ข้อมูลเท็จ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แจงสาวสวย อ้างเป็นหมอ ตรวจสอบไม่พบชื่อในระเบียนประวัติ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แจงสาวสวย อ้างเป็นหมอ ตรวจสอบไม่พบชื่อในระเบียนประวัติ

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียล เมื่อมีสาวสวยรายหนึ่งโพสต์ภาพตนเองในชุด Scrub ของมหาวิทยาลัยชื่อดัง พร้อมอ้างว่าตนเองสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังมีเรื่องราวชีวิตที่ชวนดราม่าเกี่ยวกับการไปปฏิบัติงานชดใช้ทุนในพื้นที่เสี่ยงภัย แต่ล่าสุดทางคณะได้ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็น คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แจงสาวสวย อ้างเป็นหมอ ตรวจสอบไม่พบชื่อในระเบียนประวัติ เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อข้อมูลอันเป็นเท็จนี้

สรุปเหตุการณ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แจงสาวสวย อ้างเป็นหมอ ตรวจสอบไม่พบชื่อในระเบียนประวัติ

ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดและพบว่า ข้อมูลที่สาวรายดังกล่าวนำเสนอต่อสาธารณชนนั้นไม่มีมูลความจริง โดยมีประเด็นสำคัญที่ทางคณะฯ ได้ประกาศชี้แจงไว้ดังนี้:

  • จากการตรวจสอบในทำเนียบผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิต และระบบระเบียนประวัตินิสิต ไม่พบรายชื่อบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด
  • เพื่อนนิสิตแพทย์ในรุ่นที่ถูกอ้างถึง ต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่มีใครรู้จักบุคคลดังกล่าวในฐานะเพื่อนร่วมรุ่นเลยแม้แต่น้อย
  • จากการตรวจสอบกับฐานข้อมูลของแพทยสภา ไม่ปรากฏชื่อของหญิงสาวคนนี้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่อันตรายมากหากประชาชนเข้าใจผิดและไปรับบริการทางการแพทย์จากบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาต

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการสร้างเรื่องเท็จขึ้นมาเพื่อเรียกยอดไลก์หรือยอดแชร์ในโลกโซเชียลเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของสถาบันการศึกษาอย่างร้ายแรง ทางคณะฯ จึงขอความร่วมมือให้ชาวเน็ตหยุดส่งต่อข้อมูลดังกล่าว และอย่าหลงเชื่อภาพลักษณ์ที่ดูน่าเชื่อถือเหล่านั้น เพราะในปัจจุบันมิจฉาชีพหรือผู้ที่ต้องการสร้างกระแสมีวิธีการปลอมแปลงเอกสารหรือแต่งตัวให้ดูสมจริงมากขึ้น

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้: โลกออนไลน์เป็นพื้นที่ที่ข้อมูลกระจายตัวเร็วมาก การตรวจสอบข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพเฉพาะทางอย่างแพทย์ เพราะหากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ย่อมส่งผลโดยตรงต่อชีวิตและสุขภาพของผู้อื่น การที่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แจงสาวสวย อ้างเป็นหมอ ตรวจสอบไม่พบชื่อในระเบียนประวัติ ในครั้งนี้ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการปกป้องจรรยาบรรณและมาตรฐานวิชาชีพ หากคุณพบเห็นการแอบอ้างในลักษณะนี้ ควรแจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัดทันที เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง

ที่มา – คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ แจงสาวสวย อ้างเป็นหมอ ตรวจสอบไม่พบชื่อในระเบียนประวัติ

“อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

“อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองและสิทธิมนุษยชน เมื่อนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลและเพจบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ปล่อยข้อมูลบิดเบือน ซึ่งนางอังคณา ได้ระบุว่าการกระทำของเพจเหล่านี้คือ “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการกุข่าวว่าเธอได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นสำคัญ?

เหตุผลที่นางอังคณาตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมาย เนื่องจากเธอกังวลว่า “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การถูกหมิ่นประมาททั่วไป แต่เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเกลียดชังในวงกว้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Hate Crime หรืออาชญากรรมจากความเกลียดชัง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • มีการนำข้อความเท็จมาตัดต่อและเผยแพร่
  • มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรง เช่น การวิสามัญฆาตกรรม หรืออุ้มฆ่า
  • เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และด้อยค่าผู้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ

นางอังคณากล่าวว่า ในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอมักจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเป็นคนแรกๆ เสมอ แม้ว่าในเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่มีการยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย เธอจะไม่ได้โพสต์หรือแสดงความเห็นใดๆ เลยก็ตาม แต่กลับมีเพจจำนวนมากพยายามสร้างสตอรี่เพื่อบิดเบือนเจตนาและมุ่งเน้นสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม

การเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐ

นอกจากจะเดินทางไปแจ้งความด้วยตนเองแล้ว นางอังคณายังได้ตั้งคำถามถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีมาตรการในการคุ้มครองประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างไร เพราะที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องไปแล้วแต่แทบไม่มีความคืบหน้า ซึ่งการที่ “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยต่อการถูกคุกคามบนโลกออนไลน์

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาข่าวปลอมและ Hate Speech ในไทยยังคงเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว การที่มีคนจ้องจะทำลายความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลเท็จไม่เพียงแต่ทำลายตัวบุคคล แต่ยังขยายช่องว่างความแตกแยกในสังคมไทยให้กว้างขึ้นไปอีก ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบและจัดการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนในสังคมออนไลน์ครับ

ที่มา – “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์และแวดวงราชการไทย เมื่อมีข่าว ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบท้องถิ่น หลังจากที่มีการเผยแพร่คลิปเสียงปริศนาที่พาดพิงถึงภรรยาของปลัดกระทรวงมหาดไทย เชื่อมโยงไปถึงขบวนการทุจริตการสอบเข้ารับราชการที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 4.5 พันล้านบาท

เบื้องลึกการเดินหน้าฟ้องร้อง: ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อแอดมินเพจดัง CSI LA ได้นำคลิปเสียงความยาวกว่า 5 นาทีออกมาโพสต์แฉ พร้อมระบุข้อความที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง งานนี้ทางสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงไม่นิ่งเฉย โดยนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นิติกรเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทำไมเรื่องนี้ถึงบานปลาย?

การที่ ปลัดมหาดไทยแจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียงโกงสอบ ในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการแก้ต่าง แต่เป็นการปกป้องชื่อเสียงขององค์กรและตัวบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากข้อมูลที่แพร่กระจายโดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ซึ่งทางตัวแทนทางกฎหมายของกระทรวงฯ ยืนยันว่าเนื้อหาเหล่านั้นคือการใส่ความต่อบุคคลที่สาม ทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง และถูกดูหมิ่นเกลียดชัง

  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: การแชร์ข้อมูลเท็จสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ประชาชนทั่วไป
  • การดำเนินคดี: เจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับคำร้องทุกข์และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบสวน
  • เจตนาการโพสต์: ทางกระทรวงฯ มองว่าไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้คดีอยู่ในขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานจากทางกองบังคับการปราบปราม ซึ่งถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิสูจน์ความจริงว่าคลิปเสียงที่ถูกปล่อยออกมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือการกลั่นแกล้งกันแน่ ประชาชนที่ติดตามข่าวสารควรใช้วิจารณญาณในการรับฟังข้อมูล เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนที่ต้องการสร้างความวุ่นวาย

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้ถือเป็นอุทาหรณ์เรื่องการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย การเปิดโปงทุจริตเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนความถูกต้องและหลักฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่การนำชื่อคนอื่นไปแปดเปื้อนโดยไม่มีที่มาที่ไป หากคุณพบเห็นข้อมูลที่หมิ่นเหม่ ควรตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ก่อนแชร์ต่อ เพื่อสังคมออนไลน์ที่สร้างสรรค์ขึ้น

ที่มา – ปลัดมหาดไทย แจ้งความเอาผิดเพจ CSI LA ปมคลิปเสียง พาดพิงภรรยาโยงโกงสอบท้องถิ่น

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารบนโลกออนไลน์แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว การรับข้อมูลข่าวสารโดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงของประเทศจำเป็นต้องใช้วิจารณญาณให้มาก ล่าสุดเกิดประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เมื่อมีผู้ปล่อยข่าวลือเรื่องการเปิดด่านอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จนทำให้ภาครัฐต้องออกมาจัดการอย่างเร่งด่วน โดยทาง ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน เพื่อตัดไฟแต่ต้นลมไม่ให้เกิดความสับสนในวงกว้าง

ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน ชี้เป็นเรื่องกระทบความมั่นคง

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นจากกระแสข่าวลือในโลกออนไลน์ที่ระบุว่า มีการอนุญาตให้ด่านอรัญประเทศเปิดทำการเพื่อให้กลุ่มนักเรียนจากประเทศกัมพูชาเข้ามาเรียนหนังสือได้ ข้อมูลดังกล่าวถูกแชร์ต่อกันไปอย่างกว้างขวาง จนเกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยตามชายแดนของไทย ซึ่งในความเป็นจริงนั้น รัฐบาลได้ย้ำเสมอว่าทุกการตัดสินใจเรื่องชายแดนต้องผ่านการกลั่นกรองและคำนึงถึงความมั่นคงเป็นหลักสูงสุด

มาตรการเด็ดขาดจากภาครัฐต่อผู้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน

เมื่อทราบเรื่องดังกล่าว ทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้สั่งการให้หน่วยงานความมั่นคงพาสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบด่านคลองลึกทันที เพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาว่าไม่มีการเปิดด่านแต่อย่างใด และในท้ายที่สุด ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน ตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (2) เพื่อเอาผิดผู้ที่จงใจสร้างความปั่นป่วน

สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากกรณีนี้มีดังนี้:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวก่อนแชร์ทุกครั้ง โดยเฉพาะข้อมูลจากหน่วยงานราชการที่ต้องมีประกาศอย่างเป็นทางการ
  • ข่าวปลอมหรือข่าวลือที่เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดน ไม่ใช่แค่เรื่องสนุกแต่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • การแชร์ข่าวปลอมมีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษทางอาญาที่รุนแรง

รัฐบาลยืนยันว่าการดำเนินงานเกี่ยวกับชายแดนไทย-กัมพูชา จะยึดถือข้อเท็จจริงและความมั่นคงของชาติเป็นที่ตั้ง ไม่มีการดำเนินงานภายใต้ข่าวลือออนไลน์อย่างแน่นอน ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจในข้อมูลจากช่องทางหลักของรัฐบาลมากกว่าการเชื่อกระแสโซเชียลที่ขาดหลักฐานยืนยัน การหยุดแชร์ข่าวปลอมถือเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่และปลอดภัยจากความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นครับ

ที่มา – ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้วดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข่าวเท็จ กุข่าวเปิดชายแดน

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ยันอนุทิน-ภูมิใจไทยไม่ชง 99 ปี

ช่วงนี้ข่าวปลอมแพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่เกี่ยวกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ล่าสุด โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม เรื่องที่อ้างว่ารัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอร่างกฎหมายให้เช่าที่ดิน 99 ปี เพื่อตั้งกาสิโนในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งข้อมูลนี้ไม่เป็นความจริง รัฐบาลได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในสังคม

การแพร่ข่าวปลอมแบบนี้ไม่เพียงสร้างความแตกแยก แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นในรัฐบาลและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศด้วย วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดข้อเท็จจริงกันแบบครบถ้วน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถูกต้อง

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม

วันที่ 8 พฤษภาคม 2567 นางสาวรัชดา ธนากูล โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวชี้แจงกรณีมีข้อมูลเท็จจากอาจารย์อัจฉราวดี วงศ์สกล ที่อ้างว่ารัฐมนตรีอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้ชงร่าง พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC) โดยอนุญาตให้เช่าที่ดิน 99 ปีและตั้งกาสิโน โฆษกรัฐบาลยืนยันว่าเรื่องนี้เป็นข่าวปลอมที่ถูกบิดเบือน

เนื้อหาที่ถูกแชร์มาจากร่างกฎหมายของ ส.ส.ชุดที่แล้ว คือ นายนภดล แก้วสุพัฒน์ อดีต ส.ส.พรรคพลังท้องถิ่นไท และมีร่างที่เกี่ยวข้องกับกาสิโนอีก 3 ฉบับจาก ส.ส.อื่นๆ สามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์สภาผู้แทนราษฎร

พรรคภูมิใจไทยชี้แจงร่างกฎหมาย

สำหรับพรรคภูมิใจไทย เคยเสนอร่าง พ.ร.บ.นี้ในสภาชุดก่อน แต่ใช้ต้นแบบจาก พ.ร.บ.อีอีซี (Eastern Economic Corridor) โดยมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ สร้างการเติบโตให้ประเทศเท่านั้น ไม่มีเนื้อหาเช่าที่ดิน 99 ปีหรือเปิดกาสิโน ตามที่ถูกกล่าวหา รัฐบาลย้ำว่าร่างนี้เน้นการลงทุนที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

  • ร่างกฎหมายมาจาก ส.ส. ชุดที่แล้ว ไม่ใช่รัฐบาลปัจจุบัน
  • พรรคภูมิใจไทยใช้โมเดล EEC ที่ประสบความสำเร็จ
  • ไม่มีนโยบายกาสิโนหรือเช่าที่ดินระยะยาว 99 ปี
  • ตรวจสอบข้อมูลได้จากแหล่งที่เชื่อถือได้ เช่น เว็บสภา

โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม เน้นความโปร่งใส

นอกจากประเด็นนี้ โฆษกรัฐบาลยังอัปเดตความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ซึ่งเป็นโครงการเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกสองแห่งทางภาคใต้ เพื่อยกระดับการค้าและโลจิสติกส์ของไทย นายกรัฐมนตรีสั่งตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง เป็นประธาน พิจารณาความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจและผลประโยชน์ชาติเป็นหลัก

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน หากผลศึกษาพบว่าไม่คุ้มค่า หรือชาวบ้านในพื้นที่คัดค้าน โครงการจะไม่เดินหน้า รัฐบาลย้ำถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน

โครงการแลนด์บริดจ์มีศักยภาพสูงในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ สร้างงานและรายได้ให้คนใต้ แต่ต้องผ่านการศึกษาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ในยุคดิจิทัลที่ข่าวปลอมแพร่เชื้อไว รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานหนักขึ้นในการสื่อสารข้อเท็จจริง โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการแสดงความรวดเร็วและชัดเจน

สำหรับประชาชน ควรใช้วิจารณญาณในการรับข่าว โดยตรวจสอบจากแหล่งข่าวหลัก เช่น เว็บรัฐบาล สภา หรือสื่อที่น่าเชื่อถือ อย่าแชร์โดยไม่คิด เพราะอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของการบิดเบือน

สุดท้าย ข้อคิดจากเรื่องนี้คือ การพัฒนาประเทศต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้องและการมีส่วนร่วมจากทุกคน หากเราร่วมมือกันต่อสู้ข่าวปลอม ไทยจะก้าวหน้าอย่างมั่นคง ลองแชร์ข้อเท็จจริงนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสยิ่งขึ้น

ที่มา – โฆษกรัฐบาลเบรกข่าวปลอม ยัน “อนุทิน-ภูมิใจไทย” ไม่เคยชงเช่าที่ดิน 99 ปีตั้งกาสิ

KPI Poll: คนไทยเสียงแตก รัฐบาลรับมือวิกฤตตะวันออกกลาง

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะระหว่างสหรัฐและอิหร่าน กำลังสร้างแรงกระเพื่อมมาถึงประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งสูงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ผลสำรวจล่าสุดจากสถาบันพระปกเกล้าแสดงให้เห็นว่าประชาชนไทยมีความกังวลหนักหน่วง แต่ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่ยังเสียงแตกไม่ลงตัว

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

วันที่ 27 มีนาคม 2569 สถาบันพระปกเกล้าได้เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง “ความเชื่อมั่นและความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll เป็นผู้มอบนโยบายสำคัญ KPI Poll ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นโพลเชิงวิชาการที่สะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยหลักการ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานสูง ไม่ชี้นำ แต่ฟังเสียงประชาชน เพื่อเป็นคลังสมองทางประชาธิปไตยของสังคมไทย

การสำรวจดำเนินการระหว่างวันที่ 13-16 มีนาคม 2569 กับประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 2,000 ตัวอย่าง กระจายตามภูมิภาค บทสรุปสำคัญมีดังนี้

ผลกระทบที่ประชาชนกังวลมากที่สุดจากวิกฤตสหรัฐ-อิหร่าน

จากผลสำรวจโดย Line Today พบว่า:

  • 78.9% กังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะขนส่ง อาหาร และค่าเดินทาง ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งแบบทิ้งห่าง
  • 9.3% กังวลข้อมูลเท็จและข่าวลวงที่อาจทำให้สังคมตื่นตระหนกหรือแตกแยก
  • 5.8% กังวลความเสี่ยงด้านพลังงานและสินค้านำเข้า-ส่งออกที่สะดุดจากเส้นทางเดินเรือ
  • 5.4% กังวลความเสี่ยงก่อการร้ายหรือความไม่สงบที่ลุกลาม
  • 0.6% กังวลความปลอดภัยของคนไทยในต่างประเทศและแรงงานในตะวันออกกลาง

สะท้อนว่าประชาชนกว่า 3 ใน 4 ห่วงปากท้องมากกว่ามิติความมั่นคง ขณะที่ข่าวลวงติดอันดับสอง แสดงถึงความกังวลเรื่องความสับสนและความแตกแยกจากสื่อที่คลาดเคลื่อน

ความเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่: เสียงแตกสูสี

KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก 46.2% ค่อนข้างเชื่อมั่นหรือเชื่อมั่นมากในรัฐบาลใหม่ว่าจะรับมือผลกระทบได้ ขณะที่ 40.4% ไม่ค่อยเชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นเลย และ 13.4% ไม่แน่ใจ แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังไม่ชัดเจนว่ารัฐบาลสอบผ่าน ต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง

กลุ่มคนที่ไม่เชื่อมั่น: คนกรุงและ Gen Z สวนทางคนใต้และวัยเก๋า

ภาคใต้เชื่อมั่นสูงสุด 70.4% รองลงมา东北 53.9% เหนือ 36.8% แต่กรุงเทพฯ ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 57.6% กลาง 56.0% ตะวันออก 51.7%

วัย Baby Boomer 53.1% Gen X 47.6% Gen Y 47.1% แต่ Gen Z ไม่เชื่อมั่นสูงสุด 49.0% ความไม่เชื่อมั่นจากคนเมือง คนรุ่นใหม่ พื้นที่เศรษฐกิจใหญ่ มาจากความอ่อนไหวต่อค่าครองชีพ ข้อมูลข่าวสารหนาแน่น และคาดหวังรัฐสูง รัฐบาลต้องเร่งสื่อสารโปร่งใส รวดเร็ว และมาตรการจับต้องได้

ประชาชนหนุนรัฐบาลวางตัวเป็นกลาง โฟกัสช่วยคนไทย

52.5% หนุนวางตัวเป็นกลาง เน้นช่วยคนไทยและผลประโยชน์ชาติ 16.3% เน้นมาตรการเศรษฐกิจรับกระแทก 12.8% ประสานความมั่นคง-ข่าวกรอง 7.3% ทูตเชิงรุก 11.1% ไม่แน่ใจ ประชาชนต้องการความเป็นกลางแบบมีภารกิจ เพื่อปกป้องปากท้องและเศรษฐกิจ

บทสรุป KPI Poll ครั้งที่ 14 ผลสำรวจนี้เป็นบททดสอบรัฐบาลใหม่ในการปกป้องประชาชนจากวิกฤตตะวันออกกลาง แม้เชื่อมั่นนำเล็กน้อย แต่ยังต้องเร่ง 1) มาตรการลดค่าครองชีพ 2) สื่อสารชัดเจน 3) แสดงผลจริง เพื่อไม่ให้วิกฤตโลกกลายเป็นวิกฤตครัวเรือน

ในมุมมองผู้เขียน KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้ นี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลต้องพิสูจน์ตัวเองด่วน ชวนผู้อ่านติดตามการอัปเดตมาตรการรัฐบาลและสำรวจ KPI Poll ครั้งต่อไป เพื่อเห็นภาพรวมความเชื่อมั่นที่เปลี่ยนแปลง

ที่มา – KPI Poll เผยคนไทยเสียงแตก เชื่อ-ไม่เชื่อ รัฐบาลใหม่รับมือผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางได้

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องลวงโลก คลิปวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลทั่วโลก สุนัข 7 ตัวเดินเกาะกลุ่มกันบนทางหลวงในจีน สร้างความประทับใจนับล้าน แต่สุดท้ายถูกเปิดโปงว่าเป็นเรื่องแต่ง!

หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องลวงโลก

คลิปวิดีโอสั้นๆ ที่มียอดวิวกว่า 90 ล้านครั้งทั่วทุกแพลตฟอร์ม แสดงภาพสุนัข 7 ตัว ไม่ว่าจะเป็นคอร์กี้ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ และอัลเซเชียนเชพเพิร์ดที่ดูบาดเจ็บ เดินเกาะกลุ่มแน่นหนาบนขอบทางหลวงในมณฑลจี๋หลิน ประเทศจีน เรื่องราวถูกแต่งเติมให้กลายเป็นมหากาพย์การเดินทางกลับบ้าน เหมือนหนังดิสนีย์เรื่อง Homeward Bound ทำให้คนทั่วโลกหลงรัก แถมยังมี AI สร้างโปสเตอร์หนังและฉากจบซึ้งๆ ตามมาเพียบ

แต่ความจริงแล้ว? สื่อจีนชั้นนำอย่าง City Evening News และ Cover News ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าสุนัขเหล่านี้ไม่ใช่สุนัขที่ถูกขโมยจากรถบรรทุกเนื้อเพื่อนำไปขายแต่อย่างใด! พวกมันคือ “สุนัขบ้าน” หรือสุนัขเลี้ยงแบบปล่อยของชาวบ้านในละแวกนั้น เจ้าของยืนยันว่ามักหายไปเที่ยวเล่น 1-2 วันเป็นเรื่องปกติ

สาเหตุที่สุนัขเกาะกลุ่มกัน: ไม่ใช่การปกป้องเพื่อนบาดเจ็บ!

ส่วนที่ดูเหมือนพวกมันปกป้องสมาชิกบาดเจ็บนั้น จริงๆ แล้วสุนัขเยอรมันเชเพิร์ดเพศเมียกำลังอยู่ในช่วงติดสัด! ทำให้ตัวอื่นๆ เดินตามติดๆ ไม่ยอมห่าง ล่าสุดทั้งหมดกลับบ้านปลอดภัย สุนัขตัวต้นเหตุ也被ล่ามโซ่ไว้จนกว่าจะหมดช่วงผสมพันธุ์

  • คลิปไวรัลยอดวิว 90 ล้านครั้ง
  • ภาพจริง ไม่ใช่ AI แต่เนื้อหาบิดเบือน
  • สะท้อนปัญหาข้อมูลเท็จในยุคโซเชียล

ดร. ทีเจ ทอมสัน ผู้เชี่ยวชาญดิจิทัลมีเดียจาก RMIT University ชี้ว่า ผู้คนโหยหาคอนเทนต์ “Wholesome” เพื่อหนีข่าวร้ายอย่างสงคราม ทำให้ครีเอเตอร์สร้างเรื่องโกหกหรือใช้ AI เสริม เพื่อแลกยอดวิวที่คือเงินในโลกโซเชียล

แม้ดูไร้พิษภัย แต่มีอันตรายซ่อนอยู่ เช่น ข่าวลือรถขนเนื้อสุนัข ผลิตภาพลบต่อคนจีนเรื่องกินเนื้อหมา นำไปสู่การเหยียดเชื้อชาติ และทำให้เราชินกับข่าวปลอม จนแยกแยะข่าวจริงอย่างการเมืองหรือสงครามไม่ได้

นี่คือบทเรียนยุค AI: สิ่งที่เห็นอาจไม่ใช่ความจริง คอนเทนต์น่ารักที่สุดอาจบิดเบือนที่สุด ควรตรวจสอบก่อนแชร์เสมอ

คำแนะนำ: ฝึกทักษะ Fact-check ด้วยการดูแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ อย่าให้อารมณ์พาไป ลองแชร์บทความนี้เพื่อเตือนเพื่อนๆ ให้ระวังข้อมูลเท็จกันนะ!

ที่มา – หนังคนละม้วน “แก๊งสุนัข 7 ตัว” เดินเท้ากลับบ้านที่จีน ที่แท้คือเรื่องลวงโลก

พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้อง 3 แอคเคาท์ข่าวปลอม

สวัสดีครับทุกท่าน ในยุคที่โซเชียลมีเดียกลายเป็นสนามรบข้อมูลข่าวสาร ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สร้างความแตกแยกในสังคมไทย พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค อย่างจริงจัง เพื่อปกป้องชื่อเสียงและความจริงให้กับพรรคและสมาชิก นี่คือก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรับมือกับปัญหานี้

พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2567 (Fact Check จากพรรคประชาชน) พรรคได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ประกาศยกระดับแนวทางการต่อสู้กับข่าวปลอมและข่าวบิดเบือนแบบเป็นระบบ โดยใช้ 2 มิติหลัก คือ ทางการสื่อสารและทางกฎหมาย ที่ผ่านมา พรรคเผชิญกับการโจมตีจากข้อมูลเท็จ การใส่ร้ายป้ายสีที่จงใจสร้างความเกลียดชังต่อพรรค แม้พรรคจะพยายามชี้แจงและเตือนแล้ว แต่ผู้กระทำยังคงทำซ้ำๆ แสดงถึงเจตนาชัดเจน

ประชาชนหลายคนส่งเสียงสะท้อนมาให้พรรคถึงผลกระทบจากข่าวปลอมเหล่านี้ ทำให้พรรคตัดสินใจยกระดับการรับมือ เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องเข้าถึงประชาชนได้รวดเร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น

มิติทางการสื่อสาร: เร่งชี้แจงแบบทันเหตุการณ์

พรรคจะตั้ง ทีมจัดการข่าวปลอมอย่างเป็นทางการ เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการชี้แจง ขยายช่องทางการสื่อสารไปยังแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น Facebook, X (Twitter), TikTok และอื่นๆ รวมถึงพัฒนารูปแบบเนื้อหาที่น่าสนใจ เช่น วิดีโอสั้น อินโฟกราฟิก เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงง่าย นอกจากนี้ ยังจะสร้าง เว็บไซต์หรือระบบฐานข้อมูล ที่รวบรวมคำชี้แจงเก่าๆ ไว้ ให้ประชาชนค้นหาได้สะดวก เมื่อมีข่าวเก่าถูกขุดขึ้นมาเผยแพร่ซ้ำ

การทำแบบนี้จะช่วยลดช่องว่างข้อมูล ทำให้ประชาชนไม่ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอมได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่ข้อมูลบิดเบือนมักถูกใช้เป็นอาวุธ

มิติทางกฎหมาย: ฟ้องแพ่ง-อาญาแบบเด็ดขาด

พรรคจะใช้สิทธิปกป้องตัวเองเต็มรูปแบบ โดยดำเนินคดีทั้งแพ่งและอาญากับผู้ที่จงใจสร้างข่าวปลอม โดยเฉพาะ ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (influencers) และเครือข่ายที่ทำซ้ำๆ สร้างความเสียหายต่อพรรคและบุคลากร แต่พรรคย้ำว่าจะทำอย่างระมัดระวัง ไม่กระทบเสรีภาพการแสดงออก ซึ่งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย

ในเบื้องต้น พรรคได้รวบรวมหลักฐานและจะฟ้องอย่างน้อย 3 แอคเคาท์ดังนี้:

  • (1) ผู้มีอิทธิพลชื่อดังบน Facebook ที่โพสต์ข่าวบิดเบือนเกี่ยวกับพรรคอย่างต่อเนื่อง สร้างความเข้าใจผิดให้ผู้ติดตามนับล้าน
  • (2) แอคเคาท์บน X (Twitter) ที่กล่าวหาใส่ร้ายพรรคและแกนนำมาหลายปี โดยไม่เคยหยุด
  • (3) นักเคลื่อนไหวทางการเมืองชื่อดัง ที่เผยแพร่ข้อมูลเท็จเรื่องปฏิบัติการข่าวสารของพรรค ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย

นอกจากนี้ พรรคยังกำลังเก็บหลักฐานกรณีอื่นๆ เพื่อดำเนินการต่อไปด้วยมาตรฐานเดียวกัน

ทำไมพรรคประชาชนต้องยกระดับสู้แบบนี้?

ข่าวปลอมไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆ ในยุคดิจิทัล มันสามารถเปลี่ยนมุมมองของประชาชน สร้างความแตกแยก และกระทบต่อการเมืองโดยรวม พรรคประชาชนที่ยึดหลักประชาธิปไตย จึงต้อง站ขึ้นมาสู้เพื่อความจริง หากปล่อยไว้ ผู้มีอิทธิพลบางคนจะยิ่งกล้า ใช้แพลตฟอร์มสร้างกระแสลบได้ไม่สิ้นสุด การฟ้องร้องจะเป็นตัวอย่างให้คนอื่นๆ คิดก่อนแชร์

นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้พรรคในสายตาประชาชนที่รักความยุติธรรม

การยกระดับสู้ครั้งนี้ของพรรคประชาชน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้กับ fake news ในไทย สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้การเมืองไทยโปร่งใสยิ่งขึ้น หากคุณเป็นแฟนพรรคหรือสนใจประเด็นนี้ ติดตามการอัปเดตคดีและชี้แจงข่าวปลอมจากพรรคได้เลยนะครับ ส่งข้อมูลข่าวปลอมที่เจอมาให้ทีม Fact Check ช่วยตรวจสอบด้วย!

ที่มา – พรรคประชาชน ยกระดับสู้ จ่อฟ้องแพ่ง-อาญา 3 แอคเคาท์ สร้างข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีพรรค

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบ กปน.

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า เป็นประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนกำลังเคลื่อนไหวอย่างจริงจัง หลังจากเกิดปัญหามากมายในวันเลือกตั้งล่วงหน้าเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงกระทบต่อสิทธิผู้มีสิทธิเลือกตั้ง แต่ยังอาจบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้งทั้งหมด

ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2568 พรรคประชาชนได้เตรียมยื่นหนังสือด่วนที่สุดถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในที่เลือกตั้งกลางนอกเขตและในเขตทั่วประเทศ ปัญหาเหล่านี้ถูกเปิดโปงจากสื่อและประชาชนที่ไปใช้สิทธิ ทำให้เกิดคำถามใหญ่ถึงความโปร่งใสในการเลือกตั้ง

ปัญหาหลักที่ปชน. ชี้ให้ กกต. สอบสวน

  • กรณีที่ 1: กรรมการประจำที่เลือกตั้งกลางนอกเขต ไม่กรอกข้อมูลจังหวัด เขตเลือกตั้ง หรือรหัสเขตลงในซองบัตรเลือกตั้ง (แบบ ส.ส.5/2) อย่างถูกต้อง เช่น ที่โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม จ.สมุทรปราการ หน่วยของผู้มีสิทธิจาก จ.เพชรบูรณ์ กลับกรอกรหัส 57 แทน 67 ซึ่งผิดระเบียบ กกต. ข้อ 200 ส่งผลให้บัตรเลือกตั้งอาจถูกนับผิดเขต สับสนหมายเลขผู้สมัคร และบิดเบือนเจตจำนงประชาชน อาจเข้าข่ายเลือกตั้งไม่สุจริต
  • กรณีที่ 2: ที่เลือกตั้งกลางหลายแห่งใน จ.ชลบุรี เช่น หน่วยวัดพันเสด็จนอก ศาลากลางจังหวัด อาคารโดมโรงเรียนเมืองพัทยา 7 และโรงเรียนสิทธิสุนทร อ.สัตหีบ ไม่มีประกาศรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. แบ่งเขต (แบบ ส.ส.4/14) โดยเฉพาะนางทิพา ปวีณาเสถียร พรรคประชาชน หมายเลข 8 เขต 1 จ.ลำปาง ที่แย่กว่านั้น เมื่อผู้มาเลือกตั้งทวงถาม เจ้าหน้าที่กลับให้ข้อมูลเท็จว่า ผู้สมัครนี้ถูกศาลฎีกาถอนสิทธิ ซึ่งไม่เป็นความจริง

ปัญหาเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความบกพร่องของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการ ประธาน กปน. และผู้ช่วย ซึ่งอาจเป็นการทุจริต จงใจละเลย หรือปฏิบัติมิชอบ พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้ กกต. เร่งตรวจสอบทั่วประเทศ หากพบผิดให้สั่งปลดทันทีตามอำนาจที่มี พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำในวันเลือกตั้งทั่วไป 8 กุมภาพันธ์ 2568

นอกจากนี้ พรรคยังขู่หากไม่จัดการ จะร้องทุกข์ดำเนินคดีตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561 มาตรา 23, พ.ร.ป.กกต. 2560 มาตรา 69 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ฝ่ายกฎหมายพรรคจะยื่นหนังสืออย่างเป็นทางการเช้าวันที่ 3 กุมภาพันธ์ เวลา 08:46 น.

เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเลือกตั้งที่ต้องสุจริตและเที่ยงธรรม หากปล่อยไว้ อาจกระทบความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบประชาธิปไตย การที่ปชน. ออกมาเคลื่อนไหวแบบนี้ ถือเป็นการปกป้องสิทธิประชาชนอย่างแท้จริง ผู้สนใจควรติดตามผลการยื่นหนังสือครั้งนี้ เพราะจะเป็นตัวชี้วัดว่า กกต. จะรับมือปัญหาอย่างจริงจังแค่ไหน

ในมุมมองของเรา การเลือกตั้งล่วงหน้าเป็นด่านทดสอบแรก หากมีปัญหาขนาดนี้ วันเลือกตั้งจริงต้องเข้มงวดยิ่งขึ้น ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมได้โดยรายงานปัญหาผ่านช่องทาง กกต. หรือพรรคที่สนับสนุน เพื่อให้การเลือกตั้งปีนี้เป็นไปด้วยดี

ติดตามข่าวการเมืองและการเลือกตั้งเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ปชน. เตรียมยื่นหนังสือถึง กกต. 3 ก.พ. เร่งสอบสวน-สั่งปลด กปน. ให้ข้อมูลเท็จวันเลือกตั้งล่วงหน้า

Scroll to top