ข่าวไทยรัฐ

ป้าดา ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง

ป้าดา ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี ล่าสุด “ป้าดา” หรือ น.ส.ชมมณี น้อยจันทร์ ได้ออกมาแถลงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ทางฝั่งทายาทเองไม่ได้มีเจตนาจะยึดครองที่ดินของวัดอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด โดยเธอยืนยันว่า ป้าดา ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้มีการพิสูจน์ความจริงด้วยกระบวนการยุติธรรม

ทางครอบครัวของป้าดาได้ให้ข้อมูลว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเขาต่อสู้เพื่อรักษาไว้ซึ่งกรรมสิทธิ์ของบรรพบุรุษ เนื่องจากตรวจสอบพบว่าในทำเนียบวัดไม่มีชื่อที่ดินแปลงดังกล่าวอยู่ จึงมีความเชื่อมั่นว่าที่ดินยังคงเป็นมรดกตกทอดมาจาก “ตาเฮียง พิมพ์ศรี” อย่างไรก็ตาม ป้าดาเองก็เปิดใจว่า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถพิสูจน์ได้ว่าที่ดินนั้นเป็นของวัดจริงๆ ตนและทายาทก็พร้อมที่จะยอมรับ โดยไม่ได้ต้องการแย่งชิงหรือทำเพื่อประโยชน์ส่วนตนเพียงอย่างเดียว

เหตุผลที่ต้องสู้มาตลอด 20 ปี

การต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนานไม่ใช่เพราะความโลภ แต่เป็นเพราะความต้องการความชัดเจนในสิทธิของตนเอง ป้าดา ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง โดยเธอยังตั้งข้อสังเกตถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบที่ผ่านมาว่าทำไมจึงไม่มีการเรียกทายาทเข้าร่วมรับฟังหรือตรวจสอบไปพร้อมๆ กัน ซึ่งหากทุกอย่างถูกต้องตามหลักฐานและข้อกฎหมาย เธอก็พร้อมจะยุติข้อพิพาทนี้และมองว่าเป็นเรื่องของการทำบุญไป

นอกจากประเด็นที่ดินวัดแล้ว ป้าดายังได้พูดถึงเรื่องที่ตนเองรู้สึกไม่ได้รับความยุติธรรมในกรณีอื่นๆ โดยเฉพาะการถูกคุกคามและการถูกละเมิดสิทธิในพื้นที่อื่น พร้อมฝากถึงหน่วยงานรัฐและผู้มีอำนาจให้ลงมาตรวจสอบดูแลความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

  • การพิสูจน์ข้อเท็จจริงต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้
  • ทายาทพร้อมยอมรับความจริงหากมีหลักฐานเชิงประจักษ์
  • ควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าร่วมตรวจสอบ

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องรอการพิสูจน์จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป แต่อย่างน้อยการออกมาแสดงท่าทีที่พร้อมจะหันหน้าเข้าสู่ความถูกต้องของป้าดา ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน เราหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับทุกฝ่าย และข้อเท็จจริงจะปรากฏให้สังคมได้รับทราบในเร็ววันครับ

ที่มา – “ป้าดา” ย้ำหากพิสูจน์แล้ว ที่ดินเป็นของวัดจริง ทายาทไม่ขัดข้อง

สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม

ในยุคที่การค้าโลกมีความซับซ้อนสูง ปัญหาเรื่องการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้ากลายเป็นประเด็นที่หลายประเทศให้ความสำคัญ ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ไทยได้ประกาศเดินหน้าเชิงรุกเพื่อ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย

มาตรการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

กรมการค้าต่างประเทศได้ยกระดับมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์หรือการส่งสินค้าผ่านประเทศที่สาม (transshipment) อย่างเข้มงวด โดยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริมประสิทธิภาพในระบบ ROVERs Plus เพื่อประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนในการสกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ เพื่อแสดงความโปร่งใสและแสดงจุดยืนในการปกป้องผู้ส่งออกที่สุจริต

กลยุทธ์ยกระดับการตรวจสอบเพื่อการค้าที่เป็นธรรม

นอกจากเทคโนโลยี AI แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังได้เพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังขึ้นเป็น 67 รายการ และมีการทำงานร่วมกับกรมศุลกากรและกรมโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามข้อมูลผู้ประกอบการแบบเรียลไทม์ โดยมีรายละเอียดมาตรการที่สำคัญดังนี้:

  • การเพิ่มรายการสินค้าเฝ้าระวังเป็น 67 รายการ (274 พิกัดศุลกากร)
  • การใช้ระบบ AI ตรวจสอบและประเมินความเสี่ยงด้านถิ่นกำเนิดสินค้า
  • การลงพื้นที่ตรวจสอบสถานประกอบการจริงทั่วประเทศ
  • การจัดอบรมผู้ประกอบการเรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้ากว่า 2,000 ราย

ความพยายามในการ สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้ ไม่ได้เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่วงโซ่อุปทานไทยมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตาของสหรัฐฯ และตลาดโลก

การเปลี่ยนผ่านของห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐกิจ แต่การแยกแยะระหว่างการขยายฐานการผลิตจริงกับการแอบอ้างนั้นจำเป็นต้องใช้ข้อมูลที่ชัดเจน การหารือร่วมกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ในปลายเดือนสิงหาคมนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าสินค้าที่ประทับตรา “Made in Thailand” คือสินค้าที่มีคุณภาพและถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและเอกชนจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยสามารถรักษาตำแหน่งและสร้างความเชื่อมั่นในเวทีการค้าระหว่างประเทศได้อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – สกัดแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า พาณิชย์งัด AI ตรวจเข้ม จ่อถกสหรัฐฯ ส.ค.นี้

สภา กทม. ตั้ง 3 สก. สอบปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน

สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองท้องถิ่น เมื่อสภากรุงเทพมหานครมีการประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับกรณีร้องเรียนเรื่องการกดบัตรลงคะแนนแทนกัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่กระทบต่อธรรมาภิบาลและการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ล่าสุด สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรมที่สุด

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ณ อาคารไอราวัตพัฒนา โดยมีนางสาวภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย ประธานสภากรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ท่ามกลางกระแสสังคมที่เฝ้าจับตามองการทำงานของสมาชิกสภา กทม. ว่าจะสามารถกู้คืนความเชื่อมั่นกลับมาได้มากน้อยเพียงใด โดยการตั้งคณะกรรมการชุดนี้มีเป้าหมายเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น อาทิ ข้อมูลจากกล้อง CCTV และระบบดิจิทัลในการลงคะแนน เพื่อพิจารณาว่าเรื่องดังกล่าวมีมูลหรือไม่

รายละเอียดการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง

หลังจากมีการถกเถียงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับรายชื่อคณะกรรมการ เพื่อให้เกิดความเป็นกลางและได้รับความยอมรับจากทุกฝ่าย ท้ายที่สุดที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งกรรมการ 3 ท่าน ได้แก่:

  • นายสุชัย พงษ์เพียรชอบ สก.เขตคลองเตย
  • นายอมรินทร์ สวัสยานุภาพ สก.เขตดินแดง
  • นายสุรจิตต์ พงษ์สิงห์วิทยา สก.เขตลาดกระบัง

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงต้องมีการตั้งกรรมการขึ้นมาสอบ? คำตอบคือเพราะ สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน เพื่อเป็นการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2559 โดยกรรมการชุดนี้ไม่ได้มีหน้าที่ชี้ถูกชี้ผิดโดยตรง แต่มีหน้าที่รวบรวมข้อเท็จจริงเพื่อเสนอต่อประธานสภาฯ หากพบว่ามีมูลจริง ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการจรรยาบรรณเพื่อพิจารณาบทลงโทษตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป

สำหรับความกังวลเรื่องความลำเอียง นายสุรจิตต์ หนึ่งในคณะกรรมการได้ยืนยันความพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและยึดถือหลักธรรมาภิบาลเป็นสำคัญ โดยเชื่อว่าความจริงจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับสังคม นอกจากนี้ ทางฝ่ายกฎหมายยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า กระบวนการนี้ต้องดำเนินไปตามหลักการที่มีส่วนได้เสียไม่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลการสอบสวนมีความน่าเชื่อถือและไม่ถูกครหาในภายหลัง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร การที่ สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน ถือเป็นบททดสอบสำคัญของสภา กทม. ในการรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของสถาบัน หากกระบวนการตรวจสอบทำได้อย่างตรงไปตรงมา ก็เชื่อว่าจะช่วยสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับสภาฯ ในอนาคต และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าระบบตรวจสอบภายในองค์กรยังมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะจัดการกับความไม่โปร่งใสได้จริง

ที่มา – สภา กทม. เห็นชอบตั้ง 3 สก. เป็นกรรมการสอบข้อเท็จจริงปมกดบัตรแทนกัน ตีกรอบ 60 วัน

พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดใจแบบหมดเปลือกถึงกระแสข่าวการเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตามองว่าท่านรัฐมนตรีอาจจะตกเป็นเป้าหมายสำคัญ

พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว.

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายพิพัฒน์ยืนยันอย่างมั่นใจว่า พิพัฒน์ พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. อย่างแน่นอน โดยมองว่ากระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยงานที่ถูกจับตาและอภิปรายในทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว จึงถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องเตรียมความพร้อมในการชี้แจงทุกประเด็นที่ฝ่ายค้านสงสัยด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้

เปิดประเด็นฮั้ว สว. และความมั่นใจในความบริสุทธิ์

สำหรับประเด็นที่ฝ่ายค้านเตรียมนำเรื่องการฮั้ว สว. มาอภิปรายนั้น นายพิพัฒน์กล่าวอย่างหนักแน่นว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น พร้อมระบุว่าในรายชื่อ 229 คนที่ถูกกล่าวหานั้น ไม่มีชื่อของตนปรากฏอยู่เลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ใจในการทำงานได้เป็นอย่างดี โดยขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของ กกต. ซึ่งต้องรอผลสรุปที่ชัดเจนต่อไป

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้เคลียร์ประเด็นต่างๆ ที่เคยเป็นข้อกังขา เช่น:

  • เรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ ที่ปัจจุบันมีการยกเลิกการศึกษาไปแล้ว
  • การบริหารงานในกระทรวงคมนาคมที่เน้นความโปร่งใสมาโดยตลอด
  • ความพร้อมในการชี้แจงทุกประเด็นซักฟอก เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์เมือง การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความชัดเจนและไม่หวั่นเกรงต่อการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงวุฒิภาวะและความพร้อมในการทำงานเพื่อส่วนรวม แม้จะมีกระแสกดดันทางการเมืองอยู่เป็นระยะ แต่หากทุกอย่างยึดถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง การชี้แจงด้วยข้อเท็จจริงย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับนักการเมืองในยุคปัจจุบัน

คุณล่ะครับ คิดเห็นอย่างไรกับการเตรียมตัวรับมือฝ่ายค้านของนายพิพัฒน์ในครั้งนี้? อย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองกันอย่างใกล้ชิด เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของรัฐบาลที่ดีครับ

ที่มา – “พิพัฒน์” พร้อมแจงหากถูกฝ่ายค้านซักฟอก ย้ำไม่เกี่ยวคดีฮั้ว สว. ไม่อยู่ใน 229 ชื่อ

ปัดโยนเผือกร้อนท้องถิ่น “นิรัตน์” แจงปมปลด ขรก. ทุจริตสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงข้าราชการไทย เมื่อมีกระแสข่าวการปลดข้าราชการที่เข้าข่ายทุจริตการสอบ ซึ่งส่งผลกระทบไปถึงการทำงานของระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะประเด็นที่ว่ามีการ **ปัดโยนเผือกร้อนท้องถิ่น “นิรัตน์” แจงคำสั่งปลด ขรก. โยงทุจริตสอบ ยันทำขั้นตอนครบ** เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

ปัดโยนเผือกร้อนท้องถิ่น “นิรัตน์” แจงคำสั่งปลด ขรก. โยงทุจริตสอบ ยันทำขั้นตอนครบ

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ออกมาเปิดเผยข้อเท็จจริงหลังถูกตั้งคำถามจากนายก อบจ.ลำพูน ว่าทางส่วนกลางโยนภาระมาให้ท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบคำสั่งปลดข้าราชการที่ทุจริต โดยยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด

เปิดใจนายนิรัตน์หลังถูกวิจารณ์ ปัดโยนเผือกร้อนท้องถิ่น “นิรัตน์” แจงคำสั่งปลด ขรก. โยงทุจริตสอบ ยันทำขั้นตอนครบ

นายนิรัตน์เน้นย้ำว่าทาง สถ. และ ก.กลาง ได้จัดเตรียมหลักฐานประกอบที่สำคัญคือใบคะแนนสอบเปรียบเทียบ เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบความถูกต้อง และที่สำคัญคือ:

  • มีการส่งข้อมูลแยกไปในรายจังหวัดเพื่อให้แต่ละท้องถิ่นได้ตรวจสอบรายละเอียด
  • ยืนยันว่ากระบวนการประชุมของ ก.จังหวัด จะเป็นไปอย่างโปร่งใส
  • ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการกดดันให้ผู้บริหารท้องถิ่นเร่งเซ็นชื่อโดยไม่ตรวจสอบ

นอกจากนี้ ยังมีการชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรณีที่นายก อบจ.ลำพูน กังวลเรื่องการกดดันนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและละเอียดอ่อนต่อระบบข้าราชการไทย การจะบังคับให้ใครเซ็นชื่อโดยที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระบบที่ตรวจสอบได้เช่นนี้

ในฐานะประชาชน เราควรจับตาดูความคืบหน้าในการประชุม ก.จังหวัด ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไร และการจัดการกับผู้ทุจริตจะเป็นไปตามมาตรการที่วางไว้หรือไม่ เพราะหัวใจสำคัญของการรับราชการคือความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน

ที่มา – ปัดโยนเผือกร้อนท้องถิ่น “นิรัตน์” แจงคำสั่งปลด ขรก. โยงทุจริตสอบ ยันทำขั้นตอนครบ

อนุทิน สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า

อนุทิน สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมือง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่มีคนตั้งข้อสังเกตและสร้างดราม่ากรณีที่ท่านได้เจอด่านตรวจระหว่างลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ โดยนายอนุทิน ได้กล่าวว่า อนุทิน สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า เพราะเป็นการตรวจตามปกติและไม่มีการวางแผนล่วงหน้าแต่อย่างใด

เบื้องหลังดราม่าด่านตรวจที่สังคมกำลังสงสัย

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางไปพื้นที่ อ.บ้านด่าน และได้พบกับด่านตรวจความมั่นคง ซึ่งมีการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายขนยาเสพติดได้ในขณะนั้น นายอนุทินยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นไปอย่างเรียบง่าย ไม่มีรถนำขบวนและไม่มีการเตรียมต้อนรับ จึงเป็นเรื่องบังเอิญที่ท่านผ่านไปพบเจอด่านตรวจดังกล่าว การนำเรื่องนี้ไปสร้างกระแสว่าเป็นเรื่องจัดฉากจึงไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด

  • ไม่มีรถนำขบวนหรือทีมงานแจ้งล่วงหน้า
  • ด่านตรวจปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจปกติ
  • นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำให้โฟกัสที่การทำงานเพื่อประชาชน

จุดยืนเรื่องการเลือก สว. ปี 67 และสถานการณ์การเมือง

นอกจากประเด็นด่านตรวจแล้ว นายอนุทินยังได้ชี้แจงถึงกรณีที่ฝ่ายค้านพยายามโยงเรื่องการฮั้ว สว. เข้ากับรัฐบาล โดยนายอนุทินย้ำชัดเจนว่า อนุทิน สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า โดยเฉพาะเรื่องการเลือก สว. ที่เกิดขึ้นในปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเข้ามารับหน้าที่ ดังนั้นจึงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้น

รัฐมนตรีทุกท่านมีความพร้อมในการชี้แจงต่อสภาฯ หากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะยึดหลักการทำงานที่ซื่อสัตย์สุจริตและตอบคำถามเพื่อประชาชนเป็นที่ตั้ง สำหรับความพยายามของบางกลุ่มที่ต้องการทำลายความเชื่อมั่น นายอนุทินมองว่าเป็นเพียงเกมการเมืองของผู้ที่พ่ายแพ้การเลือกตั้งเท่านั้น สิ่งสำคัญคือการยอมรับกติกาและเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติมากกว่าการมุ่งเน้นสร้างข่าวลวงหรือเฟกนิวส์เพื่อสร้างความแตกแยกในสังคม

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง ถือว่านายกรัฐมนตรียังคงรักษาความสงบและรับมือกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ได้เป็นอย่างดี การมุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่แท้จริงแทนการโต้ตอบดราม่าที่ไม่สร้างสรรค์ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้รัฐบาลผ่านพ้นอุปสรรคและเรียกความมั่นใจจากประชาชนได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – “อนุทิน” สวนดราม่าด่านตรวจ ให้คิดเรื่องอื่นดีกว่า ย้ำเลือก สว. ปี 67 ก่อนรัฐบาลเข้ามา

พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมเปลี่ยนชื่อในโฉนด

พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมหารือผู้ว่าฯ เดินหน้าเปลี่ยนชื่อในโฉนด

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีพิพาทเรื่องที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี ล่าสุด ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ พร้อมด้วยคณะจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้ลงพื้นที่เข้ากราบสักการะเจ้าอาวาสเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการส่งสัญญาณบวกว่า พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมหารือผู้ว่าฯ เดินหน้าเปลี่ยนชื่อในโฉนด ให้ถูกต้องตามกฎหมายเสียที เพื่อความสบายใจของพระสงฆ์และญาติโยมทุกคนครับ

ความคืบหน้าล่าสุดกรณี พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมหารือผู้ว่าฯ เดินหน้าเปลี่ยนชื่อในโฉนด

ปัญหาที่ผ่านมาเกิดจากการที่มีผู้แอบอ้างว่าเอกสารสิทธิ์ที่ดินสูญหาย ซึ่งในความเป็นจริงเอกสารทั้งหมดอยู่ในความดูแลของทางวัดอย่างถูกต้องมาโดยตลอด ดังนั้น ทาง พศ. จึงได้ประสานไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง และเตรียมดำเนินการเปลี่ยนชื่อในโฉนดให้เป็นชื่อวัดในลำดับถัดไป เพื่อให้มั่นใจว่ากรรมสิทธิ์จะตกเป็นของวัดอย่างสมบูรณ์แบบโดยไม่มีใครมาแทรกแซงได้อีก

  • ยืนยันที่ดิน 21 ไร่เป็นของวัด 100%
  • เตรียมหารือผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเพื่อเร่งรัดขั้นตอนทางกฎหมาย
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาดูแลความปลอดภัยเพื่อความสบายใจของประชาชน
  • เตือนภัยญาติโยมอย่าหลงเชื่อกลุ่มมิจฉาชีพที่แอบอ้างเป็นนายหน้าเรี่ยไรเงิน

นอกจากนี้ ท่านธงทองยังได้ฝากเตือนไปยังญาติโยมทุกคนว่า หากต้องการทำบุญที่วัดป่าอดุลยาราม ให้มาทำที่วัดโดยตรงหรือผ่านช่องทางที่วัดกำหนดเท่านั้น อย่าได้หลงเชื่อผู้ที่มาแอบอ้างเป็นนายหน้าหรือบุคคลภายนอกที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ เพราะในความเป็นจริงค่าธรรมเนียมในการโอนชื่อที่ดินเป็นชื่อวัดนั้นมีเพียงหลักพันบาท ไม่ใช่จำนวนมหาศาลตามที่กลุ่มมิจฉาชีพมักจะใช้เป็นข้ออ้างเพื่อหลอกลวงครับ

สำหรับสถานการณ์ขณะนี้ถือว่าเข้ารูปเข้ารอยมากแล้ว ทาง พศ. เองก็ยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งวัดแน่นอน และจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ค้างคามานานหลายสิบปีให้จบสิ้นลง เพื่อให้พระสงฆ์ได้ปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างราบรื่นและประชาชนได้เข้ามาทำบุญกันอย่างมีความสุข ส่วนตัวผมมองว่าการที่หน่วยงานรัฐลงมาดูแลอย่างจริงจังแบบนี้ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพุทธศาสนิกชนได้มากขึ้นครับ

ที่มา – พศ. เข้ากราบเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เตรียมหารือผู้ว่าฯ เดินหน้าเปลี่ยนชื่อในโฉนด

อนุทิน-เนวิน ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

บรรยากาศชิลล์ๆ อนุทิน-เนวิน ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ถือเป็นภาพที่น่ารักและเป็นกันเองสุดๆ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้เวลาว่างจากการทำงานหนักเดินทางไปพักผ่อนที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้พบปะกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพื่อตระเวนทานอาหารร้านริมทางแบบชาวบ้าน บอกเลยว่างานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องกิน แต่ยังเป็นการลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนด้วยตัวเองอีกด้วย

กระแสตอบรับดีเยี่ยมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ไฮไลท์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการที่นายอนุทินได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งได้รับข่าวดีว่าประชาชนส่วนใหญ่ต่างชื่นชอบและรู้สึกประทับใจกับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส หรือที่เรียกกันติดปากว่าโครงการ 60:40 โดยชาวบ้านสะท้อนว่ามาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง และยังกระตุ้นให้ร้านค้าในชุมชนมียอดขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมีความคึกคักมากขึ้นกว่าเดิม

การที่นายอนุทินได้ยินเสียงตอบรับเชิงบวกเช่นนี้ ทำให้เจ้าตัวรู้สึกปลื้มใจอย่างมาก โดยท่านได้ย้ำชัดว่าอะไรที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง รัฐบาลก็พร้อมที่จะสานต่อโครงการดีๆ แบบนี้ให้เข้มแข็งขึ้น และจะมุ่งมั่นเดินหน้าหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

  • เน้นช่วยลดรายจ่ายให้ครัวเรือน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียน
  • สานต่อโครงการที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง

ในระหว่างการลงพื้นที่ครั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง มีประชาชนที่ทราบข่าวเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงพื้นที่แบบ “ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด” ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

บทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ การที่นโยบายรัฐจะประสบความสำเร็จได้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การสัมผัสความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และการตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรออกมาให้เราได้เห็นกันอีกบ้าง แต่เชื่อเหลือเกินว่าโครงการที่เน้นการปฏิบัติจริงแบบนี้ จะยังคงเป็นที่ต้องการของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “อนุทิน-เนวิน” ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด กินร้านริมทาง ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ซัดป้าดา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีข้อพิพาทเรื่องที่ดินและที่มาของวัดในพื้นที่ชุมชน โดยล่าสุด นายไชยยงค์ กงศรี ข้าราชการบำนาญ ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังสำคัญเกี่ยวกับ ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้หลายคนได้ทราบความจริงว่า กว่าจะมาเป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายนั้นมีขั้นตอนอย่างไร

ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม อย่างละเอียด

นายไชยยงค์เล่าว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2532 ตนได้เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่หนองแวงตราชู ซึ่งในขณะนั้นสภาพพื้นที่ยังคงเป็นป่ารกชัฏและไม่มีความเจริญเข้าถึง ต่อมาในปี 2536 นายของ อินทรีย์ ไวยาวัจกรของวัด ได้เข้ามาปรึกษาเพื่อขอคำแนะนำในการจัดตั้งวัดให้ถูกต้องตามระเบียบของกรมการศาสนา ตนจึงได้รับหน้าที่เป็น ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง วัดป่าอดุลยาราม ตามขั้นตอนของทางราชการจนสำเร็จลุล่วง

เบื้องหลังการทำงานและความถูกต้องตามกฎหมาย

การดำเนินการในครั้งนั้นต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้ระยะเวลานานหลายปี กว่าที่กระทรวงศึกษาธิการจะประกาศจัดตั้งวัดอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน ปี 2541 โดยนายไชยยงค์ย้ำชัดว่า ทุกอย่างทำไปตามหลักฐานและระเบียบปฏิบัติของทางราชการอย่างเคร่งครัด

  • ขั้นตอนการจัดตั้งวัดต้องมีการทำเอกสารอย่างเป็นลำดับขั้น
  • เมื่อมีการถวายที่ดินให้วัด ที่ดินผืนนั้นจะกลายเป็นธรณีสงฆ์ทันที
  • การตรวจสอบข้อเท็จจริงต้องอ้างอิงตามพระราชบัญญัติ ไม่ใช่การพูดลอยๆ

นอกจากนี้ นายไชยยงค์ยังได้ฝากข้อคิดเห็นถึงกรณีของ ‘ป้าดา’ ที่ปรากฏเป็นข่าวว่า ข้อมูลที่อีกฝ่ายให้สัมภาษณ์นั้นมีความขัดแย้งกันเองอย่างมาก การจะออกมาพูดเรื่องสำคัญเช่นนี้ควรใช้ความรู้และความเข้าใจในข้อกฎหมาย ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการเอาชนะกันเพียงอย่างเดียว เพราะเรื่องของธรณีสงฆ์เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีผลทางกฎหมายที่ชัดเจน

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สอนให้เรารู้ว่า การทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับที่ดินศาสนสมบัติจำเป็นต้องมีความรอบคอบและยึดหลักฐานทางเอกสารเป็นที่ตั้ง การออกมาให้ข้อมูลโดยขาดความเข้าใจที่ถูกต้องอาจสร้างความสับสนให้กับสังคมได้ ดังนั้น เราจึงควรรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่ายและพิจารณาตามความเป็นจริงเป็นหลักครับ

ที่มา – ผู้ร่างหนังสือ เผยที่มา ขอตั้ง “วัดป่าอดุลยาราม” ซัดป้าดา พูดแต่จะเอาชนะ

Scroll to top