คณะรัฐมนตรี

ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

เชื่อว่าหลายคนอาจจะกำลังสงสัยเกี่ยวกับข่าวการอนุมัติงบประมาณล่าสุดจากทางรัฐบาล ล่าสุดมีประเด็นที่น่าสนใจเมื่อ ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อนำไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองที่ทำหน้าที่อย่างหนักในช่วงที่ผ่านมาครับ

ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการเก็บตกงบประมาณจากการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติที่ผ่านมา โดยทางสำนักงาน กกต. ได้ชี้แจงว่าเนื่องจากงบประมาณเดิมที่ได้รับไปนั้นไม่เพียงพอสำหรับการครอบคลุมค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดและใช้เวลามาก

รายละเอียดการอนุมัติงบประมาณจาก ครม.

สำหรับประเด็นที่ว่า ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง รายละเอียดที่สำคัญมีดังนี้ครับ:

  • งบประมาณที่อนุมัติเพิ่มเติมมีจำนวนทั้งสิ้น 14,863,864 บาท
  • นำไปจ่ายเป็นค่าตอบแทนให้เจ้าหน้าที่สำนักทะเบียนอำเภอและท้องถิ่น
  • ได้รับการอนุมัติในหลักการเพื่อนำไปใช้จ่ายให้ถูกต้องตามระเบียบของสำนักงบประมาณ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงต้องมีการจ่ายค่าตอบแทนนี้เพิ่มเติม คำตอบคือเนื่องจากภาระงานในการตรวจสอบและคัดกรองชื่อผู้ที่ไม่ได้ออกไปใช้สิทธิถือเป็นงานด้านเอกสารที่ต้องใช้ความแม่นยำสูงมาก เพื่อให้ข้อมูลที่ปรากฏเป็นไปตามความเป็นจริงและรองรับสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างถูกต้องนั่นเองครับ ทั้งนี้ สำนักงบประมาณยังได้เน้นย้ำถึงเรื่องความคุ้มค่าและประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินภาษีของประชาชนให้เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุดตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 อีกด้วย

ในมุมมองของผม การสนับสนุนงบประมาณส่วนนี้ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการที่อยู่เบื้องหลังงานตรวจสอบรายชื่อผู้ที่ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะเป็นงานเบื้องหลังแต่ก็มีความสำคัญมากต่อระบบประชาธิปไตย เพราะความถูกต้องของฐานข้อมูลรายชื่อนั้นเปรียบเสมือนหัวใจของการดำเนินงานของ กกต. ในแต่ละครั้งเลยก็ว่าได้ครับ หากเจ้าหน้าที่ได้รับการตอบแทนที่เหมาะสม ก็ย่อมจะทำงานด้วยความตั้งใจและแม่นยำมากขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อภาพรวมของประเทศครับ

ที่มา – ครม. เคาะงบกลาง 14 ล้าน ให้ กกต. จ่ายค่าตอบแทนพิมพ์รายชื่อผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง

ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่ใช้ชีวิตหรือสัญจรไปมาในจังหวัดระยอง คงอาจจะได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับโครงการพัฒนาระบบน้ำกันบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดทาง ครม. ได้มีการเคาะอนุมัติงบเพิ่มเติมเพื่อครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ ให้เป็นไปอย่างราบรื่นขึ้น โดยโครงการนี้ถือเป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทานให้กับชาวปลวกแดงโดยเฉพาะ

ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่

สาเหตุหลักของการเพิ่มงบประมาณในครั้งนี้ เกิดจากปัญหาหน้างานที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ กล่าวคือแนวท่อส่งน้ำเดิมนั้นไปทับซ้อนกับแนวขยายช่องจราจรของกรมทางหลวง จนไม่สามารถขุดเปิดหน้าดินได้ตามแผนเดิมที่วางไว้ ทำให้ทางกรมชลประทานต้องเปลี่ยนแผนการทำงานทันทีเพื่อให้กระทบต่อการจราจรน้อยที่สุด โดยการปรับเปลี่ยนมาใช้วิธีการเจาะลอดใต้ดินแทน เพื่อเดินหน้าโครงการให้สำเร็จตามเป้าหมาย

ทำไมต้องปรับเปลี่ยนวิธีการและเพิ่มงบประมาณในโครงการนี้

การตัดสินใจครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ ในครั้งนี้ได้รับความเห็นชอบจากทั้งสภาพัฒน์และ สทนช. เรียบร้อยแล้ว ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ปรับเปลี่ยนวิธีการวางท่อจากการขุดเปิดหน้าดิน เป็นการวางท่อแบบเจาะลอด เพื่อลดผลกระทบต่อผิวจราจร
  • การใช้เทคนิคเจาะลอดช่วยให้งานก่อสร้างเดินหน้าต่อได้ในพื้นที่จำกัด
  • อนุมัติขยายระยะเวลาโครงการจากเดิมสิ้นสุดปี 2568 เป็นปี 2570 เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการทำงาน
  • เพิ่มกรอบวงเงินงบประมาณจาก 840 ล้านบาท เป็น 859.20 ล้านบาท

หลายคนอาจจะมองว่าการที่ ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่ เป็นเรื่องของการล่าช้า แต่ในมุมกลับกัน นี่คือการปรับตัวเพื่อให้เกิดความคุ้มค่าและลดผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในตำบลละหารและพื้นที่ใกล้เคียงให้ได้มากที่สุดครับ ทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันเร่งรัดงานในส่วนที่เหลือ เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรและประชาชนได้ใช้ประโยชน์จากระบบส่งน้ำและสถานีสูบน้ำไฟฟ้าอย่างรวดเร็วที่สุด

ในฐานะที่เราเป็นประชาชน การติดตามความคืบหน้าโครงการเหล่านี้ถือเป็นเรื่องดีครับ เพราะทรัพยากรน้ำเป็นหัวใจสำคัญของภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมในจังหวัดระยอง หวังว่าเมื่อโครงการนี้เสร็จสมบูรณ์ ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ปลวกแดงจะได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืนแน่นอนครับ

ที่มา – ครม. อนุมัติเพิ่มงบ 19.20 ล้าน เดินหน้าโครงการส่งน้ำระยอง ปรับแบบก่อสร้างแก้ข้อจำกัดพื้นที่

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

ข่าวดีสำหรับผู้ประกอบการไทย! ล่าสุด ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ การขยายระยะเวลาครั้งนี้ถือเป็นโอกาสทองที่ช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการทุกขนาด ตั้งแต่ SMEs ไปจนถึงบริษัทขนาดใหญ่ ให้สามารถแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล

ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้มีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นการใช้ระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt และ e-Withholding Tax อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่น่าสนใจ ได้แก่

  • หักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 2 เท่า: สำหรับรายจ่ายที่เกิดจากการลงทุนในระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ค่าซอฟต์แวร์ ค่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และค่าบริการผู้ให้บริการระบบ
  • สิทธิประโยชน์ใหม่: เพิ่มเติมค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจประเมินระบบสารสนเทศโดย สพธอ. เพื่อให้ระบบมีมาตรฐานสากล

ทำไมธุรกิจต้องหันมาใช้ระบบตามมาตรการ ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

ปัจจุบันกรมสรรพากรผลักดันระบบ e-Withholding Tax อย่างจริงจัง โดยการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายเหลือเพียง 1% สำหรับการจ่ายเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจได้มหาศาล อีกทั้งยังลดภาระงานเอกสารกระดาษที่กินทรัพยากร ทั้งนี้ การที่รัฐบาลประกาศว่า ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570 จึงเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า ภาครัฐต้องการให้ธุรกิจไทยก้าวข้ามผ่านกระบวนการทำงานแบบเดิมเพื่อมุ่งสู่ Smart Tax อย่างแท้จริง

หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ นี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเตรียมระบบบัญชีและภาษีให้พร้อม การมีพาร์ทเนอร์หรือ Service Provider ที่มีมาตรฐานจะช่วยลดความผิดพลาดในการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้เป็นอย่างมาก ไม่เพียงแค่นั้น การปรับตัวในครั้งนี้ยังทำให้ธุรกิจของคุณมีความคล่องตัวสูงขึ้น ประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณในการจัดเก็บเอกสารในระยะยาว

เราเชื่อว่าการปรับตัวสู่เทคโนโลยีภาษีไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ทุกธุรกิจต้องมี การที่รัฐบาลให้สิทธิประโยชน์มาครอบคลุมและยาวนานถึงปี 2570 นับเป็นโอกาสอันดีที่เราควรหยิบฉวยเอาไว้ เพื่อนำพาองค์กรให้เติบโตอย่างมั่นคงและก้าวทันกระแสโลกยุคใหม่ ลองเริ่มปรึกษาผู้ให้บริการระบบภาษีตั้งแต่ตอนนี้เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิประโยชน์ที่ดีที่สุดสำหรับธุรกิจของคุณ

ที่มา – ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 2570

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาอัปเดตกันครับ เมื่อล่าสุดรัฐบาลเตรียมจัดการประชุมครั้งสำคัญ โดยมีชื่อว่า “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของประเทศเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่นตามปฏิทินงบประมาณครับ

“พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดภารกิจสำคัญในการเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ครม.นัดพิเศษในครั้งนี้แทน ซึ่งภารกิจหลักคือการตรวจรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3.78 ล้านล้านบาท

เปิดขั้นตอนการทำงานเมื่อ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

หลังจากที่ ครม. ได้มีการตรวจร่างงบประมาณอย่างละเอียดแล้ว ขั้นตอนที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญได้แก่:

  • สำนักงบประมาณจะเร่งจัดพิมพ์ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในช่วงวันที่ 17-22 มิถุนายน
  • นำเสนอ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 มิถุนายน
  • ยื่นเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาวาระที่ 1 ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม

ความพยายามในการเร่งเครื่องครั้งนี้ มีเป้าหมายสูงสุดคือเพื่อให้การพิจารณางบประมาณทั้งในวาระที่ 2 และ 3 เสร็จสิ้นภายในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เพื่อให้งบประมาณปี 2570 พร้อมสำหรับการนำไปใช้งานจริงตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นการบริหารจัดการเวลาที่ค่อนข้างกระชับและชัดเจนเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้ทันท่วงทีครับ

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับปฏิทินงบประมาณอย่างเคร่งครัดเป็นสัญญาณที่ดีครับ เพราะงบประมาณรัฐเปรียบเสมือนเครื่องยนต์หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การที่ “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70 ในครั้งนี้ ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สะท้อนถึงการทำงานที่ต่อเนื่องไม่สะดุด แม้นายกฯ จะติดภารกิจต่างประเทศ ก็ต้องมาติดตามกันต่อครับว่าเมื่อเข้าสู่สภาฯ แล้ว จะมีประเด็นการอภิปรายเรื่องใดที่น่าสนใจบ้าง

ที่มา – “พิพัฒน์” นั่งหัวโต๊ะ ประชุม ครม.นัดพิเศษ 18 มิ.ย. นี้ ตรวจร่าง พ.ร.บ.งบฯ ปี 70

“สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก

“สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่อง “สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก เพื่อหวังจะสลายอิทธิพลของกลุ่มบ้านใหญ่และนายทุนที่ฝังรากลึกในระบบการเมืองไทยมาอย่างยาวนาน

ทำไมต้องยกเลิก สส.เขต?

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุดคือข้อเสนอให้ยุติการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต และเปลี่ยนมาใช้ระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมด นายสุรเดชให้เหตุผลว่าระบบเขตเอื้อให้เกิด “บ้านใหญ่” หรือผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การคอร์รัปชันและการแบ่งเค้กผลประโยชน์ หากเราเปลี่ยนมาใช้บัญชีรายชื่อเพียงอย่างเดียว การพัฒนาประเทศจะเป็นไปอย่างทั่วถึง ไม่เจาะจงเฉพาะพื้นที่ที่พรรคการเมืองต้องการฐานเสียง

นอกจากนี้ ในประเด็น “สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก ยังรวมไปถึงการปรับโครงสร้างคณะรัฐมนตรี โดยเสนอให้มีเพียงนายกรัฐมนตรีที่เป็น สส. ส่วนรัฐมนตรีที่เหลือควรมาจากผู้เชี่ยวชาญคนนอกที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เพื่อป้องกันการบีบบังคับต่อรองตำแหน่งจากกลุ่มนายทุนพรรคการเมือง

  • สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.): ต้องมาจากประชาชนเพื่อยึดโยงกับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอย่างแท้จริง
  • วุฒิสภา (สว.): ควรมาจากการเลือกตั้งโดยตรง ยกเลิกระบบกลุ่มวิชาชีพ เพื่อความโปร่งใส
  • องค์กรอิสระ: ควรให้สถาบันตุลาการเป็นผู้คัดเลือก เพื่อความเป็นกลางสูงสุด

ในมุมมองของคุณ คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างใหญ่แบบนี้จะช่วยสลายอิทธิพลนายทุนและลดปัญหาคอร์รัปชันได้จริงหรือไม่? เป็นที่น่าติดตามว่าแนวทาง “สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก จะได้รับการตอบรับหรือนำมาเป็นหนึ่งในข้อเสนอสำคัญเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

ที่มา – “สุรเดช” แนะแก้คอร์รัปชัน ยกเลิก สส.เขต-ครม. ใช้คนนอก มีนายกฯ คนเดียวที่มาจาก สส.

ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการขยับตัวทางการเมืองล่าสุด เมื่อยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อนพรรคให้ก้าวไปข้างหน้า โดยมองว่าแม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการบริหารงานภายใน แต่ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามระเบียบและโครงสร้างที่วางไว้ของพรรคอย่างชัดเจน

ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อน

ในการให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ทางด้านนายยศชนันได้ชี้แจงถึงประเด็นการบริหารจัดการพรรคว่า ในส่วนของการทำงานเพื่อประเทศชาตินั้น คณะรัฐมนตรีมีความพร้อมและมีอำนาจเต็มที่ในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ส่วนในมิติของการบริหารพรรคนั้น ยศชนัน มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย แพทองธาร ร่วมขับเคลื่อนพรรคได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นไปตามกลไกที่ได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อให้พรรคมีความแข็งแกร่งและคล่องตัวยิ่งขึ้น

บทบาทที่ชัดเจนของ แพทองธาร ในฐานะที่ปรึกษา

นอกจากนี้ นายยศชนันยังได้ย้ำถึงบทบาทของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในฐานะที่ปรึกษาว่า เป็นกำลังสำคัญในการเข้ามาดูแลบริหารงานส่วนต่างๆ ของพรรคให้เกิดความราบรื่น พร้อมทั้งปฏิเสธข่าวลือเรื่องการขยับตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยเชื่อมั่นว่าโครงสร้างปัจจุบันสามารถตอบโจทย์การทำงานเพื่อประชาชนได้ดีที่สุด

หากวิเคราะห์ตามหลักการบริหารองค์กรการเมืองใหญ่ๆ การมีกลไกที่ชัดเจนถือเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อให้เกิดการทำงานที่สอดประสานกัน สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้:

  • การขับเคลื่อนงานบริหารประเทศดำเนินไปตามกรอบอำนาจของคณะรัฐมนตรี
  • โครงสร้างพรรคปัจจุบันได้รับการออกแบบมาให้มีความเป็นระบบและมีที่ปรึกษาคอยกำกับดูแล
  • ความเชื่อมั่นในกลไกพรรคเพื่อไทยจะช่วยให้การทำงานเดินหน้าไปได้อย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ในโลกของการเมือง ความชัดเจนในการมอบหมายงานถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด และการที่ทุกฝ่ายหันมาโฟกัสที่ผลงานเพื่อประชาชนก็นับเป็นสัญญาณที่ดี ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายของการทำงานคือคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คนในสังคม ซึ่งนั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ประชาชนคาดหวังจากทุกพรรคการเมืองครับ

ที่มา – “ยศชนัน” มั่นใจกลไกโครงสร้างเพื่อไทย “แพทองธาร”ฐานะที่ปรึกษา ร่วมกันทำพรรคขับเคลื่อน

ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ

อัปเดตการเมือง: ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และการแต่งตั้งข้าราชการชุดใหม่

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนข้าราชการการเมืองในหลายกระทรวง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยไฮไลท์สำคัญคือการมีมติเห็นชอบให้มีการ ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ ซึ่งเป็นบุตรชายของคุณสุทิน คลังแสง เข้ามารับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้แก่ น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นอกเหนือจากกรณีดังกล่าวแล้ว ครม. ยังได้อนุมัติแต่งตั้งบุคคลสำคัญเข้าสู่ตำแหน่งที่ปรึกษาในส่วนงานอื่นๆ อีกหลายอัตรา เพื่อให้การทำงานในแต่ละกระทรวงเป็นไปอย่างราบรื่นและคล่องตัว ดังนี้:

สรุปรายชื่อแต่งตั้งข้าราชการการเมืองที่น่าสนใจ

  • ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ (นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช)
  • นายธนชัย สินธุไพร เข้าดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ)
  • นางสาวพลอย ธนิกุล ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์)
  • นายโกศล ปัทมะ เข้ารับตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์)
  • นายชัย วัชรงค์ ได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี

การจัดทัพบุคคลากรในครั้งนี้ถือเป็นการเสริมทีมงานสายเลือดใหม่และผู้มีประสบการณ์เข้ามาทำงานร่วมกับฝ่ายบริหาร เพื่อสานต่องานในภารกิจของแต่ละกระทรวงไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ หรือกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มีการปรับเปลี่ยนบอร์ดบริหารในคณะกรรมการหลายชุด อาทิ คณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน

เรายังเห็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญในการแต่งตั้งรายชื่อคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีและการปรับเปลี่ยนข้าราชการในกรมทางหลวงอีกด้วย ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการ ตั้ง รัฐ คลังแสง ลูก สุทิน ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ และทีมงานชุดใหม่นี้ จะสามารถสร้างผลงานเพื่อพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่วางไว้เพียงใด

บทสรุปของการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรกำลังคนเพื่อรับมือกับโจทย์สำคัญของประเทศในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม หรือการพัฒนาทรัพยากรบุคคล การทำงานเชิงรุกของ ครม. ในช่วงกลางปี 2569 จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มา – ตั้ง “รัฐ คลังแสง” ลูก “สุทิน” ที่ปรึกษา รมช.กษ. “ธนชัย สินธุไพร” ที่ปรึกษา “สิริพงศ์”

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ กับกรณีของ อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าของข้อพิพาทที่ดินต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ต้องเล่าว่าทางด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และเดินทางไปถึงบ้านพักของคุณเนวิน ชิดชอบ เพื่อติดตามการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งในเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว และย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

นายอนุทินยังได้ขยายความเพิ่มเติมถึงเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงไปตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ไม่ใช่การเหมาเข่งรวบยอด ซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเองในทุกกรณี

มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ กระบวนการยุติธรรมไทยมีหลักการที่ชัดเจนครับ โดยประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ:

  • การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
  • ผลคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี (รายแปลง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องนี้
  • ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนกฎหมายได้หากศาลมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมาแล้ว

สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทินยังได้กล่าวถึงงบประมาณปี 2570 ที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อกระจายความช่วยเหลือไปถึงพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลเร่งผลักดันควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมครับ

สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือทางออกเดียวของปัญหาเขากระโดง และการที่ฝ่ายการเมืองออกมาเน้นย้ำถึงกระบวนการที่โปร่งใสแบบนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงการเคารพหลักนิติธรรม หวังว่าทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลายตามความเป็นจริงในเร็ววันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้ากรณีการตรวจสอบ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท หลังจากที่ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านสื่อมวลชนว่า ทางรัฐบาลได้ดำเนินการส่งเอกสารชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญเป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งทำความเข้าใจกับสังคมและกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้การบริหารจัดการงบประมาณเป็นไปอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ โดยนายปกรณ์ย้ำว่า ข้อมูลที่ส่งให้นั้นอ้างอิงจากข้อเท็จจริงทั้งหมดที่เคยรายงานต่อคณะรัฐมนตรี

ขั้นตอนต่อจากนี้เมื่อ ปกรณ์เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

หลายคนอาจสงสัยว่า แล้วขั้นตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร? นายปกรณ์ได้อธิบายอย่างเป็นกันเองว่า ขณะนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นหลัก โดยมีแนวทางที่เป็นไปได้หลายทาง ดังนี้:

  • การวินิจฉัยทันที: หากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่าข้อมูลในเอกสารเพียงพอต่อการตัดสิน เนื่องจากเป็นเรื่องของข้อกฎหมายมากกว่าข้อเท็จจริง ก็อาจมีการอ่านคำวินิจฉัยในลำดับถัดไปภายในกรอบเวลา 60 วัน
  • การเรียกชี้แจงเพิ่มเติม: ในกรณีที่ศาลมองว่ายังมีประเด็นข้อสงสัยที่ต้องการข้อมูลกระจ่างชัดยิ่งขึ้น ศาลก็มีอำนาจสั่งให้ทางรัฐบาลเข้าไปชี้แจงหรือส่งเอกสารพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดที่นายปกรณ์ย้ำคือ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีการสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือระงับการบังคับใช้ พ.ร.ก. ดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นการดำเนินงานต่างๆ จึงยังคงเป็นไปตามขั้นตอนปกติ ภายใต้บรรทัดฐานของกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในภาคส่วนเศรษฐกิจที่รอรับงบประมาณสนับสนุน

บทสรุปและมุมมอง: การออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของนายปกรณ์ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงถึงความพร้อมของภาครัฐในการเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ซึ่งเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลอำนาจกัน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านฉบับนี้จะมีผลออกมาเป็นอย่างไร และจะส่งผลกระทบต่อแผนการใช้จ่ายงบประมาณของประเทศในอนาคตอย่างไรบ้าง หากมีการอัปเดตเพิ่มเติม เราจะรีบนำมาสรุปให้คุณผู้อ่านทราบโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – “ปกรณ์”เผยส่งคำชี้แจง พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว

Scroll to top