรวจสอบผลการคัดเลือกโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ปี 2569 แล้วพบว่าตนไม่ผ่านเกณฑ์ หลายคนถึงกับหลั่งน้ำตาหน้าธนาคารด้วยความเสียใจ เพราะโครงการนี้ถือเป็นที่พึ่งสำคัญในการประทังชีวิตของผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ประจำ

บรรยากาศที่ธนาคารกรุงไทยในหลายพื้นที่เต็มไปด้วยความโกลาหล ผู้สูงอายุต่างเดินทางมาเพื่อสอบถามข้อเท็จจริงว่าเหตุใดตนถึง ผู้สูงอายุกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เสียใจไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แห่ยื่นขอทบทวนสิทธิ ในรอบนี้ ทั้งที่สถานะความเป็นอยู่ยังคงยากลำบากเหมือนเดิม และหลายคนยังไม่เข้าใจว่าเกณฑ์การพิจารณาเกิดความผิดพลาดตรงไหน

ทำไมการยื่นอุทธรณ์จึงสำคัญที่สุดเวลานี้

ปัญหาใหญ่ที่พบคือเรื่องข้อมูลทรัพย์สินที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หลายคนถูกตัดสิทธิเพียงเพราะมีชื่อไปปรากฏในทะเบียนบริษัท ทั้งที่ตลอดชีวิตไม่เคยทำธุรกิจ หรือบางคนถูกตัดสิทธิเพราะระบบตรวจพบการถือครองที่ดินหรือรถยนต์ที่ไม่เป็นความจริง ทำให้เกิดเสียงบ่นถึงระบบคัดกรองที่ไม่ละเอียดพอ การที่ ผู้สูงอายุกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เสียใจไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แห่ยื่นขอทบทวนสิทธิ จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบกระบวนการทำงานให้มีความโปร่งใสและเห็นใจคนจนตัวจริง

สิ่งที่ผู้ได้รับผลกระทบควรรู้และเตรียมตัวดำเนินการ:

  • ตรวจสอบสถานะผลการพิจารณาอย่างละเอียดผ่านช่องทางทางการ
  • รวบรวมเอกสารส่วนตัวเพื่อใช้สำหรับการยื่นอุทธรณ์
  • ไปที่ธนาคารที่มีการประกาศรับเรื่องเพื่อดำเนินการตามขั้นตอน
  • ติดต่อลูกหลานให้ช่วยประสานงานเนื่องจากขั้นตอนค่อนข้างซับซ้อน

ความรู้สึกน้อยใจที่ปนไปกับความเดือดร้อน ทำให้วลีเด็ดอย่าง “รวยไม่ไหวแล้วโว้ย” กลายเป็นประโยคประชดประชันที่แฝงไปด้วยความขมขื่นของคนในพื้นที่ การที่ ผู้สูงอายุกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เสียใจไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แห่ยื่นขอทบทวนสิทธิ ในวันนี้ คือสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลควรทบทวนระบบการคัดกรองให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ไม่ใช่แค่การตรวจสอบผ่านตัวเลขในฐานข้อมูลที่อาจผิดพลาดและสร้างบาดแผลให้แก่ผู้สูงอายุที่รอความหวังอยู่ครับ

สุดท้ายนี้ หวังว่าการยื่นอุทธรณ์จะได้รับความเห็นใจและการแก้ไขที่ถูกต้องโดยเร็ว เพราะสิทธิสวัสดิการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ส่วนเกิน แต่คือลมหายใจของผู้สูงอายุที่ขาดโอกาสในสังคมครับ

ที่มา – ผู้สูงอายุกลั้นน้ำตาไม่อยู่ เสียใจไม่ผ่านเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แห่ยื่นขอทบทวนสิทธิ

กัมพูชาปล่อยคนไทยลอต 2 กลับครบ 635 ราย

ข่าวดีสำหรับคนไทยที่ตกเป็นเหยื่อเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชา! กัมพูชาปล่อย “คนไทย” ลอต 2 กลับประเทศแล้ว ครบ 635 ราย เร่งคัดกรองตามกระบวนการ หลังจากทางการกัมพูชากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมออนไลน์ ทำให้คนไทยจำนวนมากถูกจับกุมและส่งตัวกลับบ้านเกิดอย่างปลอดภัย

กัมพูชาปล่อย “คนไทย” ลอต 2 กลับประเทศแล้ว ครบ 635 ราย เร่งคัดกรองตามกระบวนการ

วันที่ 30 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าที่ทุกคนเฝ้ารอ เมื่อทางการกัมพูชาดำเนินการปล่อยตัวคนไทยล็อตที่ 2 จำนวน 285 คน เวลา 18.20 น. ผ่านจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ส่งผลให้ยอดรวมทั้งหมดครบ 635 รายตามที่ประสานงานกันไว้ ก่อนหน้านี้ล็อตแรก 350 คนก็ได้รับการปล่อยตัวในช่วงเย็นแล้ว

ภาพคนไทยเดินทางกลับจากกัมพูชา

บรรยากาศที่ด่านคลองลึกคึกคักสุดๆ มีทั้งความโกลาหลและน้ำตาแห่งความยินดี ญาติๆ มารอรับตั้งแต่เช้า ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าว พอเจอหน้าลูกหลานก็กอดกันร้องไห้สะอึกสะอื้น บางคนหอบกระเป๋าเสื้อผ้าทรัพย์สินติดตัวมาเพียบ เจ้าหน้าที่ไทยปิดประตูเล็กทันทีเพื่อควบคุมพื้นที่ แล้วนำทุกคนเข้าสู่กระบวนการคัดกรองที่เตรียมไว้อย่างดี

กระบวนการคัดกรองหลังกัมพูชาปล่อยคนไทยลอต 2 กลับประเทศ

หลังจาก กัมพูชาปล่อย “คนไทย” ลอต 2 กลับประเทศแล้ว ครบ 635 ราย เจ้าหน้าที่ไทยเร่งดำเนินการทันที โดยมีจุดคัดกรองหลายแห่ง ตรวจสอบเอกสาร ซักประวัติ แยกกลุ่มบุคคล และตรวจสุขภาพเบื้องต้น ทุกอย่างเป็นไปตามมาตรฐานสากลและกลไก NRM (National Referral Mechanism) เพื่อปกป้องสิทธิผู้เสียหาย

  • ตรวจเอกสารและตัวตน: ยืนยันข้อมูลเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ
  • ซักประวัติ: ถามถึงการถูกหลอกลวงหรือบังคับทำงานสแกม
  • แยกกลุ่ม: แบ่งเหยื่อ ปรับปรุง และผู้กระทำผิด
  • ดูแลสุขภาพ: ตรวจโรคและให้คำปรึกษาเบื้องต้น
  • อำนวยความสะดวก: จัดรถกลับบ้านและช่วยเหลือเพิ่มเติม
ภาพการคัดกรองคนไทยที่ด่านคลองลึก

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นความร่วมมืออันดีระหว่างไทย-กัมพูชา แม้จะมีความล่าช้าบ้าง แต่สุดท้ายก็สำเร็จครบถ้วน กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย แรงงาน และพัฒนาสังคมฯ บูรณาการกันเต็มที่ เพื่อดูแลพี่น้องชาวไทยให้ปลอดภัย

ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติยังรุนแรง คนไทยจำนวนมากหลงกลงานดีเงินเดือนสูงในกัมพูชา จนกลายเป็นทาสสแกม ถูกยึดパスปอร์ต บังคับโทรหลอกคนไทยด้วยกัน รัฐบาลไทยจึงต้องเข้มงวดทั้งปราบปรามและป้องกัน อบรมประชาชนไม่หลงเชื่อโฆษณ้างานออนไลน์ต้องเช็คให้ดี

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้ทุกคนระวังภัยออนไลน์ อย่าโอนเงินให้คนไม่รู้จัก ตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ การกลับมาครบ 635 รายนี้คือชัยชนะของความร่วมมือระหว่างประเทศ

ในมุมมองของเรา การที่กัมพูชาปล่อยคนไทยลอต 2 กลับประเทศแล้ว ครบ 635 ราย เร่งคัดกรองตามกระบวนการ แสดงถึงความก้าวหน้าในการต่อสู้กับอาชญากรรมข้ามชาติ แต่เรายังต้องเฝ้าระวังต่อไป เพื่อไม่ให้มีพี่น้องไทยต้องเดือดร้อนอีก ติดตามข่าวสารและแชร์เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ!

ที่มา – กัมพูชาปล่อย “คนไทย” ลอต 2 กลับประเทศแล้ว ครบ 635 ราย เร่งคัดกรองตามกระบวนการ

กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว

กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว เป็นข่าวดีที่หลายคนเฝ้ารอคอย โดยเฉพาะญาติพี่น้องที่มารอรับตั้งแต่เช้าที่ด่านชายแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ท่ามกลางความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาในการส่งตัวคนไทยทั้งหมด 635 คนกลับบ้าน

กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว

การดำเนินการครั้งนี้มาจากกลไกการทูต การทหาร และความมั่นคงที่บูรณาการร่วมกัน พลตรีวรเวช วนมงคล ผู้อำนวยการสำนักนิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหารบก ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักคือฟื้นฟูสถานการณ์ให้ปกติและเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน โดยมีกองทัพบก ตำรวจ และหน่วยงานอื่นๆ เข้าร่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสและถูกกฎหมายระหว่างประเทศ

กระบวนการคัดกรองคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับ

หลังจากกัมพูชาเปิดด่าน ฝั่งไทยได้เร่งคัดกรองคนไทยทุกคนอย่างละเอียด พล.ต.ต.ฐิติวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 อธิบายว่า ใช้ทีมสหวิชาชีพจากกระทรวงพัฒนาสังคม กระทรวงแรงงาน และหน่วยความมั่นคง แบบสอบถามกว่า 70 ข้อ ตรวจสอบพฤติกรรมการเดินทาง ลักษณะงาน เครือข่าย และอาชญากรรม เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนัน สแกมเมอร์ และค้ามนุษย์

  • หากเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกลวง จะได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือทันที
  • หากมีเจตนากระทำผิด จะดำเนินคดีเต็มรูปแบบ
  • พบข้อมูลบางรายมีหมายจับ และกลุ่มเฝ้าระวัง

เบื้องต้น ลอตแรก 350 คน ข้ามแดนมาเมื่อ 16.50 น. ด้วยรถบัสเล็กคันละ 15 คน ใช้เวลานานเพราะจุดควบคุมห่างด่าน 1 กม. คนที่เหลือ 285 คน คาดทยอยกลับภายในคืนนั้นถึงเที่ยงคืน

สภาพคนไทยที่กลับมามีอาการอิดโรยจากอากาศร้อนและรอคอยนาน แต่ทุกคนโล่งใจได้กลับแผ่นดินไทย เจ้าหน้าที่จัดจุดคัดกรองแยกตามอาคารที่เคยถูกควบคุม เพื่อตรวจสอบข้อมูลรวดเร็ว

บทเรียนและคำเตือนจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว สะท้อนปัญหาการหลอกลวงงานต่างประเทศที่ยังรุนแรง คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ฝากเตือน หากตกเป็นเหยื่อรีบติดต่อสถานทูตหรือหน่วยงานช่วยเหลือ แต่ผู้จงใจทำผิดจะถูกดำเนินคดีเข้มงวด

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยตกค้างอีกจำนวนหนึ่ง อยู่ระหว่างประสานงานส่งกลับต่อไป การร่วมมือไทย-กัมพูชาครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ปัญหาชายแดน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ข่าวชั้นนำ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว

ทีมสัตวแพทย์ผ่าชันสูตร “แม่ช้างป่าเขาฉกรรจ์” พบผิดปกติ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวเศร้าที่หลายคนคงได้ยินกันมาแล้ว นั่นคือเรื่องของ ทีมสัตวแพทย์ผ่าชันสูตร “แม่ช้างป่าเขาฉกรรจ์” ช้างป่าแม่ลูกอ่อนตัวนี้ที่บาดเจ็บหนักจนต้องจากไปอย่างสงบ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวสัตว์ป่าธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการอนุรักษ์ช้างไทยที่เราต้องช่วยกันคิดหาทางออกนะคะ

ทีมสัตวแพทย์ผ่าชันสูตร “แม่ช้างป่าเขาฉกรรจ์” ผลตรวจอวัยวะภายในพบความผิดปกติ

ตามรายงานจากนายสุขี บุญสร้าง ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง) ช้างป่าเพศเมียตัวนี้มีอาการบาดเจ็บที่ขาหน้าซ้าย จากพื้นที่หมู่ 17 บ้านโนนสมพร ตำบลพระเพลิง อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน ทีมเจ้าหน้าที่จากส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 2 (ศรีราชา) ได้พยายามรักษามาเป็นเวลาหลายวัน แต่สุดท้ายแม่ช้างก็ล้มลงอย่างสงบเมื่อเวลา 18.00 น. ของวันที่ 14 กุมภาพันธ์

หลังจากนั้น ทีมสัตวแพทย์ได้เข้าดำเนินการผ่าชันสูตรทันที เพื่อหาสาเหตุการตายที่แท้จริง แม่ช้างตัวนี้มีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปี สูงราว 240 เซนติเมตร และหนักประมาณ 2,000-2,500 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นช้างป่าที่มีขนาดใหญ่สมส่วนสำหรับวัยนี้ จากการตรวจภายนอก ไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือการถูกทำร้าย และยืนยันว่าไม่ได้ตั้งท้องด้วย

ผลตรวจอวัยวะภายในที่พบความผิดปกติสำคัญ

สิ่งที่ ทีมสัตวแพทย์ผ่าชันสูตร “แม่ช้างป่าเขาฉกรรจ์” พบคือความผิดปกติหลายอย่างที่อาจเป็นสาเหตุหลัก เช่น

  • กระดูกต้นขาหน้าด้านซ้ายหัก ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นมีเลือดคั่งและเริ่มเนื้อตาย ซึ่งน่าจะมาจากการบาดเจ็บเดิมที่รักษาไม่ทัน
  • ตับบวมอักเสบ ขอบมน บ่งชี้ถึงการอักเสบเรื้อรัง
  • ปอดมีสีชมพูปนแดงสด อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือปัญหาการหายใจ
  • ไตมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ชี้ถึงภาวะไตวายหรือโรคเรื้อรัง
  • น้ำในถุงหุ้มหัวใจมากผิดปกติ ซึ่งอาจนำไปสู่หัวใจล้มเหลว

ทีมได้เก็บตัวอย่างอวัยวะสำคัญอย่างหัวใจ ไต ปอด ตับ ม้าม และกล้ามเนื้อ ส่งไปห้องแล็บเพื่อตรวจละเอียดยิ่งขึ้นแบบเร่งด่วน สำหรับซากช้าง ได้ฝังกลบตามหลักวิชาการที่หน่วยพิทักษ์ป่าเขาตะกรุบ พร้อมโรยผงปูนขาวเพื่อป้องกันโรคระบาด

บทเรียนจากกรณีนี้และปัญหาช้างป่าไทย

กรณี ทีมสัตวแพทย์ผ่าชันสูตร “แม่ช้างป่าเขาฉกรรจ์” ผลตรวจอวัยวะภายในพบความผิดปกติ ทำให้เราเห็นว่าช้างป่าเผชิญปัญหาอะไรบ้าง เช่น การบาดเจ็บจากกับดักนักล่า การชนกับยานพาหนะ หรือขาดอาหารในป่าที่ถูกบุกรุก ปัจจุบันช้างไทยเหลือไม่ถึง 4,000 ตัวในป่า และการสูญเสียแต่ละตัวกระทบฝูงและระบบนิเวศอย่างมาก โดยเฉพาะแม่ช้างที่เป็นหัวหน้าฝูง

เราควรสนับสนุนโครงการอนุรักษ์ เช่น การสร้างทางเดินช้างปลอดภัย ลดการตัดไม้ทำลายป่า และติดตามด้วยเทคโนโลยี GPS เพื่อช่วยชีวิตสัตว์ได้ทันเวลา นอกจากนี้ ประชาชนอย่างเราก็ช่วยได้ โดยไม่ซื้อผลิตภัณฑ์จากงาช้าง และบริจาคให้องค์กรอย่างกรมอุทยานฯ

ในมุมมองของผม การจากไปของแม่ช้างตัวนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ถ้าเราไม่ลงมือตอนนี้ ช้างไทยอาจหายไปจากผืนป่าไทยในอนาคตอันใกล้ ลองคิดดูสิครับ ถ้าป่าประเทศไทยไม่มีช้าง มันจะขาดเสน่ห์ไปเยอะเลยนะ สุดท้ายนี้ ชวนทุกคนช่วยแชร์ข่าวนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ ว่าคุณคิดว่าทำยังไงถึงจะปกป้องช้างป่าได้ดีที่สุด? ติดตามข่าวสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยครับ!

ที่มา – ทีมสัตวแพทย์ผ่าชันสูตร “แม่ช้างป่าเขาฉกรรจ์” ผลตรวจอวัยวะภายในพบความผิดปกติ

กัมพูชายิงปืน ค. ทหารไทยดับ! อัปเดตล่าสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้น เมื่อมีรายงานเหตุการณ์ กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ บริเวณด่านบึงตะกวน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 10 นาย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 ธันวาคม 2568 หลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งกำลังทหารราบพร้อมยานเกราะล้อยาง Stryker 8×8 เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณด่านบึงตะกวน ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งอยู่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา การเคลื่อนกำลังพลดังกล่าวมีขึ้นภายหลังความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีการปักธงชาติไทยและตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลงเพื่อแสดงอาณาเขต (ยานเกราะ Stryker บุกยึดคืน “ด่านบึงตะกวน” ปักธงชาติไทย-ตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง)

กัมพูชายิงปืน ค.

รายงานข่าวระบุว่า กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการนำส่งโรงพยาบาลตาพระยาเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ล่าสุดหลังกัมพูชายิงปืน ค.

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่ากองทัพไทยจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และมีการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ นับเป็นความสูญเสียที่สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมถึงประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีเหตุผลจะช่วยให้สังคมเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา และร่วมกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

ความสูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกและบาดแผลในจิตใจ การให้กำลังใจและช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องอาศัยความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน การสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ ทหารไทยเสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 10

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันไม่สั่งอพยพ ปชช. ทหารตรึงกำลัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่ายังไม่มีคำสั่งอพยพประชาชน แม้จะได้ยินเสียงปืนและเสียงคล้ายระเบิดบริเวณชายแดนกัมพูชา พร้อมทั้งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารยังคงตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา พร้อมด้วย นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้เดินทางไปยังบริเวณ ชรบ. ของหมู่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดย พ.อ.ชัยณรงค์ ได้พูดคุยกับนางวราภรณ์ ทอง ชาวบ้านที่อพยพเมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) พร้อมให้กำลังใจ

นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าฯ สระแก้ว กล่าวว่า ได้มาเยี่ยมชาวบ้านและบัญชาการสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง บังเกอร์หลุมหลบภัยมีความพร้อมรองรับชาวบ้าน ทำให้รู้สึกสบายใจและอุ่นใจที่ทุกอย่างเตรียมพร้อม แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ เพียงแต่ให้ประชาชนอยู่ในที่ปลอดภัยใกล้ชุมชน เนื่องจากจังหวัดยังไม่มีคำสั่งอพยพ ต่างจากฝั่งกัมพูชาที่มีการสั่งอพยพไปแล้ว

“รอบนอกเราเตรียมพร้อมทุกด้าน ไม่ต้องห่วงชาวบ้านขวัญกำลังใจดี เพราะมีการลำดับขั้นตอนและการซักซ้อมไว้อย่างดี ทั้งในส่วนของผู้ป่วยติดเตียง และเครื่องอุปโภคบริโภค” นายปริญญา กล่าว

พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ที่มีเสียงปืนดังขึ้น และเวลาประมาณ 18.55 น. ที่มีเสียงคล้ายระเบิด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นอาวุธจากฝั่งกัมพูชา เสียงดังกล่าวห่างจากจุดตรวจประมาณ 600 เมตร สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงปกติ แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

“เรื่องความระแวงหรือหวาดกลัวของชาวบ้าน ให้สอบถามจากชาวบ้านเอง แต่ผมเชื่อว่าชาวบ้านมีขวัญกำลังใจดีและเข้าใจสถานการณ์ กำลังพลก็มีขวัญกำลังใจดีเช่นกัน และพร้อมปฏิบัติหน้าที่” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าว และเสริมว่า พล.ต.เบญจพล ได้แสดงความเป็นห่วงและมาให้กำลังใจลูกน้องและประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่ทราบว่าทางกัมพูชาจะก่อความวุ่นวายอีกหรือไม่ แต่ก็เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ส่วนเรื่องการปักหมุดชั่วคราววันที่ 17 พ.ย.นี้ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันยังไม่สั่งอพยพประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงเป็นที่จับตา แม้จะยังไม่มีการอพยพ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีสติและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุด: ผู้ว่าฯ สระแก้วยันไม่สั่งอพยพ

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

  • ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่น่ากังวล แต่การไม่ประมาทและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันยังไม่สั่งอพยพประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง

แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดนตาพระยาให้กำลังใจ

ในวันที่ 30 กันยายน 2567 แม่ทัพภาคที่ 1 พลโทอมฤต บุญสุยา ได้ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว เพื่อให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความมั่นคง โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ท่านจะส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 ในวันถัดมา ถือเป็นกิจกรรมที่สร้างขวัญกำลังใจให้กับทหารและตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) อย่างมาก

แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดน “ตาพระยา” เพื่อให้กำลังใจกำลังพล

การลงพื้นที่ของ แม่ทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้เริ่มต้นด้วยการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจุดตรวจที่ 21 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดน หลังจากนั้น พลโทอมฤต ได้มอบสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นให้กับกำลังพล เพื่อบรรเทาความลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ท่ามกลางสภาพอากาศและภูมิประเทศที่ท้าทาย นอกจากนี้ ยังได้กล่าวโอวาทเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ โดยย้ำว่าการทำงานมาโดยตลอดต้องเต็มที่และไม่ประมาท

จุดตรวจที่ 21 ถือเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ผ่านมา แม่ทัพภาคที่ 1 ได้สั่งการให้กำลังพลเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในช่วงที่มีความตึงเครียดเรื่องเขตแดน การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจ แต่ยังเป็นการตรวจสอบความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย

กิจกรรมหลักในการลงพื้นที่ชายแดนตาพระยา

นอกจากจุดตรวจที่ 21 แล้ว แม่ทัพภาคที่ 1 ยังได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน โดยมีกิจกรรมดังนี้

  • ตรวจติดตามการปฏิบัติการทางทหาร: กำชับให้การทำงานเป็นไปตามนโยบายความมั่นคงของชาติ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกหน่วยปฏิบัติตามกรอบที่กำหนด
  • ตรวจสอบพื้นที่หลักเขตแดน: สังเกตการณ์การก่อสร้างรั้วแบ่งเขต ซึ่งฝ่ายไทยไม่ได้เป็นผู้เสนอ แต่เน้นการตรวจสอบความเรียบร้อยเพื่อป้องกันข้อพิพาท
  • ตรวจพื้นที่เก็บกู้ทุ่นระเบิด: ยืนยันว่าภารกิจเสร็จสิ้นเรียบร้อย สร้างความปลอดภัยให้ประชาชนและกำลังพลในพื้นที่

กิจกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิบัติที่กองทัพภาคที่ 1 ร่วมหารือกับฝ่ายกัมพูชาในคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) และจะนำเข้าประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ในเร็ววัน

การส่งมอบตำแหน่งและมุมมองต่อปัญหาชายแดน

พลโทอมฤต ย้ำชัดว่าการลงพื้นที่นี้ไม่ใช่ ‘ทิ้งทวน’ แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังมาโดยตลอด ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังการเปลี่ยนผ่าน สำหรับปัญหาอธิปไตยและการทวงคืนผืนดิน ท่านชี้ว่าต้องดำเนินการแบบบูรณาการ ร่วมกับทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่ด้านทหาร นอกจากนี้ ยังพูดถึงข้อเสนอ ‘เมืองคู่แฝด’ ระหว่างบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว กับจังหวัดบันเตียเมียนเจย ของกัมพูชา โดยระบุว่ายังไม่ทราบรายละเอียด

ในส่วนของการส่งมอบตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 แก่ผู้สืบทอด พลโทอมฤต กล่าวว่าไม่มีอะไรต้องฝาก เพราะได้พูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้คาดว่าจะราบรื่น และจะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงชายแดนให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

การลงพื้นที่ของแม่ทัพภาคที่ 1 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการรักษาความมั่นคง โดยเฉพาะบริเวณชายแดนตาพระยาที่มีความอ่อนไหวสูง ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารและความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพื่อเข้าใจบริบทที่กว้างขึ้น

จากมุมมองของผู้เขียน การให้กำลังใจเช่นนี้ไม่เพียงสร้างขวัญกำลังใจ แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าประเทศเรามีผู้นำที่ทุ่มเท หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับเรื่องชายแดน ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดน “ตาพระยา” ให้กำลังใจกำลังพล ก่อนส่งมอบตำแหน่ง

รถจีโน่ ประจำการโคกสูง เสริมกำลังชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มตึงเครียด เจ้าหน้าที่จึงนำ รถจีโน่ ประจำการพื้นที่โคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น มาดูกันว่าทำไมต้องเป็นรถจีโน่ และสถานการณ์ปัจจุบันเป็นอย่างไร

เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2568 มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้เคลื่อนย้าย “รถจีโน่” หรือ “รถฉีดน้ำแรงดันสูง” เข้าประจำการในพื้นที่อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีคำสั่งให้ปฏิบัติภารกิจ แต่รถจีโน่ได้ถูกจัดวางในจุดยุทธศาสตร์สำคัญเพื่อรองรับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

รถจีโน่ ประจำการพื้นที่โคกสูง

ทำไมต้องเป็นรถจีโน่? รถจีโน่ หรือ รถควบคุมฝูงชนขนาดใหญ่ เป็นยุทโธปกรณ์ที่สำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อย มีคุณสมบัติเด่นคือคันกั้นเหล็กด้านหน้ารถที่ใช้สำหรับการผลักดันหรือเคลียร์สิ่งกีดขวาง และติดตั้งกระบอกฉีดน้ำแรงดันสูงบนหลังคารถ ซึ่งสามารถบรรจุน้ำได้ถึง 12,000 ลิตร และยิงได้ไกลถึง 65 เมตร ที่สำคัญคือสามารถปรับแรงดันน้ำได้ตามสถานการณ์ ทำให้รถจีโน่เป็นเครื่องมือที่จำเป็นในการควบคุมสถานการณ์ที่มีการชุมนุมหรือรวมตัวของประชาชนจำนวนมาก

สถานการณ์ชายแดนล่าสุด

การเคลื่อนย้ายรถจีโน่ ประจำการพื้นที่โคกสูงในครั้งนี้ เป็นมาตรการป้องกันเหตุ หลังจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีรายงานการรวมกลุ่มของประชาชนและทหารกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน ซึ่งอยู่ติดกับชายแดน ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยต้องเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความสงบเรียบร้อย โดยเฉพาะในจุดเสี่ยงที่อาจเกิดการเผชิญหน้า

ถึงแม้ว่าบรรยากาศในอำเภอโคกสูงจะยังคงสงบและประชาชนยังคงใช้ชีวิตตามปกติ แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และยืนยันว่าการนำรถจีโน่ ประจำการพื้นที่โคกสูง เป็นเพียงการเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันเหตุฉุกเฉินเท่านั้น ไม่ได้เป็นการส่งสัญญาณปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด

การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ชายแดนเป็นสิ่งที่สำคัญ และการมีรถจีโน่พร้อมประจำการ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ที่มา – เจ้าหน้าที่นำ “รถจีโน่” ประจำการพื้นที่โคกสูง เสริมกำลังรับมือสถานการณ์ชายแดน

กัมพูชารื้อรั้ว! ทหารไทยเจรจาบ้านหนองหญ้าแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียดที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อชาวกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบริเวณบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ทำให้เกิดความกังวล แต่สุดท้ายการเจรจาอย่างสันติวิธีช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้

เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2568 เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อมีรายงานว่าชาวกัมพูชาจำนวนหนึ่งได้ทำการรื้อรั้วลวดหนามที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว รั้วดังกล่าวเป็นรั้วที่ฝ่ายไทยได้ติดตั้งไว้เพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกบริเวณชายแดน สถานการณ์ดังกล่าวสร้างความตึงเครียดให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่

จากการตรวจสอบพบว่า นอกจากจะมีการรื้อรั้วแล้ว ยังมีการขโมยลวดหนามกลับไปยังฝั่งกัมพูชาอีกด้วย คาดว่ามีจุดประสงค์เพื่อนำไปขายหรือใช้ประโยชน์ส่วนตัว การกระทำนี้เป็นการเพิ่มแรงกดดันให้กับเจ้าหน้าที่ไทย เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาใช้ชาวบ้านเป็นโล่มนุษย์ในการกดดันแนวชายแดน

บรรยากาศตึงเครียดดำเนินไปจนถึงเวลา 22.40 น. พันเอก ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับการกองกำลังเฉพาะกิจที่ 12 ได้เดินทางมายังพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ และเริ่มการเจรจากับฝ่ายกัมพูชา โดยมีล่ามแปลภาษาเพื่อการสื่อสารที่เข้าใจตรงกัน

กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

พันเอก ชัยณรงค์ ยืนยันกับฝ่ายกัมพูชาอย่างชัดเจนว่า รั้วลวดหนามที่ถูกรื้อเป็นรั้วเดิมที่ไทยสร้างไว้ก่อนหน้านี้ ไม่มีการรุกล้ำเข้าไปในดินแดนกัมพูชาแต่อย่างใด ในขณะที่ฝ่ายกัมพูชาไม่สามารถแสดงหลักฐานยืนยันว่าไทยรุกล้ำได้ เมื่อไม่มีข้อพิสูจน์ที่เป็นรูปธรรม และการเจรจาเป็นไปอย่างมีเหตุผล ทหารกัมพูชาและชาวบ้านจึงยอมถอนกำลังกลับไป สถานการณ์จึงคลี่คลายโดยไม่มีความรุนแรง

ทางด้านกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ โดยระบุว่าเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เนื่องจากเป็นการยั่วยุโดยใช้ประชาชน และทหารกัมพูชาไม่ได้ห้ามปราม อีกทั้งยังมีการบิดเบือนข้อมูลว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่อ้างสิทธิ์ ทั้งที่จริงแล้วอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย

กองทัพบกชี้แจงเหตุการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า บริเวณแนวรั้วลวดหนามอยู่ในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ฝ่ายไทยจะรวบรวมหลักฐานเพื่อประท้วงผ่านกลไกสากล

เหตุการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจาและการรักษาสันติภาพชายแดน การแก้ไขปัญหาด้วยความเข้าใจ และการยึดมั่นในข้อตกลงระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สถานการณ์ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นกรณีศึกษาที่สำคัญเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการจัดการความขัดแย้งชายแดน การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถเจรจาและคลี่คลายสถานการณ์ได้โดยไม่เกิดความรุนแรงถือเป็นสัญญาณที่ดี

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน และความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพ การรักษาสันติภาพและความมั่นคงตามแนวชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกันของทั้งสองประเทศ

ที่มา – ตึงเครียดกลางดึก กัมพูชารื้อรั้วลวดหนามบ้านหนองหญ้าแก้ว ทหารเจรจาคลี่คลาย

Scroll to top