คณะรัฐมนตรี

“อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ สส.พรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ถึงร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหารที่เสนอโดยพรรคประชาชนว่าอาจมีเนื้อหาที่ขัดต่อหลักความเป็นอิสระของศาล โดย “อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากการเปิดช่องให้บุคคลภายนอกเข้ามามีบทบาทในคณะกรรมการตุลาการทหารนั่นเอง

“อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยนัยสำคัญ

นายอัครเดชได้อภิปรายอย่างดุเดือดในการประชุมสภา โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เห็นด้วยกับร่างของฝ่ายค้าน เพราะเกรงว่าความพยายามดึงคนนอกเข้ามาบริหารจัดการศาลทหารจะนำไปสู่ความวุ่นวายและกระทบต่ออิสระของตุลาการ โดยมีเหตุผลสำคัญดังนี้:

  • การดึงบุคคลภายนอก อาทิ ผู้แทนจากศาลปกครองหรืออัยการสูงสุดเข้ามาเป็นกรรมการ อาจทำให้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของศาลแต่ละแห่งทับซ้อนกัน
  • การให้อำนาจคณะกรรมการตรวจสอบการพิจารณาคดีอาจกลายเป็นเครื่องมือในการก้าวก่ายการตัดสินคดี ซึ่งผิดหลักการแบ่งแยกอำนาจ
  • การอ้างว่ากฎหมายเดิมขาดการแก้ไข ทั้งที่จริงมีการปรับปรุงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เหตุผลในการร่างกฎหมายใหม่ของฝ่ายค้านฟังไม่ขึ้น

มุมมองต่อความเสี่ยงในการแทรกแซง

ในมุมมองของนายอัครเดช “อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เพราะมองว่ากระบวนการยุติธรรมควรมีความเป็นเอกเทศ การนำคนนอกมานั่งเป็นคณะกรรมการนั้นเป็นเรื่องที่ผิดหลักการสากล เนื่องจากในศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง เราไม่เคยเห็นการนำเอาคนจากศาลอื่นเข้ามามีอำนาจบริหารจัดการภายในศาลตนเองมาก่อน การที่ร่างของพรรคประชาชนเปิดช่องให้นี้ จึงถือว่าเป็นความเสี่ยงร้ายแรงที่อาจจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ไม่เหมาะสม และกลายเป็นการดึงการเมืองหรือองค์กรอื่นเข้ามามีอิทธิพลเหนือการตัดสินคดีในศาลทหาร

แม้ว่าจะมีประเด็นเรื่องสิทธิผู้เสียหายหรือสิทธิในการประกันตัวที่ฟังดูดี แต่หากรายละเอียดในร่างกฎหมายกลับซ่อนเงื่อนไขที่ทำให้ตุลาการเสียความเป็นอิสระไป ก็ย่อมไม่คุ้มค่ากับการที่จะผ่านร่างกฎหมายดังกล่าว นายอัครเดชจึงย้ำว่าตนจะสนับสนุนร่างของคณะรัฐมนตรีที่เสนอโดยกระทรวงกลาโหมเท่านั้น เพราะมีความรัดกุมและเป็นไปตามหลักกฎหมายปัจจุบันมากกว่า

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า การปฏิรูปกฎหมายไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนข้อความในกระดาษ แต่ต้องคำนึงถึงผลกระทบในระยะยาวต่อระบบยุติธรรมทั้งระบบ เราต้องไม่ให้ความต้องการของฝ่ายการเมืองเข้ามากดดันความเป็นธรรมหรือทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ของศาลลดน้อยลงไปเพียงเพราะความนิยมทางการเมืองชั่วคราว คุณผู้อ่านมีความเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? การดึงคนนอกมาตรวจสอบศาลควรเป็นทางออกของประเทศจริงหรือ?

ที่มา – “อัครเดช” ชี้ร่างศาลทหาร ปชน. แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่วางแผนภาษีในช่วงใกล้สิ้นปีคงต้องถูกใจข่าวนี้แน่นอนครับ! ล่าสุด ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า เพื่อสนับสนุนกิจกรรมสาธารณกุศลทั้งด้านการแพทย์ การศึกษา และการช่วยเหลือผู้เปราะบาง ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับสายบุญที่อยากทำดีแถมยังได้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษีไปพร้อมๆ กันครับ

เหตุผลที่ ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

การขยายฐานรายชื่อมูลนิธิในครั้งนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นให้การสนับสนุนครอบคลุมทั้งด้านการแพทย์ การฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้พิการ ผู้ป่วยฉุกเฉิน และการศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและให้สังคมไทยได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งปัน ซึ่งการบริจาคผ่านระบบ e-Donation จะทำให้ทุกอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ และกรมสรรพากรได้รับข้อมูลทันที ทำให้คุณไม่จำเป็นต้องเก็บเอกสารกระดาษให้ยุ่งยากอีกต่อไปครับ

รายชื่อ 9 มูลนิธิใหม่ที่เพิ่งผ่านการอนุมัติ

สำหรับมูลนิธิที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในครั้งนี้ มีครบถ้วนทั้งด้านสาธารณสุขและวิชาการ ได้แก่:

  • มูลนิธิธรรมิกชนเพื่อคนตาบอดในประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
  • มูลนิธิการแพทย์สยามบรมราชกุมารี
  • มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์
  • มูลนิธิสายใจไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
  • มูลนิธิการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
  • มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา
  • มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลตัดสินใจอนุมัติมาตรการ ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ยังเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้งานระบบดิจิทัลของกรมสรรพากรมากขึ้น ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์สองต่อครับ

ในส่วนของเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี สำหรับบุคคลธรรมดา คุณสามารถนำเงินไปลดหย่อนได้ 2 เท่าจากยอดบริจาคจริง แต่เมื่อรวมกับรายการลดหย่อนอื่นแล้วจะต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้ ส่วนบริษัทหรือนิติบุคคลก็จะสามารถหักเป็นรายจ่ายได้ 2 เท่าเช่นกัน โดยเงื่อนไขนี้จะมีผลไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เลยทีเดียว

สุดท้ายนี้ ผมมองว่ามาตรการนี้ไม่ใช่แค่การเลี่ยงภาษีเท่านั้น แต่คือการแสดงพลังของคนไทยในการช่วยเหลือสังคม หากใครมีกำลังทรัพย์เพียงพอ การร่วมบริจาคผ่านช่องทางที่ถูกกฎหมายและได้รับสิทธิประโยชน์คืนกลับมาก็ถือเป็นการลงทุนเพื่อสังคมที่คุ้มค่ามากจริงๆ ครับ ลองตรวจสอบมูลนิธิที่สนใจและเริ่มทำบุญผ่านระบบ e-Donation กันตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ

ที่มา – ครม. เคาะเพิ่ม 9 มูลนิธิ บริจาคผ่าน e-Donation ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับกรณีที่มีหน่วยงานรัฐบางแห่งพบปัญหาเจ้าหน้าที่นำยานพาหนะส่วนตัวมาใช้สวัสดิการของหลวง โดยเฉพาะพฤติกรรมการนำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวไปชาร์จไฟในที่ทำการราชการ ล่าสุด ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและนำงบประมาณแผ่นดินไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการแก้ไขปัญหาการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม ซึ่งสำนักงาน ก.พ. ได้เสนอแนวทางให้ทุกหน่วยงานรัฐถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ โดยการดูแลเรื่องการใช้ไฟฟ้านั้นไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับระเบียบวินัยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการจัดการสวัสดิการภายในส่วนราชการให้ถูกต้องตามกฎหมาย

มาตรการคุมเข้ม ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง

เพื่อให้การใช้ทรัพยากรของรัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมธนารักษ์ได้มีการออกมาตรการและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการติดตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้าในที่ราชพัสดุ โดยสาระสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องทำความเข้าใจมีดังนี้:

  • การติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าต้องเป็นไปเพื่อกิจการราชการหรือสวัสดิการที่เหมาะสมเท่านั้น
  • เจ้าหน้าที่รัฐต้องปฏิบัติตามจริยธรรมอย่างเคร่งครัด ไม่ใช้ทรัพย์สินของหลวงเพื่อประโยชน์ส่วนตัว
  • หากพบการฝ่าฝืน จะมีการพิจารณาความผิดตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับวินัยข้าราชการ
  • หัวหน้าหน่วยงานต้องมีหน้าที่กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกรณีเจ้าหน้าที่นำรถส่วนตัวมาใช้ไฟหลวงโดยมิได้รับอนุญาต

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วรถยนต์ไฟฟ้าของราชการล่ะ? คำตอบคือสามารถใช้งานได้ตามปกติครับ แต่ต้องเป็นไปตามแนวทางที่กรมธนารักษ์และหน่วยงานต้นสังกัดกำหนดไว้ การที่ ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐนำรถไฟฟ้าชาร์จไฟหลวง ในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำให้ข้าราชการทุกคนตระหนักถึงการใช้ทรัพยากรส่วนรวมด้วยความระมัดระวัง เพราะเงินภาษีทุกบาทมีค่าและควรถูกนำไปพัฒนาประเทศมากกว่าการใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

ในมุมมองของเรา การมีระเบียบที่ชัดเจนเป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะนอกจากจะลดความสับสนในการปฏิบัติงานแล้ว ยังเป็นการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีให้กับภาครัฐอีกด้วย หากท่านเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ ก็ควรศึกษาข้อบังคับเหล่านี้ไว้เพื่อความสบายใจและหลีกเลี่ยงปัญหาทางวินัยที่อาจตามมาในภายหลังได้

ที่มา – ครม.รับทราบข้อเสนอแนะป้องกันเจ้าหน้าที่รัฐ นำรถยนต์ไฟฟ้าส่วนตัวชาร์จไฟหลวง

สนธิญา ร้อง ปอท. ตรวจสอบ ปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายสนธิญา สวัสดี ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อให้ตรวจสอบการโพสต์ข้อความของนายปิยบุตร แสงกนกกุล ในกรณีที่มีการหยิบยกประเด็นการเรียกร้องให้ยกเลิกองคมนตรีขึ้นมาพูดถึงอีกครั้ง จนนำไปสู่ความกังวลว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญาหลายมาตรา โดยเฉพาะประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่าง สนธิญา ร้อง ปอท. ตรวจสอบ ปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี ส่อเข้าข่ายผิด ม.108 – ม.112

สนธิญา ร้อง ปอท. ตรวจสอบ ปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี ส่อเข้าข่ายผิด ม.108 – ม.112

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 โดยนายสนธิญาอ้างว่าการโพสต์ข้อความของนายปิยบุตรเกี่ยวกับองคมนตรีนั้น มีความพยายามที่จะเสนอให้ยกเลิกองคมนตรีเพื่อประหยัดงบประมาณ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่าบทบาทอาจทับซ้อนกับคณะรัฐมนตรี ซึ่งนายสนธิญามองว่าข้อเสนอดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 108 และมาตรา 112 เนื่องจากองคมนตรีเป็นสถาบันที่ถูกรับรองโดยรัฐธรรมนูญและเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์โดยตรง

รายละเอียดการตรวจสอบ สนธิญา ร้อง ปอท. ตรวจสอบ ปิยบุตร ปมยกเลิกองคมนตรี ส่อเข้าข่ายผิด ม.108 – ม.112

นายสนธิญาได้ชี้แจงเหตุผลในการร้องเรียนเพิ่มเติมว่า:

  • การนำข้อความเก่ามาเผยแพร่ซ้ำอาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน
  • องค์กรองคมนตรีไม่ใช่การเมือง และไม่มีอำนาจแทรกแซงการบริหารของรัฐบาล
  • ภารกิจขององคมนตรีในการติดตามโครงการพระราชดำริและช่วยเหลือน้ำท่วมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชาติ

นอกจากนี้ นายสนธิญายังระบุว่า การกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 ที่วางแนวทางเกี่ยวกับการกระทำอันอาจกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเขายังยืนยันว่าจะเดินหน้าตรวจสอบบุคคลอื่นๆ ที่มีพฤติกรรมในลักษณะที่ใกล้เคียงกันต่อไป รวมถึงการเตรียมยื่นเรื่องเอาผิด น.ส.รักชนก ศรีนอก ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พื้นที่ในโลกออนไลน์ยังคงเป็นสมรภูมิทางความคิดที่ดุเดือด และทุกการแสดงความคิดเห็นย่อมต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบทางกฎหมาย การที่นายสนธิญาตัดสินใจยื่นตรวจสอบในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงขอบเขตของการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตยภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายบ้านเมือง ไม่ว่าเราจะมีความเห็นต่างอย่างไร กฎหมายรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติของประมวลกฎหมายอาญายังคงเป็นบรรทัดฐานสำคัญที่สังคมไทยต้องยึดถือร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – “สนธิญา” ร้อง ปอท. ตรวจสอบ “ปิยบุตร” ปมยกเลิกองคมนตรี ส่อเข้าข่ายผิด ม.108 – ม.112

ณัฐวุฒิ กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ สมรสเท่าเทียม

เชื่อว่าหลายคนคงจำความตื่นเต้นตอนที่เราได้เห็นกฎหมายสมรสเท่าเทียมประกาศใช้กันได้นะครับ แต่ผ่านมาถึงวันนี้ 480 วันแล้ว กลับกลายเป็นว่าความก้าวหน้าในการปรับปรุงกฎหมายลูกให้สอดรับกับความเป็นจริงนั้นยังดูเชื่องช้าเหลือเกิน ล่าสุด คุณณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.จากพรรคประชาชน ได้ออกมาส่งเสียงแทนพี่น้องกลุ่มความหลากหลายทางเพศอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิที่ควรจะได้นั้นจะไม่เป็นเพียงแค่ลมปาก

ณัฐวุฒิ กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ สมรสเท่าเทียม อย่างเป็นรูปธรรม

การที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านการประกาศใช้เป็นเรื่องที่ดีครับ แต่ตามมาตรา 68 ของกฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐต้องทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดภายใน 180 วัน ซึ่งแปลว่าเราเลยกำหนดการนั้นมานานโขแล้ว และการนิ่งเฉยของหน่วยงานรัฐก็ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตจริงของผู้คนครับ

ปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อให้ สมรสเท่าเทียม ใช้งานได้จริง

คุณณัฐวุฒิได้ชี้ให้เห็นกฎหมาย 3 ฉบับสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขโดยด่วน หากไม่อยากให้คำว่าความเท่าเทียมเป็นเพียงภาพจำในเดือนไพรด์เท่านั้น:

  • ประมวลรัษฎากร: การจัดการสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ยังไม่ครอบคลุมคู่สมรสหลากหลายเพศเมื่อมีบุตร
  • พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ: ปัจจุบันยังจำกัดสิทธิคู่ชาย-หญิงเท่านั้น ทำให้กลุ่ม LGBTQ+ เสียโอกาสในการสร้างครอบครัวอย่างถูกต้อง
  • พ.ร.บ.สัญชาติ: กฎหมายปัจจุบันมีเกณฑ์การแปลงสัญชาติสำหรับคู่สมรสเพศหลากหลายที่ยากกว่าปกติอย่างไม่เป็นธรรม

หลายคนมองว่าหน่วยงานรัฐอาจจะกังวลเรื่องการฉวยโอกาสหรือช่องโหว่ทางกฎหมาย แต่ในมุมมองของผู้สนับสนุนความเท่าเทียม เราเชื่อว่าการออกแบบกลไกป้องกันทำได้แน่นอนหากรัฐมีความตั้งใจจริง ไม่ใช่แค่บ่ายเบี่ยงด้วยการอ้างว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างฯ ไปวันๆ

เราคงไม่อยากเห็น Pride Month กลายเป็นแค่ช่วงเวลาของการจัดอีเวนต์โปรยปรายสีรุ้งในขณะที่กฎหมายภาคปฏิบัติยังเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน วันนี้จึงเป็นจังหวะที่สำคัญมากที่ภาคประชาชนต้องช่วยกันจับตาดูการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะความเท่าเทียมไม่ได้วัดกันที่คำพูด แต่พิสูจน์ได้ด้วยเนื้อหาของกฎหมายที่คุ้มครองทุกคนอย่างเท่าเทียมกันจริงๆ ครับ

ที่มา – “ณัฐวุฒิ” กระทุ้งรัฐบาลเร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ “สมรสเท่าเทียม” หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาวชุมพรและระนองที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ว่าผลเสียมากกว่าผลดีมากนัก

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

จากรายงานของ กสม. วันที่ 15 พ.ค. 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ย้ำถึงผลการตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งประกอบด้วยท่าเรือ ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษ และนิคมอุตสาหกรรม กสม. ส่งหนังสือข้อเสนอแนะไปยังนายกฯ และ ครม. เมื่อ 26 ก.พ. 2569 และ ครม. มีมติรับทราบเมื่อ 5 พ.ค. 2569 โดยมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นหลัก ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อศึกษาความเหมาะสม

ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือ?

สศช. ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว พบว่าโครงการนี้สนับสนุนสินค้าระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้แค่ 18% เท่านั้น การพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวหรือสนามบินก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญ โครงการไม่ช่วยประหยัดเวลาขนส่งจากมหาสมุทรอินเดียโดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกา ค่าขนส่งยังสูงกว่า ไม่แข่งขันกับสิงคโปร์ได้ และรายได้จากตู้คอนเทนเนอร์ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

โครงการจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก เช่น:

  • ตะกอนจากท่าเรือกระทบปะการัง หญ้าทะเล และแหล่งอาหารสัตว์น้ำ
  • กระทบแหล่งมรดกโลกทะเลอันดามัน
  • รถไฟและทางหลวงผ่านพื้นที่อนุรักษ์ ลุ่มน้ำชั้น 1A-2 ป่าชายเลน อุทยาน ชุ่มน้ำ
  • บุกรุกป่า เกษตร สูญเสียคาร์บอน เปลี่ยนกระแสน้ำ คุณภาพน้ำ น้ำใต้ดิน

ด้านการประมง ชุมพรมีเรือ 3,500 ลำ ประมงพื้นบ้าน 270 ลำ จับสัตว์น้ำ 110,000 ตัน มูลค่า 3,900 ล้านบาท เป็นแหล่งวงจรชีวิตปลาทู ระนองมีเรือพื้นบ้าน 2,000 ลำ ชาวเลมอแกนสูญเสียวิถีชีวิต เกษตรกรเสียแหล่งน้ำ ที่ดิน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสียหาย

การรับฟังความเห็นไม่ครบถ้วน

เวทีรับฟังทำแบบรายโครงการ ประชาชนเข้าไม่ครบ เนื้อหาไม่ชัด ไม่ให้แสดงความเห็นจริงจัง ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ 2560 ที่รัฐต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิประชาชน SDGs และ ICESCR

กสม. เสนอให้ สศช. จัดเวทีรับฟังภาพรวมพัฒนาจังหวัด ให้ประชาชนทุกกลุ่มกำหนดอนาคต รัฐต้องศึกษาผลกระทบครบมิติ คำนวณคุ้มค่าทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต

กสม. ขอบคุณ ครม. และนายกฯ ที่ตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยรองนายกฯ และ รมว.คลังเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ

โครงการแลนด์บริดจ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาต้องสมดุล เศรษฐกิจต้องไม่แลกกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิประชาชน คุณคิดว่าควรไปต่อหรือหยุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อให้เสียงเราดังถึงผู้กำหนดนโยบาย!

ที่มา – กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

“พีระพันธุ์” ห่วงปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว

“พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแสดงความกังวลอย่างหนักต่อมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติร่างกฎหมาย 2 ฉบับ ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งเปิดทางให้ยกเว้น 8 ธุรกิจต่างด้าว ในหมวดบริการ โดยไม่ต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์อีกต่อไป เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 และถูกมองว่าเป็นการตัดอำนาจสำคัญของหน่วยงานรัฐในการกำกับดูแล

ทำไมเรื่อง “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์ ถึงเป็นประเด็นร้อน? เพราะหลายธุรกิจในกลุ่มนี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และข้อมูลประชาชน ซึ่งตามหลักสากลควรอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐอย่างเข้มงวด เช่น บริการขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียมที่ถือเป็นสมบัติของชาติ การปลดล็อกครั้งนี้ทำให้บริษัทต่างด้าวหลุดพ้นจากการกำกับดูแลหลักของ พ.ร.บ.ดังกล่าว แม้จะได้รับอนุญาตจากกฎหมายอื่น แต่กระทรวงพาณิชย์ก็จะสูญเสียอำนาจในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุม

8 ธุรกิจต่างด้าวที่ถูกปลดล็อกมีอะไรบ้าง?

แม้รายละเอียดจะยังไม่ประกาศอย่างเป็นทางการ แต่จากร่างกฎหมาย คาดว่าประกอบด้วยบริการที่ sensitive ดังนี้

  • บริการสำรวจและขุดเจาะปิโตรเลียม
  • บริการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
  • บริการโทรคมนาคมและดาวเทียม
  • บริการจัดการข้อมูลประชาชนและฐานข้อมูล
  • บริการท่องเที่ยวและโรงแรมระดับสูง
  • บริการที่ปรึกษาทางการเงินและบัญชี
  • บริการขนส่งและโลจิสติกส์ข้ามชาติ
  • บริการด้านสุขภาพและการแพทย์เฉพาะทาง

ธุรกิจเหล่านี้หากปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาครองโดยปราศจากการตรวจสอบที่เข้มข้น อาจนำไปสู่การสูญเสียผลประโยชน์ของคนไทยและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ผลกระทบจากการตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

นายพีระพันธุ์ เน้นย้ำว่า กระทรวงพาณิชย์ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการควบคุมธุรกิจต่างด้าว จะหมดสิทธิ์ในการตรวจสอบอย่างละเอียด ส่งผลให้เกิดช่องโหว่หลายประการ เช่น

  • กระทบความมั่นคงชาติ: ทรัพยากรปิโตรเลียมอาจถูกต่างชาติผูกขาด
  • ข้อมูลประชาชนรั่วไหล: ธุรกิจฐานข้อมูลขาดการคุ้มครอง
  • เศรษฐกิจไทยเสียเปรียบ: SME ไทยแข่งขันไม่ได้กับทุนต่างชาติ
  • ขาดกลไกบังคับใช้: ไม่มีอำนาจสั่งหยุดหรือลงโทษหากผิดกฎ

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเปลี่ยนแปลงนี้คล้ายกับการเปิดประตูให้ทุนต่างชาติทะลักเข้าโดยไม่มีการกรอง สอดคล้องกับนโยบายเปิดประเทศ แต่ขาดสมดุลในการปกป้องผลประโยชน์ชาติ

นายพีระพันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลกระทบสำคัญคือกระทรวงพาณิชย์จะหมดอำนาจในการติดตาม ตรวจสอบ และควบคุม แม้จะมีการอนุญาตตามกฎหมายอื่นก็ตาม ซึ่งส่งผลต่อกลไกการคุ้มครองผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” คำเตือนนี้ชวนให้คิดถึงอนาคตเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการแก้ไข

เพื่อให้เข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดให้ธุรกิจ 3 ประเภทต้องขออนุญาต โดยประเภท 3 เป็นบริการที่กระทรวงพาณิชย์กำกับ การยกเว้น 8 รายการจึงเป็นการตัดวงจรการคุมเข้มที่ผ่านมา นักกฎหมายบางคนมองว่านี่อาจนำไปสู่คดีความในอนาคต หากเกิดข้อพิพาท

ในยุคที่การลงทุนต่างชาติเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อน GDP การปลดล็อกนี้อาจดึงดูดเงินทุนมหาศาล แต่ต้องถามว่าคนไทยได้ประโยชน์จริงหรือ? จากประสบการณ์ในอดีต เช่น การประมูล 3G/4G ที่ต่างชาติเข้ามาครองตลาด ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยล้มหายตายจาก

สุดท้ายแล้ว “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลควรรับฟัง ควรมีคณะกรรมการอิสระมาตรวจสอบร่างกฎหมายนี้ก่อนบังคับใช้จริง เพื่อให้เกิดสมดุลระหว่างการเปิดรับทุนต่างชาติกับการปกป้องชาติ คุณคิดอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการถกเถียงกว้างขวางยิ่งขึ้น

ที่มา – “พีระพันธุ์” ห่วงรัฐบาล ปลดล็อก 8 ธุรกิจต่างด้าว ตัดอำนาจกระทรวงพาณิชย์

โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค.

ช่วงนี้หลายคนกำลังตื่นเต้นกับข่าวลือเรื่องวันหยุดยาวเพิ่มเติมใช่ไหมครับ? แต่โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. แล้วนะ! ข่าวที่แพร่กระจายในโซเชียลมีเดียอ้างว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2567 นั้น ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังแบบละเอียด เพื่อไม่ให้ใครตกเป็นเหยื่อข้อมูลเท็จกันครับ

โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค.

น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 หลังจากมีข้อมูลเท็จถูกเผยแพร่กว้างขวาง โดยระบุชัดเจนว่า โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. เพราะขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณา เสนอ หรือมีมติจากครม. ในเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย ข้อมูลดังกล่าวอ้างว่าสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะเสนอให้มีวันหยุดยาวต่อเนื่องเพิ่ม แต่โฆษกยืนยันว่าเป็นเรื่อง捏造ทั้งสิ้น

รายละเอียดการชี้แจงจากน.ส.รัชดา ธนาดิเรก

น.ส.รัชดา กล่าวว่า “ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด” และขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ต่อ เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างได้ แนะนำให้ยึดถือข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการ เช่น เว็บไซต์ของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือช่องทางอย่างเป็นทางการของรัฐบาลเท่านั้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเฟกนิวส์ที่สร้างความสับสน

วันหยุดราชการจริงในเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม 2567 มีอะไรบ้าง?

เพื่อไม่ให้ทุกคนผิดหวัง มาดูวันหยุดราชการที่ประกาศอย่างเป็นทางการกันดีกว่าครับ ในเดือนมิถุนายน 2567 มีวันสำคัญดังนี้:

  • วันวิสาขบูชา และวันเฉลิมพระ旦ุบัติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี (23 มิถุนายน 2567) – วันหยุดราชการ
  • วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา (24 มิถุนายน 2567) – ไม่ใช่วันหยุดราชการ

ส่วนเดือนกรกฎาคม ยังไม่มีวันหยุดกรณีพิเศษเพิ่มเติม ตามปฏิทินราชการปกติ ดังนั้นอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่บอกว่าจะมีวันหยุดยาวต่อเนื่องเพิ่มนะครับ วันหยุดชดเชยหรือกรณีพิเศษต้องรอการพิจารณาจากครม. จริงๆ เท่านั้น

ทำไมเฟกนิวส์เรื่องวันหยุดราชการถึงแพร่กระจายง่าย?

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวเรื่องวันหยุดยาวเป็นหัวข้อที่คนสนใจมากที่สุด เพราะใครๆ ก็อยากได้เวลาพักผ่อนเพิ่ม แต่ปัญหาคือข้อมูลเท็จมักถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกยอดวิวหรือไลค์ โดยเฉพาะช่วงใกล้วันหยุดสำคัญ โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์วันหยุดราชการเพิ่ม มิ.ย. ก.ค. เป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงอันตรายของการแชร์โดยไม่ตรวจสอบ

  • สร้างความตื่นเต้นชั่วคราว แต่ผิดหวังในภายหลัง
  • ทำให้ประชาชนเสียเวลา วางแผนผิดพลาด
  • ลดความน่าเชื่อถือของสื่อและรัฐบาล

วิธีป้องกันง่ายๆ คือ ใช้เครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริง เช่น Fact-check website ของไทยอย่าง The101 หรือเว็บราชการ ดู URL ที่น่าเชื่อถือ และรอประกาศอย่างเป็นทางการเสมอครับ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้และคำแนะนำ

เหตุการณ์นี้เตือนใจเราว่า ในโลกดิจิทัลที่ข้อมูลไหลเวียนเร็วแค่ไหน เราต้องมีทักษะการตรวจสอบข้อมูล (Media Literacy) ให้ดีขึ้น รัฐบาลเองก็กำลังเร่งปราบปรามเฟกนิวส์ผ่านกฎหมายและแพลตฟอร์มต่างๆ หากเจอข่าววันหยุดเพิ่ม อย่ารีบแชร์ รอเช็คก่อนดีที่สุด

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านวางแผนวันหยุดตามปฏิทินจริง และติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น หากมีคำถามเพิ่มเติม แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ! อย่าให้เฟกนิวส์มาทำลายความสุขวันหยุดของคุณ

ที่มา – โฆษกรัฐบาล ชี้ เฟกนิวส์ “ครม. เคาะวันหยุดราชการกรณีพิเศษเพิ่ม มิ.ย. และ ก.ค.”

“ปกรณ์” มั่นใจรัฐบาลเดินหน้าเงินกู้ 4 แสนล้านไม่สะดุด

“ปกรณ์” มั่นใจรัฐบาลเดินหน้าเงินกู้ 4 แสนล้านไม่สะดุด เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ โดยเฉพาะการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจและประชาชนท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่คลี่คลาย

“ปกรณ์” มั่นใจรัฐบาลเดินหน้าเงินกู้ 4 แสนล้านไม่สะดุด

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้แสดงความมั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าโครงการเงินกู้ 4 แสนล้านบาทนี้โดยไม่สะดุด แม้ฝ่ายค้านจะเตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความก็ตาม เขาย้ำว่าการออก พ.ร.ก. ต้องรอบคอบ หากศาลวินิจฉัยไม่ผ่านจะมีผลย้อนหลัง สร้างปัญหาใหญ่ ดังนั้นรัฐบาลจึงมั่นใจจากข้อมูลกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และหน่วยงานเกี่ยวข้องว่าเงินที่มีอยู่ไม่พอ โดยเฉพาะท่ามกลางสงครามที่ยังไม่จบสิ้น

นายปกรณ์ ชี้แจงว่า กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว โครงการจะเดินหน้าต่อ เว้นแต่ศาลสั่งให้หยุด รัฐบาลจะส่งเรื่องให้สภาเพื่ออนุมัติต่อ โดยสภาจะรอคำตัดสินศาลภายใน 60 วัน

เหตุผลที่ “ปกรณ์” มั่นใจรัฐบาลเดินหน้าเงินกู้ 4 แสนล้านไม่สะดุด

รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมายอธิบายว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคหนึ่ง เน้นตรวจสอบว่าสอดคล้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งรัฐบาลตัดสินใจดีที่สุด โดยยกตัวอย่างรัฐธรรมนูญเก่าๆ เช่น ปี 2540 ที่เคยออก พ.ร.ก. กู้เงินในสมัยชวน หลีกภัย ทักษิณ ชินวัตร ปี 2550 สมัยอภิสิทธิ์ และยิ่งลักษณ์ ที่บางครั้งสำเร็จบางครั้งติดเรื่องเร่งด่วน

สำหรับ พ.ร.ก. นี้ เงินกู้แบ่ง 2 ส่วน คือช่วยเหลือเยียวยาและเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่โยกย้ายได้ เพราะเป็นวัตถุประสงค์เดียวกัน เพื่อประชาชนและเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่กล้าตีเช็คเปล่าเพราะติดคุกแน่นอน

  • เงินกู้ 4 แสนล้านเพื่อรักษาความมั่นคงเศรษฐกิจ
  • ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน
  • ศาลตรวจเฉพาะตามกรอบรัฐธรรมนูญ ไม่ดูเร่งด่วน
  • หากไม่ผ่าน รัฐบาลรับผิดชอบลาออก

นายปกรณ์ สอนมวยฝ่ายค้านและผู้ตรวจสอบ ว่าควรดูว่าทำงานตรงปก บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ นั่นถึงจะสร้างสรรค์ ไม่ใช่กล่าวหาตีเช็คเปล่า ซึ่งไม่มีจริง

ประเด็นนี้สะท้อนความมั่นใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการช่วยเหลือประชาชนจากวิกฤตโควิดและสงครามโลกที่กระทบราคาน้ำมัน พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน ทำให้งบประมาณเดิมไม่พอ รัฐบาลจึงต้องกู้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเยียวยาแรงงาน สินเชื่อ SMEs และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่รอคอยมานาน หากล่าช้าประชาชนเดือดร้อนหนัก

ในมุมมองผู้เขียน “ปกรณ์” มั่นใจรัฐบาลเดินหน้าเงินกู้ 4 แสนล้านไม่สะดุด ถือเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย แม้มีเสียงคัดค้าน แต่หลักกฎหมายชัดเจน รัฐบาลเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่าน เพื่อติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองล่าสุด

ที่มา – “ปกรณ์” มั่นใจรัฐบาลเดินหน้าเงินกู้ 4 แสนล้านไม่สะดุด

Scroll to top