ข่าวโซเชียล

ลูกสาวยืนยัน อาจารย์แม่ รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตกอกตกใจให้กับลูกศิษย์และแฟนคลับทั่วบ้านทั่วเมือง เมื่อจู่ๆ มีข่าวลือบนโลกออนไลน์ว่า “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ ได้เสียชีวิตลงแล้ว ทำเอาหลายคนต่างเข้าไปถามไถ่และแสดงความห่วงใยกันยกใหญ่ แต่ล่าสุดความจริงก็ปรากฏชัดเจนแล้วครับ

ลูกสาวยืนยัน “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี หลังถูกปล่อยเฟคนิวส์เสียชีวิต

ทางด้าน ดร.ปุ้ม (ดร.นิธินาถ สินธุเดชะ เตลาน) ลูกสาวสุดที่รักของอาจารย์แม่ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อสยบข่าวลือทันที โดยยืนยันว่าคุณแม่ของท่านยังแข็งแรงดี กินได้นอนหลับ แถมยังมีรอยยิ้มที่สดใสเหมือนเช่นเคย ข่าวการเสียชีวิตที่แชร์กันว่อนเน็ตนั้นเป็นเพียง เฟคนิวส์ หรือข่าวปลอมที่ไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อยครับ

สรุปสถานการณ์: ลูกสาวยืนยัน “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี

ดร.ปุ้ม ได้เล่ารายละเอียดเพิ่มเติมว่า ตลอดทั้งวันที่ผ่านมามีผู้คนมากมายติดต่อเข้ามาสอบถามด้วยความเป็นห่วง ต้องขอขอบคุณทุกความปรารถนาดีจากทุกคนจริงๆ ครับ โดยสถานการณ์ปัจจุบันของอาจารย์แม่มีรายละเอียดดังนี้:

  • อาจารย์แม่สุขภาพร่างกายยังคงแข็งแรงดีมาก
  • รับประทานอาหารได้ และพักผ่อนได้เป็นปกติ
  • ปัจจุบันอาจารย์แม่มีท่าทีที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
  • ส่วนเรื่องการพูดคุยที่น้อยลงนั้น อาจเป็นเพราะท่านได้ใช้โควตาในการพูดมามากพอแล้วตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา

สำหรับใครที่คิดถึงอาจารย์แม่ หรือได้รับข่าวสารที่ไม่เป็นความจริง ขอให้สบายใจได้เลยครับว่าท่านยังอยู่สุขสบายดี ข่าวลือต่างๆ ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่การที่ลูกสาวได้ออกมา ลูกสาวยืนยัน “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี หลังถูกปล่อยเฟคนิวส์เสียชีวิต ในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความรักและความห่วงใยที่ลูกศิษย์มีต่ออาจารย์แม่นั้นยังคงเต็มเปี่ยมเสมอมา

เราในฐานะผู้รับข่าวสารบนโซเชียลมีเดีย ควรใช้วิจารณญาณในการอ่านและแชร์ข้อมูล โดยเฉพาะข่าวเรื่องการเสียชีวิตของบุคคลสำคัญ ควรเช็กให้แน่ชัดจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้หรือจากบุคคลใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็นครับ การมีสติก่อนเชื่อเป็นเกราะป้องกันข่าวลือได้ดีที่สุด

ที่มา – ลูกสาวยืนยัน “อาจารย์แม่” รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ สบายดี หลังถูกปล่อยเฟคนิวส์เสียชีวิต

สาวไทยเตือนภัย ถูกชายต่างชาติลวนลาม-ทำอนาจารบนเครื่องบิน

สาวไทยเตือนภัย ถูกชายต่างชาติลวนลาม-ทำอนาจารบนเครื่องบิน

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับนักเดินทางไม่น้อย เมื่อมีกรณี สาวไทยเตือนภัย ถูกชายต่างชาติลวนลาม-ทำอนาจารบนเครื่องบิน จนกลายเป็นข่าวใหญ่ในโซเชียลมีเดีย เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการคุกคามทั่วไป แต่เป็นการกระทำที่อุกอาจถึงขั้นทิ้งคราบอสุจิไว้บนเสื้อผ้าของผู้เสียหาย ซึ่งสร้างความสะเทือนใจและหวาดกลัวให้แก่ผู้ที่ต้องเดินทางคนเดียว โดยเฉพาะคุณแม่ที่ต้องพาลูกเล็กเดินทางด้วย

ผู้เสียหายได้เล่ารายละเอียดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ขณะเดินทางกลับประเทศไทยบนเครื่องบิน ได้พบกับผู้โดยสารชายชาวต่างชาติรายหนึ่งที่มีพฤติกรรมผิดปกติ ตั้งแต่เริ่มเอามือพาดมายังที่นั่งของผู้เสียหาย จนกระทั่งเมื่อเผลอหลับไปเพราะฤทธิ์ยานอนหลับปรับเวลา จึงถูกคุกคามทางเพศโดยไม่รู้ตัว จนมารู้สึกตัวอีกครั้งเมื่อมีมือปริศนาสัมผัสบริเวณก้นและรู้สึกถึงความเปียกชื้น

วิธีป้องกันตัวเมื่อต้องเดินทางและ สาวไทยเตือนภัย ถูกชายต่างชาติลวนลาม-ทำอนาจารบนเครื่องบิน

จากเหตุการณ์ สาวไทยเตือนภัย ถูกชายต่างชาติลวนลาม-ทำอนาจารบนเครื่องบิน ครั้งนี้ เราควรตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองให้มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนเครื่องบินที่เปรียบเสมือนพื้นที่ปิดและจำกัด ดังนี้:

  • เลือกที่นั่งอย่างระมัดระวัง: หากเดินทางคนเดียว หรือไปกับเด็กเล็ก ควรเลือกที่นั่งที่ไม่ใกล้กับบุคคลที่มีท่าทีน่าสงสัย
  • แจ้งพนักงานต้อนรับทันที: หากพบความผิดปกติเพียงเล็กน้อย อย่าอายที่จะแจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินให้ช่วยดูแลหรือเปลี่ยนที่นั่ง
  • อย่าดื่มหรือทานอะไรที่ทำให้หลับลึกจนไม่รู้ตัว: หากจำเป็นต้องพักผ่อน ควรจัดระเบียบร่างกายให้มิดชิดและคอยสังเกตคนรอบข้างเสมอ
  • มีสติและกล้าตัดสินใจ: เมื่อเกิดเหตุการณ์ อย่าเพิกเฉยหรือปล่อยผ่าน ให้รีบขอความช่วยเหลือและบันทึกหลักฐานทันที

ในกรณีนี้ผู้เสียหายได้ตัดสินใจแจ้งพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทันทีที่รู้สึกตัว ทำให้สามารถควบคุมตัวผู้กระทำผิดและประสานงานให้ตำรวจเข้าจับกุมได้เมื่อเครื่องลงจอด การกล้าที่จะออกมาเรียกร้องสิทธิ์ของตนเองคือหัวใจสำคัญในการจัดการกับคนเหล่านี้ ไม่ให้ไปกระทำผิดกับผู้อื่นซ้ำอีก

สุดท้ายนี้ เหตุการณ์ สาวไทยเตือนภัย ถูกชายต่างชาติลวนลาม-ทำอนาจารบนเครื่องบิน ถือเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้นักเดินทางทุกคนต้องมีความระมัดระวังตัวสูงขึ้น ความปลอดภัยบนเที่ยวบินเป็นสิ่งที่สายการบินต้องให้ความสำคัญที่สุด แต่ผู้โดยสารเองก็ไม่ควรนิ่งเฉยต่อพฤติกรรมคุกคามทางเพศทุกรูปแบบ เพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่นในสังคมครับ

ที่มา – สาวไทยเตือนภัย ถูกชายต่างชาติลวนลาม-ทำอนาจารบนเครื่องบิน ซ้ำทิ้งคราบไว้บนเสื้อผ้า

“หมอเนย์” สัตวแพทย์ชื่อดัง แจ้งข่าวเศร้า “คุณปู” ภรรยาเสียชีวิตแล้ว

เชื่อว่าแฟนคลับของสัตวแพทย์คนดังและเหล่าคนรักสัตว์หลายคนคงจะใจหายไม่น้อย เมื่อได้รับทราบข่าวการจากไปของบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของคนในครอบครัว โดยล่าสุด “หมอเนย์” สัตวแพทย์ชื่อดัง แจ้งข่าวเศร้า “คุณปู” ภรรยาเสียชีวิตแล้ว ผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดียส่วนตัว สร้างความโศกเศร้าให้กับผู้ติดตามที่ทราบข่าวเป็นจำนวนมาก

“หมอเนย์” สัตวแพทย์ชื่อดัง แจ้งข่าวเศร้า “คุณปู” ภรรยาเสียชีวิตแล้ว

สำหรับบรรยากาศในโลกออนไลน์ หลังจากที่ข่าวการจากไปของคุณปูได้แพร่กระจายออกไป เหล่าแฟนคลับจากเพจ “หมอเนย์ อยู่กับหมอไหม” ต่างพากันเข้ามาคอมเมนต์แสดงความเสียใจและส่งกำลังใจให้คุณหมอเนย์อย่างล้นหลาม โดยคุณหมอได้โพสต์ข้อความสั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกว่า “ปูเดินทางไกลแล้วครับ รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง ไม่มีอะไรค้างคา แต่คิดถึงมาก มากที่สุดเลย” ซึ่งประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงความรักและความผูกพันที่ทั้งคู่มีให้กันเสมอมา

เบื้องหลังความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรัก

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับภาพจำของคุณหมอเนย์ผ่านวลีฮิตอย่าง “มาอยู่กับหมอไหม” ที่คุณหมอมักใช้ทักทายเหล่าบรรดาสัตว์จรจัดหรือแมวตลกๆ ที่พบเจอตามข้างทางด้วยความเมตตาและเอ็นดู แต่เบื้องหลังรอยยิ้มและการทำหน้าที่สัตวแพทย์ที่อบอุ่นนั้น คุณหมอเนย์ได้ทำหน้าที่สามีที่แสนดีและดูแลคุณปูอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด ทั้งในช่วงที่รับการรักษามะเร็ง และดูแลเคียงข้างจนถึงวินาทีสุดท้าย ทำให้เห็นว่าความรักของทั้งคู่นั้นงดงามและน่าชื่นชมเพียงใด

  • ความรักที่ยืนยาวผ่านความท้าทายของชีวิต
  • การใช้ชีวิตเคียงข้างกันในยามทุกข์และสุข
  • ความหมายของประโยคที่ว่า “ไม่มีอะไรค้างคา”

การจากไปของคู่ชีวิตถือเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจ แต่เชื่อว่าความทรงจำดีๆ ที่คุณหมอเนย์และคุณปูได้ร่วมสร้างกันมาจะเป็นกำลังใจสำคัญให้คุณหมอสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของคุณหมอเนย์ และขอบคุณที่เป็นแบบอย่างของความรักและการดูแลซึ่งกันและกันอย่างไม่มีเงื่อนไขมาโดยตลอดครับ

ที่มา – “หมอเนย์” สัตวแพทย์ชื่อดัง แจ้งข่าวเศร้า “คุณปู” ภรรยาเสียชีวิตแล้ว

คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

เชื่อว่าหลายคนในช่วงนี้คงต้องเคยไถฟีด TikTok แล้วผ่านตาคลิปของสาวเก่งคนหนึ่งที่พูดเรื่องมาตรฐานการเดทจนกลายเป็นประเด็นร้อนแรง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับ คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งเธอคนนี้ไม่ใช่แค่อินฟลูเอนเซอร์ธรรมดา แต่เป็นเจ้าของธุรกิจที่มี Mindset การทำงานที่น่าสนใจมากครับ

เปิดประวัติและที่มาของ คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

คุณหนูแอลลี่ หรือ แอลลี่ อลิชา คือครีเอเตอร์สาวเจ้าของช่อง TikTok @alyshass ซึ่งมีผู้ติดตามหลักแสน เธอโด่งดังจากการแบ่งปันมุมมองชีวิต ประสบการณ์การทำธุรกิจ และการสร้างตัวด้วยตัวเองตั้งแต่อายุเพียง 21 ปี โดยเธอเล่าว่าเธอเริ่มใช้ชีวิตด้วยลำแข้งตัวเองตั้งแต่อายุ 18 ปี และสร้างบริษัทจนประสบความสำเร็จในมูลค่า 8 หลัก

ประเด็นที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจมากที่สุด ก็คือคำถามที่ว่า คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท ซึ่งเธอได้ชี้แจงว่า สิ่งที่เธอพูดคือความมั่นใจในระดับความสามารถของตัวเอง หากเธอสามารถสร้างรายได้และบริหารชีวิตได้ในระดับนี้ เธอก็ต้องการมองหาคู่ชีวิตที่มีทัศนคติและวิสัยทัศน์ในระดับเดียวกัน เพื่อที่จะช่วยกันพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นไปนั่นเองครับ

ส่องไลฟ์สไตล์และตัวตนที่แท้จริง

หลายคนอาจจะสงสัยในประวัติการศึกษาและการงานของเธอ ซึ่งเธอก็ออกมาตอบแบบชัดเจนว่า:

  • เรียนคณะทันตแพทยศาสตร์จริง และเรียนจนถึงปี 5 ก่อนจะตัดสินใจลาออกเพื่อให้เวลากับการทำธุรกิจอย่างเต็มตัว
  • ไม่เคยอ้างหรือบอกใครว่าเป็นหมอฟัน แต่ใช้วุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิตที่ได้รับมา
  • มีประสบการณ์ทำงานเป็นที่ปรึกษาทางการเงินเพียงช่วงสั้นๆ และมุ่งเน้นทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่า
  • ใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตัวเอง ย้ายที่พักบ่อยเพื่อหาแรงบันดาลใจในการผลิตคอนเทนต์

ความเห็นส่วนตัวของผมมองว่า ทุกคนมีสิทธิ์ในการตั้งมาตรฐานสำหรับชีวิตตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรายได้หรือไลฟ์สไตล์ สิ่งสำคัญคือความชัดเจนในจุดยืนและการกล้าที่จะเป็นตัวของตัวเอง แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่แอลลี่ก็ยังคงเดินหน้าทำธุรกิจและสร้างสรรค์คอนเทนต์ต่อไปอย่างไม่หวั่นไหวครับ แล้วคุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับมาตรฐานของเธอ?

ที่มา – คุณหนูแอลลี่คือใคร สาวจากไวรัล ไม่คุย ไม่เดทผู้ชาย ที่มีรายได้ต่ำกว่า 5 แสนบาท

10 อาการเตือน โรคหัวใจ อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ

เชื่อไหมคะว่า โรคหัวใจ มักเข้ามาแบบเงียบเชียบโดยที่เราไม่ทันตั้งตัว หลายครั้งที่คนรอบข้างเราบอกว่า ‘แค่เหนื่อยธรรมดา’ หรือ ‘เดี๋ยวพักก็หาย’ แต่หารู้ไม่ว่านั่นอาจเป็น 10 อาการเตือน โรคหัวใจ อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ ที่ร่างกายกำลังส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือ เรามาเช็กไปพร้อมกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง

10 อาการเตือน โรคหัวใจ อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ

หลายคนมักคิดว่าโรคหัวใจต้องมีแค่อาการเจ็บหน้าอกรุนแรงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว 10 อาการเตือน โรคหัวใจ อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ เหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจขาดเลือดได้ หากคุณพบอาการเหล่านี้ อย่าชะล่าใจเด็ดขาดค่ะ:

  • อาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือรู้สึกอาหารไม่ย่อยบ่อยๆ โดยไม่มีสาเหตุทางระบบทางเดินอาหาร
  • มีอาการปวดร้าวไปที่กราม คอ หู หรือไหล่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฝั่งซ้ายของร่างกาย
  • ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชาย ซึ่งอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาของหลอดเลือดหัวใจได้
  • ความรู้สึกเหนื่อยง่าย ผิดปกติ แม้ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกหมดแรง
  • อาการเวียนศีรษะ หน้ามืด หรือรู้สึกหายใจลำบากแม้ในขณะที่นอนราบ
  • ขาหรือเท้ามีอาการบวมผิดปกติ เนื่องจากการไหลเวียนเลือดของหัวใจมีปัญหา
  • มีอาการคล้ายไข้หวัดเรื้อรัง เช่น ไอ หรือมีเหงื่อออกมากแม้ไม่ได้ทำกิจกรรมหนัก
  • อาการนอนไม่หลับหรือกระวนกระวายใจโดยหาสาเหตุไม่ได้
  • ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ หรือรู้สึกแน่นหน้าอกอย่างกะทันหัน
  • ในผู้สูงอายุ มักมีอาการสับสน ลืมง่าย หรือเหนื่อยล้าผิดปกติในแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เทคนิคดูแลหัวใจให้แข็งแรงในระยะยาว

หลังจากทราบถึง 10 อาการเตือน โรคหัวใจ อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ กันแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือการปรับไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตค่ะ เริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน มัน เค็ม จัดสรรเวลาออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดการสูบบุหรี่และลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพหัวใจของคุณ นอกจากนี้ อย่าลืมหมั่นตรวจสุขภาพกับแพทย์เป็นประจำ โดยเฉพาะถ้าคนในครอบครัวมีประวัติเสี่ยง

จำไว้ว่าหัวใจมีเพียงดวงเดียว การสังเกตตัวเองให้ไวและไม่มองข้ามสิ่งผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ คือการรักษาสิทธิที่คุ้มค่าที่สุดของชีวิตคุณค่ะ หากรู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ อย่ารอจนถึงวินาทีสุดท้าย รีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุดเพราะทุกนาทีมีความหมายมากต่อชีวิตของคุณค่ะ

ที่มา – 10 อาการเตือน “โรคหัวใจ” อย่ามองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ เพราะทุกนาทีมีความสำคัญ

กู้ภัยงัดห้องช่วยสาว หลังญาติแจ้งล้มสลบคาห้อง สุดท้ายพบเมาหลับ

กู้ภัยงัดห้องช่วยสาว หลังญาติแจ้งล้มสลบคาห้อง สุดท้ายพบเมาหลับ

กลายเป็นเรื่องราวที่ทำเอาทั้งคนแจ้งและทีมกู้ภัยถึงกับต้องปาดเหงื่อ เมื่อเกิดเหตุการณ์ กู้ภัยงัดห้องช่วยสาว หลังญาติแจ้งล้มสลบคาห้อง สุดท้ายพบเมาหลับ โดยเหตุเกิดที่คอนโดแห่งหนึ่งในย่านบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อช่วงดึกของวันที่ 15 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ทางญาติพยายามติดต่อสาวรายหนึ่งไม่ได้นานกว่าครึ่งชั่วโมง จนเกิดความกังวลว่าเธออาจจะเกิดอุบัติเหตุลื่นล้มในห้องพักคนเดียว

สรุปเหตุการณ์ กู้ภัยงัดห้องช่วยสาว หลังญาติแจ้งล้มสลบคาห้อง สุดท้ายพบเมาหลับ

หลังจากได้รับแจ้งเหตุ ทีมอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เร่งรุดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุทันที เมื่อไปถึงพบว่าห้องถูกล็อกแน่นหนาจากด้านใน ติดต่อไม่ได้แม้จะพยายามเคาะประตูเรียกอยู่พักใหญ่ เพื่อความปลอดภัยและเกรงว่าผู้พักอาศัยอาจจะเป็นอันตราย ทีมกู้ภัยจึงต้องตัดสินใจงัดประตูห้องท่ามกลางความลุ้นระทึกของคนในตึก แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไปภาพที่เห็นทำเอาทุกคนถึงกับต้องอมยิ้มไปตามๆ กัน

  • พบหญิงสาวรายดังกล่าวชื่อ น.ส.สวย (นามสมมติ) อายุ 30 ปี
  • เธอกำลังนอนหลับพักผ่อนอย่างสบายบนเสื่อ
  • ข้างตัวพบขวดเบียร์วางอยู่ คาดว่าดื่มแล้วเผลอหลับไป
  • เจ้าตัวตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นกู้ภัยเต็มหน้าห้อง

จากการสอบถามผู้ดูแลอาคารทราบว่า หญิงสาวคนนี้เป็นคนใบ้และหูหนวก พักอาศัยอยู่คนเดียว ช่วงเย็นได้ดื่มเบียร์ไป 3 ขวด จนทำให้หลับลึกและไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากสามีที่โทรเข้ามาด้วยความเป็นห่วง เหตุการณ์ กู้ภัยงัดห้องช่วยสาว หลังญาติแจ้งล้มสลบคาห้อง สุดท้ายพบเมาหลับ ครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับใครที่อยู่หอพักหรือคอนโดเพียงลำพัง หากจะดื่มหรือพักผ่อน ควรแจ้งให้คนรอบข้างทราบเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดจนต้องเดือดร้อนถึงเจ้าหน้าที่ครับ

ถือว่าเป็นโชคดีที่ไม่มีใครเป็นอะไรและเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิดเล็กน้อยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม การดูแลความปลอดภัยของที่พักอาศัยรวมถึงการมีช่องทางติดต่อสื่อสารที่ชัดเจนกับคนในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญมากครับ

ที่มา – กู้ภัยงัดห้องช่วยสาว หลังญาติแจ้งล้มสลบคาห้อง สุดท้ายพบเมาหลับ

เริ่ม 1 ส.ค. รพ.สมุทรปราการ เก็บค่าบริการผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน

มีข่าวสำคัญสำหรับชาวสมุทรปราการที่ต้องทราบเลยครับ เมื่อทางโรงพยาบาลสมุทรปราการได้ออกมาประกาศปรับปรุงการให้บริการทางการแพทย์ โดยจะเริ่ม 1 ส.ค. “รพ.สมุทรปราการ” ประกาศเก็บค่าบริการ “ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน” นอกเวลาราชการ เป็นค่าธรรมเนียมจำนวน 150 บาทต่อครั้งครับ

เริ่ม 1 ส.ค. “รพ.สมุทรปราการ” ประกาศเก็บค่าบริการ “ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน” นอกเวลาราชการ

หลายคนอาจสงสัยว่าการประกาศครั้งนี้มีที่มาอย่างไร ทางโรงพยาบาลชี้แจงว่าเพื่อให้การบริการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลรวมถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้เหมาะสมที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งมาตรการนี้จะใช้กับผู้ป่วยที่ไม่ใช่เคสฉุกเฉินที่เข้ามารับบริการที่ห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉิน ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ถึง 08.00 น. ของวันถัดไปครับ

เกณฑ์การจัดเก็บค่าบริการสำหรับผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน

สำหรับอัตราค่าบริการ 150 บาทนี้ ผู้ป่วยต้องทราบว่า:

  • เริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป
  • ไม่สามารถเบิกคืนตามสิทธิการรักษาได้
  • เป็นค่าธรรมเนียมแยกต่างหากจากค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิปกติ
  • ใช้เฉพาะกับผู้ป่วยที่ประเมินแล้วว่าอาการไม่เข้าเกณฑ์ฉุกเฉินเท่านั้น

หากคุณมีความกังวลว่าอาการของตนเองหรือคนใกล้ชิดเข้าข่ายฉุกเฉินหรือไม่ ไม่ต้องเป็นห่วงครับ เพราะหากอาการเข้าข่ายกลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉินตาม พ.ร.บ. การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ทางโรงพยาบาลจะไม่เรียกเก็บค่าบริการส่วนนี้แต่อย่างใด

อาการแบบไหนบ้างที่ถือว่าเป็นผู้ป่วยฉุกเฉิน?

  • ภาวะวิกฤต เช่น หัวใจหยุดเต้น หมดสติ ไม่รู้สึกตัว หรือมีอาการเขียวคล้ำ
  • ภาวะหอบเหนื่อยรุนแรง หรือสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ
  • อุบัติเหตุรุนแรง แขนขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว ซึ่งเป็นสัญญาณอันตราย
  • อาการที่มีเลือดออกมากจนห้ามไม่หยุด หรือได้รับพิษจากสารเคมี/สัตว์มีพิษ

การเข้าใจกฎเกณฑ์นี้จะช่วยให้เราสามารถเตรียมตัวและตัดสินใจได้ถูกต้องเมื่อต้องไปโรงพยาบาลในยามวิกาลครับ สำหรับใครที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย แนะนำให้มาในช่วงเวลาราชการปกติเพื่อความสะดวกรวดเร็วและลดภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หากใครยังมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ช่องทางติดต่อของทางโรงพยาบาลโดยตรงเลยครับ การเตรียมพร้อมและเข้าใจกฎระเบียบจะช่วยให้การเข้าถึงบริการสาธารณสุขเป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับทุกคนครับ

ที่มา – เริ่ม 1 ส.ค. “รพ.สมุทรปราการ” ประกาศเก็บค่าบริการ “ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน” นอกเวลาราชการ

รพ.สงขลานครินทร์ เก็บค่าบริการ ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ที่ห้องฉุกเฉิน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยมีคำถามว่าทำไมบางครั้งไปรอตรวจที่ห้องฉุกเฉินถึงต้องรอนาน ทั้งที่ตัวเองก็ป่วย? ล่าสุดมีข่าวสำคัญจากทางใต้ เมื่อโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ได้ออกมาประกาศมาตรการใหม่เรื่อง รพ.สงขลานครินทร์ เก็บค่าบริการ ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อให้การจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียม 300 บาทต่อครั้ง สำหรับผู้ป่วยที่แพทย์คัดกรองแล้วว่าอยู่ในกลุ่ม ESI 4 และ ESI 5 ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

เหตุผลที่ รพ.สงขลานครินทร์ เก็บค่าบริการ ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ที่ห้องฉุกเฉิน

การประกาศ รพ.สงขลานครินทร์ เก็บค่าบริการ ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ที่ห้องฉุกเฉิน ครั้งนี้ มีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความแออัดในแผนกฉุกเฉิน (ER) และเปิดทางให้ผู้ป่วยวิกฤติที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทันท่วงที โดยปกติแล้วห้องฉุกเฉินมีไว้สำหรับผู้ที่อยู่ในภาวะวิกฤต ซึ่งหากมีผู้ป่วยอาการเล็กน้อยปะปนเข้าไปจำนวนมาก อาจทำให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานได้ยากขึ้น

เกณฑ์การคัดกรองผู้ป่วยฉุกเฉินตามระบบ ESI

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าทำไมต้องมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียม เรามาดูเกณฑ์ความเร่งด่วน 5 ระดับกันครับ:

  • ESI 1 (สีแดง): ฉุกเฉินวิกฤติ ต้องช่วยชีวิตทันที
  • ESI 2 (สีชมพู): ฉุกเฉินเร่งด่วน ต้องดูแลภายใน 10 นาที
  • ESI 3 (สีเหลือง): ฉุกเฉินเร่งด่วน ต้องดูแลภายใน 30 นาที
  • ESI 4 (สีเขียว): ฉุกเฉินไม่รุนแรง ต้องดูแลภายใน 1 ชั่วโมง (กลุ่มนี้หากพบว่าไม่ได้ฉุกเฉินจริงจะเสียค่าบริการ 300 บาท)
  • ESI 5 (สีขาว): ผู้ป่วยทั่วไป เช่น เป็นไข้หวัดเล็กน้อย หรือมาฉีดวัคซีน (กลุ่มนี้จะถูกเรียกเก็บค่าบริการ 300 บาท)

อย่างไรก็ตาม สำหรับใครที่มีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ขอแนะนำให้ไปใช้บริการในเวลาทำการปกติ หรือคลินิกใกล้บ้านแทน เพื่อลดภาระของห้องฉุกเฉินและไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนเกินนี้ครับ การเข้าใจระบบคัดกรองจะช่วยให้เราเป็นผู้ป่วยที่น่ารักและช่วยให้ระบบสาธารณสุขไทยทำงานได้คล่องตัวขึ้นครับ

ที่มา – รพ.สงขลานครินทร์ ประกาศเก็บค่าบริการ “ผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน” ที่เข้ารับบริการ “ห้องฉุกเฉิน”

ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา แต่งตั้ง ชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นที่ปรึกษา

เชื่อว่าแฟนบอลที่ติดตามข่าวสารในแวดวงฟุตบอลรากหญ้าและฟุตบอลระดับโรงเรียน น่าจะตื่นเต้นไปกับความเคลื่อนไหวล่าสุดของทางชมรม เมื่อทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา ประกาศแต่งตั้ง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เพื่อเข้ามาดูแลและช่วยผลักดันให้ชมรมมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นครับ

ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา ประกาศแต่งตั้ง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของตำแหน่งเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่อยากจะพัฒนาศักยภาพของน้องๆ นักเตะรุ่นใหม่ให้ก้าวไปได้ไกลกว่าเดิม การที่ ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา ประกาศแต่งตั้ง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมทัพในส่วนของการบริหารจัดการและการสร้างโอกาส เพื่อให้ทีมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

ก้าวใหม่ที่น่าจับตามองของทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา

ทางชมรมได้เปิดเผยผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียว่า การเข้ามามีบทบาทของคุณชาดา ไทยเศรษฐ์ จะเป็นกำลังสำคัญในการช่วยผลักดันด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การวางรากฐานด้านการบริหารจัดการทีมให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
  • การสร้างโอกาสให้นักกีฬาเยาวชนได้รับประสบการณ์และก้าวไปสู่ความสำเร็จ
  • การเป็นที่ปรึกษาในการต่อยอดโครงการต่างๆ ของโรงเรียนหมอนทองวิทยา

หลายคนต่างเฝ้ารอชมผลงานหลังจากนี้ว่า ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา ประกาศแต่งตั้ง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ แล้ว ทิศทางของทีมจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของแรงกระตุ้นและทรัพยากรที่จะเข้ามาสนับสนุนให้การฝึกซ้อมและการแข่งขันมีความพร้อมมากขึ้น

เราในฐานะผู้ติดตามข่าวสารกีฬา ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทางชมรมและตัวคุณชาดาเอง ที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการวางรากฐานให้เยาวชนไทย นี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ดึงเอาคนที่มีประสบการณ์มาช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลระดับรากหญ้าให้มีความเข้มแข็ง หวังว่าเราจะได้เห็นผลงานดีๆ ของทีมหมอนทองวิทยาในสนามแข่งขันเร็วๆ นี้นะครับ แล้วคุณล่ะครับคิดเห็นอย่างไรกับการร่วมมือกันครั้งนี้?

ที่มา – ทีมฟุตบอลหมอนทองวิทยา ประกาศแต่งตั้ง “ชาดา ไทยเศรษฐ์” เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์

Scroll to top