ข้อมูลส่วนบุคคล

“นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล

“นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีการสอบบรรจุพนักงานส่วนท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดทางด้านนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล เนื่องจากทุกกระบวนการตรวจสอบมีความรัดกุมและผ่านการรับรองจากคณะกรรมการหลายชุด ไม่ว่าจะเป็น กสถ. หรือ ก.กลาง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลคะแนนสอบมีความถูกต้องและโปร่งใสที่สุด

กระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

นายนิรัตน์ได้ย้ำชัดเจนว่า สาเหตุที่ผู้บริหารท้องถิ่นอาจเกิดความกังวลในช่วงแรก เป็นเพราะยังไม่เห็นเอกสารใบคะแนนฉบับจริง ซึ่งจะมีการเปิดเผยในที่ประชุมของแต่ละจังหวัดเท่านั้น โดยยืนยันว่า “นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล เพราะบัญชีคะแนนทั้งหมดมีการสอบทานซ้ำถึง 4 รอบ ทั้งจากระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทคู่สัญญาและการตรวจทานด้วยมืออย่างละเอียดโดยเจ้าหน้าที่ของ สถ. เอง

  • บัญชีคะแนนชุดเดียวกับที่ ป.ป.ช. และตำรวจสอบสวนกลางใช้ในการตรวจสอบ
  • ขั้นตอนการส่งเอกสารลับไปยังคณะกรรมการจังหวัดแต่ละชุด
  • การเปิดเผยข้อมูลใบคะแนนที่ถูกต้องในที่ประชุมเพื่อคลายข้อสงสัย

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมข้อมูลถึงไม่ถูกเปิดเผยสู่สาธารณะโดยตรง ซึ่งนายนิรัตน์ได้ชี้แจงว่า ด้วยเหตุผลทางด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การนำคะแนนรายบุคคลไปเผยแพร่ทั่วไปอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้ ดังนั้นการนำเข้าที่ประชุมในลักษณะเอกสารลับจึงเป็นวิธีที่ปลอดภัยและถูกต้องตามระเบียบที่สุด

ในส่วนของสถานการณ์ในแต่ละจังหวัด อย่างเช่นที่ อบจ.ลำพูน ซึ่งเคยมีกระแสความกังวลนั้น หลังจากที่มีการประชุมและได้เห็นเอกสารใบคะแนนตัวจริง ทุกฝ่ายต่างก็เกิดความมั่นใจมากขึ้น โดยนายนิรัตน์ได้เปรียบเทียบว่า จากตอนแรกที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องหนักใจหรือ “เผือกร้อน” ตอนนี้สถานการณ์เริ่มคลี่คลายและ “อุ่นลง” ไปมากแล้ว ด้วยความรอบคอบในการกลั่นกรองของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

บทสรุปของเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของกระทรวงมหาดไทยในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับท้องถิ่น การยืนยันว่า “นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นไม่ต้องกังวล จึงถือเป็นสัญญาณบวกที่ทำให้การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ หากผู้เกี่ยวข้องมีความสงสัย ควรตรวจสอบผ่านเอกสารรับรองที่ส่งไปยังคณะกรรมการจังหวัดของท่าน เพื่อให้มั่นใจในความโปร่งใสของกระบวนการนี้ครับ

ที่มา – “นิรัตน์” ให้ความมั่นใจ สอบปมทุจริตเข้าท้องถิ่นผ่านการรับรองหลายคกก. ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ต้องกังวล

รัฐบาลชวนใช้ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

รัฐบาลชวนใช้ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

ในยุคที่โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสำคัญ การทำธุรกรรมหรือซื้อขายของออนไลน์กลายเป็นเรื่องปกติ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าภัยร้ายจากมิจฉาชีพก็เติบโตขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลงทุน การโอนเงิน หรือแม้แต่การปลอมแปลงบัญชีเพื่อหลอกลวงข้อมูลส่วนตัว ทำให้หลายคนมักเกิดคำถามว่า หากเราตกเป็นเหยื่อ เราควรจะไปแจ้งที่ไหนดี วันนี้รัฐบาลจึงได้เปิดตัวช่องทางที่สะดวกและรวดเร็วขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ด้วยฟีเจอร์ที่เรียกว่า “แจ้งรัฐ” เพื่อเป็นจุดเชื่อมต่อกลางให้คุณแจ้งปัญหาได้ในจุดเดียวจบครับ

ทำไมต้องใช้ฟีเจอร์ แจ้งรัฐ บนแอปทางรัฐ?

หลายคนอาจเคยประสบปัญหาการไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นแจ้งความหรือร้องทุกข์ที่หน่วยงานไหน บางครั้งต้องเสียเวลาเดินเรื่องหลายที่ หรือต้องจำสายด่วนหลายเบอร์จนจำไม่ไหว การมาของ รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์ จึงถือเป็นทางออกที่ตอบโจทย์ชีวิตยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะระบบนี้ไม่ได้ทำหน้าที่แทนหน่วยงานเดิม แต่เป็น “จุดเชื่อมต่อกลาง” ที่ช่วยส่งต่อข้อมูลของคุณไปยังหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรง

ข้อดีของการใช้งานผ่านแอปนี้มีดังนี้ครับ:

  • สะดวก: ไม่ต้องค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแต่ละหน่วยงานให้ยุ่งยาก
  • รวดเร็ว: เพียงแค่คุณระบุรายละเอียดของปัญหา ระบบจะคัดกรองและส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที
  • ครอบคลุม: รองรับการแจ้งปัญหาหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่ภัยไซเบอร์ ไปจนถึงการร้องเรียนบริการภาครัฐ

ปัจจุบัน ระบบได้เริ่มเชื่อมโยงกับหน่วยงานสำคัญอย่าง สกมช. ในกรณีภัยคุกคามทางไซเบอร์, ETDA สำหรับปัญหาซื้อขายออนไลน์ และ บช.สอท. ที่รองรับการติดตามเรื่องราวคดีความที่คุณได้แจ้งความออนไลน์ไว้แล้ว รวมถึงยังมีแผนที่จะขยายขอบเขตไปยังปัญหาความรุนแรงในครอบครัว และปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอีกด้วยครับ

สรุปได้เลยว่า การที่ รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์ ในครั้งนี้ เป็นการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาครัฐเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายที่สุด เพียงแค่โหลดแอปทางรัฐไว้ติดเครื่อง ก็เหมือนมีเกราะป้องกันภัยดิจิทัลอยู่ในมือแล้ว หากวันใดที่คุณพบเจอกับมิจฉาชีพหรือปัญหาออนไลน์ อย่ารอช้าครับ รีบเข้าไปที่แอปแล้วกดใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ทันที เพื่อช่วยให้ภาครัฐจัดการปัญหาได้อย่างรวดเร็วและป้องกันไม่ให้เกิดผู้เสียหายรายต่อไปครับ

ที่มา – รัฐบาลชวนใช้ “แจ้งรัฐ” บนแอปทางรัฐ แจ้งปัญหาถูกหลอกออนไลน์

สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลเปรียบเสมือนทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด การรักษาความปลอดภัยของข้อมูลภาครัฐกลายเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด นายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ และนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.พรรคประชาชน ได้ออกมานำเสนอ สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล เพื่อจัดการปัญหาข้อมูลรั่วไหลที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในขณะนี้

สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

ปัญหาข้อมูลรั่วไหลจากหน่วยงานภาครัฐมักไม่ได้เกิดจากการเจาะระบบโดยตรง แต่เกิดจากระบบที่ล้าสมัยและการจัดการรหัสผ่านที่ไม่รัดกุม สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล โดยเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ได้แก่:

  • การบังคับรีเซ็ตรหัสผ่านใหม่ทั้งหมดสำหรับหน่วยงานที่พบความเสี่ยง
  • การให้ สกมช. ทำการตรวจสอบความมั่นคงปลอดภัย (Security Audit) ระบบไอทีภาครัฐทั้งหมด
  • การนำกฎหมาย PDPA มาบังคับใช้กับหน่วยงานภาครัฐอย่างจริงจังและเท่าเทียมกับภาคเอกชน

แนวทางการแก้ปัญหาในระยะกลางและระยะยาว

นอกจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว นายภาวุธยังได้เสนอแนวทางเชิงโครงสร้าง เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในระยะยาว เช่น การใช้ระบบการยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (Multi-Factor Authentication) การใช้แอปพลิเคชันกลางอย่าง ThaID เพื่อลดการเก็บข้อมูลซ้ำซ้อน รวมถึงการเปิดรับแนวคิด “Bug Bounty” เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญร่วมตรวจสอบช่องโหว่ของระบบโดยได้รับรางวัลตอบแทน

การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน หากภาครัฐยังคงใช้ระบบเดิมที่ขาดการดูแล ข้อมูลของประชาชนจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น การที่ สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการใช้บริการภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัล

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับข้อเสนอนี้ไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพราะความปลอดภัยของข้อมูลประชาชนรอไม่ได้ และมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มแข็งคือรากฐานของรัฐบาลดิจิทัลที่มีคุณภาพ

ที่มา – สส.ปชน. เสนอ 5 แนวทาง เร่งยกระดับระบบความปลอดภัยไซเบอร์ ลดเสี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล

“เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมต้องจับตามอง เมื่อล่าสุด “เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง ซึ่งถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางไซเบอร์ของไทยที่น่าตกใจ โดยคุณธนารัตน์ กัววัฒนาพันธ์ CEO ของ Dome Cloud ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่เพื่อชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับช่องโหว่ของระบบที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนคนไทยจำนวนมหาศาล

“เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง

การเข้าพบเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการให้ปากคำ แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลที่เกิดขึ้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ลามไปถึงระดับกระทรวงและหน่วยงานภาครัฐกว่า 20 แห่ง รวมถึงสำนักนายกรัฐมนตรี ข้อมูลที่หลุดออกไปมีตั้งแต่รูปถ่ายติดบัตรประชาชน ทะเบียนรถ ไปจนถึงข้อมูลสำคัญของบุคคลระดับสูง ซึ่งคุณธนารัตน์ยืนยันว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดไม่มีเรื่องของเจตนาทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อยากให้หน่วยงานรัฐตื่นตัวในการป้องกันปัญหาอย่างจริงจัง

เปิดกลวิธีมิจฉาชีพดึงข้อมูลรั่วไหล

จากคำให้การของ “เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง พบว่ามิจฉาชีพไม่ได้ใช้วิธีแฮ็กระบบฐานข้อมูลโดยตรงเหมือนในหนัง แต่ใช้ช่องโหว่จากการที่คอมพิวเตอร์ของเจ้าหน้าที่ติดมัลแวร์ จนทำให้รหัสผ่านหลุด และถูกนำไปใช้สิทธิ์เข้าถึงระบบเพื่อดึงข้อมูลออกมาขายผ่านช่องทาง Dark Web หรือแอปพลิเคชันอย่าง Telegram ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปต่อยอดให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ใช้หลอกลวงเหยื่อได้อย่างแม่นยำ

  • รหัสผ่านหลุด: เกิดจากการติดมัลแวร์บนคอมพิวเตอร์เจ้าหน้าที่
  • การเข้าถึงโดยมิชอบ: มิจฉาชีพใช้ User และ Password ที่ขโมยมาดึงข้อมูลผ่าน API
  • ขายข้อมูลผิดกฎหมาย: ข้อมูลส่วนบุคคลถูกนำไปซื้อขายบนตลาดมืดออนไลน์

ทางด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่า ขณะนี้ได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ Log File และเร่งปิดช่องโหว่เหล่านี้แล้ว พร้อมฝากเตือนประชาชนว่า หากได้รับโทรศัพท์จากคนแปลกหน้าแล้วมีการอ้างข้อมูลส่วนตัวที่ถูกต้อง อย่าเพิ่งรีบเชื่อเด็ดขาด ให้ตั้งสติและโทรเช็กกับต้นทางโดยตรงเพื่อความปลอดภัย

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทุกหน่วยงานต้องเร่งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยไซเบอร์ ไม่ใช่แค่การปิดเว็บไซต์ชั่วคราวแล้วจบไป แต่ต้องมองไปถึงการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ให้เข้มงวดมากขึ้น หากรัฐบาลไม่เปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการเก็บข้อมูลเกินความจำเป็นและปรับปรุงระบบไอทีให้ทันสมัย ประชาชนไทยจะยังคงเป็นเหยื่อของการถูกขายข้อมูลไปอีกนาน

ที่มา – “เอิร์ธ ธนารัตน์” ให้ข้อมูลตำรวจไซเบอร์ พบข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ขยายวงกว้าง 19 กระทรวง

อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลคือขุมทรัพย์สำคัญ เหตุการณ์ที่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนรั่วไหลไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความผิดพลาดทางเทคนิค แต่เป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ นาวาอากาศเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจัดการกับปัญหา อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ ก่อนที่ความเสียหายจะขยายตัวไปมากกว่านี้

อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นไม่ใช่ครั้งแรกและอาจไม่ใช่ครั้งสุดท้าย สิ่งที่น่ากังวลคือการที่ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบชั้นดีให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรไซเบอร์ ทำให้ประชาชนตกเป็นเหยื่ออย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากหน่วยงานรัฐระบุชัดเจนว่าความเสียหายจากคดีออนไลน์ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ

ความจำเป็นในการปฏิรูประบบความมั่นคงไซเบอร์

นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้ว อนุดิษฐ์จี้รัฐบาลปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ภัยมั่นคงระดับชาติ ยังเน้นย้ำถึงการตรวจสอบงบประมาณด้านไซเบอร์ของทุกกระทรวง ว่ามีการใช้งานอย่างคุ้มค่าและโปร่งใสหรือไม่ หรือเป็นเพียงการจัดซื้อซ้ำซ้อนโดยไม่ได้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ รัฐบาลจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสถาปัตยกรรมทางเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

แนวทางการแก้ไขที่เสนอประกอบด้วย:

  • ระยะเร่งด่วน: แยกเครือข่ายที่เสี่ยงออก เปลี่ยนรหัสผ่านและ Token ใหม่ทั้งหมด และบังคับใช้ MFA
  • ระยะกลาง: ตรวจสอบฐานข้อมูลและ API ทั้งหมด รวมถึงผู้รับจ้างภายนอก
  • ระยะยาว: ปรับสู่ระบบ Zero Trust และมีช่องทางรับแจ้งเบาะแสช่องโหว่ที่ปลอดภัยสำหรับนักพัฒนาหรือพลเมืองดี

ท้ายที่สุด การแก้ปัญหาไม่ใช่การไล่ล่าผู้ที่ออกมาแจ้งเตือนหรือปิดกั้นข้อมูล แต่เป็นการยอมรับความจริงและเร่งสร้างระบบที่ป้องกันการรั่วไหลได้อย่างแท้จริง รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการเปิดเผยข้อเท็จจริงและกำหนดแผนการจัดการที่ชัดเจนภายในเวลาที่กำหนด เพื่อปกป้องข้อมูลของประชาชนซึ่งถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดในยุคไซเบอร์

ที่มา – “อนุดิษฐ์” จี้รัฐบาลเร่งปิดช่องโหว่ข้อมูลประชาชนรั่ว ย้ำคือภัยมั่นคงระดับชาติ

กรมการปกครองยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลหลุดว่อนโซเชียล ไม่ได้รั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักทะเบียนราษฎรถูกเจาะ

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวที่แชร์กันว่อนโซเชียลเกี่ยวกับกรณีข้อมูลส่วนบุคคลหลุดออกมาจนสร้างความตื่นตระหนกให้กับสังคมเป็นวงกว้าง ล่าสุดทางสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง ได้ออกมาไขข้อข้องใจและยืนยันข้อเท็จจริงแล้วว่า กรมการปกครองยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลหลุดว่อนโซเชียล ไม่ได้รั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักทะเบียนราษฎรถูกเจาะ อย่างที่หลายคนกังวลใจครับ

กรมการปกครองยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลหลุดว่อนโซเชียล ไม่ได้รั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักทะเบียนราษฎรถูกเจาะ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่หน่วยงานรัฐให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยทางกรมการปกครองได้ชี้แจงว่า ระบบทะเบียนราษฎรหลักของประเทศนั้นมีการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและมีมาตรฐานสูงมาก การที่มีข้อมูลเผยแพร่ออกมาบนโลกออนไลน์นั้นไม่ได้มาจากจุดนี้แน่นอน สำหรับใครที่กำลังตื่นตระหนกว่าฐานข้อมูลของตนเองอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด ขอให้สบายใจได้ในระดับหนึ่ง เพราะทางหน่วยงานได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกร่วมกับ สกมช. และ สคส. เพื่อติดตามต้นตอผู้ปล่อยข้อมูลแล้ว

มาตรการรักษาความปลอดภัยและระบบ ThaID

ในปัจจุบัน กรมการปกครองได้ยกระดับมาตรการความปลอดภัยขึ้นไปอีกขั้น โดยเน้นการใช้ระบบ ThaID ในการยืนยันตัวตน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัยกว่าเดิมมาก หากถามว่าทำไมเราถึงต้องมั่นใจในระบบนี้ เพราะการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID นั้นถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งต่างจากข้อมูลที่ถูกนำมาแอบอ้างบนโซเชียลมีเดียในขณะนี้

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญที่อยากฝากเตือนเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคนครับ:

  • อย่าหลงเชื่อข่าวปลอมที่ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน
  • การแชร์ข้อมูลที่ผิดกฎหมาย หรือข้อมูลที่บิดเบือนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ มีโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
  • โทษจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทางหน่วยงานขอย้ำชัดเจนอีกครั้งว่า กรมการปกครองยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลหลุดว่อนโซเชียล ไม่ได้รั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักทะเบียนราษฎรถูกเจาะ ดังนั้นขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกและขอให้ใช้วิจารณญาณในการเสพข่าวสาร อย่ารีบแชร์ข้อมูลที่อาจสร้างความเข้าใจผิดหรือทำให้ผู้อื่นเสียหาย เพราะอาจกลายเป็นว่าเราทำผิดกฎหมายเสียเองโดยไม่รู้ตัวครับ

สุดท้ายนี้ ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลมีค่าเหมือนทองคำ การตระหนักรู้และป้องกันข้อมูลส่วนบุคคลเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ อยากแนะนำให้ทุกคนตั้งรหัสผ่านให้ยากต่อการเดาและใช้การยืนยันตัวตนแบบสองชั้น (2FA) ในทุกแพลตฟอร์มที่ใช้งาน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของตัวท่านเองครับ

ที่มา – กรมการปกครองยืนยันข้อมูลส่วนบุคคลหลุดว่อนโซเชียล ไม่ได้รั่วไหลจากฐานข้อมูลหลักทะเบียนราษฎรถูกเจาะ

รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในโลกออนไลน์ เมื่อมีการพูดถึงความปลอดภัยของฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ หลังจากมีกระแสข่าวข้อมูลส่วนบุคคลหลุดออกมาจากหลายหน่วยงาน ล่าสุด นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาให้ความเชื่อมั่นกับประชาชนว่าทางกระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง โดยยืนยันว่า รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน เพื่อป้องกันเหตุไม่พึงประสงค์ที่จะกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้บริการทุกคน

ในยุคที่โลกดิจิทัลก้าวหน้าไปไกล ข้อมูลสุขภาพถือเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดอย่างหนึ่ง การรักษาความปลอดภัยจึงเป็นเรื่องที่ละเลยไม่ได้ นายพัฒนาได้กล่าวเน้นย้ำถึงกลยุทธ์ในการรับมือกับภัยคุกคามไซเบอร์ว่า ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและมีการประเมินความเสี่ยงอยู่เสมอ แม้จะมั่นใจว่าระบบในปัจจุบันยังคงแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ขอยืนยันแบบท้าทาย เพราะเทคโนโลยีของเหล่าแฮกเกอร์ก็มีการพัฒนาขึ้นทุกวันเช่นกัน

ทำไม รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน ถึงสำคัญ?

การทำงานของกระทรวงสาธารณสุขเปรียบเสมือนการเล่นเกมไล่จับระหว่างแมวกับหนู ที่ต้องมีการปรับปรุงและอัปเกรดระบบอยู่ตลอดเวลา การทดสอบระบบความปลอดภัยทุก 3-6 เดือน มีความสำคัญในแง่มุมดังนี้:

  • การอุดช่องโหว่: การทดสอบเป็นประจำทำให้ทีมไอทีพบช่องว่างก่อนที่ผู้ไม่หวังดีจะเข้าถึง
  • ยกระดับมาตรฐาน: เป็นการยกระดับการป้องกันข้อมูลผู้ป่วยให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล
  • สร้างความมั่นใจ: การสื่อสารเรื่องความปลอดภัยช่วยให้ประชาชนมั่นใจในการใช้บริการผ่านแอปพลิเคชันหรือระบบออนไลน์ของโรงพยาบาลรัฐ

ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะยังไม่มีรายงานว่าข้อมูลของผู้ป่วยหลุดออกไป แต่ทางกระทรวงฯ ก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลให้ปลอดภัยและทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนจะถูกจัดเก็บไว้อย่างมิดชิดที่สุดในระบบคลาวด์และฐานข้อมูลของรัฐ

ท้ายที่สุดแล้ว ความปลอดภัยไซเบอร์เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา แม้รัฐจะยืนยันว่า รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน แต่ผู้ใช้บริการเองก็ควรตั้งค่ารหัสผ่านที่ปลอดภัยและหมั่นตรวจสอบการใช้งานบัญชีของตนเองอยู่เสมอ เพื่อเป็นอีกหนึ่งชั้นการป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดครับ

ที่มา – รมว.สาธารณสุข ยันข้อมูลผู้ป่วย สธ.ยังปลอดภัย ทดสอบระบบไซเบอร์ทุก 3-6 เดือน

สคส. ลั่นข้อมูลรัฐว่อนเน็ต ไม่ใช่ข้อมูลหลุดทั่วไป

สคส. ลั่นข้อมูลรัฐว่อนเน็ต ไม่ใช่ข้อมูลหลุดทั่วไป

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่อมีการตรวจพบว่าข้อมูลส่วนบุคคลและภาพถ่ายบัตรประชาชนของคนไทย รวมถึงบุคคลสำคัญระดับประเทศ ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านช่องทางที่ไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่า เหตุการณ์สคส. ลั่นข้อมูลรัฐว่อนเน็ต ไม่ใช่ข้อมูลหลุดทั่วไป แต่เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบอย่างมีขั้นตอน

เลขาธิการ สคส. ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ อย่างร้ายแรง โดยมีการใช้เครื่องมือเพื่อเจาะเข้าถึงฐานข้อมูลที่มีมาตรการป้องกันเฉพาะ ดังนั้นเราจึงต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่านี่ไม่ใช่แค่เหตุการณ์ข้อมูลหลุดธรรมดา แต่เป็นเรื่องของอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่ต้องเร่งจัดการอย่างเร่งด่วน

มาตรการจัดการปัญหา สคส. ลั่นข้อมูลรัฐว่อนเน็ต ไม่ใช่ข้อมูลหลุดทั่วไป

เพื่อให้เห็นภาพการทำงานที่ชัดเจน ทาง สคส. ได้แบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก เพื่อปูพรมจัดการให้ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดังนี้:

  • ต้นน้ำ (หน่วยงานเจ้าของข้อมูล): สั่งการให้หน่วยงานอย่างกรมการขนส่งทางบกและกรมการปกครอง ตรวจสอบระบบและอุดช่องโหว่ทันที พร้อมรายงานเหตุการณ์ละเมิดข้อมูลให้ สคส. ทราบ เพื่อยกระดับความปลอดภัย
  • กลางน้ำ (เครือข่ายมิจฉาชีพ): ร่วมมือกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) และกระทรวงดิจิทัลฯ ในการกวาดล้างแหล่งซื้อขายข้อมูลเถื่อนและปิดกั้นช่องทางการเข้าถึงที่ผิดกฎหมาย
  • ปลายน้ำ (ผู้เผยแพร่ข้อมูล): ดำเนินคดีกับผู้ที่นำข้อมูลมาโพสต์หรือส่งต่อ เพราะถือเป็นการขยายความเสียหายและเป็นการเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบ

ด้วยเหตุนี้ การที่ สคส. ลั่นข้อมูลรัฐว่อนเน็ต ไม่ใช่ข้อมูลหลุดทั่วไป จึงเป็นสัญญาณเตือนภัยให้ประชาชนและผู้ดูแลเพจต่างๆ ระมัดระวังเป็นพิเศษ หากคุณพบเห็นข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น อย่าได้กดแชร์หรือนำมาเผยแพร่ต่อเป็นอันขาด เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการเพิ่มความเดือดร้อนให้กับเจ้าของข้อมูลอีกด้วย

ในฐานะพลเมืองดิจิทัล เราควรตระหนักถึงสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลและกฎหมาย PDPA ให้มากขึ้น หากท่านพบว่าตนเองได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนไปยัง สคส. เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายได้ทันที เพื่อช่วยกันสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – สคส. ลั่นข้อมูลรัฐว่อนเน็ต ไม่ใช่ “ข้อมูลหลุดทั่วไป” เร่งจัดการ “ต้นน้ำ-ปลายน้ำ”

สธ. แถลงข้อมูลในหมอพร้อมไม่ตรง เกิดจากคีย์ข้อมูลคลาดเคลื่อน

สธ. แถลงข้อมูลในหมอพร้อมไม่ตรง เกิดจากคีย์ข้อมูลคลาดเคลื่อน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อมีข่าวว่าข้อมูลการรักษาพยาบาลในแอปพลิเคชัน หมอพร้อม ของประชาชนไม่ตรงกับความเป็นจริง จนเกิดความกังวลใจเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัว ล่าสุดทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้วครับ

จากการตรวจสอบพบว่าสาเหตุที่ สธ. แถลงข้อมูลในหมอพร้อมไม่ตรง เกิดจากคีย์ข้อมูลคลาดเคลื่อน ของเจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการ ซึ่งเป็นการทำงานแบบ Human Error ไม่ได้เกิดจากการแฮ็กข้อมูลหรือระบบแอปพลิเคชันพังแต่อย่างใดครับ

ทำไมถึงเกิดเหตุการณ์ สธ. แถลงข้อมูลในหมอพร้อมไม่ตรง เกิดจากคีย์ข้อมูลคลาดเคลื่อน ขึ้นได้?

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบในจังหวัดร้อยเอ็ดและปทุมธานี ทีมงานพบปัจจัยสำคัญหลายอย่างที่ส่งผลต่อความผิดพลาดนี้:

  • ชื่อ-นามสกุลคล้ายกัน: บางกรณีรายชื่อผู้รับบริการมีความใกล้เคียงกันมาก ทำให้เจ้าหน้าที่อาจเลือกกรอกข้อมูลผิดคน
  • การคีย์ข้อมูลเชิงรุก: ในช่วงที่มีการตรวจสุขภาพเชิงรุก ปริมาณข้อมูลมีจำนวนมากจนอาจเกิดความผิดพลาดในการกรอกหรือบันทึกข้อมูลเข้าระบบ
  • แรงกดดันจาก KPI: สธ. ยอมรับว่า KPI บางอย่างอาจกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่มากเกินไปจนส่งผลต่อความละเอียดรอบคอบ

อย่างไรก็ตาม ทางผู้บริหารได้ยืนยันว่าระบบ หมอพร้อม ยังมีความปลอดภัยสูงและเป็นไปตามหลัก PDPA อย่างเคร่งครัด ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไขโดยเร็วและไม่มีการนำชื่อไปเบิกจ่ายยาหรือสวมสิทธิ์แอบอ้างแต่อย่างใดครับ

ในส่วนของคำร้องเรียนกว่า 13,000 รายการ ขณะนี้ สธ. ได้ตั้งทีมงานร่วมกับ สปสช. เพื่อตรวจสอบทุกเคสภายใน 1-2 สัปดาห์ พร้อมทั้งเร่งปรับปรุงระบบลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีเวลาตรวจสอบความถูกต้องมากขึ้น

ข้อแนะนำสำหรับประชาชน: หากท่านพบความผิดปกติในแอปฯ หมอพร้อม ไม่ต้องตระหนกครับ สามารถแจ้งเรื่องผ่านระบบร้องเรียนบนแอปฯ หรือติดต่อหน่วยงานสาธารณสุขใกล้บ้านได้โดยตรง การมีส่วนร่วมตรวจสอบจะเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ระบบสาธารณสุขไทยพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิมครับ

ที่มา – สธ. แถลงข้อมูลใน “หมอพร้อม” ไม่ตรง เกิดจากคีย์ข้อมูลคลาดเคลื่อน

Scroll to top